ท่านอะลี(ร.ฎ.)ได้กล่าวว่า
ท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ)ถูกส่งมาด้วยกับดาบทั้งสี่
ดาบแรกแด่พวกมุชริกีน “(นี้คือประกาศ) การพ้นข้อผูกพันธ์ใด ๆ จากอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ แด่บรรดาผู้สักการะเจว็ด(มุชริกีน)ที่พวกเจ้า ได้ทำสัญญาไว้ ดังนั้นพวกท่าน จงท่องเที่ยวไปในแผ่นดินสี่เดือน และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงพวกท่านนั้นมิใช่ผู้ที่จะทำให้อัลลอฮฺหมดความสามารถ ก็หาไม่ และแท้จริงอัลลอฮฺจะทรงให้ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายอัปยศ และเป็นประกาศจากอัลลอฮ และรอซูลของพระองค์ แด่ประชาชนทั้งหลายในวันฮัจญ์อันใหญ่ยิ่ง ว่าแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงพ้นข้อผูกพันธ์ จากมุชริกทั้งหลาย และรอซูลของพระองค์ก็พ้นข้อผูกพันธ์นั้นด้วย และหากพวกเจ้า สำนึกผิด และกลับตัว มันก็เป็นสิ่งดีแก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าผินหลังให้ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริงพวกเจ้านั้นมิใช่ผู้ที่จะทำให้อัลลอฮฺหมดความสามารถ ได้ และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นเถิดด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ นอกจากบรรดาผู้สักการะเจว็ด (มุชริกีน) ที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้ แล้วพวกเขามิได้ผิดสัญญาแก่พวกเจ้าแต่อย่างใด และมิได้สนับสนุนผู้ใดต่อต้านพวกเจ้า ดังนั้นจะให้ครบถ้วนแก่พวกเขาซึ่งสัญญาของพวกเขาจนถึงกำหนดเวลาของพวกเขาเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้ที่ยำเกรงทั้งหลายครั้นเมื่อบรรดาเดือนต้องห้าม เหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็จงประหัตประหารมุชริกเหล่านั้น ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงจับพวกเขาและจงล้อมพวกเขา และจงนั่งสอดส่องพวกเขาทุกจุดที่สองส่อง แต่ถ้าพวกเขาสำหนึกผิกกลับตัว และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และชำระซะกาตแล้วไซร้ ก็จงปล่อยพวกเขาไป แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรอภัยโทษผู้ทรงเอ็นดูเมตตา” [ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ 1-5]
ดาบที่สองแด่ชาวคัมภีร์“พวกเจ้าจงต่อสู้บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อวันปรโลก และไม่งดเว้นสิ่งที่อัลลอฮฺและรอซูล ห้ามไว้ และไม่ปฏิบัติตามศาสนาแห่งความสัจจะ อันได้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ จนกว่าพวกเขาจะจ่ายอัล-ญิซยะฮฺจากมือของพวกเขาเอง ในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ต่ำต้อย” [ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ 29]
ดาบที่สามแด่เหล่าผู้ละเมิด“...หากฝ่ายหนึ่งในสองฝ่ายนั้นละเมิดอีกฝ่ายหนึ่ง พวกเจ้าก็จงปรามฝ่ายที่ละเมิด...” [ซูเราะฮฺอัลฮุญุรอจ 9]
ดาบที่สี่แด่พวกมุนาฟิกีน“โอ้นะบีเอ๋ย จงต่อสู้กับพวกปฏิเสธศรัทธาและพวกมุนาฟิกีน และจงแข็งกร้าวกับพวกเขา เพราะที่พำนักของพวกเขาคือนรก และมันเป็นทางกลับที่ชั่วช้ายิ่ง” [ซูเราะฮฺอัตตะฮฺรีม 9]
อ้างจาก Abu Qataadah's Ma'aalim at-Taa'ifah al-Mansurah p. 11