كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...
You are here: Fityatulhaq Board - เยาวชนแห่งสัจธรรม » ห้องหนังสือและบทความ » โต๊ะแนะนำนักเผยแพร่โลกอิสลาม » 

อัตตะชีวประวัติของลูกผู้ชายนามว่า อบูอัลวะลีด!!

ผู้เขียน หัวข้อ: อัตตะชีวประวัติของลูกผู้ชายนามว่า อบูอัลวะลีด!!  (อ่าน 1207 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ชัรฟุดดีน อามิลี

  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 20
อบูอัลวะลีด กับชีวิตแห่งการเสียสละ

เรียบเรียงโดย : ชัรฟุดดีน อามิลี (อัซซาบิกูน)


อบูอัลวะลีด คือ ชายหนุ่มมุญาฮิดีนที่โดดเด่นเหนือสมรภูมิต่างๆในเอเชียกลาง ถ้าหากวาทกรรมเรื่องการก่อการร้ายโดยสื่อตะวันตกมิได้รุนแรงดังที่เราพบเห็นเช่นในปัจจุบันแล้วไซร้ เราอาจจะพบวีรบุรุษคนใหม่ของโลกเช่นเดียวกับที่เราได้พบจากคนอย่าง เชกูวาร่า ในตัวของอบูอัลวะลีดก็ได้

"จอน เอล เอสโปสิโต นักบูรพาคดีที่ศึกษาอิสลาม"



เรื่องราวชีวิตการต่อสู้ของอบูอัลวะลีด จัดได้ว่ามีความโลดโผนดุเดือดเข้มข้นไม่แพ้ผู้มาก่อนอย่าง อิบนุค็อฏฏ็อบ เลยแม้แต่น้อย ในแง่ของสถานภาพแล้วอบูอัลวะลีดคือผู้บัญชาการกองรบที่ขึ้นมาสืบตำแหน่งต่อจากอิบนุค็อฏฏ็อบที่ได้เสียชีวิตไปแล้วก่อนหน้านี้ รูปร่างกำยำอันสูงใหญ่แข็งแกร่งดุจผูผา นิสัยที่สุขุมคัมภีร์ระภาพตลอดจนสภาวะการเป็นผู้นำที่ใจกว้างและมาดอันเงียบขรึมที่อบอุ่นแก่ลูกพลในกองทัพ เสริมสร้างความรักใคร่ของเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขาเป็นอย่างมาก
หากจะเปรียบเทียบตัวอัลวะลีดกับค็อฏฏ็อบแล้ว อัลวะลีดค่อนข้างมีบุคลิกภาพและลักษณะการต่อสู้ที่แตกต่างกับค็อฏฏ็อบอย่างชั้นเจน สำหรับค็อฏฏ็อบแล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าตัวเขามีบุคลิกภาพแบบช่างภาพที่รักการถ่ายรูปและค่อนข้างเฮฮากับเพื่อนฝูงมุญาฮฺดีนด้วยกัน ในขณะที่อัลวะลีดค่อนข้างมีนิสัยขรึมๆ ลักษณะนิสัยที่เงียบและค่อนข้างเก็บตัวเช่นนี้ได้นำพาไปสู่ความคลุมเครือบางอย่างต่อลักษณะนิสัยที่แท้จริงของเขา อากัปกิริยาบทบาทและแม้กระทั่งความตายของเขาก็ค่อนข้างจะมีความคลุเครือไปด้วย ข่าวลือประการหนึ่งอันเป็นที่โจษจันกันมากเกี่ยวกับการตายของอบูวะลีดก็คือ ข่าวลือที่ว่าเขาจมน้ำตายในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2002 เนื่องจากม้าที่เขากำลังขับขี่ข้ามแม่น้ำได้ถูกกระแสน้ำอันรุนแรงกระหน่ำใส่ ซึ่งสำนักข่าวกรองของรัสเซียเองต่างก็ได้โหมกระหน่ำข่าวความตายของเขาถึง 7 ครั้ง




อบูอัลวะลีด (ابو الوليد) ถือกำเนิดในประเทศซาอุดิอารเบียจากเชื้อสายของตระกูลเผ่า อัล-ฆอมิต (The Ghamid Tribe) ความทรงจำที่ผู้คนจดจำในตัวเขาก็คือ ภาพของมุญาฮิดีนอาสาสมัครที่เข้าร่วมต่อสู้กับกองทัพอันโหดร้ายของรัสเซียภายใต้รัฐบาลของ ประธานาธิบดีปูติน  หากจะถามถึงนักรบมุญาฮิดีนจากสมรภูมิต่างๆของเอเชียกลาง โดยเฉพาะแถบ คาบสมุทรบอลข่าน (The Balkans) และ คอเคซัสเหนือแล้วละก็พูดได้อย่างเต็มปากว่า นามของอบูอัลวะลีด จะฉายโดดเด่นเจิดจรัสเหนือมุญาฮิดีนคนอื่นๆ


ในปี ค.ศ. 1967 ในหมู่บ้านเล็กๆที่อบอุ่นชื่อ อัล-ฮาล อยู่ติดกับเมืองบัลญูรอชี (Baljorashi) จังหวัดอัล-บาฮะฮฺของประเทศซาอุดิอารเบีย เด็กชายนามว่าอัลวะลีด ได้ถือกำเนิดลืมตาดูโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ สำหรับเขาแล้วการที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในตระกูลที่มีบิดาเป็นอิมามผู้มีชื่อเสียงของท้องถิ่นนั้นถือเป็นสภาพแวดล้อมที่งดงามซึ่งคอยกล่อมเกลาตัวเขาให้ซึมซับกลับกลิ่นอายทางศาสนาในช่วงวัยเยาว์แก่เขา แหล่งข้อมูลได้บอกแก่เราว่าครอบครัวของอบูอัลวะลีดนั้นเป็นครอบครัวที่มีขนาดใหญ่และอบอุ่น เขามีพี่น้องร่วมทั้งสิ้น 11 คน หนึ่งในพี่ชายของเขาได้เคยบอกเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กและหนุ่มของอบูอัลวะลีดคือชีวิตที่เข้มข้นไปด้วยความสนุกร่าเริง เขาเป็นคนที่สนใจการอ่านตำราทางศาสนาและศึกษาอัลกุรอาน



อย่างไรก็ตามชื่ออบูอัลวะลีดนี้คงเป็นนาม “กุนยะฮฺ” ที่ชาวอาหรับนิยมใช้เรียกขานบุคคลผู้หนึ่งแบบย่อๆผนวกกับนามของบุตรหัวปี เพราะจากการให้สัมภาษณ์ของครอบครัวเขาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2002 ต่อหนังสือพิมพ์ อัล-วะฏ็อน ของซาอุดิอารเบีย อัลวะลีดกลับมีชื่อเต็มๆว่า อับดุลอะซีส อิบนุอะลี อิบนุซะอี๊ด อัลสะอี๊ด อัลฆ็อมดีย์
ชีวิตในวัยเยาว์ของอบูวะลีดก็คงไม่ต่างใดๆกับเด็กชายชาวซาอุดิอารเบียทั่วๆไปที่มีภาระหน้าที่ต้องศึกษาเล่าเรียนในระดับปฐมวัย แต่!! ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้ใดกันเล่าบนผืนพสุธานี้ที่จะหลีกลี้หนีพ้นการกำหนดสภาวการณ์อันแยบยลแห่งพระปรีชาญาณของพระองค์อัลลอฮฺได้หากพระองค์อัลลอฮฺทรงประสงค์จะดลบันดาลเส้นทางชีวิตของเขาให้กลายเป็นตำนานได้ เส้นทางชีวิตของอบูอัลวะลีดที่ไม่แต่งต่างใดๆกับคนทั่วๆไปก็เริ่มกระโจนเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะนำเขาไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่โลกมุสลิมจะต้องตกตะลึง บุรุษผู้ศรัทธาที่ใจเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวทรหดกำลังจะกลายเป็นวีรบุรุษในภายภาคหน้าที่ทุกอณูขุมขนแห่งศรัทธาชนจะต้องตื่นตระหนกกับการเข้าร่วมพันธะกิจครั้งยิ่งใหญ่ของเขา
กล่าวคือ ใน ปี1986 กองพลทหารภาคพื้นดินอันต่ำทรามของสหภาพโซเวียตได้บุกเข้ายึดครองและเข่นฆ่าชีวิตพลเรือนชาวอัฟกานิสถานด้วยอาวุธมหาประลัยหลากชนิดยังผลให้พลเรือนอัฟกานิสถานต้องล้มตายดุจใบไม้ร่วงมากมายสุดคณานัป การบุกยึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานครั้งนี้คล้ายจะ “ตอกหน้า” รัฐก่อการร้ายตัวจริงอย่างสหรัฐอเมริกาที่ “อ่อนหัด” ถึงขนาดปล่อยให้โลกคอมมิวนิสต์สามารถบุกทะลวงเข้าไป “ล่อเป้า” ชาติเสรีนิยมประชาธิปไตยจนถึงดินแดนเอเชียกลางเสียได้ จุดมุ่งหมายหลักของการยึดครองอัฟกานิสถานในครั้งนี้ของโซเวียตก็เพียงเป้าประสงค์ในการขยายมหาอาณาจักรโซเวียตของพวกมัน พร้อมทั้งหมายที่จะบดขยี้ศาสนาอิสลามของพลเรือนในประเทศนี้จากความคิดในทางปรัชญาของตนที่เชื่อตามลัทธิมาร์กซ์ว่าศาสนาคือสามเหลี่ยมอันชั่วร้ายที่คอยกดขี่มนุษย์ให้เกิดชนชั้นมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ แต่แม้จะเกิดการบุกทะลวงเช่นนี้ก็ตามอเมริกาในฐานะชาติ “ลูกพี่ใหญ่” ของประชาธิปไตยก็กลับไม่ได้ส่งทหารเข้าปกป้องสิทธิมนุษยชาติของชาวอัฟกานิสถานตามที่ได้เคยคุยโวไว้ มิหนำซ้ำกลับส่งทหารเข้าไปตั้งฐานทัพในซาอุดิอารเบียแทนเนื่องด้วยเกรงว่าภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์จะขยายตัวเข้ามายังชาติ “ลูกรัก” อย่างซาอุฯ  ในช่วงสถานการณ์วุ่นวายดังกล่าวกลุ่มนักรบ “ฏอลิบ็อน” ก็ปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อทำสงครามขับไล่ผู้รุกรานอย่างโซเวียตภายใต้ผู้นำอย่าง มุลเลาะฮฺ มุฮัมมัด อุมัร ที่โดดเด่นขึ้นมาหลังจากการเข้าไปถล่มค่ายพักทหารโซเวียติเพื่อช่วยสตรีอัฟกันที่ถูกจับไปข่มขืน

อบูอัลวะลีดด้วยวัยเพียง 16 ขวบซึ่งในขณะนั้นอยู่ในประเทศซาอุดิอารเบียได้ติดตามสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาอย่างทรหดอดทน จิตใจที่หิวกระหายและตื่นตัวในสำนึกแห่งการญิฮาดได้ปลุกให้เขาต้องกระทำการณ์บางอย่างจากการรุกรานดินแดนมุสลิมในครั้งนี้แล้ว ในที่สุดวันแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาลก็มาถึงเมื่อเขาตัดสินใจขออนุญาตต่อบิดาของเขาในการเข้าร่วม “ญิฮาด” ในสงครามอัฟกานิสถาน-โซเวียต ซึ่งเนื่องด้วยบิดาที่มีอีมานต่อพระผู้สร้างที่แท้จริงจึงได้อนุมัติให้บุตรชายสุดที่รักอย่างอบูอัลวะลีดเดินทางเพื่อไปเข้าร่วมสงครามตามที่ใจเขาปรารถนา ทั้งๆที่ขณะนั้นบุตรชายสุดที่รักซึ่งกำลังเดินหน้าไปสู่สมรภูมิเดือดที่รอความตายอยู่นั้นมีอายุเพียง 16 ปี หรือเทียบได้กับเด็กมัธยมปลายด้วยซ้ำไป!!!
แน่นอนหากอัลวะลีดหลงรักในความสุขสบายแห่งชีวิตโลกนี้ที่มีเงินทองทรัพย์สินศฤงคารและที่พักอาศัยสบายๆเขาก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมในสมรภูมิครั้งนี้ให้ยากลำบากเป็นแน่แท้ เพราะแน่แล้วไซร้หากอัลวะลีดได้เพ่งมองชีวิตบนโลกนี้อย่างเห็นแก่ตัวและอ่อนแอเยี่ยงมุสลิมชนทั่วไปโดยการพิจารณาว่าเพียงแต่ใช้ชีวิตให้ถูกต้องตามหลักการศาสนาอย่างเดียวโดยละทิ้งการญิฮาดเพื่ออิสลามก็คงจะประสบความสำเร็จแห่งชีวิตโลกดุนยาแล้วกระมัง!! แน่แท้ที่สุดหากอัลวะลีดได้พินิจไตร่ตรองในคุณค่าแห่งชีวิตเช่นที่ว่านี้วันนี้แล้วไซร้ เราคงจะไม่มีอัลวะลีดแม่ทัพผู้กล้าหาญแห่งเทือกเขาคอเคซัสคนนี้ก็เป็นได้ แต่ประหนึ่งราวกับว่าชีวิตของเขานั้นถูกบังเกิดและกำหนดมาเพื่อจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ญิฮาดจากองค์พระผู้สร้างไว้แล้ว ผลประโยชน์อันบรมสุขมหาศาลของโลกนี้ก็มิอาจฉุดรั้งการเข้าร่วมพันธะกิจในครั้งนี้ของเขาได้ อัลวะลีดจึงยอมตัดสินใจขายชีวิตดุนยาของตัวเองเพื่อแลกกับโลกอาคิเราะฮฺ และวินาทีนั้นอัศวินอิสลามผู้หาญกล้าร่วมสมัยของอิสลามจึงเริ่มเดินทางเข้าสู่สนามรบดั่งใจหมายไว้
อบูอัลวะลีดตัดสินใจเดินทางออกจากซาอุฯในเวลาต่อมาและเข้าร่วมกับมุญาฮิดีนในอัฟกานิสถาน แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าสองปีหลังจากวันที่เขาตัดสินเดินทางมาในอัฟกานิสถานเขาได้ถูกส่งไปฝึกอาวุธในสถานที่ที่เรียกว่า “มักตั๊บ อัลคิดมะฮฺ” ( Maktab al-Khidamat) อันเป็นสถานที่ที่ได้ถูกจัดตั้งโดย 2 ขุนศึกผู้เป็นศิษย์และอาจารย์กันคือ เชคอับดุลลอฮฺ อัซซัม และอุซามะฮฺบินลาเดน กล่าวกันว่าสถานที่ดังกล่าวจัดตั้งขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อฝึกฝนการญิฮาดแก่เยาวชนมุสลิมที่อาสาสมัครเข้ามาในระดับสากล (International Volunteers) ตลอดจนยังเป็นสถานที่ในการจัดหาและแจกจ่ายทุนเพื่อใช้สนับสนุนการญิฮาด
หลังการฝึกซ้อมการรบจนช่ำชองแล้วอบูอัลวะลีดได้ถูกจัดส่งเข้าร่วมกับหน่วยกองพลภาคพื้นดินหน่วยหนึ่งเพื่อทำสงครามขับไล่ทหารโซเวียตออกไปจากอัฟกานิสถาน กล่าวขานกันว่าความกล้าหาญในการต่อสู้ของเขาเป็นที่โจษจันกันในหมู่มุญาฮิดีน แต่ความผิดพลาดในฐานะมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่เขามิอาจหลีกเลี่ยงได้ อบูอัลวะลีดถูกโลบโจมตีอย่างหนักจากกองพลทหารคอมมิวนิสต์โซเวียตจนได้รับบาดเจ็บอย่างสะบักสะบอม รายงานระบุว่ามือซ้ายของอบูอัลวะลีดบาดเจ็บสาหัสมากและในที่สุดเขาจึงได้ถูกส่งตัวกลับซาอุฯชั่วคราวเพื่อเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ยังมีรายงานระบุอีกว่าระหว่างสงครามอบูอัลวะลีดได้แวะกลับไปซาอุฯชั่วคราวแต่ไม่มีปรากฏข้อมูลว่าเขากลับทำอะไร
หลังการรักษาตัวอบูอัลวะลีดจึงเดินทางกลับมายังอัฟกานิสถานอีกครั้งเพื่อเข้าร่วมการญิฮาดกับพี่น้องมุญาฮิดีนรายอื่นๆ จนในที่สุดด้วยความร่วมมือของมุญาฮิดีนทุกหมู่เหล่ากองทัพโซเวียตอันทรงแสนยานุภาพก็จำต้องถอนตัวกลับไปอย่างอัปยศและปราชัยซึ่งหลังการถอนทัพออกไม่นานสหภาพโซเวียตอันเพ้อฝันในมโนคติของมาร์กซ์,เลนินและตรอสกี้ก็ถึงคราวล่มสลายลงก่อให้เกิดประเทศอดีตสหภาพโซเวียตเกิดใหม่มากมายตามที่เรารับทราบกันดี
หลังสงครามอัฟกานิสถาน-โซเวียต จบสิ้นลง อบูอัลวะลีดผู้ไม่เหมือนใคร หาได้ตัดสินใจเดินทางกลับซาอุฯเพื่อใช้ชีวิตสบายๆแบบเดิมไม่ เขาตระหนักในตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้วว่าจิตวิญญาณของเขาคือการทำญิฮาดเพื่อปลดแอกพี่น้องมุสลิมออกจากการถูกกดขี่ยึดครองของชาติผู้ปฏิเสธ อุดมการณ์อันสูงส่งของเขาในการที่จะปกป้องชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องมุสลิมได้ผลักดันให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมสมรภูมิใหม่ๆในดินแดนต่างๆบริเวณยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางซึ่งขณะนั้นกำลังร้อนระอุไปด้วยเพลิงแห่งการสงคราม ที่เห็นเด่นชัดเลยก็คือในปี 1990 จิตสำนึกในหน้าที่ญิฮาดผลักดันให้เขาต้องเข้าร่วมกับพี่น้องมุญาฮิดีนบอสเนียร์เพื่อทำสงครามในแถบคาบสมุทรบอลข่านขับไล่พวกทหารเดียรถีย์อย่างพวกเซอร์เบียที่เข้ามาบุกยึดดินแดนบอสเนียร์เฮอเซโกวินาพร้อมกับได้สังหารพลเรือนมุสลิมเรือนแสนและจับมุสลิมะฮฺนับหมื่นเพื่อนำไปข่มขืนบำเรอความใคร่อันหยาบทรามของพวกมัน และนอกเหนือจากสมรภูมิในสงครามบอสเนียร์ (The Bosnian War) แล้ว อบูอัลวะลีดยังเข้าร่วมสมรภูมิเดือดในสงครามทาจิกีซสถาน เพื่อปลุกระดมพี่น้องมุสลิมให้เข้าร่วมปลดแอกทาจิกีซสถานให้เป็นเอกราช สงครามครั้งนี้ค่อนข้างแตกต่างกับสมรภูมิอื่นๆที่อบูอัลวะลีดเคยเข้าร่วมมาเพราะครั้งนี้เป็นสงครามกลางเมือง (Tajik Civil War)
หลังการเข้าร่วมในสงครามกลางเมืองของทาจีกีซสถาน จุดผันเปลี่ยนอันสำคัญที่จะนำตัวเขาก้าวไปสู่การเป็น “ตำนานมุญาฮิดีน” ก็เริ่มขึ้นราวๆปี 1995 เมื่ออบูอัลวะลีดตัดสินใจเดินทางไปยังดินแดนเชชเนียร์ซึ่งเป็นรัฐมุสลิมรัฐหนึ่งที่มีปัญหาพิพาทเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราชจากรัสเซีย  กล่าวคือในยุคสมัยของสหภาพโซเวียต รัฐเชชเนียร์ก็เป็นรัฐหนึ่งในบรรดาหลายๆรัฐที่ตกอยู่ใต้อำนาจม่านเหล็กของรัฐบาลสังคมนิยมโซเวียต อย่างไรก็ตามหลังการล่มสลายอย่างอัปยศของโซเวียต รัฐเล็กรัฐน้อยต่างๆได้ประกาศตัวเป็นเอกราช แต่เมื่อเชชเนียร์ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชเฉกเช่นรัฐอื่นๆบ้าง รัฐบาลรัสเซียภายใต้ประธานาธิบดีหัวรุนแรงอย่าง บอริส เยลซินต์ ซึ่งหวั่นเกรงการเกิดขึ้นของรัฐอิสลามใจกลางภูมิภาคนี้จึงสั่งจัดทัพทหารรัสเซียเข้าบุกยึดเชชเนียร์ทันที จนนำไปสู่สงครามเรื้อรังติดตามมา
ผลจากกรณีพิพาทดังกล่าวทำให้อัลวะลีดตัดสินใจเดินทางเพื่อไปเข้าร่วมรบกับมุญาฮิดีนในเชชเนียร์ทำสงครามปลดแอกดินแดนออกจากรัสเซีย ซึ่งด้วยกับการกำหนดสภาวการณ์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์อัลลอฮฺ อบูอัลวะลีดได้เข้าร่วมกับกองทหารมุญาฮิดีนซึ่งถูกรู้จักกันในนาม “อาหรับมุญาฮิดีนแห่งเชชเนียร์” (The Arab Mujahideen of Chechnya) และ ณ ที่นั้นประวัติศาสตร์โลกมุสลิมจะต้องจารึกไว้เมื่อเขาได้พานพบมาเจอกับวีรบุรุษผู้ไม่คาดฝันซึ่งเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและบัญชากลุ่มมุญาฮิดีนดังกล่าว บุรุษผู้ได้รับฉายานามว่า “ซัยฟุลอิสลาม” (ดาบแห่งอิสลาม) ชื่อของบุรุษผู้นี้ก็คือ อิบนุค็อฏฏ็อบ!!!
ภารกิจแรกของอบูอัลวะลีดก็คือเขาได้เข้าร่วมรบในสงครามเชชเนียร์ครั้งที่ 1 (First Chechen War) ในฐานะ “นาอิบ” หรือ ผู้รักษาการแทนของกองพลที่ค็อฏฏ็อบรับผิดชอบอยู่ บทบาทของอบูอัลวะลีดในภารกิจครั้งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนจู่โจมหน่วยทหารรัสเซีย โดยเฉพาะในเดือน เมษายน ปี 1996 กองพลติดอาวุธและขบวนรถถังหุ้มเกราะของรัสเซีย ก็ได้ถูกกองกำลังของอบูอัลวะลีดโจมตีจนเสียหายอับปางไปการสู้รบครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่กลิ่นอายแห่งสงครามเชชเนียครั้งที่ 1 ยังไม่จางลง สมรภูมินี้รู้จักกันในนามว่า The Shatoy ambush หรือในภาษารัสเซียว่า  The 'Battle of Yaryshmardy
หลังจากสงครามเชชเนียร์ครั้งที่ 1 ได้ยุติลง อบูอัลวะลีดก็ยังคงพำนักอยู่ในเชชเนียร์ตามเดิมร่วมกับกองพลที่ยังเหลืออยู่จำนวนมากของเขา แผนการขั้นต่อมาของอบูอัลวะลีดก็คือเขาพยายามที่จะสร้างเครือข่ายมุญาฮิดีนและจัดหาพื้นที่ในการสร้างฐานบัญชาการของเขา เนื่องด้วยในขณะนั้นเขาสนใจในการสร้างเครือข่ายค่ายมุญาฮิดีนในแถบตอนใต้ของประเทศ โดยแผนการนี้เขาได้ฝึกหัดการต่อสู้แก่เหล่ามุญาฮิดีนอิสลามต่างๆที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น การดำเนินงานของอบูอัลวะลีดในครั้งนี้ส่งผลให้เขาพบรักกับสตรีมุสลิมชาวเชชเนียร์ผู้หนึ่งและต่อมาทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกันและมีบุตรด้วยกัน 2 คน
ในวันที่ 22 ธันวาคม 1997 อบูอัลวะลีดได้เข้าร่วมกับกองพลของอิบนุค็อฏฏ็อบอีกครั้งเพื่อปฏิบัติการทางทหารใน “สับประยุทธ์แห่งบายนาชกฺ”  (Buynaksk raid) ปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จได้อย่างน่าประทับใจมากเพราะฐานที่มั่นของกองพลน้อยติดอาวุธรัสเซียซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Buynaksk เมืองดาเกสสถาน ได้ถูกทำลายลงอย่างราบพนาสูร ผลสะท้อนของความสำเร็จทางทหารในครั้งนี้กลับเพิ่มความตึงเครียดอย่างถึงที่สุดระหว่างรัฐบาลรัสเซียที่กรุงมอสโคว์กับรัฐบาลที่พึ่งจะคลอดใหม่อย่าง สาธารณรัฐเชเชนแห่งอิชคิเรีย (Chechen Republic of Ichkeria)
ชีวิตอันโลดเล่นบนสายธารแห่งการต่อสู้ของอบูอัลวะลีดเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี 1999 เมื่อเขาเข้าร่วมกับ The Islamic International Peacekeeping Brigade’s invasion of Dagestan ซึ่งเป็นกองกำลังที่คอยปกป้องดาเกสสถานจากการบุกยึดครองของรัสเซีย ผลลัพธ์ของการเข้าร่วมดังกล่าวนี้นำไปสู่การเกิดสงครามเชชเนียร์ครั้งที่ 2 (The Second Chechen War) ขณะเดียวกันความร้อนแรงของอบูอัลวะลีดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อมือขวาคนสำคัญของค็อฏฏ็อบอย่าง ฮะกีม อัลมะดานี ได้เสียชีวิตลงจากการถูกลอบสังหาญโดยทหารรัสเซีย ทำให้อบูอัลวะลีดต้องขึ้นมาดำรงตำแหน่งมือขวาคนสำคัญของค็อฏฏ็อบจากการลงความเห็นของสมาชิกมุญาฮิดีน เหตุการณ์นี้ได้เลื่อนระดับให้อบูอัลวะลีดขึ้นมาสู่แนวหน้าของนักรบมุญาฮิดีนที่โดดเด่นอย่างเป็นทางการครั้งแรก ทั้งที่ก่อนหน้านี้แล้วในดาเกสสถานชื่ออัลวะลีดมิได้เป็นที่รู้จักกันมากนัก เขาเพียงแต่มีชื่อเสียงในเชชเนียเท่านั้น แต่หลังจากปฏิบัติการณ์ในครั้งนี้กิตติศัพท์ของเขาจึงเริ่มปรากฏขึ้นในหมู่มุญาฮิดีนและผู้ติดตามข่าวคราวของโลกมุสลิม
เมื่อสงครามเชชเนียร์ครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นอัลวะลีดก็ยังคงรับบทบาทเช่นเดียวกับสงครามเชชเนียครั้งแรก เขายังคงเข้าร่วมในการจู่โจมกองทัพรัสเซียในตำแหน่งรักษาการแทนนายพลค็อฏฏ็อบ แต่การสู้รบอันดุเดือดในครั้งนี้กลับมีจุดแตกต่างอย่างสำคัญกับครั้งแรก เมื่อในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2000 อัลวะลีดมีชัยทางทหารครั้งสำคัญมาก โดยในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ขุนศึกผู้ห้าวหาญอย่างอัลวะลีดได้ออกกรำศึกนำทัพมุญาฮิดีนเข้าต่อสู้อย่างดุเดือดในสมรภูมิ Ulus-Kert และบริเวณใกล้เคียง ในการสับประยุทธ์กันครั้งนี้อัลวะลีดและเหล่ามุญาฮิดีนของเขาที่มีใจศรัทธาเต็มสูบได้เข้าต่อสู้และโอบล้อมฐานที่มั่นทั้งหมดของ The VDV 76th Guards ซึ่งเป็นกองพลรัสเซียที่คอยจู่โจมทางอากาศจาก Pskov การต่อสู้อันดุเดือดดำเนินเป็นเวลาหลายวันจนท้ายที่สุดเครือข่ายทางทหารและกองทัพของรัสเซียทั้งหมดก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบจากกลุ่มมุญาฮิดีนของอัลวะลีด สำนักข่าว Chechenpress ได้รายงานว่ากลุ่มมุญาฮิดีนของอัลวะลีดได้เสียชีวิตลงจากสมรภูมิครั้งนี้แค่ 12 คนเท่านั้นในขณะกองพลรัสเซียถูกคาดการณ์กันว่าสูญเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้มากถึง 300 คน มิหนำซ้ำในเดือนเมษายนปีเดียวกันหลังสมรภูมิครั้งนี้อัลวะลีดยังได้ตอกย้ำความอัปยศของรัสเซียอีกครั้งด้วยการโจมตีกองทหารพลร่มรัสเซีย The VDV 51st ที่ถูกส่งมาจากเมืองตูลาได้อย่างสำเร็จ
   สมรภูมิที่ Ulus-kert ได้ถูกทางสื่อรัสเซียนำไปทำเป็นภาพยนตร์ในชื่อ Grozovye Vorota (Russia vs Chechen ) ซึ่งเท่าที่ข้าพเจ้าดูมันอย่างผิวเผินก็เป็นเพียงละครที่ทำขึ้นมาเพื่อให้รัสเซียเป็นพระเอกในขณะที่อัลวะลีดก็เป็นเพียงโจรเท่านั้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในยุทธวิธีของสื่อตะวันตกเช่นนี้
กิตติศัพท์ในความเก่งกาจและกล้าหาญทางทหารของอัลวะลีดได้ทำให้ นายอัสลาน มัสคาดอฟ (Aslan Maskhadov) ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเชเชนแห่งอิชคิเรียในขณะนั้นต้องจัดตั้งให้เขาเป็นผู้บังคับบัญชาฝั่งทิศตะวันออกของประเทศในช่วงฤดูร้อนของปี 2001
อย่างไรก็ตามชัยชนะอันงดงามของอัลวะลีดก็ควบคู่มาด้วยการสูญเสียครั้งใหญ่เพราะในปีถัดมา นายพลค็อฏฏ็อบก็เสียชีวิตลง อัลวะลีดจึงก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแทนค็อฏฏ็อบอย่างเต็มตัวและเป็นแม่ทัพของหน่วยรบ IIB
หลังการก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งแม่ทัพไม่นานอัลวะลีดได้เขียนบทความเปิดเผยความรู้สึกทั้งหมดของเขาครั้งแรกอย่างเป็นทางการผ่านทางที่ทำการของสำนักข่าวมุญาฮิดีนต่างประเทศชื่อว่า “อัล-เกาะอฺกอศ” โดยทั้งนี้เขาได้อธิบายถึงเหตุการณ์แวดล้อมการตายของนายพลค็อฏฏ็อบรวมถึงยังได้ยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าเขาคือแม่ทัพผู้สืบทอดภารกิจต่อจากค็อฏฏ็อบอีกที ในเวลาต่อมายังได้อัลวะลีดได้แถลงการณ์ในวิดีโอโดยได้พรรณนาถึงผลกระทบที่ตัวเขาได้รับเพราะการจากไปของนายพลค็อฏฏ็อบ
ในวันที่ 9 เมษายน ปี 2002 อัลวะลีดได้ออกแถลงการณ์ว่ากองกำลังของเขาได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธของกองทัพรัสเซียชื่อว่า The Mil Mi-24 ‘Hind’ ซึ่งได้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยจากกองทัพรัสเซียเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน โดยทั้งนี้อัลวะลีดได้แถลงว่านายทหารทั้ง 3 คนที่ติดมากับเครื่องบินดังกล่าวนั้นถูกกองกำลังของเขาควบคุมตัวไว้ พร้อมกันนี้อัลวะลีดยังได้เปิดเผยเลขประจำเครื่องของเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว รวมถึงข้อมูลรายละเอียดของทหารรัสเซียทั้งสามคนนี้ ทำให้คำแถลงการณ์ของเขาดูมีน้ำหนักมากขึ้น
ในวันที่ 16 เมษายน ปีเดียวกันอัลวะลีดได้ยื่นคำขาดต่อกองบัญชาการรัสเซียให้กองทัพรัสเซียปล่อยตัวเชลยศึกชาวเชเชน 20 คนที่ทางรัสเซียจับไปซึ่งหากทางการรัสเซียไม่ปล่อยตัวตามคำเรียกร้อง เขาจำเป็นที่จะต้องประหารเชลยรัสเซียทั้ง 3 คนนี้เสีย อย่างไรก็ดีทางกองทัพรัสเซียหาได้สนใจต่อคำเรียกร้องของเขาไม่ ในขณะเดียวกันชะตากรรมของนายทหารทั้งสามก็หายเงียบไปซึ่งแม้แต่สำนักข่าวที่เป็นปากกระบอกเสียงแก่ชาวเชชเนียร์เองอย่าง Kavkaz Center ก็ให้ข้อมูลว่าไม่มีการยืนยันใดๆจากทางมุญาฮิดีนว่าคนทั้ง 3 ได้ถูกประหารรึไม่อย่างไร
ความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อการญิฮาดของอัลวะลีดได้เดินทางมาสู่จุดจบ เมื่อทางกองทัพบกรัสเซียเล็งเห็นแล้วว่าเขาคือตัวอันตรายที่สร้างความเสียหายอัปปางแก่กองทัพรัสเซียมากที่สุด ความเด็ดเดี่ยวและเก่งกาจทำให้กองทัพรัสเซียตัดสินใจไล่ล่าหมายเด็ดหัวเขา จนท้ายที่สุดก็จบลงด้วยวิธีการโสโครกด้วยการลอบสังหารเขาจนเสียชีวิตในวันที่ 16 เมษายน ปี 2004 ปิดฉากชีวิตนักรบแห่งอิสลามผู้ห้าวหาญอีกท่านหนึ่งที่หาตัวจับยากมากคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน
วาระสุดท้ายในชีวิตของเขาไม่ปรากฏข้อมูลที่เป็นเอกฉันท์ว่าเขาเสียชีวิตลงอย่างไร เพราะตามการบอกแจ้งของ Kavkaz Center ระบุว่าอัลวะลีดสิ้นชีพจากการถูกลอบโจมตีทางอากาศโดยกองทัพรัสเซียซึ่งในระหว่างที่เสียชีวิตเขากำลังทำการละหมาดอยู่ ในขณะที่ อบูฮัฟศฺ อัลอุรดูนี นายทหารคนสนิทของเขาระบุว่าอัลวะลีดถูกซุ่มยิงโดยมือปืนชาวรัสเซียใกล้ๆกับเมือง Tsa-Vedeno
หลังการเสียชีวิตของอัลวะลีดได้ไม่นาน ทางกลุ่มมุญาฮิดีนเชเชนก็ประสบปัญหาในเรื่องของผู้นำต่อจากอัลวะลีด สืบเนื่องจากความยากลำบากในการที่จะหาแม่ทัพที่มีความสามารถและห้าวหาญอย่างเช่นตัวเขาได้ ด้วยเหตุนี้เกี่ยวกับในเรื่องผู้สืบตำแหน่งต่อจากอัลวะลีดจึงปรากฏในลักษณะที่ไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่นัก โดยให้ อบูอุมัร อัซซาอิบ ดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองของมุญาฮิดีนฝ่ายต่างประเทศ ในขณะที่อบูฮัฟศฺ อัลอุรดูนี ก็รับผิดชอบเป็นผู้บัญชาการหน่วยรบ IIB แทน อุรดูนีเองยังได้เปิดเผยในภายหลังถึงความเศร้าโศกเสียใจของผู้คนที่อยู่รอบข้างอัลวะลีดมาโดยตลอดอันเป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่อัลวะลีดประสบมาก่อนหน้านี้เมื่อคราวนายพลค็อฏฏ็อบเสียชีวิตไป
ชีวิตอันโลดโผนและเสียสละของอัลวะลีดดังที่ได้สาธยายมา ย่อมมิได้เป็นชีวิตที่สุขสบายพอที่จะทำให้ใครหลายๆคนอยากเลียนแบบได้ง่ายๆ หากแต่มันคือชีวิตที่เต็มไปด้วยการทดสอบและความยากกันดารแสนเข็ญ ตลอดจนการสูญเสียและจากลาญาติมิตรครอบครัวผู้เป็นที่รักของของตนเองไปอย่างเจ็บปวด อุปสรรค์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่สามารถที่จะจัดการได้หากปราศจากซึ่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่และความหวังในการตอบแทนอันผาสุกแห่งปรโลก อัลวะลีดเองก็เช่นกัน การต่อสู้ที่ดุจดั่งวีรชนผู้กล้าหาญของเขาก็มาควบคู่กับการทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของเขาโดยฝ่ายศัตรูเช่นเดียวกับมุญาฮิดีนคนอื่นๆอย่าง อิบนุค็อฏฏ็อบ เป็นต้น ตัวของอัลวะลีดเองแม้จะถูกย่องในความเสียสละเพื่อพี่น้องมุสลิมจากฝ่ายมุสลิมและสื่อส่วนน้อยที่มีใจเป็นธรรมก็ตาม แต่ในสายตาของคนใจแคบบ๊องตื้นตลอดจนรัฐบาลและหน่วยงานรัฐของประเทศลูกสมุนอเมริกาทุกประเทศบนโลกนี้ต่างก็ขนานนามอัลวะลีดว่าคือ ผู้ก่อการร้าย ทั้งสิ้น รัฐบาลรัสเซียเองขึ้นบัญชีดำอัลวะลีดในฐานะผู้ก่อการร้ายตัวอันตราย ตามที่หน่วยข่าวกรอง “ลวงโลก” ของรัสเซีย อย่าง FSB ได้เคยโป้ปดมุสาว่าอัลวะลีดอยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์หลายต่อหลายครั้ง เช่น การระเบิดอพาทเมนต์ในปี 1999 และเหตุการณ์วางระเบิดที่เรียกว่า 2002 Kaspiysk bombing นอกจากนี้อัลวะลีดและชะมีล บาซาเยฟ (นายพลมุญาฮิดีนอีกท่านหนึ่งที่ร่วมรบกับอัลวะลีด) ยังได้ถูกใส่ไคล้จากหน่วยข่าวกรองรัสเซียว่าเป็นมือระเบิดพลีชีพด้วยรถยนต์ (Car-Bombing) ต่อกองบัญชาการสาธารณรัฐเชเชนแห่งเมือง Grozny ในวันที่ 27 ธันวาคม 2002 ยิ่งไปกว่านั้นอัลวะลีดยังถูกทางการรัสเซียกล่าวว่าเขาคือสมาชิกคนสำคัญของขบวนการอัลกออิดะฮฺ และ กลุ่มภราดรภาพมุสลิม(อิคควาน) ตลอดจนหน่วยสืบราชการลับของซาอุดิอารเบีย แต่สำหรับตัวอัลวะลีดเองเขาไม่เคยยอมรับในข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลรัสเซียว่าเขาอยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมเหล่านั้นตลอดจนยังไม่เคยออกปากว่าเป็นสมาชิกขององค์กรทั้งสามดังที่ได้กล่าวไป แม้ว่าตัวเขาจะไม่เคยออกมาตอบโต้รัฐบาลรัสเซียอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็ตาม
อย่างไรก็ดียังมีกรณีตัวอย่างซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า อัลวะลีดเคยให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ภาษาอาหรับของลอนดอนที่ใช้ชื่อว่า “อัล-ชัรกฺอัล-อัสวัต” ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ในวันที่ 11 มิถุนายน 2003 โดยทั้งนี้อัลวะลีดได้ให้ความเห็นต่อกองกำลังมุญาฮิดีนในอิรัคที่ทำการต่อสู้ขับไล่กองทัพสหรัฐฯว่าให้ใช้วิธีจู่โจมแบบระเบิดฆ่าตัวตาย สำนักข่าว อัลเกาะอฺกอศ ได้อ้างคำสัมภาษณ์ของเขาดังนี้
“ตามประสบการณ์การสู้รบของข้าพเจ้าในสมรภูมิที่คอเคซัสนั้น ยุทธวิธีเช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกองกำลังผู้รุกรานอย่างอเมริกาและอังกฤษ”
คำสัมภาษณ์ของเขาได้ก่อให้เกิดการวิจารณ์และโต้เถียงไปต่างๆนานา ซึ่งตามมุมมองของข้าพเจ้าแล้ว เข้าใจได้ว่าอัลวะลีดมิได้พูดหรือปลุกเร้าให้ทำการก่อการร้ายสากลอย่างที่สื่อตะวันตกได้ป้ายสีให้เขากันแต่อย่างใด หากแต่เขากำลังพูดถึงยุทธวิธีทางทหารที่จะสามารถสร้างความเสียหายแก่กองทัพอันชาติชั่วของผู้รุกรานอย่างอเมริกาและอังกฤษต่างหาก
ในวันที่ 19 ธันวาคม ของปีเดียวกัน อัลวะลีดได้ช็อคสื่อและผู้คนด้วยการออกสัมภาษณ์จากการเปิดเผยคลิปวิดีโอของช่องทีวีกาตาร์อันเป็นเครือข่ายข่าวของอัลญะซีเราะฮฺอีกที โดยทั้งนี้เขาให้ความเห็นเกี่ยวกับการระเบิดพลีชีพของเหล่ามุสลิมะฮฺเชชเนียร์ว่าแรงจูงใจเบื้องหลังที่กระตุ้นให้เหล่ามุสลิมะฮฺเหล่านี้กระทำการณ์ระเบิดอัตวินิบาถกรรมเช่นนั้นก็มาจากความทุกข์ทรมานที่พวกเธอเหล่านั้นได้รับจากการต้องถูกจับไปข่มขืนโดยพวกทหารรัสเซียสันดานชั่ว  คำสัมภาษณ์ของอัลวะลีดได้ถูกสำนักข่าว BBC Monitoring แปลเป็นภาษาอักฤษและนำไปถ่ายทอดออกอากาศและสำนักข่าวกระบอกเสียงของชาวเชชเนียอย่าง KavkazCente ก็ได้คัดลอกมานำเสนอเช่นกันอันบ่งบอกได้ถึงความถูกต้องของคำสัมภาษณ์นี้ ซึ่งอัลวะลีดได้สัมภาษณ์ไปว่า
“บรรดาสตรีเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่เป็นภรรยาของเหล่ามุญาฮิดีนผู้กล้าหาญซึ่งได้ถูกฆ่า ถูกคุกคาม ในบ้านเรือนของพวกเขา ถูกทำลายในเกียรติยศของพวกเขา ตลอดจนทุกสิ่งของพวกเขาได้ถูกขู่เข็ญ(จากทหารรัสเซีย) ซึ่งทั้งนี้พวกเธอเหล่านั้นมิอาจยอมรับการถูกทำลายเกียรติยศของพวกเธอและการอาศัยอยู่ภายใต้การยึดครอง(ของรัสเซีย)ได้ พวกเธอเหล่านั้นได้ตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าพวกเธอจะกระทำไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮฺศุบฮานะฮุวะตะอาลา และกระทำการล้างแค้นแทนความตายที่สามีพวกเธอได้รับและลงโทษคนพาลสันดานชั่ว(อย่างกองทัพโซเวียต)”
ในวันที่ 13 มีนาคม 2004 เพียงแค่วันเดียวก่อนวันการเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียคนใหม่ อัลวะลีดได้ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอที่ถูกเปิดเผยโดยอัลญะซิเราะฮฺอีกครั้ง โดยเขาได้แสดงความเห็นต่อ ยุทธวิธีของกองทัพรัสเซียในการทำลายฐานที่มั่นฝึกกองกำลังมุญาฮิดีนของเขาในบริเวณป่าดงดิบในเชชเนีย เขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 21, 2010, 12:33:05 pm โดย ชัรฟุดดีน อามิลี »
บันทึกการเข้า

Baitulansar

  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 18
ยาซากัลลอฮูค็อยร็อน ครับ

นี่คือเเบบอย่างของเยาวชนเเห่งสัจธรรมที่เเท้จริง

 :)


บันทึกการเข้า

ชัรฟุดดีน อามิลี

  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 20




ในวันที่ 13 มีนาคม 2004 เพียงแค่วันเดียวก่อนวันการเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียคนใหม่ อัลวะลีดได้ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอที่ถูกเปิดเผยโดยอัลญะซิเราะฮฺอีกครั้ง โดยเขาได้แสดงความเห็นต่อ ยุทธวิธีของกองทัพรัสเซียในการทำลายฐานที่มั่นฝึกกองกำลังมุญาฮิดีนของเขาในบริเวณป่าดงดิบในเชชเนีย เขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า
 “เหล่าศัตรูของพระผู้เป็นเจ้าได้พินาศลงในป่าดงดิบด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว แน่นอนเราจะส่งพวกเขากลับไปยังรัฐบาลรัสเซีย และชาวรัสเซียจะค้นหาพวกเขาบนผืนแผ่นดินของพวกเขาและในท่ามกลางครอบครัวของพวกเขา แต่ทว่าบางทีเราอาจจะรอคอยสักเล็กน้อยเพื่อดูถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ซึ่งหากชาวรัสเซียเลือกใครบางคนเป็นประธานาธิบดีที่เป็นจำพวกเกลียดชังและประกาศสงครามต่อชาวเชชเนีย ดังนั้นบรรดาประชาชนชาวรัสเซียก็ถือได้ว่ากำลังประกาศสงครามกับกลุ่มมุญาฮิดีนเชเชนด้วย และด้วยพลานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าเราจะส่งพวกเขาไปยังจุดจบเดียวกับที่ทหารรัสเซียก่อนหน้านี้ได้ประสบ ไม่เพียงแต่เท่านั้นพวกเขายังจะไม่อาจก้าวข้ามไปยังความตั้งใจของพวกเขาได้ ซึ่งเราจะส่งพวกเขากลับไปยังพวกท่านทั้งหลายประชาชนชาวรัสเซียตามที่ท่านต้องการ ด้วยพระประสงค์ของพระเจ้า จงรอดูผู้คนของพวกท่านนับร้อยนับพันต้องประสบกับความหายนะอับปาง”
โดยสรุปแล้วข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าอัลวะลีดอยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายในรัสเซียล้วนแล้วแต่เป็นข้อใส่ไคล้ที่เลื่อนลอยของรัฐบาลรัสเซียในการที่จุดหยุดยั้งความเป็นวีรบุรุษของอัลวะลีดไว้ ในความเป็นจริงแล้วการตัดสินว่าอัลวะลีดเป็นผู้ก่อการร้ายนั้นล้วนแล้วแต่วางอยู่บนความอัปยศของรัฐบาลรัสเซียที่มองว่าใครก็ตามที่แข็งข้อเป็นกบฏต่อพวกตนบุคคลผู้นั้นก็คือผู้ก่อการร้ายอันเป็นวาทกรรมเดียวกันกับที่จอร์จ บุช ใช้ในการลวงชาวโลกให้สนับสนุนเขาในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย โดยหาได้สำเหนียกไม่ว่าการมีบุคคลลุกฮือขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับพวกตนนั้นก็ล้วนเป็นมาจากความชั่วร้ายเลวทรามที่พวกตนกดขี่ข่มเหงกลุ่มชนส่วนน้อยมุสลิมในประเทศของตนทั้งสิ้น
เป็นที่ทราบกันดีว่าบรรดาผู้นำมุญาฮิดีนในเชชเนียหลายๆคนได้เคยรับทุนทรัพย์ในการทำสงครามจากองค์กรการกุศลต่างๆเช่น องค์กรสะละฟีย์อย่าง อัลหะรอมมัยนฺ ส่วนการกล่าวอ้างว่ากลุ่มมุญาฮิดีนของอัลวะลีดมีการพัวพันกับกลุ่มอัลกออิดะฮฺของบินลาเด็นและกลุ่มก่อการร้ายสากลอื่นๆนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้ออ้างทุกฤดูกาลของรัฐบาลรัสเซียที่ปราศจากหลักฐานทั้งสิ้น เพราะขนาดตัวของค็อฏฏ็อบเองก็ยังได้ออกมาปฏิเสธและตอบโต้ข้อกล่าวหาในเรื่องที่ว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้านผ่านสื่อมวลชนต่างๆรวมทั้งยังได้ปฏิเสธความเกี่ยวพันกับกลุ่มก่อการร้ายทั้งหลาย ในขณะที่อัลวะลีดเลือกที่จะเงียบไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ
   อบูอัลวะลีดถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำมุญาฮิดีนที่เป็นตำนานผู้หนึ่งที่จะถูกโจษจันเล่าขานสืบไปแก่คนรุ่นหลัง ลูกผู้ชายชาตินักรบชาวอาหรับผู้เด็ดเดี่ยวกล้าหาญเหนือสมรภูมิต่างๆในเอเชียกลาง,คาบสมุทรบอลข่านและเชชเนีย ลูกผู้ชายใจศรัทธาผู้มิใช่ชาวเชชเนียร์แต่สามารถนำพาตนเองให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำทหารปกครองไพร่พลที่เป็นชาวเชชเนียซึ่งมิใช่ชาวอาหรับ อันเป็นการตอกย้ำถึงความสัตย์จริงของอุดมการณ์แห่งการญิฮาดที่ทะลุเหนือเขตแดนของความเป็นเชื้อชาติภาษาที่พวกลัทธิอุบาทว์ชาตินิยมได้ปลุกระดมมาตั้งแต่เกิดรัฐชาติใหม่ๆเพื่อหลอกลวงมุสลิมอุตริชนบางพื้นที่ให้ต่อสู้ในนาม “เชื้อชาติ” (คุ้นๆไหมว่าที่ไหน) และที่สำคัญเขาคือลูกผู้ชายชาวอาหรับที่สืบทอดพันธะกิจอันกล้าหาญต่อจากบุรุษในตำนานอย่างท่านอิบนุค็อฏฏ็อบอีกที
   วันนี้ค็อฏฏ็อบสิ้นชีพแล้ว วันนี้อบูอัลวะลีดสิ้นชีพแล้ว วันนี้พี่น้องมุญาฮิดีนทั่วโลกเป็นชะฮีดแล้ว วันนี้ไม่มีค็อฏฏ็อบและอัลวะลีดแล้ว แล้วพรุ่งนี้หรืออีกเมื่อไหร่กันล่ะที่เราจะได้ยินชื่อนักรบมุญาฮิดีนผู้องอาจนอกจากสองคนนี้อีก?? พรุ่งนี้ใครจะเป็นค็อฏฏ็อบและอัลวะลีดรายต่อไป!!!? พรุ่งนี้การตายชะฮีดอันทรงเกียรติจะเป็นของใคร !!? คุณพร้อมหรือยัง?




บันทึกการเข้า

ชัรฟุดดีน อามิลี

  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 20
ยาซากัลลอฮูค็อยร็อน ครับ

นี่คือเเบบอย่างของเยาวชนเเห่งสัจธรรมที่เเท้จริง

 :)


ใช่ครับ
ผมเรียบเรียง ประวัติของบุคคลผู้นี้เนื่องในจิตสำนึกว่าเราไม่ได้แค่กระผีกเดียวของพวกเขา

พวกเรามันพวกหลงไหลในมุทรวาสของปฐพีนี้โดยละทิ้งความเป็นนิรันดร์แห่งปรโลก

พวกเราปราถนาในนารีและโยนี มากกว่าการเสียเลือดเป็นศาสนพลี

ท่านกับข้าพเจ้าคงได้กรำศึกด้วยกันไม่ดินแดนใกล้ๆนี้ก็คงเป็นแดนอันไกลโพ้น อินชาอัลลอฮฺ
บันทึกการเข้า

Baitulansar

  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 18
ขอให้เยาวชนเเห่งสัจธรรมมีคนเเบบ อบูอัลวะลีด! ด้วยเถิด 



 :-*



 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 21, 2010, 09:26:12 pm โดย supporter »
บันทึกการเข้า

Baitulansar

  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 18
อย่าลืมพี่น้องมุญาฮิดีนในดุอาอฺของท่าน
บันทึกการเข้า
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML