كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...
You are here: Fityatulhaq Board - เยาวชนแห่งสัจธรรม » ห้องหนังสือและบทความ » โต๊ะบทความ » 

แนวทางสู่การสถาปนาคิลาฟะฮฺ [อิมามอันวารฺ อัล-เอาลากี]

ผู้เขียน หัวข้อ: แนวทางสู่การสถาปนาคิลาฟะฮฺ [อิมามอันวารฺ อัล-เอาลากี]  (อ่าน 294 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Hafizulhaq

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 1720
  • فرسان الحق
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
สรุปจากบทความ “A Question about the Method of Establishing Khilafa”

โดย : อิมามอันวาร อัล-เอาลากี

 
นับตั้งแต่การล่มสลายของคิลาฟะฮฺ  กลุ่มเคลื่อนไหวของมุสลิมหลากหลายกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นในระยะเวลานี้ได้ให้ความสำคัญกับการกลับมาของคิลาฟะฮฺ  แต่มีไม่กี่กลุ่มนักที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อเป้าหมายนี้อย่างจริงจัง  และเครื่องมือหรือแนวทางที่มุสลิมกลุ่มต่าง ๆ เลือกใช้เพื่อจะนำไปสู่เป้าหมายนี้ก็แตกต่างกัน ได้แก่

 
๑-มุ่งเน้นการตัรบียะฮฺ  โดยบางส่วนเชื่อว่าเมื่อเราขัดเกลา/อบรมอิสลามให้ผู้คนผ่านการตัรบียะฮฺไปจนกระทั่งเงื่อนไขต่าง ๆ สุกงอมพอแล้ว  คิลาฟะฮฺก็จะกลับมาเอง  ใน ขณะที่อีกบางส่วนวางแนวทางว่าจะมุ่งเน้นการตัรบียะฮฺไปจนกระทั่งอุมมะฮฺนี้ มีความพร้อมเพียงพอแล้ว จึงค่อยมุ่งหน้าสู่การญิฮาดฟีสบีลิลลาฮฺต่อไป

๒-เข้าไปมีอำนาจและมีบทบาทในระบบที่ดินแดนต่าง ๆ กำลังใช้ปกครองอยู่  ซึ่งก็คือระบอบประชาธิปไตย

๓-ปลุกระดมให้อุมมะฮฺนี้ตื่นตัว และตระหนักถึงความสำคัญของระบบคิลาฟะฮฺ  ให้การศึกษาผู้คนในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง  แล้วก็รอคอยความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ  อันเป็นวิธีการหลัก ๆ ของกลุ่มเคลื่อนไหวอย่าง HT (Hizbut Tahrir)

๔-ญิฮาดฟีสบีลิลลาฮฺ


สำหรับวิธีการในข้อ๑ นั้น มันไม่มีกรอบเกณฑ์อะไรที่จะช่วยกำหนดให้เรารู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะถือว่าการตัรบียะฮฺนั้นเพียงพอแล้ว  ดังนั้นผู้ที่เลือกใช้แนวทางนี้จึงจะยังคงอยู่ในสนามการตัรบียะฮฺ และละทิ้งสนามการญิฮาดตลอดไป  นอกจากนั้นประวัติศาสตร์ยังสอนให้เรารู้ว่าท่านร่อซูลศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงชีวิตของคนรุ่นเดียว  ท่านเริ่มต้นด้วยการดะอฺวะฮฺและจบลงด้วยการญิฮาดในช่วงชีวิตของท่าน ไม่ได้หวังแต่จะส่งต่อภาระกิจในการญิฮาดไปให้คนรุ่นต่อไป  โดยที่ตนเองละทิ้งมัน

 
ส่วนผู้ที่สนับสนุนการเข้าไปมีบทบาทในระบอบประชาธิปไตยนั้น  มักจะให้คำอธิบายว่าพวกเขาเชื่อว่าระบบนี้คือระบบของกุฟรฺ   พวกเขาไม่ได้ศรัทธาต่อมัน  เพียงแต่ต้องการจะใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าไปมีบทบาทและอำนาจในระบบ  จากนั้นก็จะได้ใช้อำนาจนั้นอำนวยความสะดวกให้อิสลาม  และเปลี่ยนแปลงระบบนั้นจากภายในตัวของมัน 

                อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เลือกใช้แนวทางนี้จะต้องเผชิญปัญหาอย่างน้อย ๓ อย่าง

                หนึ่ง คือการเข้าไปมีส่วนในระบบกติกาของประชาธิปไตยอันหมายถึงการยอมรับมันทาง พฤตินัย แต่ใจของเราไม่ได้ศรัทธาในมันนั้นย่อมถือเป็นการตบตา และการโกหก  ซึ่งในอิสลามอนุญาติให้ทำได้ก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับศัตรูในดินแดนสงคราม  แต่ ปัญหาก็คือผู้ที่เลือกใช้วิธีการนี้ส่วนมากมักจะเชื่อด้วยตัวเองว่าพวกเขา ไม่ได้อยู่ในดินแดนสงคราม หากแต่เป็นดินแดนที่มุสลิมกับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมมีพันธะสัญญาไมตรีต่อกัน ไม่ระรานกัน  และอยู่ร่วมกันอย่างสงบ  ซึ่งตามหลักการแล้วไม่อนุญาติให้มุสลิมตบตา หลอกลวง หรือโกหกพวกเขา

                ปัญหาต่อมาคือ เมื่อเราอยู่ในสภาพโกหกเช่นนี้ไปเป็นระยะเวลานาน  มันมักจะจบท้ายด้วยการที่เราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราโกหกซะเอง  มีตัวอย่างไม่น้อยของผู้ที่เข้าสู่ระบบประชาธิปไตยด้วยเจตนาจะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ก็ลงท้ายด้วยการยอมรับและเห็นด้วยกับมัน  ในตุรกีและซูดานมีตัวอย่างทำนองนี้ให้เราได้ใคร่ครวญอยู่แล้ว

                ปัญหาสุดท้ายก็คือ  วิธีการแทรกซึมเข้าไปในระบบไม่ควรจะเป็นวิธีการของมุสลิม  เพราะมันเป็นวิธีการของยิว และของมุนาฟิก  ลักษณะเช่นนี้ของพวกเขาปรากฏอยู่ทั้งในอัล-กุรอานและในโลกปัจจุบัน  มันไม่ใช่วิธีการของเรา  มุสลิมมีเกียรติ  มีศักดิ์ศรีพอที่จะประกาศเจตนารมย์และทำงานดะอฺวะฮฺของเราอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา  การแทรกซึมเข้าไปในระบบและเปลี่ยนแปลงมันจากภายในนั้นไม่ใช่คุณลักษณะของท่านร่อซูลผู้เป็นต้นแบบของเรา  ต่อให้เราสามารถแทรกซึมระบบของพวกเขาได้สำเร็จ  มันก็เป็นเพียงการพิสูจน์ว่าเรามีคุณสมบัติเหมือนพวกยิว ไม่ได้สง่างามอย่างมุสลิม

               

สำหรับวิธีการของกลุ่มอย่าง HT นั้น แม้พวกเขาจะทำได้ดีในการปลุกระดมผู้คนให้สนใจในระบอบคิลาฟะฮฺและการเมือง  แต่ก็ต้องยอมรับว่าเครื่องมือที่พวกเขาใช้ยังไม่อาจช่วยให้ระบอบคิลาฟะฮฺกลับมาได้  เพราะการรอคอยความช่วยเหลือ(โดยไม่ออกญิฮาด)ก็เหมือนการรอคอยปาฏิหาริย์   ความช่วยเหลือและชัยชนะจากอัลลอฮฺย่อมไม่ได้มาผ่านการนั่งถกอภิปรายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว


ดังกล่าวนี้ ทำให้เชื่อว่าญิฮาดฟีสบีลิลลาฮฺเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือและแนวทางสำหรับการกลับมาของคิลาฟะฮฺ การกล่าวว่า "เรา ต้องมีรัฐอิสลามและมีคอลีฟะฮฺก่อนจะประกาศญิฮาด  เพราะท่านร่อซูลศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้สถาปณารัฐอิสลามขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยญิฮาด" นั้นเป็นการละเลยความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างยุค สมัยของท่าน และยุคสมัยของเรา นั่นคือในสมัยของท่านนั้นยังไม่ได้มีรัฐอิสลามเกิดขึ้นมาก่อน  แต่ในยุคสมัยของเรานั้นรัฐอิสลามได้เกิดขึ้นมาแล้ว  แต่กำลังถูกยึดครอง  และ บรรดาอุละมาอฺก็ยืนยันว่าการปลดปล่อยดินแดนที่เคยเป็นรัฐอิสลามให้เป็นอิสระ หรือญิฮาดดะฟะอฺนั้นเป็นฟัรฎูอีน ดังนั้นแม้จะไม่เห็นด้วยว่าญิฮาดคือเครื่องมือเดียวที่จะสถาปนาระบอบคิลาฟะ ฮฺขึ้นมาอีกครั้ง  แต่เราก็จะปฏิเสธความเป็นฟัรฎูอีนของญิฮาดดะฟะอฺนี้ไปไม่ได้

อย่างไรก็ตาม  ควรกล่าวไว้ด้วยว่าญิฮาดที่เรากำลังพูดถึงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการแบกปืนออกไปสู้รบเท่านั้น  การญิฮาดมีความหมายที่กว้างขวางกว่านั้น  และเรากำลังพูดถึงความหมายอย่างกว้างของมัน  ซึ่งหมายรวมถึงการญิฮาดในทุก ๆ ทางที่เรามีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นด้วยลิ้น  ด้วยทรัพย์สิน หรือด้วยชีวิตซึ่งถือว่าประเสริฐที่สุด

มี๒ตัวอย่างความสำเร็จที่ควรยกมาแสดง ณ ที่นี้   ซึ่งแม้จะยังห่างไกลจากความสำเร็จอย่างที่บรรพชนอิสลามในอดีตเคยทำได้ แต่ก็ทำให้เรามองเห็นอะไรบางอย่าง  นั่นคือความสำเร็จของกลุ่มตอลิบันในอัฟฆอนิสตาน และศาลชะรีอะฮฺในโซมาเลีย   ทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จผ่านการเลือกตั้ง  หรือการโต้วาที  หากแต่ผ่านสงคราม  พวกเขาสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งการปกครองได้ก็ด้วยการญิฮาดของมุญาฮิดีน  และพวกเขาไม่ได้ล้มลงเพราะพวกเขาล้มเหลว   แต่เพราะอุมมะฮฺนี้ล้มเหลวด้วยการทอดทิ้งพวกเขาต่างหาก!

ถึงอย่างนั้น  หากเราติดตามสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ  เราก็คงจะพอมองเห็นว่า  ไม่ใช่บรรดามุญาฮิดีนที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ  หากเป็นศัตรูของพวกเขาต่างหาก   บางที... สิ่งที่เรารอคอยอาจกำลังจะมาถึง - อินชาอัลลอฮฺ
จาก http://pee-nu-d.spaces.live.com/blog/cns!D617F13B3C05CE2F!2040.entry
บันทึกการเข้า


หากพร้อมที่จะเป็นนักรบ ก็ต้องพร้อมที่จะมีบาดแผล

"ความกล้าหาญกับความบ้าบิ่นต่างกันเพียงกระดาษกั้นฉันใด ความรอบคอบกับความขี้ขลาดก็ต่างกันเพียงกระดาษกั้นฉันนั้น"
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML