كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...
You are here: Fityatulhaq Board - เยาวชนแห่งสัจธรรม » ห้องหนังสือและบทความ » โต๊ะแนะนำนักเผยแพร่โลกอิสลาม » 

ศอหาบะฮฺท่านนบีในสายตาอะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ

ผู้เขียน หัวข้อ: ศอหาบะฮฺท่านนบีในสายตาอะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ  (อ่าน 1725 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์
ศอหาบะฮฺท่านนบีในสายตาอะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ
โดย ชัยคฺ มุฮัมหมัด บิน ซอลิฮ อัลอุษัยมีน

แปล(จากภาษามลายูอินโดฯ) โดย zunnur@islamicsibling





ปล.ไม่อนุญาิติให้เผยแำพร่ต่อน่ะครับ เพราะยังไม่ตรวจทานและยังไม่มีการเกลาข้อความให้สวยงาม อินชาอัลลอฮ เมื่อนำเสนอเสร็จหมดแล้ว จะรวบรวมอีกทีนึง(จริงๆแปลเสร็จหมดแล้ว แต่แฟลชไดรฟ์หาย ฮือๆๆ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 17, 2010, 11:01:46 am โดย zunnur_islamicsibling »
บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ(เรียกสั้นว่าชัยคุลอิสลาม)ได้กล่าวว่า
   “ในบรรดาหลักการพื้นฐานต่างๆของอะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺก็คือ การที่หัวใจและลิ้น(ปาก)ของพวกเขามีความบริสุทธิ์ต่อบรรดาศอหาบะฮฺของท่านนบี”

คำอธิบาย
   “การที่หัวใจและลิ้น(ปาก)ของพวกเขามีความบริสุทธิ์ต่อบรรดาศอหาบะฮฺของท่านนบี” หมายถึง การที่หัวใจของพวกเขามีความบริสุทธิ์ปราศจากความรู้สึกเกลียดชัง อิจฉาริษยา และความรู้สึกที่ไม่ดีต่างๆ และเช่นเดียวกันนั้น ลิ้น(ปาก)ของพวกเขาก็มีความบริสุทธิ์จากคำพูดๆทั้งมวลที่ไม่เหมาะสมที่มีต่อบรรดาศอหาบะฮฺ
   หัวใจของอะฮฺลิซซุนนะฮฺจะเต็มไปด้วยความรู้สึกรัก เคารพ และเชิดชูบรรดาศอหาบะฮฺของรอซูลแห่งอัลลอฮด้วยความเหมาะสมอันเป็นสิทธิของพวกท่าน ด้วยเหตุนี้ อะฮฺลิซซุนนะฮฺจึงรักและให้เกียรติบรรดาศอหาบะฮฺมากกว่ามนุษย์ทั้งมวล เพราะการรักพวกท่านนั้นจะนำไปสู่การรักต่อตัวท่านนบี(ศ็อลฯ) และการรักท่านนบี(ศ็อลฯ) ก็คือ การรักอัลลอฮ
   และเช่นเดียวกัน ลิ้นของพวกเขาจะมีความบริสุทธิ์จากการติเตียน กล่าวร้าย สาปแช่ง ตัฟซิก(ฮุก่มว่าเป็นคนชั่ว คนเลว) ตักฟิร(ฮุก่มว่าเป็นคนกาฟิร)และการกระทำต่างๆที่พวกอะฮฺลุลบิดอะฮฺได้กระทำกัน ลิ้นของพวกเขาจะมากไปด้วยการยกย่อง การพึงพอใจ การดุอาอฺขอความเมตตา การดุอาอฺขออภัยโทษ และอื่นๆอย่างมากมายต่อบรรดาศอหาบะฮฺ

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

เจตคติของอะฮฺลิซซุนนะฮฺดังกล่าวนั้น มีพื้นฐานมาจากสิ่งต่างๆต่อไปนี้
   1.บรรดาศอหาบะฮฺของท่านรอซูล(ศ็อลฯ)คือ กลุ่มชนที่ประเสริฐที่สุดจากประชาชาติ(ของท่านนบี)ทั้งหมด ดังที่ท่านรอซูล(ศ็อลฯ)ได้กล่าวไว้ว่า

    “กลุ่มชนที่ดีที่สุดคือกลุ่มชนของฉัน(ศอหาบะฮฺ) หลังจากนั้นคือกลุ่มชนต่อมา(ตาบิอีน) หลังจากนั้นคือกลุ่มชนต่อมา(ตาบิอิตตาบิอีน)” (ฮะดีษบันทึกโดยบุคอรีย์ หมายเลขฮะดีษที่ 2509 , มุสลิม หมายเลขฮะดีษที่ 2533 และติรมีซีย์ หมายเลขฮะดีษที่ 3859)
   2.บรรดาศอหาบะฮฺคือสะพานเชื่อมต่อระหว่างท่านรอซูล(ศ็อลฯ)และอุมมะฮฺของท่าน เพราะอุมมะฮฺนี้รับเอาชะรีอะฮฺอิสลามจากพวกท่าน ซึ่งรับเอามาจากท่านรอซูลอีกทอดหนึ่ง
   3.ชัยชนะและแผ่นดินที่กว้างขวางของประชาชาติอิสลามที่ยิ่งใหญ่นี้ คือผลงานที่มาจากบรรดาศอหาบะฮฺ
   4.บรรดาศอหาบะฮฺได้ทำการเผยแผ่แก่ประชาชาตินี้ซึ่งคุณธรรมที่ประเสริฐต่างๆมากมาย เช่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน การตักเตือนกัน บุคลิกนิสัย มารยาทต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่อาจพบได้จากกลุ่มชนอื่นจากพวกท่าน

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

ชัยคุลอิสลามได้กล่าวถึงคุณลักษณะของบรรดาศอหาบะฮฺไว้ว่า
   อัลลอฮได้ทรงตรัสถึงคุณลักษณะของพวกเขา(ศอหาบะฮฺ)ไว้ในอัลกุรอานว่า
   
وَالَّذِينَ جَاؤُوا مِن بَعْدِهِمْ يَقُولُونَ رَبَّنَا اغْفِرْ لَنَا وَلِإِخْوَانِنَا الَّذِينَ سَبَقُونَا بِالْإِيمَانِ وَلَا تَجْعَلْ فِي قُلُوبِنَا غِلًّا لِّلَّذِينَ آمَنُوا رَبَّنَا إِنَّكَ رَؤُوفٌ رَّحِيمٌ

“และบรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขา โดยพวกเขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเราทรงโปรดอภัยให้แก่เราและพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา และขอพระองค์อย่าได้ให้มีการเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา ข้าแต่พระเจ้าของเรา แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ”
(ซูเราะฮฺอัล-อัชรฺ 59 : 10)

คำอธิบาย
   อายะฮฺข้างต้นนี้ถูกประทานลงมาหลังจาก 2 อายะฮฺก่อนหน้านี้(ที่ได้พูดถึงคุณลักษณของบรรดาศอหาบะฮฺชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอร)ดังนี้
   หนึ่ง อัลลอฮได้ทรงตรัส(เกี่ยวกับชาวมุฮาญิรีน)ว่า
   
لِلْفُقَرَاء الْمُهَاجِرِينَ الَّذِينَ أُخْرِجُوا مِن دِيارِهِمْ وَأَمْوَالِهِمْ يَبْتَغُونَ فَضْلًا مِّنَ اللَّهِ وَرِضْوَانًا وَيَنصُرُونَ اللَّهَ وَرَسُولَهُ أُوْلَئِكَ هُمُ الصَّادِقُونَ

“(สิ่งที่ยึดมาได้จากพวกยะฮูด) เป็นของบรรดาผู้อพยพที่ขัดสน ซึ่งถูกขับไล่ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาและทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ และความยินดีของพระองค์ และช่วยเหลืออัลลอฮและรอซูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้สัตย์จริง”
(ซูเราะฮฺอัล-อัชรฺ 59 : 8
   ผู้นำของบรรดาชาวมุฮาญิรีน ก็ได้แก่ ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุสมาน และท่านอลี บิน อบีฏอลิบ
   ในอายะฮฺนี้ ประโยคที่ว่า “เพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ และความยินดีของพระองค์” นั้นชี้ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจของพวกเขา และที่ว่า “และช่วยเหลืออัลลอฮและรอซูลของพระองค์” แสดงถึง ภารกิจที่พวกเขาได้กระทำ ส่วนที่ว่า “ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้สัตย์จริง” ย่อมหมายความว่า พวกเขาได้กระทำสิ่งดังกล่าวทั้งหมดนั้นมิใช่เพื่อการโอ้อวด และการมีชื่อเสียง แต่ทว่า เพื่อให้บรรลุสำเร็จซึ่งเจตนารมณ์อันเที่ยงแท้(เพื่ออัลลอฮ)ของพวกเขาต่างหาก

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

สอง อัลลอฮทรงตรัสเกี่ยวกับชาวอันศอรว่า

وَالَّذِينَ تَبَوَّؤُوا الدَّارَ وَالْإِيمَانَ مِن قَبْلِهِمْ يُحِبُّونَ مَنْ هَاجَرَ إِلَيْهِمْ وَلَا يَجِدُونَ فِي صُدُورِهِمْ حَاجَةً مِّمَّا أُوتُوا وَيُؤْثِرُونَ عَلَى أَنفُسِهِمْ وَلَوْ كَانَ بِهِمْ خَصَاصَةٌ

“และบรรดาผู้ที่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นครมะดีนะฮฺ (ชาวอันศอร) และพวกเขาศรัทธาก่อนหน้า
การอพยพของพวกเขา(ชาวมุฮาญิรีน) พวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขา และจะไม่พบความต้องการหรือความอิจาฉาอยู่ในทรวงอกของพวกเขาในสิ่งที่ได้ถูกประทานให้ และให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตาม”(ซูเราะฮฺอัล-อัชรฺ 59 : 9)

   ในอายะฮฺนี้ อัลลอฮได้กล่าวถึงคุณลักษณะ 3 ประกาณของศอหาบะฮฺของท่านรอซูล(ศ็อล) คือ
1.   พวกเขารักใคร่บรรดาผู้ที่อพยพมายังพวกเขา(หมายถึงศอหาบะฮฺชาวมุฮาญิรีน)
2.   พวกเขามิได้เก็บซ่อนความรู้สึกหึงหวงในสิ่งที่พวกเขาได้มอบให้แก่ศอหาบะฮฺชาวมุฮาญิรีนเลย
3.   พวกเขาให้ความสำคัญแก่ศอหาบะฮฺชาวมุฮาญิรีนก่อนตัวของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่า ในความเป็นจริงแล้วพวกเขายังมีความจำเป็นที่ต้องการ(ในสิ่งที่ได้มอบให้พวกเขา)อยู่ก็ตาม
    
หลังจากนั้น อัลลอฮจึงได้ทรงตรัสว่า

وَالَّذِينَ جَاؤُوا مِن بَعْدِهِمْ يَقُولُونَ رَبَّنَا اغْفِرْ لَنَا وَلِإِخْوَانِنَا الَّذِينَ سَبَقُونَا بِالْإِيمَانِ

“และบรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขา โดยพวกเขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเราทรงโปรดอภัยให้แก่เราและพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา”(ซูเราะฮฺอัล-อัชรฺ 59 : 10)

   พวกเขาเหล่านั้นคือ บรรดาตาบิอีน(ผู้ซึ่งปฏิบัติตามบรรดาศอหาบะฮฺด้วยความดี)และบรรดาผู้เจริญรอยตามพวกท่านจนถึงวันกิยามะฮฺ พวกเขาจะยกย่องบรรดาศอหาบะฮฺด้วยการกล่าวว่า พวกท่านคือพี่น้องของพวกเขา และยอมรับด้วยความยินดีว่า พวกท่านนั้นคือผู้ที่ได้ศรัทธาก่อนหน้าพวกเขา และพวกเขาจะขอต่ออัลลอฮให้พระองค์ทรงอย่าได้สร้างความอิจฉาริษยาต่อบรรดาศอหาบะฮฺให้เกิดขึ้นภายในหัวใจของพวกเลย
   ดังนั้น ผู้ใดที่ทำการสวนทางกับบรรดาศอหาบะฮฺ ด่าทอพวกท่าน และไม่ยอมรับในสิทธิที่พวกท่านมีต่อตัวของเขาแล้วไซร้  แน่แท้ว่า คนผู้นี้ย่อมมิได้อยู่ในหมู่ผู้ที่อัลลอฮทรงตรัสไว้ในอายะฮฺข้างต้นอย่างแน่นอน

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์
ชัยคุลอิสลามกล่าวว่า
   และเช่นเดียวกัน(หลักการยึดมั่นพื้นฐานของอะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺก็คือ) การเชื่อฟังต่อคำกล่าวของท่านนบี(ศ็อลฯ)ที่กล่าวว่า “พวกท่านจงอย่าไดด่าทอบรรดาศอหาบะฮฺของฉัน ขอสาบานต่ออัลลอฮผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ถ้าหากวา คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านบริจาคทองคำประหนึ่งเท่าภูเขาอูฮุด แน่แท้มันก็จะไม่เท่ากับกับการบริจาคของพวกเขาเพียง 1 มุด หรือแม้เพียงครึ่งมุดก็ตาม” (ฮะดีษบันทึกโดยบุคอรีย์ หมายเลขาอะดีษที่ 3460 , มุสลิม หมายเลขฮะดีษที่ 2541 , ติรมีซีย์ หมายเลขฮะดีษที่ 3861 และฮะดีษนี้คือสำนวนของท่าน)   

คำอธิบาย
   ความหมายของคำกล่าวของท่านนบีที่ว่า “บรรดาศอหาบะฮฺของฉัน” ก็คือบรรดาผู้ที่เป็นมิตรสหายของท่านนั่นเอง ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าบรรดาศอหาบะฮฺที่ได้เชื่อมมิตรสัมพันธ์กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั้นย่อมมีความแตกต่างกันในเรื่องลำดับการมาก่อนหลัง มีกลุ่มที่ได้รู้จักสัมพันธ์กับท่านนบีด้วยแล้วก่อนเกิดเหตุการณ์ “พิชิตมักกะฮฺ” แล้วก็มีกลุ่มที่ตามมาภายหลังจากเหตุการณ์ “พิชิตมักกะฮฺ”ด้วย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 17, 2010, 03:06:46 pm โดย hanzalah »
บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์
 
   คำกล่าว(ในฮะดีษ)ข้างต้นนั้น เป็นคำพูดที่ท่านนบีได้กล่าวไว้กับท่านคอลิด บิน วะลีด เมื่อครั้นที่เขามีความขัดแย้งกับท่านอับดุรเราะฮฺมาน บิน เอาฟฺ เกี่ยวกับบนีญุซัยมะฮฺ  เป็นที่แน่ชัดว่าท่านอับดุรเราะฮฺมานและศอหาบะฮฺท่านอื่นๆที่มีฐานะเดียวกันกับท่านนั้น มีความล้ำหน้ากว่าท่านคอลิด บิน วะลีด หากเทียบกันในเชิงของการเข้ารับอิสลาม คือ ท่านอับดุรเราะฮมาน บิน เอาฟฺ และศอหาบะฮฺท่านอื่นๆที่มาพร้อมกับท่านนั้นได้เข้ารับอิสลามก่อนหน้าท่านคอลิด บิน วะลีด ดังนั้น ท่านนบี(ศ็อลฯ)จึงได้กล่าวว่ากับท่านคอลิด บิน วะลีด และท่านอื่นๆที่มาทีหลังพร้อมๆกับท่านคอลิดว่า “พวกท่านจงอย่าได้ด่าทอบรรดาศอหาบะฮฺของฉัน”
   จริงอยู่ที่ว่าคำพูดดังกล่าวนั้นท่านนบีได้กล่าวไว้กับท่านคอลิด บิน วะลีด และศอหาบะฮฺท่านอื่นๆที่อยู่ร่วมด้วยกับท่าน แต่แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวนั้นมีผลต่อทุกคนที่มีพฤติกรรมข้างต้น(คือด่าทอบรรดาศอหาบะฮฺ) โดยเฉพาะบรรดาผู้คนยุคหลังจากพวกท่านทั้งหลาย
บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์
   
   ส่วนคำกล่าวของท่านนบี(ศ็อลฯ)ที่ว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ถ้าหากวา คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านบริจาคทองคำประหนึ่งเท่าภูเขาอูฮุด แน่แท้มันก็จะไม่เท่ากับกับการบริจาคของพวกเขาเพียง 1 มุด หรือแม้เพียงครึ่งมุดก็ตาม” นั้นเป็นที่เข้าใจว่า หากว่ามีผู้ใดในหมู่พวกเราที่ได้บริจาคทองคำที่มีจำนวนมากมายใหญ่โตเท่าภูเขาอูฮุดเสียแล้ว(ทั้งที่ภูเขาอูฮุดนั้นเป็นภูเขาที่มีขนาดใหญ่โตมาก) มันก็จะไม่มีวันเทียบเท่ากับการบริจาคแค่เพียง 1 ของบรรดาศอหาบะฮฺได้เลย ใช่แต่เท่านั้น แค่เพียงครึ่งมุดก็ไม่สามารถเทียบได้
    ทั้งที่การงาน(หมายถึง การบริจาค)เหมือนกัน สิ่งที่ได้บริจาคก็เหมือนกัน และผู้ที่ทำการบริจาคนั้นก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเช่นเดียวกัน แต่ทว่า สถานะ ตำแหน่งของคนๆหนึ่งที่แตกต่าง และสูงส่งกว่าคนอีกคนหนึ่งนั่นเองที่ทำให้ผลบุญการตอบแทนมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ เพราะว่าพวกท่านคือศอหาบะฮฺแห่งท่านรอซูล(ศ็อลฯ)ผู้ซึ่งครอบครองเกียรติยศและความคุณลักษณะอันประเสริฐ และด้วยคุณสมบัติแห่งความบริสุทธิ์ใจและการเชื่อฟังที่สูงล้ำ ที่ไม่สามารถค้นหาและพบเจอจากบุคคลอื่นจากพวกท่านได้อีกเลย

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์
 
   การสั่งห้ามของท่านรอซูลดังกล่าวข้างต้นนั้น ชี้ให้เห็นว่า การด่าทอบรรดาศอหาบะฮฺ ไม่ว่าจะแบบทั่วไป(โดยรวม)หรือเจาะจงเฉพาะบุคคลนั้น เป็นสิ่งที่ฮะรอมอย่างเด็ดขาด
     หากมีผู้ที่ด่าทอบรรดาศอหาบะฮฺทั้งหมดโดยรวม เขาคนนั้นก็ได้ตกเป็นกาฟิรแล้ว และผู้ใดที่คลางแคลงใจในการเป็นกาฟิรของเขาก็ตกเป็นกาฟิรเช่นเดียวกัน แต่หากว่ามีผู้ที่ด่าทอศอหาบะฮฺเป็นการเจาะจงตัวบุคคล ก็ต้องไปหาสาเหตุของการกระทำการเช่นนั้น ทั้งนี้ เพราะผู้ที่ด่าทอศอหาบะฮฺเจาะจงตัวบุคคลนั้น บางทีเขาอาจจะด่าว่าในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก เรื่องของมารยาท หรือแม้กระทั่งเรื่องศาสนาของพวกท่าน ซึ่งในแต่ละสาเหตุที่ทำให้คนๆหนึ่งด่าทอศอหาบะฮฺนั้น ก็จะมีฮุก่มตัดสินเขาผู้นั้นแตกต่างกันไป

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

ชัยคุลอิสลามกล่าวว่า
    “อะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺเชื่อในการบอกเล่าของอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ และอิจมาอฺ(มติเอกฉันท์ของบรรดาผู้รู้แห่งอิสลาม)เกี่ยวกับความประเสริฐและลำดับชั้นที่แตกต่างกันของบรรดาศอหาบะฮฺ”

คำอธิบาย
   อะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺเชื่อในการบอกเล่าเกี่ยวกับความประเสริฐและลำดับชั้นที่แตกต่างกันของพวกท่าน เช่น
1.   เรื่องราวเกี่ยวกับจำนวนของการละหมาด การบริจาค การถือศิลอด การทำฮัจญ์ และการญิฮาดที่มากมายของพวกท่าน รวมถึงความเสริฐในเรื่องอื่นๆด้วย
2.   เรื่องราวของท่านอบูบักร ที่ได้อยู่ร่วมกับท่านนบีเพียงลำพังคนเดียวในถ้ำ ในขณะที่กำลังอพยพ(ฮิจเราะฮฺ)ไปยังเมืองมะดีนะฮฺ
3.   เช่นเดียวกันกับเรื่องราวเกี่ยวกับท่านอุมัร ท่านอุสมาน และท่านอลี รวมถึงคนอื่นๆนอกเหนือจากพวกท่านดังกล่าว
4.   และอะฮฺลิซซุนนะฮฺก็ยังเชื่ออีกว่า ในหมู่บรรดาศอหาบะฮฺนั้นมีความแตกต่างกันในเรื่องลำดับชั้นของความประเสริฐ  อะฮฺลิซซุนนะฮฺกล่าวว่า บรรดาคอลีฟะฮฺอัรรอชิดีนนั้นเป็นบุคคลที่มีความประเสริฐที่สุดของประชาชาตินี้ และผู้ที่มีระดับชั้นที่สูงส่งที่สุดในหมู่คอลีฟะฮฺอัรรอชิดีนนั้น ก็คือ ท่านอบูบักร ถัดมาคือท่านอุมัร ท่านอุสมาน และท่านอลีตามลำดับ ดังที่จะได้หยิบยกคำกล่าวของชัยคุลอิสลามในลำดับต่อไป

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

ท่านชัยคุลอิสลามกล่าวว่า
    “อะฮฺลิซซุนนะฮฺมีความเชื่อว่า(menganggap)บรรดาศอหาบะฮฺที่ได้บริจาคและได้ต่อสู้(ญิฮาด)ในหนทางของอัลลอฮก่อนเหตุการณ์ “อัลฟัตฮฺ”(คือ เหตุการณ์สนธิสัญญาฮุดัยบิยะฮฺ)นั้น มีความประเสริฐกว่าบรรดาศอหาบะฮฺที่ได้บริจาคและต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮภายหลังเหตุการณ์นั้น และเชื่อว่าบรรดาศอหาบะฮฺชาวมุฮาญิรีนนั้นมีความประเสริฐกว่าศอหาบะฮฺชาวอันศอร”

คำอธิบาย
    อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้อันเป็นหลักฐานในเรื่องนี้ว่า

لَا يَسْتَوِي مِنكُم مَّنْ أَنفَقَ مِن قَبْلِ الْفَتْحِ وَقَاتَلَ أُوْلَئِكَ أَعْظَمُ دَرَجَةً مِّنَ الَّذِينَ أَنفَقُوا مِن بَعْد

“ในหมู่พวกเจ้านั้นมีผู้บริจาคและได้ต่อสู้(ในทางของอัลลอฮ)ก่อนการพิชิต ชนเหล่านั้นย่อมมีฐานะสูงกว่าบรรดาผู้บริจาคและต่อสู้(ในทางของอัลลอฮ)หลังการพิชิต”
(ซูเราะฮฺอัลฮะดีด 57 : 10)

    ดังนั้น ศอหาบะฮฺที่ได้บริจาคและต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮก่อนการทำสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺนั้นมีความสูงส่งในฐานะตำแหน่งกว่าบรรดาศอหาบะฮฺที่ได้บริจาคและต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ การทำสนธิสัญญาฮุดัยบิยะฮฺนั้นเกิดขึ้นในเดือนซุลเก๊าะอฺดะฮฺ ในปีฮิจเราะฮฺที่ 6 ด้วยเหตุนั้น บรรดาผู้ที่เข้ารับอิสลามแล้วได้ใช้จ่ายทรัพย์สินและต่อสู้ก่อนเหตุการณ์นี้จึงมีความประเสริฐกว่าบรรดาผู้ที่เข้ารับอิสลามหลังจากเหตุการณ์นี้ หากมีคำถามว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร?(ว่าใครเข้ารับอิสลามก่อนและหลังเหตุการณ์ดังกล่าว) คำตอบของมันก็คือผ่านการจดบันทึกทางประวัติศาสตร์การเข้ารับอิสลามของบรรดาศอหาบะฮฺ ซึ่งมีบันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ หนังสือ อัล-อิศาบะฮฺ ฟี ตัมญีซ อัศ-ศอหาบะฮฺ ของอิบนุฮะญัร หรือหนังสือ อัล-อิสติอับ ฟี มะอฺริฟะฮฺ อัล-อัศฮาบ ของอิบนุ อับดิลบัรรฺ หรือหนังสือเล่มอื่นๆที่ได้กล่าวถึงเรื่องราวของบรรดาศอหาบะฮฺ

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

   ชัยคุลอิสลามกล่าวว่า ที่ให้ความหมายคำว่า เหตุการณ์ “อัลฟัตฮฺ” ว่า คือเหตุการณ์การทำสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺนั้น คือ หนึ่งในสองทัศนะในการให้ความคำว่า “อัลฟัตฮฺ” ในอายะฮฺดังกล่าวข้างต้น และทัศนะนี้(คือทัศนะที่ให้ความหมาย “อัลฟัตฮฺ” ว่าคือเหตุการณ์การทำสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺนั้น)มีขึ้น อันเนื่องากเหตุการณ์ของท่านคอลิด บิน วะลีดกับท่านอับดุรเราะฮฺมาน บิน เอาฟฺ นั่นเอง
    และท่านอัลบัรรออฺ บิน อะซิบ ก็ได้กล่าวว่า “ฉันเคยเข้าใจ(เชื่อ)ว่า “อัลฟัตฮฺ” คือการพิชิตมักกะฮฺ ทั้งที่จริงแล้ว การพิชิตมักกะฮฺคือชัยชนะต่างหาก ดังนั้น ตอนนี้ ฉันจึงเข้าใจใหม่แล้วว่า “อัลฟัตฮฺ” นั้น คือเหตุการณ์การทำสัตยาบันอัรริฎวาน(ของบรรดาศอหาบะฮฺต่อท่านนบี)ในเหตุการณ์การทำสนธิสัญญาฮุดัยบิยะฮฺ”(ฮะดีษบันทึกโดยบุคอรีย์ หมายเลขฮะดีษที่ 3919 หนังสือมัลมะฆอซีย์ บทว่าด้วย การทำสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ)
    แต่ นักตัฟซีร(อรรถาธิบายอัลกุรอาน)ส่วนใหญ่ได้ให้ความหมาย “อัลฟัตฮฺ” ว่าคือ การพิชิตมักกะฮฺ

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

   และชัยคุลอิสลามก็ได้กล่าวว่า อะฮฺลิซซุนนะฮฺเชื่อว่าบรรดาศอหาบะฮฺชาวมุฮาญิรีนมีความประเสริฐกว่าศอหาบะฮฺชาวอันศอร ชาวมุฮาญิรีนคือบรรดาผู้ที่ได้ทำการอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺในสมัยของท่านนบีก่อนเหตุการณ์พิชิตมักกะฮฺ ส่วนชาวอันศอรนั้น คือ บรรดาผู้ที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองมะดีนะฮฺแล้ว
    อะฮฺลิซซุนนะฮฺเชื่อว่าศอหาบะฮฺชาวมุอาญิรีนมีความประเสริฐ มีตำแหน่งที่สูงส่งกว่าศอหาบะฮฺชาวอันศอร เพราะว่า ชาวมุฮาญิรีนนั้นได้กระทำสองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในคราวเดียว คือ การอพยพและการช่วยเหลือ(อัลลอฮและรอซูลของพระองค์) แต่ชาวอันศอรนั้นเพียงแค่ให้การช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
    ชาวมุฮาญิรีนได้สละทิ้งทั้งทรัพย์สิน ครอบครัว และแผ่นดินของตนเองเพื่ออพยพไปยังแผ่นดินอื่น สิ่งทั้งหมดนั้น พวกเขาได้อพยพ(ทิ้งมัน)เพื่ออัลลอฮและรอซูลของพระองค์ และพวกเขายังเป็นผู้ที่ช่วยเหลืออัลลอฮและรอซูลของพระองค์อีกด้วย แต่ชาวอันศอรนั้น พวกเขาเพียงให้การช่วยเหลือท่านนบีที่ได้อพยพมายังบ้านของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาได้ให้การดูแลท่านนบีเช่นเดียวกับที่พวกเขาได้ดูแลลูกๆและภรรยาของพวกเขา

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

   หลักฐานที่แสดงถึงความประเสริฐของชาวมุฮาญิรีนที่มีมากกว่าชาวอันศอรนั้นมีอยู่ในคำตรัสของอัลลอฮ(ซ.บ)ในอัลกุรอาน ที่ได้กล่าวถึงชาวมุฮาญิรีนก่อนหน้าชาวอันศอรเสมอ เช่น อายะฮฺที่ 100 และ 117 ในซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ และอายะฮฺที่ 8 และ 9 ในซูเราะฮฺอัลอัชรฺ   

وَالسَّابِقُونَ الأَوَّلُونَ مِنَ الْمُهَاجِرِينَ وَالأَنصَارِ وَالَّذِينَ اتَّبَعُوهُم بِإِحْسَانٍ رَّضِيَ اللّهُ عَنْهُمْ وَرَضُواْ عَنْهُ وَأَعَدَّ لَهُمْ جَنَّاتٍ تَجْرِي تَحْتَهَا الأَنْهَارُ خَالِدِينَ فِيهَا أَبَدًا ذَلِكَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ

“บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ(ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮฺ) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ(ชาวอันศอรจากมะดีนะฮฺ) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง”(ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ 9 : 100)

لَقَد تَّابَ الله عَلَى النَّبِيِّ وَالْمُهَاجِرِينَ وَالأَنصَارِ الَّذِينَ اتَّبَعُوهُ فِي سَاعَةِ الْعُسْرَةِ مِن بَعْدِ مَا كَادَ يَزِيغُ قُلُوبُ فَرِيقٍ مِّنْهُمْ ثُمَّ تَابَ عَلَيْهِمْ إِنَّهُ بِهِمْ رَؤُوفٌ رَّحِيمٌ

“แท้จริงอัลลอฮทรงอภัยโทษให้แก่ท่านนบี ชาวมุฮาญิรีน และชาวอันศอรแล้ว ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามเขา (นบี) ในยามคับขันหลังจากที่จิตใจของชนกลุ่มหนึ่งในพวกเขา เกือบจะหันเหออกจากความจริง แล้วพระองค์ก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาอยู่เสมอ”(ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ 9 : 117)

لِلْفُقَرَاء الْمُهَاجِرِينَ الَّذِينَ أُخْرِجُوا مِن دِيارِهِمْ وَأَمْوَالِهِمْ يَبْتَغُونَ فَضْلًا مِّنَ اللَّهِ وَرِضْوَانًا وَيَنصُرُونَ اللَّهَ وَرَسُولَهُ أُوْلَئِكَ هُمُ الصَّادِقُونَ  وَالَّذِينَ تَبَوَّؤُوا الدَّارَ وَالْإِيمَانَ مِن قَبْلِهِمْ يُحِبُّونَ مَنْ هَاجَرَ إِلَيْهِمْ وَلَا يَجِدُونَ فِي صُدُورِهِمْ حَاجَةً مِّمَّا أُوتُوا وَيُؤْثِرُونَ عَلَى أَنفُسِهِمْ وَلَوْ كَانَ بِهِمْ خَصَاصَةٌ وَمَن يُوقَ شُحَّ نَفْسِهِ فَأُوْلَئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ


“(สิ่งที่ยึดมาได้จากพวกยะฮูด)เป็นของบรรดาผู้อพยพที่ขัดสน ซึ่งถูกขับไล่ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาและทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ และความยินดีของพระองค์ และช่วยเหลืออัลลอฮและรอซูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้สัตย์จริง  และบรรดาผู้ที่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นครมะดีนะฮฺ(ชาวอันศอร) และพวกเขาศรัทธาก่อนหน้าการอพยพของพวกเขา(ชาวมุฮาญิรีน) พวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขา และจะไม่พบความต้องการหรือความอิจาฉาอยู่ในทรวงอกของพวกเขาในสิ่งที่ได้ถูกประทานให้ และให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตาม และผู้ใดปกป้องการตระหนี่ที่อยู่ในตัวของเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ”(ซูเราะฮฺอัลอัชรฺ 59 : 8-9)

บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์

ชัยคุลอิสลามกล่าวว่า
    “อะฮฺลิซซุนนะฮฺศรัทธาว่า อัลลออได้ทรงตรัสกับชาวบัดรฺ(ซึ่งมีจำนวนประมาณ 310 คน) ว่า “พวกเจ้าจงกระทำในสิ่งที่ต้องการเถิด เพราะแท้จริง ฉันได้อภัยในบาปทั้งหลายของพวกเจ้าแล้ว”

คำอธิบาย
    ชาวบัดรฺ ตำแหน่งของพวกเขานั้นเป็นตำแหน่งที่มีความสูงส่งจากหมู่บรรดาศอหาบะฮฺทั้งหลายของท่านรอซูลุลลอฮ  บัดร คือชื่อสถานที่แห่งหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้ ได้เกิดศึกสงครามหนึ่งในเดือนรอมฎอน ปีที่ 2 ของการฮิจเราะฮิ อัลลอฮได้ทรงขนานนามให้แก่วันศึกสงครามนี้ว่า “เยามุลฟุรกอน” (วันแห่งการจำแนกแยกแยะระหว่างความจริงกับความเท็จ)
    ชาวบัดรฺ คือบุคคลที่อัลลอฮได้มอบชัยชนะให้แก่ประชาชาติมุสลิมีนผ่านการต่อสู้ของพวกเขา ด้วยกับชัยชนะอันนั้น ชาวอาหรับจึงเกิดความหวั่นเกรงต่อท่านรอซูลุลลอฮและบรรดาศอหาบะฮฺ และทำให้การเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น อัลลอฮทรงยินดีกับพวกเขา และได้ตรัสกับพวกเขาว่า“พวกเจ้าจงกระทำในสิ่งที่ต้อง
การเถิด เพราะแท้จริง ฉันได้อภัยในบาปทั้งหลายของพวกเจ้าแล้ว” ดังนั้น ความผิดใดก็ตามที่พวกเขาได้ก่อขึ้น ด้วยกับการงานที่ยิ่งใหญ่นี้(ซึ่งอัลลอฮได้มอบให้แก่พวกเขา)จึงทำให้พวกเขาได้รับการอภัยโทษอย่างสมบูรณ์
    ในคำกล่าวข้างต้นนั้น มีข่าวดีอยู่ 2 ประการ คือ
1.   เป็นหลักฐานบอกว่า ไม่ว่าบาปของพวกเขาจะมากเพียงใด ก็จะได้รับการอภัยโทษโดยแน่นอน
2.   เป็นข่าวดีว่าพวกเขาจะไม่มีทางเสียชีวิตในสภาพของผู้ปฏิเสธศรัทธาโดยแน่นอน เพราะพวกเขาได้รับการอภัยโทษจากความผิดบาปทั้งหลายแล้ว
  ซึ่งในเรื่องนี้มีความหมายแบ่งออกเป็น 2 นัยยะ คือ
   a.   เป็นไปได้ว่าในหมู่พวกเขานั้น ไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่ตกอยู่ในสภาพของการปฏิเสธศรัทธา
   b.   หรือ ก็เป็นไปได้ว่า บางคนในหมุ่พวกเขานั้นกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา แต่ก็ได้รับทางนำจากอัลลอฮ และได้เตาบัตตัวและเข้ามาสู่อิสลามอีกครั้ง
    จะอย่างไรก็ตาม นัยยะทั้งสองนี้ก็ยังเป็นข่าวดีที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขาทั้งมวล และเป็นที่ชัดเจนว่าไม่มีแม้แต่คนเดียวจากพวกเขาที่เรารับรู้ว่าได้ทำการปฏิเสธศรัทธาภายหลังจากนั้น

บันทึกการเข้า
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML