كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...

ผู้เขียน หัวข้อ: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน  (อ่าน 1760 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
รายละเอียดและเนื้อหา ของกิจกรรมต่างๆในค่าย

1.  กิจกรรมฮะละกอฮฺ
ระยะเวลา   ทุกเช้าตั้งแต่เวลา 5.40 - 6.30  น.

เป้าหมายของกิจกรรม

1.   เพื่อให้น้องๆได้รู้จักและเห็นถึงความสำคัญของการฮะละกอฮฺ หรือการรวมตัวกันเพื่อศึกษาเรียนรู้และขัดเกลาตัวเอง 
2.   เพื่อให้น้องได้เห็นถึงวิธีการและรูปแบบของการฮะละกอฮฺตลอดจนการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นและสามารถนำกิจกรรมนี้ได้
3.   เพื่อขัดเกลาและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับอิสลามที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงและการเรียกร้องเชิญชวน ให้กับน้องๆ

สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นหลังจากกิจกรรมนี้

1.   น้องๆได้รู้จักและเห็นถึงความสำคัญของการฮะละกอฮฺ
2.   น้องๆสามารถนำกิจกรรมฮะละกอฮฺไปประยุกต์ใช้ได้กับกลุ่มเพื่อนๆหรือกลุ่มทำงานของน้องหลังจากค่าย
3.   น้องๆได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับอิสลามที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงและการเรียกร้องเชิญชวน และมีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่สัจธรรมอิสลาม

รูปแบบของกิจกรรม

        กิจกรรมนี้จัดเป็นกลุ่ม โดยมีพี่เลี้ยงประจำกลุ่มคอยนำกิจกรรม เนื้อหาของกิจกรรมจะมีดังนี้
1.   เนื้อหาเกี่ยวกับการฮะละกอฮฺ ประกอบด้วย การความหมาย  ความสำคัญ วัตถุประสงค์ รูปแบบ ปัญหาและวิธีการแก้ไข ในการจัดกิจกรรมฮะละกอฮฺ
2.   ศึกษาความหมายซูเราะฮฺลุกมานศึกษาอัลฮะดีษที่เกี่ยวข้องกับการความสำคัญของการขัดเกลาตัวเอง ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงตัวเองและการเรียกร้องเชิญ
3.   ชวนผู้อื่น ตลอดจนผลตอบแทนสำหรับผู้ที่ทำงานเพื่อเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่อิสลาม
4.   การแลกเปลี่ยนข้อคิด การพูดคุยและการตักเตือนระหว่างสมาชิกในกลุ่ม

บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #1 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:12:08 pm »
วันที่ 1 เรื่อง ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับฮาลาเกาะฮฺ คุณสมบัติที่สำคัญของผู้ที่ต้องการศึกษา การเข้าใจอัลกุรอานอย่างถ่องแท้ การวางแผนชีวิตด้วยกับการศึกษาอัลกุรอ่าน

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับฮาลาเกาะฮฺ

ความหมายตามพจนานุกรมของ ?ฮัลเกาะฮฺ? หมายถึง วงกลม วงแหวน หรือสิ่งที่มีลักษณะเป็นวง  สามารถอ่านได้ทั้ง ?ฮัลเกาะฮฺ? (???????) และ ?ฮะละเกาะฮฺ? (???????)   

ทางด้านการนำมาใช้ หมาย ความว่า การจัดกลุ่มศึกษาขึ้นเพื่อการศึกษาอิสลามร่วมกัน ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมฮาลากอฮฺจะเป็นผู้กำหนดเนื้อหาที่จะนำมาพูดคุยกันเอง เช่น การศึกษาอัลกุรอานพร้อมกับความหมาย , การศึกษาอัลฮาดิษ, การศึกษาประวัติท่านนาบีและซอฮาบะฮฺ,การศึกษามรรยาทต่างๆของอิสลาม, การศึกษาวิชาฟิกฮฺร่วมกัน สำหรับในเรื่องฟิกฮฺนั้น ควรผ่อนปรนในเรื่องที่แตกต่างและร่วมมือกันในเรื่องที่เหมือนกัน อีกทั้งต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่มีความเห็นที่ต่างกัน เพื่อป้องกันการการแตกแยกที่อาจจะเกิดในเรื่องประเด็นปลีกย่อย เพราะสิ่งเหล่านี้พบมากปัจจุบัน เยาวชนนักศึกษาบางที่บางแห่ง ถึงกับจับกลุ่มกันนินทาพี่น้องหรืออาจจะถึงขั้นไม่ละหมาดตามกันเลยก็มี
นอกจากนี้แล้วอาจจะกำหนดหัวข้ออื่นๆเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกมุสลิม ,เรื่องการพัฒนาศักยภาพในเฉพาะด้าน เช่น ฝึกฝนการคุตบะฮฺ การท่องจำอัลกุรอาน รวมทั้งหาแนวทางเพื่อช่วยให้การเรียนของแต่ละคนประสบความสำเร็จ อาจจะมีการติวเพื่อเตรียมตัวสอบในแต่ละภาคเรียน เป็นต้น

ตัวอย่างการ จัดกลุ่มศึกษาจากท่านอบูดารดาอฺ รอฎิยันลอฮูอันฮู ท่านเคยสอนอัลกุรานในมัสยิดดามัสกัสในทุกๆวัน ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นถึงซูฮร์ (บ่าย) โดยแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละสิบคน แต่ละกลุ่มก็ให้มีครูสอนอัลกุรอาน 1 คน โดยที่ตัวของท่านเองทำหน้าที่ควบคุม
ท่านอบูมูซา อัลอัชอารีย์ ก็เคยเดินไปตามมัสยิดต่างๆ ในเมืองบัศเราะห์ และได้ตั้งกลุ่มฮัลกอฮฺศึกษาอัลกุรอานในทำนองเดียวกันขึ้น

      สำหรับ วิธีการที่ผู้ให้การฝึกอบรมตามฮาลากอฮฺหรือตามสถานที่ต่างๆนั้น มีหลายวิธีการด้วยกัน อาจจะสอนประจำ ตามกำหนดการ เวลาที่แน่นอนในแต่ละวันหรือสัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็นวิชาต่างๆ และสลับสับเปลี่ยนกันไป



บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #2 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:13:40 pm »

คุณสมบัติของฮาลากอฮฺ 

        สำหรับ คุณสมบัติของฮาลากอฮฺนั้น ไม่ได้เป็นกฎระเบียนที่ตายตัวเสมอไปว่าจะต้องเป็นไปในลักษณะหนึ่งลักษณะใด ที่มิอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วฮาลากอฮฺที่จัดขึ้นในปัจจุบันนี้จะประกอบด้วยลักษณะดัง นี้ ส่วนในเรื่องความเข้าใจในหัวข้อต่างๆนั้นคงต้องผ่านการศึกษาและการพูดคุย การทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น 1. การตัรบียะฮฺ 2. มุฮิบบะฮ  3. อิลมียะฮ 4. อุควะฮ 5. ตัซกียะฮ

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นจากการจัดฮาลากอฮฺร่วมกัน

ในส่วนนี้ผมอยากนำเสนองานเขียนของท่าน มัจญ์ดี อัลฮีลาลีย์ จากหนังสือ นี่คือทางรอด แปลโดย อาจารย์อนัส แสงอารี ท่านได้กล่าวว่า  ?เส้น ทางที่เราคิดว่าจะนำพาไปสู่ความพึงพอพระทัยของอัลลออฺนั้น ถูกรวบยอดอยู่ในประโยคเดียวแต่ต้องอาศัยการแจงแจงรายละเอียด ประโยคนั้นคือ
จงมุ่งมั่นสู่การปฏิรูปตนเองและเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่การยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ?
[/color]

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิรูปตนเองไปพร้อมๆกับการดะวะ ฮฺเพื่อเรียกร้องคนอื่นสู่การยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ สิ่งเหล่านี้เป็นบุคลิกภาพที่ควรได้รับการสนับสนุน ดังนั้นหากขาดข้อหนึ่งข้อใดไป อาจจะทำให้เกิดความบกพร่องในการทำงานเพื่อศาสนาได้ สำหรับการดะวะอฺในปัจจุบันนี้นั้นก็ไม่มีรูปแบบแน่นอนว่าต้องเป็นไปแบบหนึ่ง แบบใด เพราะการดะวะอฺที่แท้จริงคือการเชิญชวนไปสู่อัลลอฮฺ มากกว่าการเชิญชวนไปสู่แนวคิดหนึ่งแนวคิดใด หรือญามาอะห์หนึ่งญามาอะห์ใด เพราะสนามของการดะวะอฺนั้นเป็นญามาอะห์เดียวกันทั่วโลก แต่ทั้งนี้ การรวมตัวกันสำหรับคนที่มีแนวคิดเดียวกันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การ ดะวะอฺเกิดผลสำเร็จขึ้นได้

บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #3 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:14:46 pm »

คุณสมบัติที่สำคัญของผู้ที่ต้องการศึกษา

?   ความศรัทธาต่อวจนะของอัลลอฮฺที่แข็งแกร่งและลึกซึ้งว่าอัลกุรอ่านเป็นวจนะของอัลลอฮฺพระผู้สร้างและผู้อภิบาลของท่าน(ดูอัลกุรอ่าน 42: 15 )

?   มีความตั้งใจและวัตถุประสงค์ที่บริสุทธิ์ อย่าศึกษาอัลกุรอ่านด้วยวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจากเพื่อการได้รับทางนำจากพระผู้อภิบาลของท่าน เพื่อการเข้าใกล้ชิดพระองค์ และเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากพระองค์(ดูอัลกุรอ่าน 2 : 207)

?   ทำตัวท่านเป็นผู้ที่สรรเสริญและกตัญญูต่อพระผู้อภิบาลของท่านตลอดเวลาที่พระองค์ประทานอัลกุรอ่านซึ่งเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับท่าน และทรงนำทางให้ท่านอ่านและศึกษาอัลกุรอ่าน(ดูอัลกุรอ่าน 7: 43 )

?   ยอมรับและไว้วางใจในความรู้และทางนำทุกอย่างที่อัลกุรอ่านนำมาให้แก่ท่านโดยไม่ต้องมีข้อสงสัยหรือลังเลใจ(ดูอัลกุรอ่าน 17: 105 )

?   ตั้งความปรารถนา ความตั้งใจและความพร้อมที่จะเชื่อฟังสิ่งใดก็ตามที่อัลกุร อ่านกล่าว และจงเปลี่ยนแปลงชีวิต ทัศนคติ และพฤติกรรมของท่านทั้งหลายภายในและภายนอกดังที่อัลกุรอ่านต้องการ

?   ต้องอดทนในอุปสรรค จงระลึกอยู่เสมอว่าเมื่อท่านเข้ามาศึกษาอัลกุรอ่านชัยฏอนจะพยายามทุกวิถีทางที่จะขัดขวางท่าน(ดูอัลกุรอ่าน 7: 16-17 )

?   มอบหมายความไว้วางใจทั้งหมดให้อัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียวในการนำท่านไปสู่รางวัลอันเต็มเปี่ยมของการอ่าน อัลกุรอ่าน (ดูอัลกุรอ่าน 3: 8 )


บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #4 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:16:28 pm »
การเข้าใจ อัลกุรอานอย่างถ่องแท้
 จากหนังสือ มะดะริญุส-ซาลิกีน ของ อิบนุ ก็อยยิม อบุล อิซซฺ  แปลและเรียบเรียง
มีสามสิ่งที่จะช่วยในการใคร่ครวญ(ตะฟักกุรฺ)อย่างแท้จริง

ประการแรก   คือการพิจารณาถึงความชั่วคราวและความสั้นของชีวิตนี้ และการหลีกห่างจากความหวังอันยาวไกล
ประการที่สอง การเพ่งพินิจอัลกุรอาน
ประการที่สาม การหนีห่างจากความชั่วที่จะรบกวนหัวใจ
     
                 การตระหนักในความสั้นของชีวิตนี้และการเข้าใกล้ความตายอยู่ทุกเมื่อ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับหัวใจ  มันจะช่วยผลักดันผู้ศรัทธาให้ปรับปรุงทุกขณะชีวิตของเขาหรือเธอ  หันเหจุดสนใจของเจตนารมณ์และความห่วงกังวลไปยังที่พำนักอันสถาพร  กระตุ้นบุคคลให้ชดใช้สิ่งที่พลาดไปในการตระเตรียมการเดินทาง และทำให้เขามีความพอเพียงต่อสิ่งต่างๆของชีวิตที่ไม่จีรัง  หากเขาหนักแน่นต่อการเพ่งพิจารณาดังกล่าว  มันจะพาให้เขามองเห็นความเที่ยงแท้ของโลกนี้  สิ่งที่โลกนี้ได้ทิ้งไว้นั้นช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน  น้อยยิ่งกว่าสิ่งที่ติดอยู่ที่นิ้วมือ เมื่อเขาจุ่มนิ้วลงไปในมหาสมุทร  เมื่อมหาสมุทรเปรียบเสมือนความไม่สิ้นสุดของชีวิตแห่งวันโลกหน้า  ดวงตะวันของโลกได้ตกลงแล้ว  ราวกับว่ามันเพิ่งจะลงจากยอดเขาเมื่อยามเย็น  เงื่อนไขและสัญญาณต่างๆที่บ่งบอกเครื่องหมายแห่งวันกิยามะฮฺได้ปรากฏขึ้นแล้ว  ประหนึ่งความตายและตัวท่านเป็นสหายที่เดินอยู่บนถนนคนละเส้นทาง  และในเวลาหนึ่งท่านทั้งสองจะมาบรรจบพบกัน แล้วต่างกอดรัดซึ่งกันและกัน     
           
               เพียงพอแล้วเมื่อนึกถึงดำรัสของพระผู้ทรงสูงส่งที่ตรัสว่า 
      ?และวันที่พระองค์ทรงชุมนุมพวกเขา  ประหนึ่งว่าพวกเขามิได้พำนักอยู่นาน(ในโลกนี้)เว้นแต่เพียงชั่วครู่ในเวลากลางวัน  พวกเขา(เพียง)ทักทายซึ่งกันและกัน? (ยูนุส  45)   

  ?วันที่พวกเขาจะเห็นมัน(วันกิยามะฮฺ)ประหนึ่งว่าพวกเขามิได้พำนักอยู่ในโลกนี้  เว้นแต่เพียงชั่วครู่หนึ่งของยามเย็นและยามเช้าของมันเท่านั้น?  (อันนาซิอ๊าต  46) 

ครั้งหนึ่งท่านเราะซูลฯ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)กล่าวแก่เศาะฮาบะฮฺของท่านในช่วงใกล้พลบค่ำ และดวงอาทิตย์ที่อยู่หลังเขาใกล้จะลับลงว่า ?สิ่งที่โลกนี้ได้ทิ้งไว้กับสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้มากไปกว่าสิ่งที่เหลือไว้ในวันนี้เมื่อเปรียบที่ผ่านมาทั้งวัน? (อะฮฺมัด)

การไตร่ตรองอัลกุรอานจะประสบผลสำเร็จ  เมื่อหัวใจมองเห็นความหมายของมัน  และจิตใจเริ่มจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เป็นเจตนาของอัลกุรอานและเป้าหมายของการประทานวะฮฺยู  การอ่านโดยไม่ใส่ใจมิใช่ความสำเร็จ  อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกรตรัสไว้ว่า 

 ?คัมภีร์(อัลกุรอาน)  เราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้าซึ่งมีความจำเริญ  เพื่อพวกเขาจะได้พินิจพิจารณาอายาตต่างๆของอัลกุรอาน  และเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาจะได้ใคร่ครวญ? (ศอด 29)

 ?พวกเขามิได้พิจารณาใคร่ครวญอัลกุรอานดอกหรือ  หรือว่าบนหัวใจของพวกเขามีกุญแจหลายดอกลั่นอยู่? (มุฮัมมัด 24)
?เราได้ทำให้อัลกุรอานเป็นภาษาอาหรับ เพื่อพวกเขาจะได้เข้าใจ? (ยูซุฟ 2)

อัลฮะซันได้อธิบายอายะฮฺนี้ว่า ?พระองค์ประทานอัลกุรอานเพื่อจะได้เป็นที่พิจารณาและใคร่ครวญและปฏิบัติตาม?

          มิมีสิ่งใดจะเป็นประโยชน์แก่บ่าวของพระผู้เป็นเจ้า  ไม่ว่าจะเรื่องราวของโลกนี้หรือโลกหน้ามากไปกว่าการใคร่ครวญถ้อยคำของพระองค์  - ด้วยการใคร่ครวญเป็นเวลาที่เนิ่นนาน  สติปัญญาและหัวใจของเขาจดจ่ออยู่กับถ้อยคำเหล่านี้  การครุ่นคิดถึงความหมายของอายะฮฺต่างๆของอัลกุรอานจะทำให้เขารู้ซึ้งอย่างแท้จริงว่าสิ่งใดดีและสิ่งใดชั่ว  - เข้าใจแก่นแท้ของมัน  ความสำคัญและผลลัพธ์ต่างๆ  มันจะช่วยสร้างฐานรากของป้อมปราการแห่งความศรัทธาขึ้นใจหัวใจ  ก่อกำแพงขึ้น พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของเสาอาคาร  อัลกุรอานแสดงให้เห็นภาพของนรกและสวรรค์  แสดงภาพผู้คนและประชาชาติในอดีตและเปลือยให้เห็นวันอันยิ่งใหญ่และวันอันน่าสลดใจของพวกเขา  ชี้ให้เขาเห็นบทเรียนอันล้ำค่าที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้  ทั้งยังทำให้เขาตระหนักในความยุติธรรมและความเมตตาของอัลลอฮฺที่มีต่อปวงบ่าว  อัลกุรอานแจ้งให้เขารู้เกี่ยวกับพระเจ้า พระนามของพระองค์ คุณลักษณะต่างๆของพระองค์ และการงานองค์พระองค์  ชี้แก่เขาถึงหนทางที่จะนำไปสู่พระองค์และรางวัลที่รอคอยแก่ผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางนี้  อัลกุรอานยังได้เตือนพวกเขาถึงขุนโจรและความวิบัติบนเส้นทาง 


บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #5 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:17:16 pm »

กล่าวโดยสรุป

การพินิจพิจารณาความหมายต่างๆของอัลกุรอานจะทำให้เขาได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระผู้อภิบาล  แนวทางไปสู่พระองค์ และรางวัลอันมากมายที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้แก่เขา  อัลกุรอานได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ชัยฏอนเรียกร้องไปสู่  ตลอดจนความน่าอับอายและการลงโทษที่วางอยู่บนเส้นทางแห่งความอัปยศนี้  จำเป็นสำหรับบ่าวทุกคนที่จะต้องเรียนรู้และใคร่ครวญประเด็นทั้งหกนี้

การใคร่ครวญอัลกุรอานจะแสดงให้เห็นวันโลกหน้าราวกับว่าเขาได้ประจักษ์ด้วยสายตาตนเอง  และดวงตาของเขามองเห็นโลกนี้เล็กลงราวกับว่าเขามิได้อาศัยอยู่บนโลกนี้  ทำให้เขารู้ข้อแตกต่างระหว่างความจริงกับความลวงของทุกข้อขัดแย้งต่างๆบนโลกนี้  ชี้ให้เขาเห็นสัจธรรมในฐานะที่มันเป็นสัจธรรม และความเท็จในฐานะที่มันเป็นความเท็จ 

สาส์นแห่งอัลกุรอานวนเวียนอยู่ในแนวคิดเตาฮีด  หลักฐานต่างๆและความสำคัญของมัน รวมทั้งลักษณะต่างๆของอัลลอฮฺ  ทั้งหมดเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความสมบูรณ์และความเป็นนิรันดร  ที่ซึ่งผู้ทรงสูงส่งนั้นไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน  มันยังรวมถึงศาสนทูตของพระองค์  หลักฐานในความน่าเชื่อถือของพวกเขา  และสิทธิของพวกเขา(เนื่องจากมนุษย์เป็นหนี้บุญคุณ  ต้องให้เกียรติ์และดำเนินตามพวกเขา) อัลกุรอานกล่าวถึงการศรัทธาในมลาอิกะฮฺและวันสุดท้าย  อัลกุรอานกล่าวไว้หลายแห่งถึงวันกิยามะฮฺอันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจหลีกหนีได้  ซึ่งจะมาพร้อมกับการลงโทษอันยาวนานแก่บางคน และความสุข ความหรูหราอันมิสิ้นสุดแก่อีกบางคน

สาส์นแห่งอัลกุรอานเรียกร้องปวงบ่าวไปสู่พระผู้อภิบาลของพวกเขาด้วยคำสัญญาอันงดงาม  และสำทับพวกเขาด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ  นำพวกเขาผ่านความสับสนของความคิดมนุษย์และมะซาฮิบ(ทางย่อยต่างๆที่อยู่ในหรือนอกอิสลาม)สู่ทางอันเที่ยงตรงเพียงหนึ่งเดียว  ทำให้เขามั่นคงในการต่อต้านแนวทางแปลกปลอมและเบี่ยงเบน กระตุ้นพวกเขาให้เฝ้าคอยขอบคุณพระองค์ผู้ทรงสูงส่งของพวกเขา และอดทนในความยากลำบากและความทุกข์ยากที่อาจเข้ามาประสบขณะเดินอยู่บนเส้นทางของพระองค์  สาส์นแห่งอัลกุรอานตะโกนร้องออกไปอย่างไม่ย่อท้อว่า 
ระวัง  จงระวัง  จงยึดมั่นอยู่กับอัลลอฮฺและขอความช่วยเหลือจากพระองค์  พร้อมกับกล่าว ?พอเพียงแล้วสำหรับข้าพระองค์คืออัลลอฮฺ  และพระองค์คือผู้ให้การช่วยเหลือที่ดีที่สุด? 

บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #6 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:18:54 pm »
วันที่ 2 (เสาร์ 11 เมษายน 2552) เรื่อง ข้อมูลทั่วไปของซูเราะฮฺลุกมาน อิสติอาซะฮฺ บัสมาละฮฺ อายะฮฺที่ 1 อลีฟลามมีม และอายะฮฺที่ 2 คัมภีร์อัลกุรอ่าน

                     
???? ?????
[/color]

ซูเราะฮฺลุกมาน เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺ มี 34 อายะฮฺ เหตุผลที่ได้เลือกซูเราะฮฺนี้ในการศึกษาเพราะเนื้อหาใน ซูเราะฮฺนี้มีเป้าหมายในการเยียวยาเกี่ยวกับหลักการศรัทธาโดยเน้นถึงหลักการสำคัญ ๆ 3 ประการของการศรัทธา นั่นก็คือ การให้ความเป็นเอกภาพ การเป็นนบี การฟื้นคืนชีพและการตอบแทน เช่นเดียวกับสภาพของซูเราะฮฺมักกียะฮฺอื่น ๆ

ซูเราะฮฺนี้เริ่มด้วยการกล่าวถึงคัมภีร์แห่งปรัชญา ซึ่งเป็นปาฏิหาริย์ที่ยั่งยืนของท่านนบีมุฮัมมัด โดยได้นำหลักฐานยืนยันให้ประจักษ์ถึงความเป็นเอกะของพระเจ้าแห่งสากลโลก กล่าวถึงหลักฐานแห่งเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ ความสวยงามอันน่าประหลาดในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่มีระบบอันรัดกุมสอดคล้องแห่งการสร้างในชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ในกลางวันและกลางคืน ในขุนเขาและน่านน้ำ ในคลื่นลมและสายฝน ในพืชผล และต้นไม้ และในทุกสิ่งที่มนุษย์ได้พบเห็นจากหลักฐานแห่งเดชานุภาพ และความเป็นเอกภาพของพระเจ้าแห่งสากลโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจและสติปัญญายอมรับ และยอมจำนนต่อหลักฐานที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเขา โดยมิต้องสงสัยหรือลังเลแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังเป็นการเตือนพวกมุชริกีนให้ตระหนักถึงหลักฐานแห่งเดชานุภาพและความเป็นเอกภาพ ที่ปรากฏออกมาในจักรวาลอันกว้างใหญ่และสวยงาม และสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่พวกเขาอีกด้วย ?นี่คือการสร้างของอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเจ้าจงแสดงให้ข้า (อัลลอฮฺ) เห็นซิว่า อันใดเล่าที่เขาเหล่านั้นได้สร้างมันขึ้นมาอื่นจากพระองค์ แต่ว่าบรรดาผู้อธรรมต่างหากที่อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง?

เนื้อหาในซูเราะฮฺนี้ยังได้พูดถึงท่าน ?ลุกมานอัลฮากีม?  หรือ ?ลุกมานนักปรัชญา? ที่ประมวลไว้ด้วยคุณค่าแห่งปรัชญา เคล็ดลับของการรู้จักอัลลอฮฺและคุณลักษณะของพระองค์ ประณามการชิริก ใช้ให้มีมรรยาทที่ดีงาม และห้ามปรามให้ละเว้นการกระทำที่น่ารังเกียจไม่เป็นที่ยอมรับ อีกทั้งยังประมวลไว้ด้วยการสั่งเสียที่มีคุณค่า ซึ่งอัลลอฮฺทรงสอนให้เขาพูดออกมา และนั่นคือปรัชญาและความเฉลียวฉลาดที่ลุกมานได้รับจากพระเจ้าของเขา

ซูเราะฮฺนี้จบลงด้วยการเตือนให้รำลึกถึงวันอันน่าหวาดกลัว ที่ทรัพย์สินและบุตรหลานจะไม่อำนวยประโยชน์อันใดเลย ?โอ้มนุษย์เอ๋ย จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด และจงกลัววันหนึ่งที่พ่อไม่อาจจะช่วยลูกของเขาได้?

บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #7 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:21:05 pm »
???????????? (อิสตีอาซะฮฺ)การขอความคุ้มครอง

????????? ?? ??????? ??????
[/color]

ท่านอิบนุญารีร อัตตอบารีย์ ได้กล่าวว่า ความหมายของ ???? คือฉันขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺเท่านั้น ไม่ขอจากสิ่งอื่นที่เป็นมัคลู๊ก(สิ่งถูกสร้าง)อันอ่อนแอ ให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายของ ??????? ที่ถูกสาปแช่ง เพื่อว่ามั้นจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ศาสนาของฉัน หรือทำให้ฉันต้องออกห่างหรือถูกขัดขวางจากสัจธรรมของอัลลอฮฺซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันกำลังยึดมั่นเพื่อพระเจ้าของฉัน

????????? ?? ??????? ?????? ถูกสั่งใช้ให้ทุกคนกล่าว เมื่อเขาเกิดการหลงลืม และขาดสติ หรือเมื่อเขารู้สึกแล้วและหวาดระแวง และได้รับการเน้นย้ำเป็นการเฉพาะเมื่อต้องการจะอ่านอัลกุรอ่านดังที่อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า
??????? ???????? ?????????? ??????????? ???????? ???? ???????????? ??????????
ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านอัลกุรอาน ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากชัยตอนที่ถูกสาปแช่ง(ซูเราะฮฺอันนะฮฺลุ 98)

บัสมาละฮฺ (?????? ????? ?????????? ??????????)

?ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความกรุณา?

                เริ่มต้นซูเราะฮฺด้วย พระนามแห่งอัลลอฮฺ  นับได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งมารยาทที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานมายังศาสนฑูตของพระองค์ อันมีปรากฎอยู่ในซูเราะฮฺแรกๆของอัลกุรอานที่พระองค์ทรงประทานมา พระองค์ทรงตรัสว่า

??????? ??????? ???????
                ?จงกล่าวเถิด ในพระนามแห่งองค์อภิบาลของเจ้า? (อัลอะลัก 1)

สอดคล้องกับกฎอันยิ่งใหญ่ของความเข้าใจอิสลามว่าแท้จริงอัลลอฮฺนั้น
???? ????????? ????????? ???????????? ????????????

                ?พระองค์ทรงเป็นองค์แรก และพระองค์ทรงเป็นองค์สุดท้าย พระองค์ทรางเป็นภายนอก และพระองค์เป็นภายใน? (อัลหะดีด 3)
อัลลอฮฺพระองค์ทรงเป็นอยู่อย่างแท้จริง จากการมีอยู่ของพระองค์จึงเป็นที่พึ่งพาของสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ การเริ่มต้นของทุกสิ่งจะต้องเริ่มจากการมีอยู่ของพระองค์ ฉะนั้นด้วยพระนามของพระองค์นี้เองที่ทุกรูปแบบของการเคลื่อนไหวและทุกทิศทาง ของการขยับเขยื้อนอุบัติขึ้น

            พระองค์ได้ทรงให้คุณลักษณะแก่พระองค์เองไว้ในอายะฮฺแรกของซูเราะฮฺว่าพระองค์ ?ผู้ทรงยิ่งความเมตตา ผู้ทรงยิ่งความกรุณา?

                ซึงในความเมตตาของพระองค์จะครอบคลุมความหมายของคำว่าความเมตตา(??????) ในทุกสภาพการณ์ การเอ่ยรวมสองลักษณะไว้ด้วยกัน คือ ความเมตตาและความกรุณา เป็นคุณลักษณะเฉพาะสำหรับพระองค์ ในส่วนของคุณลักษณะแห่งเมตตา ???????? นั้นเป็นลักษณะเฉพาะสำหรับพระองค์ ส่วนลักษณะกรุณา (??????) นั้น สามารถใช้บอกลักษณะแก่บ่าวของพระองค์คนใดคนหนึ่งได้ ไม่เป็นที่ต้องห้าม แต่สำหรับคุณลักษณะความเมตตา(??????) ในแง่ของความศรัทธาแล้วไม่เหมาะที่จะใช้หรืออนุมัติที่จะให้ใช้บอกลักษณะ บ่าวของอัลลอฮฺคนใดคนหนึ่งว่าเป็นผู้ที่ทรงยิ่งในความเมตตา และยิ่งไปกล่าวนั้น คือการให้ลักษณะทั้งสอง(?????? ??????) ผู้ทรงยิ่งในความเมตตาผู้ทรงยิ่งในความกรุณา รวมกันในการบอกลักษณะบ่าวของอัลลอฮฺ

                ไม่ว่าทั้งสองคุณลักษณะจะแตกต่างกันอย่างไร .. คุณลักษณะใดที่มีความกว้างไกลกว่ากันในความหมายของความเมตตา นั่นเป็นเพียงความแตกต่างทางทัศนะที่ไม่มีความหมายอะไรมากนักสำหรับเรา ในการที่จะทำให้เราเข้าใจถึงแก่นแท้ของร่มเงาแห่งอัลกุรอานอันนี้ เราควรจะปล่อยให้เป็นเพียงความแตกต่างทางความคิดและหันมาทำความเข้าใจ คุณลักษณะทั้งสองให้ลึกซึ้งพร้อมๆกัน ทำความเข้าใจสองคุณลักษณะพร้อมกันในทุกๆแง่มุมของความหมาย ที่หมายถึงความเมตตาในทุกๆสภาพการณ์และในทุกๆด้านของพระองค์

                ในเมื่อการเริ่มต้นของซูเราะฮฺ เริ่มด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ และสิ่งที่หมายรวมถึงเอกภาพแห่งพระองค์และมารยาทที่ควรจะมีต่อพระองค์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงเอกภาพแห่งพระองค์และมารยาทที่ควรจะมีต่อพระองค์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนแรกของการทำความเข้าใจอิสลาม และหากสามารถเข้าถึงความหมายคำว่า ?อัรฺเราะฮฺมะฮฺ?( ??????) ในความหมายของลักษณะและขอบเขตของสองคุณลักษณะคือ ?ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความกรุณา(?????? ??????)?ได้ ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงขั้นที่สองของการทำความเข้าใจอิสลามได้ และจะนำไปสู่การยอมรับในข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ระหว่างอัลลอฮฺกับบ่าวของพระองค์ได้ในที่สุด

บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #8 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:23:57 pm »


???   (อะลีฟ ลาม มีม)

         พยัญชนะเหล่านี้ อุลามาอฺ(บรรดาผู้รู้)มีความเห็นที่แตกต่างกัน พอสรุปได้ 4 ความเห็น ดังนี้
   
ความเห็นที่ 1 กล่าวว่า อักษรเหล่านี้มีความหมาย แต่ความหมายอะไรนั้น บรรดาอุลามาอฺก็เห็นแตกต่างกันอีก บ้างว่าเป็นชื่อของอัลลอฮฺ บ้างว่าเป็นชื่อสูเราะฮฺ บ้างว่าเป็นสัญญาณชี้ถึงอายุขัยของประชาชาตินี้
ความเห็นที่ 2 กล่าวว่า พยัญชนะเหล่านี้ไม่มีความหมายใดๆทั้งสิ้น 
 ความเห็นที3กล่าวว่ามีความหมายแน่นอนแต่อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ความหมาย พวกเขากล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ที่อัลกุรอานจะไม่มีความหมาย
ความเห็นที่ 4 ไม่เพิ่มเติมสิ่งใดๆ โดยมีความเห็นว่า เราจะไม่เพิ่มสิ่งใดเวลาอ่านตรงนี้ อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ว่าจะมีความหมายหรือไม่ ถ้ามีความหมายเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ความเห็นที่ถูกต้องที่สุดคือความเห็นที่ 2
เพราะตัวอักษรหรือพยัญชนะไม่มีความหมายใดๆ ดังที่มุญาฮิดกล่าว โดยให้เหตุผลว่า  อัลกุรอานถูกประทานลงมาด้วยภาษาอาหรับ และตัวอักษรเหล่านี้ไม่มีความหมายใดๆในภาษาอาหรับ คล้ายกับว่าการกล่าวคำ อะลิฟ บาอฺ ตาอฺ ษาอฺ ญีม หาอฺ ...(??? ??? ??? ??? ??? ??? ...) ทั้งหมดนี้เป็นคำอ่านอักษรอาหรับ

ส่วน จะหาคำอธิบายว่าทำไมอัลลอฮฺเลือกตัวอักษรนี้ และวางไว้ในลักษณะเรียงกันอย่างนี้ (อะลิฟ ลาม มีม) ก็ไม่มีความรู้ใดๆในเรื่องนี้สำหรับเรา  ความหมายทางคุณประโยชน์หรือความหมายทางจิตวิทยานั้นมีผู้ให้ความหมายแตกต่างกัน เหมือนกับอายัตอื่นๆในอัลกุรอาน

บุคคล ที่มีความเห็นว่า ตัวอักษรนั้นไม่มีความหมาย หรือ อัลลอฮฺเท่านั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ หรือ เราควรรับรู้เพียงเท่าที่เราอ่าน ความเห็นของบุคคลเหล่านี้น่าจะถูกต้องมากที่สุด ผู้ที่ให้ความเห็นเช่นนี้มี อิบนุก็อยิม(??? ?????) เช็คอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺ(??? ????? ??? ???????) ลูกศิษย์ของเขา อัลฮาฟิซ อัลซะฮะบี(?????? ??????) และผู้รอบรู้อื่นอีกหลายท่าน โดยให้สัญญาณว่าเป็นความมหัศจรรย์ของอัลกุรอาน อัลกุรอานจะไม่มาในรูปของคำที่มนุษย์ไม่พูดคุยกัน หรือคำอื่นๆที่นอกเหนือจากที่มนุษย์ใช้ แต่คำนี้เป็นคำที่มนุษย์ไม่เคยใช้จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับมนุษย์ 


บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #9 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:26:43 pm »
อายะฮฺที่ 2  อัลกุรอาน 

?????? ?????? ?????????? ??????????
เหล่านั้นคือบรรดาอายาตแห่งคัมภีร์ที่ชัดแจ้ง


นั่นคืออายะฮฺต่างๆของคัมภีร์ที่เต็มไปด้วยวิทยปัญญาและคำสอนที่มีพื้นฐานมาจากวิทยปัญญา
อัลกุรอาน 

????????  มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับแปลว่า การอ่าน หรือ การรวบรวม

การศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานทั้งเล่มเป็นหลักการหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้อง ศรัทธา นั่นก็หมายความว่าหากไม่ศรัทธาในอัลกุรอาน หรือศรัทธาเพียงบางส่วนก็จะเป็นมุสลิมไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ต้องศรัทธาว่าคัมภีร์อัลกุรอาน ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีความบริบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์ของอัลลอฮฺพระผู้เป็น เจ้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการสังคายนาอัลกุรอานเลย ตั้งแต่วันที่ท่านนบีเสียชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺภาษาอาหรับจึงเป็นภาษาโบราณภาษาเดียว ที่มีชีวิตอยู่จนกระทั่งวันนี้ได้ และได้กลายเป็นภาษามาตรฐานของประเทศอาหรับทั้งหลาย เป็นภาษาวิชาการของอิสลาม และเป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนพิธีของมุสลิมทุกคนทั่วโลก

ชาวอาหรับสมัยนั้นเก่งกาจในเชิงกวีนิพนธ์ มีกวีลือนามปรากฏอยู่ทุกเผ่า ที่กะอฺบะหฺนั้นก็มีบทกวีที่แต่งโดยเจ็ดยอดกวีอาหรับ เขียนด้วยน้ำทองคำแขวนอยู่ ในงานแสดงสินค้าประจำปีที่ อุกาซ ในอาราเบีย ที่จัดให้อาหรับทุกเผ่าพันธุ์มาพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรม ก็จะมีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดร่วมอยู่ด้วยนั่นคือการประชันบทกวี

อันลักษณะของคัมภีร์อัลกรุอานนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วและร้อย กรอง คัมภีร์อัลกรุอานจึงเป็นสิ่งท้าทายที่พิศดารสำหรับชาวอาหรับ เพราะเป็นร้อยแก้วมีความไพเราะได้โดยไม่ต้องใช้มาตราสัมผัสและบทวรรคตาม กฏของกวีนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอาหรับฉงนใจว่า คนที่ไม่เคยแต่งโคลงกลอนและอ่านเขียนไม่ได้อย่างมุฮัมมัด จะต้องไม่ใช่ผู้แต่งอัลกุรอานเป็นแน่

ทำไมต้องมีการประทานคัมภีร์กุรอาน ?

ในอดีต ขณะที่มนุษย์ยังไม่รู้จักกฎหมาย พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานกฎระเบียบ ในการอยู่ร่วมกันแก่มนุษย์ในรูปของศาสนาโดยผ่านทางศาสดาหรือนบีต่อกฎระเบียบ  ของพระเจ้าเหล่านี้บางครั้งก็ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรูปของคัมภีร์
แต่ด้วยสถานการณ์และกาลเวลาที่ผ่านไป คัมภีร์ต้นฉบับที่บันทึกวจนะของพระเจ้าได้สูญหายหรือถูกทำลายไปหรือไม่ก็ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขจนผิดไปจากเดิม ดังนั้น เพื่อเป็นการยืนยันวจนะดั้งเดิมที่ถูกต้อง พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ประทานคัมภีร์กุรอานมายังท่านนบีมุฮัมมัดเพื่อมนุษยชาติจะได้ใช้จนถึงวันสิ้นโลก
?ด้วยคัมภีร์นั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงแนะนำผู้ที่ปฏิบัติตามความพึงพระทัยของพระองค์ซึ่งบรรดาทางแห่งความปลอดภัย และจะทรงให้พวกเขาออกจากความมืดไปสู่แสงสว่างด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และจะทรงแนะนำพวกเขาสู่ทางอันเที่ยงตรง?    (กุรอาน 5:16)

จะเชื่อได้อย่างไรว่ากุรอานมาจากพระเจ้า

นบีมุฮัมมัดผู้ได้รับคัมภีร์กุรอานเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนไม่เคยอ้างว่าท่านเป็นคนแต่งคัมภีร์นี้ขึ้นมา ชาวอาหรับในเวลานั้นก็รู้ดีว่านบีมุฮัมมัดอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ แต่สิ่งที่นบีมุฮัมมัดนำมานั้นมีหลายอย่างที่คนในยุคนั้นไม่เข้าใจ แต่เพิ่งจะมารู้และเข้าใจเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าเมื่อไม่นานมานี้ ตัวอย่างเช่น การพูดเกี่ยวกับการสร้างชั้นฟ้า คัมภีร์กุรอานได้กล่าวว่า :

?และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น ไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้น แต่ก่อนนี้รวมติดเป็นผืนเดียวกันแล้วเรา(อัลลอฮฺ)ได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน เราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตจากน้ำ ดังนั้น พวกเขายังไม่ศรัทธาอีกหรือ?    (กุรอาน 21:30)

เกียวกับช่วงต่างๆ ของพัฒนาการตัวอ่อนของมนุษย์ในระยะต่างๆ        คัมภีร์กุรอานได้กล่าวว่า :
?แล้วเรา (อัลลอฮฺ) ได้ทำให้เชื้ออสุจิกลายเป็นก้อนเลือด แล้วเราได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อ แล้วเราได้ทำก้อนเนื้อกลายเป็นกระดูก แล้วเราหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้น มหาจำเริญยิ่งคืออัลลอฮฺผู้ทรงเป็นเลิศที่สุดของบรรดาผู้สร้างทั้งหลาย?    (กุรอาน 23:14)

นอกจากนี้ เรื่องราวของบรรดาศาสนทูตและชนชาติต่างๆในอดีต เช่น        อิบรอฮีม มูซา หรือราวของเมืองโซดอมที่ถูกพระเจ้าทำลายเพราะบาปของการมีความสัมพันธ์ทางเพศ ในหมู่ผู้ชายด้วยกันซึ่งนบีมุฮัมมัดนำมาบอกเล่านั้นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้ เห็นว่านบีมุฮัมมัดไม่ได้รับความรู้เรื่องเหล่านี้จากที่ใดนอกจากพระผู้เป็น เจ้า

?พวกเขามิได้ท่องเที่ยวไปตามแผ่นดินดอกหรือ ? แล้วพิจารณาดูบั้นปลายของประชาชาติในยุคก่อนหน้าพวกเขาเป็นเช่นใด ? เขาเหล่านั้นมีพลังที่เข้มแข็งกว่าพวกเขา เขาเหล่านั้นขุดพรวนดินและก่อสร้าง (เคหสถาน) มากกว่าพวกเขาได้ก่อสร้างมัน และบรรดารอซูล (ศาสนทูต) ของพวกเขาได้มาหาพวกเขาด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง ดังนั้นแน่นอน อัลลอฮฺมิได้ทรงอธรรมต่อพวกเขา แต่พวกเขาอธรรมต่อตัวของพวกเขาเองต่างหาก?    (กุรอาน 30 : 9)

?ดังนั้น เรา (อัลลอฮฺ) ได้ดลใจมูซา ว่า จงฟาดทะเลด้วยไม้เท้าของเจ้า แล้วมันก็ได้แยกออก แต่ละข้างเหมือนภูเขาใหญ่ และเราได้ให้พวกอื่น(คือฟิรฺ-เอาน์หรือฟาโรห์และพรรคพวก)ให้เข้ามาใกล้ ณ ที่นั้น และเราได้ให้มูซาและผู้ที่อยู่ร่วมกับเขาทั้งหมดรอดพ้นไป และเราได้ให้พวกอื่นจมน้ำตาย แท้จริง ในการนั้นเป็นสัญญาณอย่างแน่นอน แต่ส่วนมากของพวกเขาไม่เป็นผู้ศรัทธา  และแท้จริง พระเจ้าของเจ้านั้น แน่นอน พระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ?  (กุรอาน 26 : 63-68)

?ดังนั้น วันนี้เรา (อัลลอฮฺ) จะให้ร่างของเจ้า (ฟิรฺเอาน์หรือฟาโรห์) ออกจากทะเล เพื่อจักได้เป็นสัญญาณแก่ชนรุ่งหลังจากเจ้า และแท้จริง ส่วนใหญ่ของมนุษย์เฉยเมยต่อสัญญาณต่างๆ ของเรา? (กุรอาน 10 : 92 )

ความจริงดังกล่าวซึ่งเพิ่งถูกค้นพบเมื่อเร็วๆนี้เป็นสิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นความจริงที่มาจากพระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์เอง

คำท้าทายจากคัมภีร์กุรอาน

คัมภีร์กุรอานยืนยันตัวเองว่าเป็นคัมภีร์ที่มาจากพระเจ้า แต่ก็ยังมีมนุษย์บางคนทั้งในอดีตและปัจจุบันสงสัยในที่มาของคัมภีร์กุรอาน ดังนั้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ คัมภีร์กุรอานจึงท้าทายมนุษย์ว่า :

?และกุรอานนี้มิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะเรียบเรียงขึ้นมาได้หากมิใช่อัลลอฮฺ แต่เป็นสิ่งยืนยันคัมภีร์ที่ได้ถูกประทานมาก่อนหน้านี้ และเป็นการอธิบายรายละเอียดของคัมภีร์ที่มีมาก่อนหน้านี้ ไม่มีข้อสงสัยอันใดเลยในเรื่องนี้ว่ามันมาจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พวกเขากล่าวว่านบีเรียบเรียงมันขึ้นมาเองกระนั้นหรือ ? จงบอกพวกเขาเถิดว่า ? ถ้าหากสิ่งที่พวกท่านพูดเป็นเรื่องจริงแล้ว ก็ขอให้พวกท่านนำมาสักบทหนึ่งที่เหมือนกันนี้ และพวกท่านจะเรียกใครมาช่วยก็ได้ตามที่พวกท่านสามารถนอกไปจากอัลลอฮฺ?   (กุรอาน 10:37-38)

?และถ้าหากสูเจ้ามีความสงสัยใดๆจากสิ่งที่เราได้ประทานลงมาแก่บ่าวของเราแล้ว ก็จงนำสักซูเราะฮฺหนึ่งที่เหมือนกันนี้มาและจงเรียกร้องผู้ที่อยู่ในหมู่สูเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺให้มาเป็นพยานหากสูเจ้าพูดจริง แต่ถ้าหากสูเจ้ายังมิได้ทำ และไม่มีทางที่จะทำได้ก็จงระวังไฟนรกซึ่งเชื้อเพลิงของมันคือมนุษย์และหินที่ได้ถูกเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา? (กุรอาน 2:23-24)


บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #10 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:29:02 pm »
วันที่ 3 (อาทิตย์ 12เมษายน 2552)  เรื่อง อายะฮฺที่ 3 ทางนำ ความเมตตา และคุณสมบัติของมุฮซินีน

????? ?????????? ???????????????? 
 (เพื่อ) เป็นแนวทางทางนำที่ถูกต้องและเป็นการเมตตาแก่บรรดาผู้กระทำความดี


           ทางนำและความเมตตา    นั่นคือ ?อายะฮฺเหล่านี้ได้ให้ทางนำไปสู่หนทางที่ถูกต้อง   
และได้ถูกประทานลงมาในฐานะที่เป็นความเมตตาจากอัลลอฮ แต่คนที่จะได้รับทางนำ และความเมตตานี้ คือผู้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ผู้ที่อยากจะเป็นคนดี ผู้ที่ขัดเกลาและปรับปรุงตัวเอง ส่วนผู้ที่ดื้อรั้นก็จะไม่ได้รับสิ่งใด จากทางนำและความเมตตา?
         การที่อัลกุรอานเป็นฮิดายะฮฺ(ทางนำ) หมายถึง มีอำนาจใน การบริหารกิจกรรมในชีวิตของมนุษย์ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของอัล ลอฮฺผู้ทรงสัจธรรม และนั่นคือรูปแบบชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และสาวกของท่าน ซึ่งอัลกุรอานจะครองเนื้อที่ทุกส่วนในชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับครอบครัว เกี่ยวกับบุคลิกภาพ อุปนิสัย การทำธุรกิจ การปกครอง หรืออื่นๆ จะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นถือว่าอัลกุรอานเป็นแนวทางสู่ความถูกต้อง และเป็นทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาทุกปัญหา และเป็นทางเลือกเดียวสำหรับผู้ศรัทธาที่ต้องการทางรอดในโลกนี้และในโลกหน้า

        พี่น้องลองศึกษาชีวประวัติของท่านนบีและศ่อฮาบะฮฺของท่าน ถ้าหากพวกเขาได้มีปัญหาหรือมีกิจกรรมใดๆ เขาจะยึดอะไรเป็นเกณฑ์ และอะไรที่จะมีอิทธิพลสูงที่สุดในการปกครอง คำตอบที่ไม่มีความขัดแย้งใดๆระหว่างนักปราชญ์คือ อัลกุรอาน เพราะอัลกุรอานเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต หมายถึงเป็นกฎหมายเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จึงเทียบได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแม่ที่จะครองระบอบของสังคมในทุกส่วน ที่เกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ แต่เนื่องจากบรรดามุสลิมีนปัจจุบันห่างไกลจากระบอบการปกครองของอิสลาม จึงไม่มีใครเรียกอัลกุรอานว่าเป็น ?รัฐธรรมนูญ? เพราะรัฐอิสลามได้สูญหายไปจากโลกนี้เมื่อระบอบคิลาฟะฮฺถูกยกเลิกด้วยอำนาจ จักรวรรดินิยมที่เคยประกาศว่า อิทธิพลของมุสลิมในโลกนี้ขึ้นอยู่กับอัลกุรอาน เมื่ออัลกุรอานสูญหายจากชีวิตของมุสลิม นั่นคือจุดสูญหายของอำนาจของมุสลิมเช่นกัน ก็ปรากฏเช่นนั้นจริงๆ เพราะรัฐอิสลามหมายถึงศูนย์การปกครองโลกมุสลิมที่จะใช้อัลกุรอานเป็นรัฐ ธรรมนูญ เมื่อถูกยกเลิกและไม่มีใครอยากฟื้นฟูระบอบนี้ กฎหมายอัลอิสลามก็จะไม่มีอำนาจสูงส่งในโลกนี้ เพราะไม่มีใครที่จะเป็นผู้ปกป้องเช่นในสมัยที่มีระบบคิลาฟะฮฺ ทั้งนี้ก็มิใช่หมายรวมว่าต้องมีรัฐจึงจะใช้อัลกุรอานเป็นกฎหมายบังคับ แต่หมายถึงอัลกุรอานต้องมีอำนาจในชีวิตของมุสลิมทุกคนด้วยตัวเอง หมายถึง ทุกคนต้องรับผิดชอบนำอัลกุรอานมาเป็นกฎหมายบังคับในชีวิตของตน โดยไม่ต้องคอยให้มีรัฐบาลจัดระเบียบการปฏิบัติกฎหมายอิสลาม เพราะอัลกุรอานเป็นทางนำในเนื้อหาของโองการและพระบัญญัติ โดยที่ทุกคนสามารถศึกษา ทำความเข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้

         จากนี้ต้องมีคำถามเกิดในใจของผู้ศรัทธาทุกๆคน ว่าอัลกุรอานเป็นทางนำในชีวิตของเราหรือไม่ คำถามนี้ต้องได้คำตอบจากผู้ที่ใช้อัลกุรอานเป็นลายศิลปะประดับสุเหร่าหรือ บ้านเท่านั้น พอเข้ามัสยิดหรือบ้านของตัวเองก็จะพบอัลกุรอานเป็นผนังทุกด้านอย่างสง่างาม และต้องถามผู้ที่ใช้อัลกุรอานในพิธีสมรสหรืออ่านอัลกุรอานขณะมีคนตายเท่า นั้น ซึ่งจะพบว่าการอ่านอัลกุรอานในขณะนั้นมีความไพเราะอย่างน่าชื่นชม แต่หามีประโยชน์เช่นที่กล่าวข้างต้นไม่ ซึ่งเป็นสิ่งประหลาดอย่างยิ่งที่เราได้เห็นคนละหมาดอ่านบทบัญญัติที่ห้ามกิน ริบา แต่พอออกนอกมัสยิดเสมือนตั้งใจทำลายสิ่งที่เพิ่งอ่านในการละหมาด นั่นเป็นภาพที่เห็นประจำในสังคมมุสลิมปัจจุบัน อัลกุรอานกลายเป็นสำนวนอ่านอย่างเดียว แต่เนื้อหาของสำนวนแทบไม่มีความสำคัญในชีวิตของมุสลิม ดังนั้นสังคมมุสลิมมีหน้าที่ทบทวนบทบาทอัลกุรอานและอำนาจของบทบัญญัติของอัล ลอฮฺ โดยเฉพาะในเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นเทศกาลที่ถูกผูกพันไว้กับการประทานอัลกุรอาน ลงมา อันเป็นจุดเด่นของเดือนรอมฎอนที่ทุกคนทราบดี สังคมมุสลิมรณรงค์การอ่านอัลกุรอานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะช่วงละหมาดตะรอเวียะหฺ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันในเดือนรอมฎอน แต่เราต้องการให้การทบทวนอัลกุรอานนี้มีประสิทธิภาพด้วยการทบทวนตำแหน่งและ คุณค่าของอัลกุรอานในความเชื่อของเรา

         เมื่อตรวจสอบสภาพสังคมมุสลิมจะพบว่าสิ่งที่นำหน้าและยึดอันดับแรกในบรรดาจุดประสงค์ของผู้คน คือเรื่องรายได้ ถัดมาก็คือการแสวงหาความสุขรวมถึงความบันเทิงและความสนุกสนาน ผลสรุปนี้ได้มาจากการตรวจสอบจำนวนสถาบันที่มีกิจกรรมในสังคม ซึ่งบริษัทร้านค้าและห้างหุ้นส่วนจะเป็นสถาบันที่มีจำนวนมากที่สุด ถัดมาก็คือบรรดาสถานที่อำนวยความบันเทิงและสนุกสนานแก่ประชาชน นั่นเป็นแง่คิดที่จะทำให้เราต้องพิจารณาสภาพความเป็นมุสลิมของเรา ด้วยการพิจารณาเนื้อที่ของอัลกุร อานในชีวิตของเรา การอ่าน ท่องจำ หรือฟังอัลกุรอานนั้น ไม่ใช่เครื่องวัดที่จะบ่งชี้ถึงความศรัทธาที่แท้จริงต่ออัลกุรอาน หากอัลกุรอานไม่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

อัลลอฮฺทรงประทานอัลกุรอ่านสำหรับมนุษยชาติ เพื่อเป็นทางนำสำหรับมนุษย์ไปสู่การมีชีวิตที่มีความสงบสุขในโลกนี้และโลกหน้า
อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า
????? ?????? ?????????? ??????? ???????? ???? ???????? ??????????? ?????????????? ????????? ??????????? ????????????? ????? ?????? ??????? ???????? (???? ??????? : 9 )
 ?แท้จริง อัลกุรอานนี้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงยิ่งและแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ประกอบความดีทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขานั้นจะได้รับการตอบแทนอันยิ่งใหญ่?

          นอกจากนั้นอัลกุรอานยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่และตลอดกาลจนถึงวันกิยามะฮฺ เป็นธรรมนูญแห่งชีวิตของประชาชาติมุสลิมที่ครอบคลุมทุกๆด้าน ไม่ว่าในเรื่องส่วนตัว หรือในเรื่องครอบครัว สังคมและประเทศชาติ อัลกุรอานมีคุณลักษณะเด่นหลายประการคือ ถูกประทานลงจากอัลลอฮฺไม่ใช่เป็นการคิดมาจากมนุษย์ ได้รับประกันจากอัลลอฮฺว่าปลอดจากการเปลี่ยนแปลง ถูกประทานแก่มนุษย์ทั้งมวลและญิน คำสอนอัลกุรอานเป็นคำสอนที่ครอบคลุมชีวิตของมนุษย์ในทุกๆด้าน เป็นคัมภีร์ที่มีคำสอนและบทบัญญัติที่ใช้ได้ตลอดกาลและทุกสถานที่ หน้าที่ของมุสลิมต่ออัลกุรอาน คือต้องยึดมั่นและศรัทธาว่าอัล- กุรอานเป็นดำรัสของอัลลอฮฺ ยึดมั่นและศรัทธาว่าคำสอนต่างๆในอัล-กุรอานเป็นคำสอนที่ถูกต้องและครอบคลุมในทุกๆด้าน มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสอนของอัลกุรอาน ไม่ว่าคำสอนนั้นเกี่ยวข้องกับการศรัทธาหรือที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ พยายามเป็นมิตรกับอัลกุรอานให้ใกล้ชิดที่สุดด้วยการอ่านอย่างสม่ำเสมอ  พยายามให้เป็นกิจวัตรประจำวันและอ่านให้มากที่สุด เพื่อจะได้รับทางนำและผลบุญมากที่สุดจากอัลลอฮฺ

           นอกจากนี้การอ่านอัลกุรอานจะช่วยให้จิตใจสงบ ความศรัทธาในใจเพิ่มพูน เช่นที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า
??????? ???????? ?????????? ???????? ??????????? ?????????
?และ(ผู้ศรัทธานั้น)เมื่อใดที่ได้ฟังอัลกุรอานแล้ว จะทำให้ศรัทธาของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้น? (ซูเราะฮฺ อัล-อันฟาล :2)

         เมื่อมุสลิมปฏิบัติตามคำสอนของอัลลอฮฺในอัลกุรอาน เขาจะได้ประโยชน์อย่างมากมาย เช่น ได้รับทางนำจากอัลลอฮฺ ทำให้ความศรัทธามีความมั่นคงและเข็มแข็ง มีความมั่นใจต่ออัลลอฮฺเพิ่มมากขึ้น ทำให้จิตใจบริสุทธิ์และรำลึกต่ออัลลอฮฺเสมอและเกรงกลัวต่อวันอาคิเราะฮฺมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกจะปฏิบัติตามคำสอนของอัลลอฮฺอย่างสม่ำเสมอและละเว้นสิ่งที่ห้ามต่างๆ ส่งเสริมให้เป็นมุสลิมที่ดี มีศีลธรรมและคุณธรรมสูง ป้องกันจากการกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติและคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า



บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #11 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:30:37 pm »
ใครคือมุฮซิน-มุฮซีนีน    คือ ผู้ที่มีคุณธรรมหรือผู้ที่กระทำความดี

       ท่านอิบนุญารีร อัฏฏอบารีย์ ได้กล่าวว่า มุฮซีนีน คือบรรดาผู้ที่ได้กระทำความดีงามด้วยกับสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาที่มีอยู่ในอัลกุรอ่าน ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวว่า  นี่คือคัมภีร์ที่ชัดแจ้ง เป็นทางนำ ความเมตตา แก่บรรดาผู้ที่กระทำความดีทั้งหลาย ซึ่งพวกเขาได้ปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงใช้และห้าม

อิฮฺซาน คือ คุณธรรม เป็นคุณลักษณะของมุฮซิน-มุฮซีนีน

          คือการทำคุณความดีทั้งหลาย(อัลอิฮซาน) ซึ่งสิ่งนี้มีหลักสำคัญอยู่เพียงหลักเดียว นั่นคือการที่ท่านแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ซุบ ฮาน่าฮุว่าตะอาลา ประหนึ่งว่าท่านเห็นพระองค์ และแม้นว่าท่านมองไม่เห็นพระองค์(ด้วยตา)ก็จริงอยู่ แต่พระองค์นั้นทรงทอดพระเนตรเห็นท่าน

หลักฐานที่บ่งชี้ถึงสิ่งที่กล่าวข้างต้นนี้ คือพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า
"แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่ยำเกรง และบรรดาผู้ที่ปฏิบัติคุณความดี" (อันนัฮล์ : 128)
และทรงกำชับอีกว่า

" และเจ้าจงมอบหมายต่อพระผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงเมตตาเสมอ ผู้ที่ทรงมองเห็นเจ้าขณะที่เจ้ายืนอยู่ และการเคลื่อนไหวของเจ้าในหมู่ผู้สุญูด แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน และผู้ทรงรอบรู้เสมอ" (อัล ชุอ์รออ์ : 217-220)

            และทรงมีพระดำรัสอีกว่า
" และเจ้าไม่อยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และเจ้ามิได้อ่านส่วนใดส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน และพวกเจ้ามิได้กระทำการงานใด เว้นแต่เราได้เป็นพยานแก่พวกเจ้า ในขณะที่พวกเจ้ากำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนั้น"(ยูนุส : 61)

           มลาอีกะฮฺญิบรีลเคยมาหาท่านนบีและถามเกี่ยวกับอิสลามและอีมาน และนบียังถูกถามเกี่ยวกับอิฮฺซาน(คุณธรรม) คำตอบของท่านคือ ?ท่านต้องภักดีต่ออัลลอฮฺเสมือนท่านเห็นพระองค์ แม้นว่าท่านไม่เห็นพระองค์ แต่แท้จริงพระองค์ทรงเห็นท่าน? ญิบรีลได้ถามถึงมุสลิมภายใน นั่นคือสติรู้สำนึกผิดชอบหรือแก่นแท้ของบุคคล มุสลิมในวันนี้จำเป็นจะต้องตรวจสอบตนเองและมองหาตัวตนภายใน เราจำเป็นที่จะต้องถามตัวเองว่า ?เราละหมาด ถือศีลอด จ่ายซะกาต หรือไปทำฮัจญ์ด้วยเหตุผลอะไร? ทั้งหมดนั้นทำเพื่ออัลลอฮฺหรือว่าเพื่อความสนใจและความพึงพอใจของผู้อื่น?


อิมามนะวะวีย์   ได้วางกฎพื้นฐานห้าประการสำหรับอิฮซานซึ่งจำเป็นที่
จะต้องศึกษาและนำไปใช้ในชีวิตของเรา ท่านยังได้มอบแผนปฏิบัติแก่เราเพื่อการบรรลุถึงอิฮซานดังนี้

1.   การยำเกรงอัลลอฮฺทั้งในที่ลับและที่เปิดเผย ซึ่งสถานะนี้จะเข้าถึงได้โดยผ่านความละเอียดรอบคอบและการยืนหยัด ครั้งหนึ่งท่านเราะซูลฯกล่าวแก่สหายของท่านว่า ?จงกล่าวว่า ฉันศรัทธาในอัลลอฮฺ จากนั้นจงยืนหยัด? เราจำเป็นมองดูตัวเองและตรวจสอบเจตนาของเราไม่ว่าจะทำการงานใด

2.   ใช้ ชีวิตให้สอดคล้องกับแบบอย่างของท่านนบีทั้งในคำพูดและการกระทำ สถานะนี้จะเข้าถึงได้โดยผ่านการตักเตือนซึ่งกันและกันพร้อมกับบุคลิกภาพที่ ดี จงจำไว้ว่าท่านเราะซูลฯเคยแจ้งแก่เราว่า ?ความรีบเร่งนั้นมาจากชัยฏอน? การนำอิสลามให้มาอยู่ในบุคลิกภาพของเราจะเป็นการบังคับเราให้เอาทางนำไปปฏิบัติ แทนแค่เพียงการเปล่งมันออกมาจากปาก

3.   จงวางเฉยแม้ว่าผู้อื่นจะยอมรับหรือปฏิเสธเรา ระดับนี้เข้าถึงได้โดยผ่านความอดทนและมอบหมายการงานต่ออัลลอฮฺ เราจำเป็นจะต้องยุติการเหลือบซ้ายแลขวา ด้วยความหวาดกลัวว่าสังคมจะยอมรับเราหรือผู้คนจะโกรธเกลียดอิสลามของเราหรือไม่ หากเราอยู่กับอัลลอฮฺ ดังนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะต้องกลัว

4.   พึงพอใจกับอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง สถานะนี้เข้าถึงได้ด้วยการพึงพอใจในสิ่งที่เรามี และยอมรับการกำหนดของพระองค์

5.   หันเข้าหาอัลลอฮฺทั้งในยามสุขและยามทุกข์ สถานะนี้เข้าถึงได้ด้วยการกตัญญูต่อพระองค์เมื่อได้รับความสุข และขอความคุ้มครองจากพระองค์เมื่อประสบกับความทุกข์

บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #12 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:32:04 pm »
วันที่ 4 ( จันทร์ 13 เมษายน 2552) เรื่อง การละหมาด ซะกาต การเชื่อมั่นใน    วันปรโลก และหนทางสู่ความสำเร็จ

อายะฮฺที่ 4 อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกล่าวว่า
????????? ?????????? ?????????? ??????????? ?????????? ????? ???????????? ???? ??????????
 (คือ) บรรดาผู้ดำรงการละหมาด และบริจาคซะกาต และพวกเขาเชื่อมั่นต่อวันปรโลก

อายะฮฺนี้ไม่ได้หมายความว่า ?ผู้มีคุณธรรมความดี? จะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการเพียงเท่านี้ แต่การเอ่ยถึงคุณสมบัติ 3 ประการเป็นการเฉพาะก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการกระทำดีอื่นๆ มีผลเกี่ยวเนื่องอยู่กับ 3 สิ่งนี้ 1. การดำรงการละหมาด เป็นการแสดงการเคารพสักการะอัลลอฮและสร้างความสำรวมให้เกิดขึ้นเป็นนิสัยประจำตัว 2. การจ่ายซะกาตเป็นการทำให้วิญญาณแห่งความเสียสละของพวกเขาเข้มแข็งและสามรถขจัดความรักในวัตถุบนโลกนี้ 3. การเชื่อมั่นในโลกหน้าทำใด้มีจิตสำนึกในเรื่องความรับผิดชอบ และขัดเกลาการใช้ชีวิตให้เป็นคนที่มีจิตสำนึกอยู่เสมอว่าเขามิได้เป็นอิสระ แต่เขาเป็นทาสของนายที่ต้องไปตอบคำถามแก่นายว่าเขาได้ทำอะไรลงไปบ้าง คุณธรรมเหล่านี้จะปลูกฝังความคิดทำให้บรรดาผู้ดำรงคุณธรรมเหล่านี้ถูกปลูกฝังด้วยระบบความคิดและศีลธรรมขึ้นในตัว จนทำให้พวกเขาทำความดีอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

จากท่านญะรีร บุตร อับดุลลอฮฺ ท่านกล่าวว่า ฉันได้ให้สัตยาบันกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า
1.  จะดำรงการละหมาด (พื้นฐานแห่งความสัมพันธ์อันดีกับอัลลอฮฺ)
2.   บริจาคทาน (พื้นฐานแห่งความสัมพันธ์อันดีกับบ่าวของอัลลอฮฺ)
3.  เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งผู้นำ (พื้นฐานแห่งการยึดเหนี่ยวกับกลุ่ม/องค์กร)
4.   ให้ความช่วยเหลือ ตักเตือน และเชิญชวนมุสลิมทุกคนให้ปฏิบัติในสิ่งที่ดี (พื้นฐานแห่งการดะวะฮฺและการให้ความร่วมมือกับมุสลิมทุกคน สังคม และประเทศชาติ)? [บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม]


บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #13 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:32:54 pm »

เคล็ดลับเพื่อการละหมาดจะได้มีสมาธิ

33 วิธี เพื่อสร้างสมาธิในละหมาด ..โดยชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล มุนัจญิด...อับดุศ เศาะมัด อัน นัดวีย์ แปลและเรียบเรียง

1.การเตรียมตัวอย่างดีเพื่อการละหมาด 2.การหยุดนิ่งครู่หนึ่งในละหมาด 3.รำลึกถึงความตายในขณะละหมาด 4.ใคร่ครวญความหมายของอายะฮฺที่อ่านตลอดจนอัซการฮฺ ต่างๆในละหมาดและปฏิกิริยาร่วมกับมัน  5.การอ่านอัล-กรุอานหยุดเป็นวรรค 6.อ่านอัล-กรุอานอย่างช้าๆด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ 7.การที่รู้ว่าอัลลอฮฺ ตะอะลา ทรงโต้ตอบกับเขาในละหมาด 8.ละหมาดโดยตั้งสิ่งกั้นไว้ตรงหน้า 9.การวางมือขวาทับมือซ้ายบนหน้าอก 10.การมองไปยังจุดสุญูด 11.การกระดิกนิ้วชี้ขณะนั่งตะชะฮุด 12.การอ่านซูเราะฮฺ อายะฮฺ อัซการฺและดุอาอฺที่หลากหลาย 13.สุญูดติลาวะฮฺ เมื่ออ่านถึงอายะฮฺที่ให้สุญูด 14.ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ให้พ้นจากชัยฎอน 15.พิจรณาการละหมาดของคนรุ่นแรก(ชาวสะลัฟ) 16.การรู้ถึงความดีเลิศของการคุชูอฺในละหมาด 17.เพียรขอดุอาอฺ ณ ตำแหน่งต่างๆในการละหมาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะสุญูด 18.อ่านอัซการหลังละหมาด 19.ขจัดสิ่งที่รบกวนจิตใจของผู้ละหมาดออกจากสถานที่ละหมาด 20.ไม่ละหมาดในชุดเสื้อผ้าที่มีลวดลายประดับ หรือมีการขีดเขียน หรือมีสีสัน หรือรูปภาพที่ทำให้ผู้ละหมาดเสียสมาธิ 21.ไม่ละหมาดขณะที่อาหารถูกนำมาตั้งไว้ข้างหน้า และเขาอยากรับประทาน 22.อย่าละหมาดโดยอั้นปัสสวะ หรืออุจจาระ 23.อย่าละหมาดในขณะที่ง่วงนอน 24.อย่าละหมาดข้างหลังคนที่กำลังคุยกัน หรือข้างหลังคนนอนหลับ 25.ไม่มัวยุ่งกับการปัดก้อนกรวด (เพื่อปรับที่สุญูด) 26.ไม่รบกวนคนอื่นด้วยการอ่านอัล-กรุอานเสียงดัง 27.ไม่หันเหขณะละหมาด 28.ไม่ช้อนสายตาขึ้นมองทองฟ้า 29.ไม่ถมน้ำลายไปข้างหน้าขณะละหมาด30.พยายามยับยั้งการหาวนอน 31.ไม่เอามือท้าวสะเอวในขณะละหมาด 32.ไม่ปล่อยให้ชายผ้ายาวเกินควรในขณะละหมาด 33.ไม่ทำอิริยาบถที่คล้ายกับสัตว์

บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ฮาลา้เกาะฮฺในค่าย ศึกษาซูเราะฮฺลุกมาน | |
« Reply #14 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 06:33:56 pm »
การบริจาคซะกาต

          มนุษย์ทุกคนมีความรักในทรัพย์มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ตามเจตนารมณ์ของศาสนาเกี่ยวกับชีวิตในโลกนี้ เช่นคำพูดของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ที่กล่าวไว้ความว่า
"ตัวฉันกับดุนยาเสมือนคนเดินทางที่เข้าพักร่มไม้ เมื่อตกเย็นก็เดินทางต่อ และทิ้งต้นไม้นั้น"
หรือคำพูดที่ว่า
"การที่เราทุ่มเทให้กับโลกนี้ เสมือนเราเอานิ้วมือจุ่มลงในน้ำทะเล เมื่อยกนิ้วขึ้นมาดู มีอะไรติดนิ้วมาบ้าง?"

            เราลองถามตัวเองว่า เราคิดอย่างไรกับคำพูดของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ๊อลฯ) ข้างต้น คิดอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น หากคิดว่าความจนคือความอัปยศ และคิดว่าความรวย คือทุกสิ่งแห่งความปรารถนา คนเช่นนี้ จะยอมชำระทรัพย์ของตัวเอง แก่คนที่จนกว่าหรือไม่ หากคิดว่าความร่ำรวยที่ได้มานี้ เป็นการประทานจากอัลลอฮฺ ไม่ใช่จากความสามารถของตัวเอง คนเช่นนี้จะจ่ายซะกาตหรือไม่ ? คนกินไม่รู้จักอิ่มกับคนที่รู้จักความอิ่มย่อมจะมีสภาพที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เฉพาะในโลกหน้าเท่านั้น  แต่ในโลกนี้ก็จะเห็นความแตกต่าง   และความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ความกระวนกระวายของคนที่กินไม่รู้จักอิ่ม ความสงบสุขของคนที่รู้จักความพอเพียง

ซะกาต  มาจากรากศัพท์ที่หมายถึง  การซักฟอก  หรือการชำระให้สะอาด  ดังนั้น  ทรัพย์ใดที่ไม่ถูกชำระด้วยซะกาต  เมื่อครบเงื่อนไข  ทรัพย์นั้นและเจ้าของก็พลอยไม่สะอาดไปด้วย

เราต้องทำให้บันไดขั้นนี้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนคิดจะก้าวสู่บันไดขั้นต่อไป ซะกาตมาคู่กับการละหมาดหากขาดอันใดอันหนึ่ง ความสมบูรณ์จะไม่เกิดขึ้น เมื่อจิตใจไม่สะอาด  ทรัพย์สมบัติจะสะอาดได้อย่างไร ?  เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นอยู่ภายใต้การควบคุมทางพฤติกรรมของมนุษย์  ที่จะเป็นตัวผลักดันให้ไปในทิศทางใดก็ได้  เพราะว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่นอกเหนือจากคน  ถูกสร้างมาเพื่อให้บริการแก่คน  ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ , ดวงจันทร์ , ภูเขา , ทะเล และอื่น ๆ

ในสมัยของท่านนบี (ศ็อลฯ) เคยมีคนมาถามท่านโดยบอกว่า เขาเป็นคนมีทรัพย์ จะทำอย่างไร ? จะใช้จ่ายอย่างไร ? ท่านตอบว่า "จงเอาทรัพย์ของท่านออกซะกาต เพราะมันเป็นความสะอาดที่ชำระความสะอาดแก่ท่าน ทำให้ท่านใกล้ชิดเครือญาติ และท่านได้รู้จักสิทธิของคนจน เพื่อนบ้าน และคนที่มาขอ (รายงานโดย อะหฺมัด)

 แล้วถ้าเราเป็นคนรวยที่ไม่ยอมจ่ายซะกาต ผลที่ตามมาก็คือ
                   (1) ทรัพย์สินไม่ถูกทำให้สะอาดบริสุทธิ์ และขาดความจำเริญ
                   (2) ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติถูกตัดขาด
                   (3) ทำลายสิทธิและหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อสังคม คือ ต่อคนจน เพื่อนบ้าน และคนยากไร้ที่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ

อิสลามใช้หลักซะกาตในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ ที่ร่ำรวยกับเครือญาติที่ยากจน ดังที่สาวกของท่านนบี (ศ็อลฮฺ) ชื่ออบู อัยยูบ มาถามท่านว่าการงานอะไรที่ทำให้ได้เข้าสวรรค์ ท่านตอบว่า

                    - ภักดีอัลลอฮฺ และอย่าตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ ? ดำรงการละหมาด - จ่ายซะกาต (บริจาคทรัพย์) - และเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ (รายงานโดยบุคอรี , มุสลิม)


บันทึกการเข้า
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML