3 เหตุผลสำคัญที่เป็นจุดหมายของการทำงานในค่ายครั้งนี้ คือ
(1.) เพราะมันเป็นสัจธรรม (الحق)
เพราะเรามีสัจธรรม เราจึงต้องทำงานเพื่อเผยแพร่สัจธรรม ตามหลักของนักปรัชญาแล้ว สิ่งที่เรียกว่าสัจธรรมได้นั้น เพราะว่ามันจะต้องปรากฏตัวได้ สัญลักษณ์ที่บ่งชี้ว่ามันเป็นสัจธรรมต้องเป็นสิ่งที่ กล้าพูด กล้าบอกต่อ กล้าเปิดเผย ถ้าสิ่งที่ไม่กล้าเปิดเผย ไม่กล้านำออกเผยแพร่ เก็บเอาไว้ในใจอย่างเดียวนั้น ย่อมมิใช่สิ่งที่เป็นสัจธรรมอย่างแน่นอน ดังนั้นประการแรกเลยสำหรับการมาร่วมกันจัดค่ายคือ เพราะต้องการเผยแพร่สัจธรรมให้กับน้องๆที่มาค่ายในครั้งนี้ เพื่อให้น้องๆสามารถนำสัจธรรมไปสืบทอดต่อสัจธรรมให้กับชาวโลก ครอบครัว สังคม และภายในมหาวิทยาลัยของน้องๆทุกคน หากเราไม่มาทำหน้าที่เผยแพร่สัจธรรมแล้ว คนที่จะมาสืบทอดสัจธรรมก็จะลดลง จนไม่เหลือสัจธรรมไปยังรุ่นถัดไปจากเรา เราเชื่อว่าโลกที่ไร้สัจธรรมแห่งอิสลามนั้น คือโลกของความป่าเถื่อน ไร้ศักดิ์ศรี ไร้เกียรติยศ เราจึงต้องลุกขึ้นมาทำงานเพื่อประกาศให้มีการสานต่อการทำงานเพื่อสัจธรรม
(2.) เพราะหวังในผลการตอบแทนและเกรงกลัวการลงโทษ (الثواب والعقاب)
เราทำค่ายเพื่อหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺ และก็เกรงกลัวการลงโทษจากอัลลอฮฺหากว่าเราไม่ได้เข้าร่วมทำงานศาสนา เนื่องจากค่ายก็เป็นหนึ่งวิธีการจากหลายๆวิธีการทำงานเพื่อรับใช้ศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำงานศาสนาทุกคนนั้นต้องทำค่าย เราทำค่ายเพราะเรารู้ว่าการเข้าร่วมทำงานเพื่ออิสลาม การเข้าร่วมกิจกรรมภายในค่าย ไม่ว่าจะเป็นการอ่านอัลกุรอาน การสอนเรื่องราวของศาสนา เรื่องราวของการทำงานเพื่อสังคม เรื่องการพยายามฝึกฝนให้น้องๆมีบุคลิกภาพที่ดีนั้น เป็นเรื่องของการสร้างความดีทั้งสิ้น การสร้างความดีจะเป็นสเบียงให้กับเราในวันกียามะฮฺ เราเกรงว่าถ้าเราไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมทำงานในเรื่องราวของศาสนา ในขณะที่อัลลอฮฺ ได้ทรงประทานเวลา ทรงประทานทรัพย์สินให้แก่เรานั้น อัลลอฮฺ จะทรงลงโทษเราในวันกียามะฮฺ ดังนั้นเราจัดค่ายนั้นก็เพื่อหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺและเกรงกลัวการลงโทษจากพระองค์
(3.) เพราะศักดิ์ศรีและเกียรติยศ (العزة والكرامة)
ศักดิ์ศรีที่เราต้องหยิ่งในชีวิตของเราคือ ศักดิ์แห่งการนับถือศาสนาอิสลาม ศักดิ์ศรีเพื่อความอิสรภาพในการเคลื่อนไหวเรียกร้องเชิญชวนไปสู่อิสลาม ในสังคมของเรา ถ้าหากว่าเราสามารถทำงานได้ นั่นคือศักดิ์ศรีที่เราต้องดำรงเอาไว้ แต่ถ้าหากว่ามีสัจธรรม สามารถทำงานเพื่อสัจธรรมได้ มีความรู้ มีประสบการณ์ แต่เก็บเอาไว้ ไม่ยอมเผยแพร่ให้ผู้อื่น หรือตระหนี่ความรู้และประสบการณ์ของตนเอง หรือขี้เกียจไม่อยากทำงานรับใช้อัลลอฮฺ นั่นคือเรากำลังทำลายศักดิ์ศรีของเราเอง หาใช่คนอื่นมาทำลายเราไม่ ศักดิ์ศรีตรงนี้มันจะได้ลิ้มรสชาติก็ต่อเมื่อผลงานที่เราได้กระทำเอาไว้ในค่าย ผลงานในการเพาะบ่ม อบรมสั่งสอนน้องๆในค่าย มีผลทำให้เกิดการการเปลี่ยนแปลงชีวิตของน้องๆหลังจากค่ายเสร็จสิ้นไปแล้ว ผลงานที่เราได้เอาใจใส่ภายในค่าย มีผลต่อการสร้างเป้าหมายในชีวิตในกับน้องค่ายและสามารถทำหน้าที่สานต่อเจตนารมณ์ของท่านรอซูล ซ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัมในการประกาศซึ่งสัจธรรมได้อย่างเต็มที่ในอนาคต นั่นถือว่าได้รับศักดิ์ศรีและเกียรติยศ
อยากจะทิ้งท้าย ณ ตรงนี้ว่าฝีมือในการทำงานของแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเค้าที่มีต่อ 3 ประการข้างต้น ถ้ายิ่งมีความรู้สึกมาก จะยิ่งมีพลังในการทำงานมาก คนที่ทำงานเพื่อสัจธรรม จะต้องมีการแบ่งช่วงเวลาไว้สำหรับทบทวน ใคร่ครวญ คิดบัญชีกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อยากจะฝากให้พวกเราได้ใคร่ครวญดูว่า เราได้ทำอะไรเพื่อสัจธรรมบ้างแล้วหรือยัง? น้องๆที่มาค่าย ได้เสียสละเวลาสำหรับการเรียน เสียสละช่วงเวลาปิดเทอมสั้นๆที่จะได้อยู่กับครอบครัวเพื่อให้เราได้อบรมสั่งสอนในค่ายแห่งนี้ แล้วเราได้ตระเตรียมอะไรเพื่อความเสียสละของน้องๆเหล่านั้นบ้างแล้วยัง? หรือเราจะทรยศต่อหน้าที่ ทรยศต่ออามานะฮฺแล้วให้น้องๆกลับบ้านในสภาพที่ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่มีการปรับเปลี่ยนปรับปรุงอะไรในชีวิต หรือจะเอาอย่างนั้น?
อยากจะเปรียบเทียบเรื่องราวบางอย่างเพื่อเป็นข้อคิดและเป็นการเพิ่มกำลังใจในการทำงานแก่พวกเราทุกคนด้วยกับตัวอย่างจากวารสาร news week ของอเมริกามีการลงบทความบทหนึ่ง โดยตั้งชื่อหัวข้อบทความนั้นว่า Armies of the Enlightened หมายถึง บรรดากองทัพของแสงสว่าง ในบทความนี้ได้เขียนเกี่ยวกับบทบาทการทำงานของนักบวชในศาสนาพุทธในด้านการเมืองและสังคม รวมถึงบทบาทในการทำงานเผยแพร่ศาสนาในสังคม ในบทความได้ยกตัวอย่างถึงกลุ่มสันติอโศก ในการรวมตัวกันแล้วมีผลในการปลดนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งได้ ยกตัวอย่างพระสงฆ์ที่ประเทศพม่าที่มีส่วนในการเรียกร้องประชาธิปไตย และยกตัวอย่างที่ประเทศอินเดียเมื่อ 8 ปีที่แล้วมีผู้นับถือศาสนาพุทธประมาณ 8 ล้านคน ณ วันนี้มีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน! ถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก
เหตุผลที่อยากจะยกตัวอย่างนี้ก็เพื่อต้องการเปรียบเทียบให้เห็นว่าสิ่งที่เค้าอ้างว่าเป็นสัจธรรม กับสัจธรรมที่อิสลามมีนั้น แบบไหนกันแน่ที่เป็นสัจธรรม? แน่นอน!ว่าสัจธรรม ณ อิสลามนี่คือสัจธรรมที่ถูกต้อง แต่ไฉนเลย เรามีสัจธรรมอยู่กับเรา แต่เราไม่ทำงานเพื่อสัจธรรม ปล่อยให้คนอื่นนำสิ่งที่เป็นความเท็จแล้วทำงานบนความเท็จแต่เค้าอ้างว่าเป็นสัจธรรม หลายๆครั้งที่เราเห็นพระสงฆ์ในบ้านเราออกประท้วงเรื่องการสร้างบ่อนคาซีโนในประเทศไทย พระสงฆ์ออกมาต่อต้านเรื่องการดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ แต่มีบ้างหรือไม่? ที่กลุ่มนักวิชาการมุสลิมออกมามีบทบาทเพื่อต้อนการพนัน ต่อต้านเหล้า อย่างเป็นรูปธรรม มีหรือไม่? ฉะนั้นเราต้องตั้งข้อสังเกตถึงความผิดพลาดของเราด้วย ว่าเราบกพร่องและผิดพลาดตรงไหน? เรามีสัจธรรม แต่ไม่ยอมทำงานเพื่อประกาศสัจธรรม ปล่อยให้คนไม่รู้จักสัจธรรมมาทำงานเพื่อสัจธรรมซึ่งเป็นของเรา เพราะสัจธรรมของเราเป็นสัจธรรมที่มาจากอัลลอฮฺ มิใช่การเสริมเติมแต่งขึ้นมาด้วยตัวของมนุษย์เอง
ในทำนองเดียวกันที่ประเทศกาตาร์ได้มีการจัดประชุมเรื่องการทำงานเพื่อต่อต้านลัทธิชีอะฮฺทั่วโลกเมื่อปี 2551 มีนักวิชาการจากประเทศอัลจีเรียได้รายงานสถานการณ์ให้ฟังว่า ก่อนจะมีการปฏิวัติประเทศอีหร่านนั้น ไม่มีชีอะฮฺเลยในประเทศอัลจีเรีย ถึงวันนี้ประมาณ 20 ให้หลังในประเทศอัลจีเรียมีชีอะฮฺประมาณล้านกว่าคน ก็ถือว่าการทำงานประสบความสำเร็จ ถามว่าพวกชีอะฮฺมีอะไร? สัจธรรมหรือ? เปล่าเลย! มีแต่ความเลอะเทอะ บิดเบือนอัลกุรอาน แต่เขาก็ยังเผยแพร่ความสกปรกเลอะเทอะของเขา และยังสามารถทำงานเพื่อดึงดูดให้คนสนใจในความเลอะเทอะของเขาได้อย่างต่อเนื่อง แต่เรามีสัจธรรม! แต่กลับไม่ทำอะไรเลย ช่างน่าอายที่ประชาชาตินี้มีคนที่ไม่ทำงานประกาศสัจธรรม! ที่ยกตัวอย่างอันนี้ก็อยากจะกระตุ้นและชี้ให้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการทำงานอย่างต่อเนื่องและให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อสัจธรรมจะได้ขยายออกไปให้ไกลที่สุด
ถามว่าเราสามารถทำงานใหญ่ๆได้หรือไม่? อินชาอัลลออฮฺได้! ถ้าเรามองภาพพจน์ของการทำงานให้กว้างและพยายามทำให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด บางคนอาจจะมองเรามีกันจำนวนน้อย เราทำงานกันน้อย แต่ไม่จริงเลย เราทำงานร่วมกันกับพี่น้องของเราทั่วโลก เราต้องมีความรู้สึกว่าเรากับประชาชาติทั่วโลกเป็นส่วนเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราถึงจะมีความรู้สึกว่าเรานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่ออิสลามพร้อมกันทั่วโลก และเราก็เป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานเพื่ออิสลามทั่วโลกประสบความสำเร็จ
การจัดห้องเพื่องานสัมมนาหรือการประชุมนั้น อยู่ดีๆมันจะเป็นห้องประชุมได้หรือไม่? ไม่ได้แน่นอน มันต้องมีคนมาจัดห้อง มาเตรียมโต๊ะ เตรียมเก้าอี้ เตรียมความพร้อมในห้องประชุม ถ้ามีคนจัดห้องประชุม 2 คน แล้วได้ถูกถามคำถามเดียวกันคือ กำลังทำอะไร? คนที่ 1 ตอบว่า “ผมจัดโต๊ะ จัดเก้าอี้ห้องประชุม” ก็ถูกต้อง แต่อีกคนหนึ่งถูกถามคำถามเดียวกัน แต่เค้าตอบว่า “ผมจัดโต๊ะ จัดเก้าอี้ให้เรียบร้อย ให้สวยงาม คนที่มาประชุมจะได้ประสบความสำเร็จ จะได้นำความสำเร็จจากการประชุมไปพัฒนาประเทศชาติต่อไป” คำถามเดียวกันแต่ได้รับคำตอบไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับอะไร? นั่นก็คือขึ้นอยู่กับการมองภาพการทำงานและมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน คนที่ 1 มองแค่ว่าเค้าทำงานมีหน้าที่แค่การจัดโต๊ะ จัดเก้าอี้ห้องประชุมเท่านั้น แต่คนที่สองนั้นมองภาพที่กว้างกว่าการได้ทำแค่เพียงหน้าที่ เค้ารู้สึกว่าการจัดโต๊ะของเค้านั้นเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมการประชุมให้ประสบความสำเร็จ
ถ้าการมองของเราเพียงแค่ว่าเรามาทำค่าย มาเป็นพี่เลี้ยง มาเป็นคนสอนภายในค่าย ถือว่ายังมีมุมมองที่แคบมาก เพราะเป็นคำตอบที่เห็นแก่ตัว มองแต่โครงการของตัวเองเพียงอย่างเดียวแต่ควรจะมองว่าการจัดค่ายของเราเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือโครงการใหญ่ของประชาชาติอิสลามทั่วโลก ค่ายเรานั้นเป็นส่วนหนึ่ง เป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำงานของคนอื่นต่อไป เรากำลังทำหน้าที่เตรียมความพร้อมให้กับน้อง เพื่อจะได้ออกไปทำงานในสังคม เราอาจจะได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงสำหรับน้องคนหนึ่ง เพียงครั้งเดียวในชีวิต เพราะเราจะไม่อาสาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลน้องไปตลอดชีวิต ก็ลองคิดดู! เรามีเวลาอยู่กับน้องในค่ายแค่ 5-7 วันเท่านั้น ต้องหาทางพยายามทำอะไรซักอย่างหนึ่งเพื่อให้น้องได้มีการเปลี่ยนแปลงชีวิต นำชีวิตไปสู่เป้าหมาย ให้น้องสามารถทำหน้าที่ในการสืบทอดต่อเจตนารมณ์แห่งสัจธรรม ให้มีการทำงานต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ส่วนน้องจะไปต่อเนื่องการทำงานกับใคร ญะมาอะฮฺไหน หรืออาจารย์คนใดก็แล้วแต่น้อง เพราะการทำงานของเราไม่ใช่เพื่อกรรมสิทธิ์ของเรา ไม่ใช่เพื่อให้น้องยึดติดกับกลุ่มของเรา ไม่ใช่เพื่อให้น้องยึดถือในแนวทางของเรา ไม่ใช่เพื่อให้น้องต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต น้องจะทำงานกับญะมาอะฮฺเดียวกับเราหรือไม่นั้น มิใช่ประเด็น เพราะสำคัญคือ น้องจากค่ายไปแล้วได้ทำงานศาสนาหรือไม่? น้องทำงานถูกต้องหรือไม่? อันนี้มากกว่าที่เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเรากำลังทำงานเพื่อสัจธรรมของอัลลอฮฺ ให้น้องไปประกาศสัจธรรมของอัลลอฮฺ ไม่ใช่ประกาศแนวทางของการทำงานของเรา! ดังนั้นสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องฝากน้องให้ได้คือ ฝากสัจธรรมกับความถูกต้อง
การที่เรามองว่าการทำงานของเราเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของคนอื่น และการทำงานของคนอื่น เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของเรานั้น จะทำให้โครงการใหญ่ของประชาชาติอิสลามไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น ณ ตอนนี้ที่มันไม่สำเร็จก็เพราะว่า คนทำงานศาสนามองว่า โครงการของเราคือของเรา ของคนอื่นคือของคนอื่น แล้วไม่มีการร่วมมือร่วมใจกัน ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างมุ่งหวังเพื่อการเป็นผู้นำในการทำงานในท้องถิ่นของตนเอง แยกกันทำงานแล้วดูเหมือนว่าจะรวมกันไม่ได้ซักที ถ้ายังแบบนี้อีก อิสลามก็ไม่มีอะไรที่เป็นโครงสร้างเดียวกันที่ยิ่งใหญ่ได้ซักที
อยากจะให้เราพยายามมองการทำงาน และมองนักทำงานทุกคนในแง่ดีให้มาก แล้วพยายามเสาะแสวงหาสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ร่วมกันในการทำงานระหว่างกลุ่มให้มาก แล้วนำสิ่งที่ดีๆมีประโยชน์มาใช้สำหรับการทำงานของเรา อย่าเป็นคนที่มองแต่แง่ลบของคนอื่น เพราะมีใช่แต่จะทำลายความรู้สึกของตนเองและคนอื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความสเถียรภาพของการทำงานร่วมกันทั่วโลกอีกด้วย