ผู้เขียน หัวข้อ: แนะนำ "ค่ายร็อบบานีย์"  (อ่าน 1425 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

บก.ชั่วคราว

  • --> บ.ก.ชั่วคราว <--
  • บรรณาธิการบริหาร
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 2004
อุดมการณ์ของค่าย "ค่ายร็อบบานีย์"
« Reply #15 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2009, 08:18:20 am »
อุดมการณ์ของค่าย  (المبادئ)

ทุกๆญามาอะฮฺที่ทำงานอิสลามทั่วโลก แม้ว่าจะมีความแตกต่างในแนวทางในการทำงานเพียงใด ก็จะมีอยู่ 3 ประการที่ทุกๆญามาอะฮฺต้องมีเหมือนกันในการทำงาน คืออุดมการณ์ 3 ประการนี้ อยากจะให้เป็นอุดมการณ์ในการทำงานค่ายในครั้งนี้ด้วย 

1. จงให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺองค์เดียว  (التوحيد)        

เป็นอุดมการณ์ที่พี่น้องมุสลิมทั่วโลกตลอดจนผู้ทำงานศาสนาทั่วโลกจะต้องตอบรับการให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ นั่นหมายความว่า เราทำงานทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่ออัลลอฮฺองค์เดียว เรามาทำงานค่ายก็เพื่ออัลลอฮฺ เพื่อเราได้ปรับปรุงตนเอง และสอนน้องค่ายของเรา ปลูกฝังน้องในค่ายให้มอบความเป็นเอกภาพแด่อัลลอฮฺเท่านั้น ไม่สร้างการสร้างภาคีใดๆที่จะมาร่วมกับพระองค์ เรามอบความรู้ มอบประสบการณ์ มอบคำแนะนำเพื่อน้องจะได้รู้จักกับอัลลอฮฺมากขึ้น สิ่งที่อยากจะเตือนไว้คือ การฝ่าฝืนอัลลอฮฺอย่างลับๆ (معاصى السـر) คือการฝ่าฝืนอัลลอฮฺอย่างลับๆหรือโดยที่เราไม่รู้ตัว  เราคุยอะไรกับน้องเราไม่ได้ต้องการให้น้องอยู่ใกล้ชิดกับเรา รักเรา แต่เราพูดทุกสิ่งออกไปนั้นก็เพื่อหวังให้น้องได้สร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ รักอัลลอฮฺ เท่านั้น เราไม่ได้สอนน้องเพื่อน้องจะได้ใกล้ชิดกับกลุ่มของเรา เราไม่ได้สอนน้องเพื่อให้น้องอยู่กับความคิดของเรา เพราะคำสั่งสอนที่สื่อไปในทางแบบนี้เป็นคำสอนที่อันตรายต่ออุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะ ณ ปัจจุบันนี้คำสอนที่สื่อไปในหนทางการยึดติดกับตัวบุคคล กับกลุ่มของตนเองแบบนี้ที่เป็นอุปสรรคในการทำงานศาสนาในเชิงรุก เชิดชูการทำงานของกลุ่มตัวเอง แต่กลับดูถูกการทำงานของกลุ่มอื่นๆ ให้ร้ายการทำงานซึ่งกันและกัน ไม่ตอบรับการร่วมมือร่วมใจการทำงานที่ต่างกลุ่มกัน สิ่งที่เหล่านี้เราจะต้องไม่สอนให้เกิดขึ้นในค่ายร็อบบานีย์ของเราอย่างเด็ดขาด     

ความบริสุทธิ์ใจในการให้เอกภาพ (เตาฮีด)แด่อัลลอฮฺองค์เดียว ถือเป็นข้อแรกของอุดมการณ์ในการทำงานของเรา ทำงานทุกชิ้น คำพูดทุกคำ ต้องหมั่นตรวจสอบเป้าหมาย และแนวทางของมันเสมอ ให้มีความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน ต้องไม่ลำพองกับคำชม และไม่ย่อท้อกับคำตำหนิ เพราะเรื่องนี้เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ที่มีอยู่หัวใจของเรา ใครจะชม ใครจะตำหนิ เราไม่รู้สึกอะไร เพราะเราทำงานให้กับอัลลอฮฺ รู้สึกละอายกับคำตำหนิของอัลลอฮฺที่มีต่อความอ่อนแอในอีหม่านของเรา อีบาดะฮฺของเรา และการทำงานของเรามากกว่า 

2. จงเจริญรอยตามแนวทางท่านนบี ซ็อลลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัล  (الاتباع) 

คือการที่เราต้องให้ท่านนบีเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตของเราในทุกๆย่างก้าวของชีวิต นบีคืออามีรใหญ่ของเรา อามีรใหญ่ของครูบาอาจารย์ อามีรใหญ่ของบรรดาผู้นำมัซฮับทั้งหลาย ทุกๆอย่างต้องอิงจากจริยวัตรทางการกระทำ จากคำพูด และจากการยอมรับของท่านนบีของเราเพื่อนำมาสู่แนวทางในการปฏิบัตตน ต้องสอนให้น้องยึดมั่นปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้องที่มาจากท่านนบีของเรา ไม่ใช่สอนให้ยึดติด ตามแนวความคิดของเรา หรือ อามีรค่าย หรือครูบาอาจารย์ที่มาสอนภายในค่ายหรือพี่เลี้ยง แต่ต้องตอกย้ำให้ยึดติดลอกเลียนแบบวิถีชีวิตของท่านนบีให้มากที่สุด นี่คือประเด็นสำคัญ 

เพื่อให้อุดมการณ์ค่ายในข้อนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม พวกเราทุกคนจะต้องฝึกฝนตัวเราให้มีวิถีชีวิตคล้ายกับท่านนบีให้มากที่สุด ตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งเข้านอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในค่าย กิจกรรมต่างๆต้องให้สอดคล้องกับแนวทางของท่านนบี ระยะเวลา 5 วันที่อยู่ในค่ายต้องหมั่นสอนน้องให้เลียนแบบการกระทำของท่านนบีให้มากที่สุด เช่นการละหมาดซุนนะฮฺ การอ่านอัลกุรอาน การอ่านอัซการเช้า-เย็น การรับประทานอาหาร การเข้านอน เป็นต้น   

3.จงขัดเกลาจิตใจตนเอง  (التزكـية) 

ทุกการทำงานเพื่อศาสนาของอัลลอฮฺนั้น จะต้องให้เกิดการขัดเกลาจิตใจเสมอ เราละหมาด ก็ต้องละหมาดให้มีการขัดเกลาจิตใจ เราทำค่ายก็ต้องให้เกิดการขัดเกลาจิตใจ อ่านคู่มือเล่มนี้ ก็ต้องให้เกิดการขัดเกลาจิตใจ เพื่อการขัดเกลาจิตใจนั้นจะได้มีศักยภาพในการทำงานเพื่ออัลลอฮฺที่เพิ่มขึ้น เพราะการทำงานที่ไม่ได้รับการขัดเกลาจิตใจนั้น คือการทำงานที่ขาดทุน จะพูด จะสอนอะไรน้องขอให้เน้นย้ำเรื่องการขัดเกลาจิตใจของเราและของน้องด้วยเสมอ เป็นพี่เลี้ยงไม่ใช่จะทำงานเล็กงานน้อยไม่ได้ เป็นพี่เลี้ยงก็สามารถล้างห้องน้ำได้ สามารถล้างจาน เก็บจาน เก็บรองเท้า กวาดขยะได้ ก็เพื่อให้เกิดการขัดเกลาจิตใจ งานที่สามารถขัดเกลาจิตใจได้เป็นอย่างดีคือ งานที่เราทำระหว่างเรากับอัลลอฮฺโดยที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรับรู้ แอบทำอะไรๆอย่างลับๆแต่เป็นประโยชน์ต่อค่ายโดยรวม คนเราชอบทำความดีอย่างเปิดเผย แต่เวลาทำความผิดมักทำอย่างลับๆ ถ้าเราทำความผิดอย่างลับๆได้ก็อยากจะให้ทำความดีอย่างลับๆบ้าง! 

มีอีกนัยยะหนึ่งที่ควรจะสอนน้อง คือสอนน้องๆให้มีบรรยากาศของกองทัพอิสลาม มีผู้นำ มีผู้ตามที่พร้อมจะรับการเชื่อฟัง ตราบใดที่มันไม่ขัดกับหลักการของศาสนา ให้น้องได้ฝึกความเป็นผู้นำที่ต้องเอาใจใส่ดูแลคนอื่น และให้น้องฝึกเป็นผู้ตามที่บางครั้งความคิดเห็นอาจจะไม่ได้รับการตอบรับจากผู้นำ แต่เราก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งในข้อตัดสินของผู้นำนั้นๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยขัดเกลาหัวใจของน้องได้ 

สิ่งเล็กน้อยที่มีผลต่อการขัดเกลาจิตใจ และสร้างประโยชน์ให้กับค่ายที่พี่เลี้ยงสามารถกระทำได้ เช่น การหยิบรองเท้าให้น้อง การตักข้าวให้น้อง พยายามถามความต้องการเพื่อช่วยเหลือน้อง บางครั้งอาจจะมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าคำพูดดีเป็นทั้งวันเลยก็เป็นได้ 

ความหมายโดยรวมแล้วก็คือ ในการทำงานให้ตั้งอุดมการณ์การทำงานไว้ 3 ประการ คือมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺ เรามุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่ออัลลอฮฺองค์เดียว เรามุ่งมั่นที่จะให้ทั้งชีวิตเราสอดคล้องกับแนวทางของท่านนบี มุ่งมั่นที่จะให้ผลการทำงานของเราเป็นสื่อที่จะให้เกิดการขัดเกลาหัวใจของเรา 

ดังนั้นก่อนค่าย ขณะทำค่าย และหลังค่าย จะต้องมีการประเมินผล ประเมินตนเอง ประเมินเพื่อน ประเมินกิจกรรม ประเมินค่ายโดยรวม ทั้งส่วนของจิตใจ ดูว่าสะอาดขึ้นมากน้อยเพียงใด ส่วนภายนอก ดูว่ามีความสอดคล้องกับคำสั่งขออัลลอฮฺมากเพียงใด เพราะถ้าออกจากค่ายแล้วไม่มีความรู้สึกว่าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากขึ้นแล้ว ไม่มีความรู้สึกว่าอยากจะทำงานให้กับอัลลอฮฺมากขึ้นแล้วก็ แสดงว่าการมาค่ายในครั้งนี้ ขาดทุนยับเยิน แล้วจะมาทำค่ายทำไม?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 04, 2009, 08:29:36 am โดย บก.ชั่วคราว »
>>>>>>>>>> [ร็อบบานีย์|คอลีฟะฮฺ|ญะมาอะฮฺ] <<<<<<<<<<<

บก.ชั่วคราว

  • --> บ.ก.ชั่วคราว <--
  • บรรณาธิการบริหาร
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 2004
เป้าหมายของค่าย "ค่ายร็อบบานีย์"
« Reply #16 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2009, 08:20:24 am »
เป้าหมายของค่าย  (المقاصد)

อัลมากอซิด เป็นคำพหูพจน์มาจากคำว่า อัลมักซุด (المقصد) ซึ่งเป็นคำเอกพจน์ แปลว่า เป้าหมาย สำหรับเป้าหมายในการจัดค่ายในครั้งนี้มี 3 ประการที่ต้องทำความเข้าใจ สามประการนี้จะต้องเกิดขึ้นในการจัดค่ายกับน้องๆและทีมงานค่ายทุกคน

ประการที่ 1 การสื่อให้เข้าใจในสิ่งที่สอน  (الفهم)

บางครั้งบางคราว เราอาจจะมีสิ่งที่ดีๆเยอะแยะมากมายที่อยากจะมอบ อยากจะสอนให้น้องค่าย แต่น้องกลับไม่เข้าใจ คือเราต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า สติปัญญา ความสามารถ และประสบการณ์ของน้องแต่ละคนในการรับรู้สึกนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่เราบอกกล่าวกับน้อง สิ่งที่เราอบรมสั่งสอนน้องนั้น สิ่งนั้นเราต้องสื่อให้น้องแต่ละคนเข้าใจถึงเป้าหมายของมันด้วยเสมอ เพื่อให้น้องเข้าใจถึงสิ่งที่เราต้องการจะสื่อให้มากที่สุด หลายกิจกรรมที่เราออกแบบขึ้นในภายค่าย หลายคำพูดที่เราตอกย้ำกับน้อง แต่ถ้าน้องไม่เข้าใจก็ย่อมไร้ประโยชน์ เราจะสอนอะไรต้องให้น้องเข้าใจถึงสิ่งที่เราต้องการจะสอน แน่นอนหล่ะ การที่เราจะให้น้องเข้าใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น เราต้องเป็นคนที่เข้าใจในเรื่องนั้นๆให้พิเศษกว่าน้องและพิเศษกว่าคนอื่นภายในค่าย จะปลุกละหมาดซุบฮฺ จะมีนะซีฮะหลังละหมาดหรือไม่นั้น ก็ต้องสื่อให้น้องเข้าใจของเป้าหมายในแต่ละรูปแบบของกิจกรรมให้มากที่สุด การจะปลุกน้องละหมาดซุบฮฺ อาจจะต้องชี้แจงให้น้องเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการปลุกให้มากกว่าการเข้าใจของบุคคลทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น อาจจะต้องอธิบายน้องว่าการตื่นละหมาดซุบฮฺนั้นเป็นการอบรมนิสัย เป็นการบริหารควบคุมกิเลสในการฝืนอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง แต่ก่อนอยู่ที่บ้านนอนมาก นอนเยอะ มาค่ายนี้จะได้ฝึกอบรมบริหารนิสัยของตนเองให้หมั่นตออะฮฺต่ออัลลอฮฺให้มากขึ้น เพราะการเปลี่ยนนิสัยเป็นสิ่งสำคัญ น้องจะไปเป็นผู้นำของสังคมในอนาคต การขัดเกลานิสัยของตนเองในค่าย ก็เพื่อจะได้ไปทำหน้าที่ขัดเกลานิสัยคนในสังคมต่อไปหลังค่ายจบ เป็นต้น

เพราะการปลูกฝังให้น้องเข้าใจอะไรในแต่ละกิจกรรมที่มากไปกว่าคนอื่น คือการปูพื้นฐานความเข้าใจอะไรยิ่งใหญ่กว่าในบางเรื่อง เช่นในเรื่องของการอดทนทำงานเพื่อศาสนาในอนาคต เรากำลังให้น้องได้ตระหนักถึงความสำคัญของการละหมาดซุบฮฺเพื่อให้น้องได้ตระหนักถึงเรื่องอื่นๆที่มากกว่าการรักษาละหมาดซุบฮฺ แต่การสอนน้องในเรื่องละหมาดนั้น ก็อย่าให้เป็นการรักษาละหมาดตามรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว ควรสื่ออะไรที่มันลึกซึ้งกว่าการปฏิบัติที่เป็นการเคลื่อนไหวเท่านั้น อาจจะต้องอธิบายน้องเริ่มตั้งแต่การอาบน้ำละหมาด ควรเตรียมบทเรียนสั้นๆ กระชับเพื่อเป็นข้อกระตุ้นน้องอย่างสม่ำเสมอ เช่นการแนะนำน้องก่อนอาบน้ำละหมาดว่า ให้อาบน้ำละหมาดเหมือนกับการเตรียมละหมาดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วในชีวิต การอาบน้ำละหมาดทุกครั้งของน้องจะได้ไม่ใช่การอาบน้ำละหมาดธรรมดา แต่มันเป็นการระลึกถึงความตายด้วย การได้ระลึกถึงความตายอย่างสม่ำเสมอนั้นจะได้ช่วยขัดเกลาจิตใจไม่ให้หลงกับดุนยา ไม่ให้หลงกับฟิตนะฮฺต่างๆในดุนยา เป็นต้น สรุปคือ จะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ต้องสามารถสื่อให้น้องเข้าใจถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์เชิงลึกของมันที่สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตของน้องด้วยเสมอ

ประการที่ 2 การได้รับผลดีจากผู้อื่น  (التأثـر)

อ่านว่า อัตตะอัซซุร คือ การได้รับผลดีจากคนอื่น ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของการจัดค่าย เคยถามพี่เลี้ยงที่เคยจัดค่ายจำนวนหนึ่งว่า “เมื่อนึกถึงคำว่าพี่เลี้ยง คิดถึงอะไรเป็นอับดับแรก?” ลองมาฟังส่วนหนึ่งจากคำตอบดูว่า เมื่อเอ่ยถึงคำว่าพี่เลี้ยงเขาคิดถึงอะไรกันบ้าง?

-พี่เลี้ยงคือแบบอย่างของค่าย
-พี่เลี้ยงคือผู้ที่แนะนำในสิ่งที่ดี
-พี่เลี้ยงคือผู้ดูแลน้องค่าย
-พี่เลี้ยงคือครูของค่าย
-พี่เลี้ยงคือผู้คอยชี้แนะ
-พี่เลี้ยงคือผู้ที่ทำงานมากกว่าคนอื่น
-พี่เลี้ยงคือผู้ที่สนับสนุน กระตุ้นและให้กำลังใจ
-พี่เลี้ยงคือผู้ให้
-พี่เลี้ยงคือผู้ปกครอง
-พี่เลี้ยงคือผู้นำ
-พี่เลี้ยงคือผู้นำไปสู่เป้าหมาย
-พี่เลี้ยงคือผู้ปลูกฝัง
-พี่เลี้ยงคือผู้ให้ความอบอุ่น
-พี่เลี้ยงคือผู้ให้ความเป็นพี่น้อง ให้ความเป็นกันเอง
-พี่เลี้ยงคือผู้ที่เข้าใจน้องมากที่สุด
-พี่เลี้ยงคือยามของค่าย
-พี่เลี้ยงคือผู้ถ่ายทอด

หากลองพิจารณาจากคำตอบเหล่านี้ก็ถือว่าคนเหล่านี้ เข้าใจบทบาทของความเป็นพี่เลี้ยงพอสมควร แต่ลองกลับไปอ่านและพิจารณาคำตอบของแต่ละคนอีกครั้งหนึ่งจะพบว่า คำตอบส่วนใหญ่เป็นการมองมุมเดียว คือมองพี่เลี้ยงเป็นลักษณะของผู้ให้เพียงด้านเดียว แต่อันที่จริงแล้วเป้าหมายของการเป็นพี่เลี้ยงนั้นมิใช่สักแต่จะให้เพียงอย่างเดียว แต่จักต้องเป็นผู้รับสิ่งดีๆจากสมาชิกค่าย จากน้องค่ายด้วยเสมอ

ดังนั้นเป้าหมายของคำว่า อัตตะอัซซุร คือ การมาจัดค่ายก็เพื่อจะได้เปลี่ยนแปลงน้องและปรับปรุงตัวของเราเองด้วย เรามาอยู่ในค่ายมิใช่จะมาทำงาน ทำหน้าที่สอนน้องเพียงอย่างเดียว เรามาจัดค่ายก็เพื่อเราเองจะได้รียนร่วมกับน้องๆด้วย มาทำค่ายแล้วจะมาให้เพียงอย่างเดียว ก็ขาดทุนซิ มิได้รับอะไรกลับไปด้วย ขาดทุนอย่างสิ้นเชิงทั้งรูปธรรมและนามธรรม

ทั้งนี้สิ่งที่แต่ละคนได้รับนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความฉลาดของตัวเองว่าจะเอาอะไรกลับไปจากค่ายบ้าง? จะได้รับอะไรจากน้องค่ายบ้าง? จะได้รับอะไรจากอามีรค่ายบ้าง? จะได้รับอะไรจากทีมงานค่ายบ้าง? หรือแม่แต่จากสภาพของค่ายเราได้รับอะไรกลับไปบ้าง? สิ่งที่ได้รับอาจจะไม่ใช่ความรู้เท่านั้น อาจจะเป็นประสบการณ์  ข้อสังเกต  คำนะซีฮะ จากน้องค่ายหรือคำนะซีฮะจากพี่เลี้ยงค่าย ขณะสอนน้อง เพราะบางครั้งเราอาจจะต้องการคำนะซีฮะที่ดีๆมากกว่าน้องค่ายด้วยซ้ำไป

ดังนั้นอัตตะอัซซุรนี้ ต้องตั้งให้เป็ฯเป้าหมายอย่างหนึ่งของการจัดค่าย เพราะคนๆหนึ่งที่ทำงานอย่างทุ่มเท จริงจังและจริงใจ เค้าต้องรู้สึกว่าเค้าต้องได้รับอะไรจากการทำงานนั้นๆด้วยเสมอ การเสียสละเป็นสิ่งที่ดี แต่การเสียสละแล้วไม่ได้รับอะไรกลับมานั้น อาจจะทำให้เราท้อแท้ได้ ซึ่งการที่เรารู้สึกว่า การได้มาจัดค่ายแล้วทำให้เราได้รับสิ่งดีๆกลับไปมากกว่าการเป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียวนั้น  จะทำให้เรามีความรู้สึกกระตือรือร้นและทุ่มเทในการเข้าร่วมการทำงานมากขึ้น ที่สำคัญเราต้องไม่ดูถูกคนอื่นๆในค่าย เพราะเค้าอาจจะมีอีหม่านมากกว่าเรา มีความรู้เยอะกว่าเรา เกรงกลัวต่ออัลลอฮฺมากกว่าเรา เราอาจจะได้รับประโยชน์จากคนเหล่านี้มากกว่าการที่เราได้ให้เขาเหล่านั้นด้วยซ้ำ

ประการที่ 3 การมอบสิ่งดีแก่ผู้อื่น  (التأثيـر)

อ่านว่า อัตตะซีรุ คือการมอบสิ่งดีๆให้กับผู้อื่น การให้อาจจะเป็นการให้ความรู้ ให้คำสั่งสอนที่ดี ให้ประสบการณ์หรือข้อคิดอะไรดีๆกับน้องๆ หลังบรรยายหรือหลังทำกิจกรรมทุกครั้งควรมีหะละกอฮฺเพื่อทบทวนในเรื่องดังกล่าวด้วยเพื่อจะได้ตอกย้ำประเด็นที่สำคัญๆในการฟังบรรยายหรือทำกิจกรรมในเรื่องนั้นๆ จะทำอย่างไรให้การอยู่กับน้องตลอดค่ายมีคุณค่าทุกๆเสี้ยวของเวลา จะทำอย่างให้กับนั่งคุยกับน้องทุกครั้งมีผลดีเกิดขึ้น จะทำอย่างไรให้คำพูดของเรามีคุณค่ามากที่สุด ที่สามารถทะลุหัวใจของน้อง ที่สามารถลึกซึ้งเข้าไปในความรู้สึกของน้องได้ ให้คำนะซีฮะที่พี่เลี้ยงเคยแนะนำภายในค่ายมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของน้อง และน้องสามารถพกพาคำนะซีฮะเหล่านั้นไปทุกๆที่ที่น้องไปอยู่  อาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยากสำหรับการเตรียมตัว แล้วอะไรหล่ะ?ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้คำพูดมีคุณค่าแบบนี้ได้

เราต้องเราจำเป็นจะต้องเตรียมในเรื่องดังกล่าวเหล่านี้เพื่อจะได้บรรลุถึงเป้าหมายในเรื่องของอัตตะซีรได้ นั่นคือ การใช้หัวใจในการกระทำกิจกรรมหนึ่งๆ เช่นคำพูดที่ออกจากหัวใจ การกระทำที่ออกจากความรู้สึกจริงๆ เรื่องนี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดลับที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะคำพูดหรือการกระทำที่ปราศจากเป้าหมายอื่น นอกจากอัลลอฮฺ คำพูดที่ออกจากคำรู้สึก ออกจากเนียตที่บริสุทธิ์ ขณะที่พูดผู้พูดมีความรู้สึกว่าสิ่งที่พูดมันออกมาจากหัวใจจริงๆ เกิดจากการเป็นห่วงน้อง เป็นห่วงสมาชิกค่าย เราไม่ได้ทำทุกอย่างเพราะว่าเรามาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เราไม่ได้พูดเพราะเรามีตารางต้องพูด เราไม่ได้พูดเพราะเป็นคำสั่งจากอามีร หากคำพูดหรือการกระทำมันออกมาจากหัวใจจริงๆแล้วไซ้ แน่นอนว่า สิ่งที่ออกจากหัวใจ ย่อมทะลุเข้าสู่หัวใจ

 น้อยครั้งมากที่การกระทำและคำพูดของเราที่ออกมากจากความรู้สึก ความบริสุทธิ์ของหัวใจจริงๆ แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราต้องหมั่นฝึกฝนกับตัวเองให้มาก เพราะการพูดด้วยหัวใจนั้นเป็นสิ่งที่กระทำค่อนข้างยากในเชิงปฏิบัติ แต่พวกเราต้องหมั่นฝึกฝน เราไม่สามารถควบคุมหัวใจของเราให้มั่นคงทุกนาทีได้ เพราะเราเป็นมนุษย์ แต่อย่างน้อยก็ให้มีสักช่วงระยะเวลาหนึ่งในค่ายให้พยายามเข้มงวดตัวเองให้มีคำพูดหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ สำคัญนะ! เพราะสิ่งนี้มันจะถูกปลูกฝังและสามารถเข้าไปอยู่ในใจของน้องได้

มันมิติหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับบุคคลอื่นที่ต้องให้ความสำคัญ นั่นคือ ความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ ท่านนบี ได้กล่าวว่า "วิญญาณนั้นเป็นกองทัพที่ถูกสั่งใช้ จิตวิญญาณที่สนิทสนมกันมันจะเข้าหาซึ่งกันและกัน" นี่คือหลักสำคัญในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเรากับคนอื่น การสร้างสัมพันธภาพระหว่างเรากับน้องก็อย่ามองเพียงแค่การแต่งกาย หรือเพียงการพูดตลก แล้วน้องจะได้ชอบจะได้รักเรานั้น บางครั้งก็ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการทำงานของเรามิใช่อาศัยสาเหตุของการสัมพันธภาพจากปัจจัยภายนอกหรือวัตถุ แต่เรากำลังทำงานเพื่อครองหัวใจน้องด้วยเดชานุภาพของอัลลอฮฺ อันนี้เป็นจุดสำคัญของอัตตะซีร การพูดและการกระทำที่จะให้เกิดขึ้นซึ่งความดีแก่บุคคลอื่นนั้น ไม่ใช่เพราะคำพูดของเรา มิใช่เพราะความงดงามของถ้อยคำที่เราเรียบเรียงขึ้น มิใช่เพราะความสามารถในการบรรยายที่ลึกซึ้งของเรา แล้วจะได้พิชิตหัวใจของน้องได้ ไม่ใช่!  แต่สิ่งที่สามารถพิชิตหัวใจน้องได้คือ เราต้องพึ่งพาเดชานุภาพของอัลลอฮฺต่างหาก ต้องพยายามสรรหาคำพูดที่ออกจากหัวใจแล้วฝากกับอัลลอฮฺให้ผ่านไปยังน้องค่าย อัลลอฮฺจะได้เปิดหัวใจของน้อง เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของหัวใจทุกดวงนั้น อัลลอฮฺองค์เดียว ท่านนบี ได้กล่าวว่า "หัวใจของบรรดามนุษย์นั้นอยู่ระหว่าง 2 นิ้วของอัลลออฮฺ" นั่นหมายความว่าหัวใจของบรรดามนุษย์นั้นขึ้นกับอัลลอฮฺ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถที่อัลลอฮฺให้เรา

ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือ การผ่าหัวใจของน้องผ่านพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺองค์เดียว หัวใจของเรา และหัวใจของน้องทุกคนเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ผู้เดียว ดังนั้นระหว่างที่เราสอน เราเตือนน้องนั้น เราจำเป็นต้องมีส่วนที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเราผู้ที่เป็นบ่าวกับอัลลอฮฺผู้ที่เป็นพระเจ้าของเราอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องมอบให้กับน้องๆนั้นควรเป็นรูปธรรม จับต้องได้ ก่อนออกจากค่ายต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตของน้อง และต้องมีเป้าหมายสำหรับการพัฒนาต่อตนอง ต่อครอบครัว ต่อ
สังคมหรือมหาวิทยาลัยที่น้องศึกษาอยู่ เขาต้องรู้ว่าเขากลับไปแล้วเขาต้องทำอะไรบ้าง?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 04, 2009, 08:34:55 am โดย บก.ชั่วคราว »
>>>>>>>>>> [ร็อบบานีย์|คอลีฟะฮฺ|ญะมาอะฮฺ] <<<<<<<<<<<

บก.ชั่วคราว

  • --> บ.ก.ชั่วคราว <--
  • บรรณาธิการบริหาร
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 2004
แนวทางของค่าย "ค่ายร็อบบานีย์"
« Reply #17 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2009, 08:24:10 am »
แนวทางของค่าย  (المسالك)

อ่านว่าอัลมาซาลิก เป็นคำพหูพจน์มาจากคำว่า มัสลัก (مسلك) ซึ่งเป็นคำเอกพจน์ แปลว่า แนวทาง สำหรับในหัวข้อนี้จะอธิบายถึงแนวทางในการทำงานเพื่อให้ค่ายประสบความสำเร็จ


รอติดตาม...
>>>>>>>>>> [ร็อบบานีย์|คอลีฟะฮฺ|ญะมาอะฮฺ] <<<<<<<<<<<

บก.ชั่วคราว

  • --> บ.ก.ชั่วคราว <--
  • บรรณาธิการบริหาร
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 2004
จัดค่ายเพราะอะไร? "ค่ายร็อบบานีย์"
« Reply #18 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2009, 12:25:30 pm »

3 เหตุผลสำคัญที่เป็นจุดหมายของการทำงานในค่ายครั้งนี้ คือ   

(1.) เพราะมันเป็นสัจธรรม  (الحق) 

เพราะเรามีสัจธรรม เราจึงต้องทำงานเพื่อเผยแพร่สัจธรรม ตามหลักของนักปรัชญาแล้ว สิ่งที่เรียกว่าสัจธรรมได้นั้น เพราะว่ามันจะต้องปรากฏตัวได้ สัญลักษณ์ที่บ่งชี้ว่ามันเป็นสัจธรรมต้องเป็นสิ่งที่ กล้าพูด กล้าบอกต่อ กล้าเปิดเผย ถ้าสิ่งที่ไม่กล้าเปิดเผย ไม่กล้านำออกเผยแพร่ เก็บเอาไว้ในใจอย่างเดียวนั้น ย่อมมิใช่สิ่งที่เป็นสัจธรรมอย่างแน่นอน ดังนั้นประการแรกเลยสำหรับการมาร่วมกันจัดค่ายคือ เพราะต้องการเผยแพร่สัจธรรมให้กับน้องๆที่มาค่ายในครั้งนี้ เพื่อให้น้องๆสามารถนำสัจธรรมไปสืบทอดต่อสัจธรรมให้กับชาวโลก ครอบครัว สังคม และภายในมหาวิทยาลัยของน้องๆทุกคน หากเราไม่มาทำหน้าที่เผยแพร่สัจธรรมแล้ว คนที่จะมาสืบทอดสัจธรรมก็จะลดลง จนไม่เหลือสัจธรรมไปยังรุ่นถัดไปจากเรา เราเชื่อว่าโลกที่ไร้สัจธรรมแห่งอิสลามนั้น คือโลกของความป่าเถื่อน ไร้ศักดิ์ศรี ไร้เกียรติยศ เราจึงต้องลุกขึ้นมาทำงานเพื่อประกาศให้มีการสานต่อการทำงานเพื่อสัจธรรม   

(2.) เพราะหวังในผลการตอบแทนและเกรงกลัวการลงโทษ (الثواب والعقاب) 

เราทำค่ายเพื่อหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺ และก็เกรงกลัวการลงโทษจากอัลลอฮฺหากว่าเราไม่ได้เข้าร่วมทำงานศาสนา เนื่องจากค่ายก็เป็นหนึ่งวิธีการจากหลายๆวิธีการทำงานเพื่อรับใช้ศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำงานศาสนาทุกคนนั้นต้องทำค่าย เราทำค่ายเพราะเรารู้ว่าการเข้าร่วมทำงานเพื่ออิสลาม การเข้าร่วมกิจกรรมภายในค่าย ไม่ว่าจะเป็นการอ่านอัลกุรอาน การสอนเรื่องราวของศาสนา เรื่องราวของการทำงานเพื่อสังคม เรื่องการพยายามฝึกฝนให้น้องๆมีบุคลิกภาพที่ดีนั้น เป็นเรื่องของการสร้างความดีทั้งสิ้น การสร้างความดีจะเป็นสเบียงให้กับเราในวันกียามะฮฺ เราเกรงว่าถ้าเราไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมทำงานในเรื่องราวของศาสนา ในขณะที่อัลลอฮฺ ได้ทรงประทานเวลา ทรงประทานทรัพย์สินให้แก่เรานั้น อัลลอฮฺ จะทรงลงโทษเราในวันกียามะฮฺ ดังนั้นเราจัดค่ายนั้นก็เพื่อหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺและเกรงกลัวการลงโทษจากพระองค์ 

(3.) เพราะศักดิ์ศรีและเกียรติยศ (العزة والكرامة) 

ศักดิ์ศรีที่เราต้องหยิ่งในชีวิตของเราคือ ศักดิ์แห่งการนับถือศาสนาอิสลาม ศักดิ์ศรีเพื่อความอิสรภาพในการเคลื่อนไหวเรียกร้องเชิญชวนไปสู่อิสลาม ในสังคมของเรา ถ้าหากว่าเราสามารถทำงานได้ นั่นคือศักดิ์ศรีที่เราต้องดำรงเอาไว้ แต่ถ้าหากว่ามีสัจธรรม สามารถทำงานเพื่อสัจธรรมได้ มีความรู้ มีประสบการณ์ แต่เก็บเอาไว้ ไม่ยอมเผยแพร่ให้ผู้อื่น หรือตระหนี่ความรู้และประสบการณ์ของตนเอง หรือขี้เกียจไม่อยากทำงานรับใช้อัลลอฮฺ นั่นคือเรากำลังทำลายศักดิ์ศรีของเราเอง หาใช่คนอื่นมาทำลายเราไม่ ศักดิ์ศรีตรงนี้มันจะได้ลิ้มรสชาติก็ต่อเมื่อผลงานที่เราได้กระทำเอาไว้ในค่าย ผลงานในการเพาะบ่ม อบรมสั่งสอนน้องๆในค่าย มีผลทำให้เกิดการการเปลี่ยนแปลงชีวิตของน้องๆหลังจากค่ายเสร็จสิ้นไปแล้ว ผลงานที่เราได้เอาใจใส่ภายในค่าย มีผลต่อการสร้างเป้าหมายในชีวิตในกับน้องค่ายและสามารถทำหน้าที่สานต่อเจตนารมณ์ของท่านรอซูล ซ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัมในการประกาศซึ่งสัจธรรมได้อย่างเต็มที่ในอนาคต นั่นถือว่าได้รับศักดิ์ศรีและเกียรติยศ 

อยากจะทิ้งท้าย ณ ตรงนี้ว่าฝีมือในการทำงานของแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเค้าที่มีต่อ 3 ประการข้างต้น ถ้ายิ่งมีความรู้สึกมาก จะยิ่งมีพลังในการทำงานมาก คนที่ทำงานเพื่อสัจธรรม จะต้องมีการแบ่งช่วงเวลาไว้สำหรับทบทวน ใคร่ครวญ คิดบัญชีกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อยากจะฝากให้พวกเราได้ใคร่ครวญดูว่า เราได้ทำอะไรเพื่อสัจธรรมบ้างแล้วหรือยัง?  น้องๆที่มาค่าย ได้เสียสละเวลาสำหรับการเรียน เสียสละช่วงเวลาปิดเทอมสั้นๆที่จะได้อยู่กับครอบครัวเพื่อให้เราได้อบรมสั่งสอนในค่ายแห่งนี้ แล้วเราได้ตระเตรียมอะไรเพื่อความเสียสละของน้องๆเหล่านั้นบ้างแล้วยัง? หรือเราจะทรยศต่อหน้าที่ ทรยศต่ออามานะฮฺแล้วให้น้องๆกลับบ้านในสภาพที่ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่มีการปรับเปลี่ยนปรับปรุงอะไรในชีวิต หรือจะเอาอย่างนั้น? 

อยากจะเปรียบเทียบเรื่องราวบางอย่างเพื่อเป็นข้อคิดและเป็นการเพิ่มกำลังใจในการทำงานแก่พวกเราทุกคนด้วยกับตัวอย่างจากวารสาร news week ของอเมริกามีการลงบทความบทหนึ่ง โดยตั้งชื่อหัวข้อบทความนั้นว่า Armies of the Enlightened หมายถึง บรรดากองทัพของแสงสว่าง ในบทความนี้ได้เขียนเกี่ยวกับบทบาทการทำงานของนักบวชในศาสนาพุทธในด้านการเมืองและสังคม รวมถึงบทบาทในการทำงานเผยแพร่ศาสนาในสังคม ในบทความได้ยกตัวอย่างถึงกลุ่มสันติอโศก ในการรวมตัวกันแล้วมีผลในการปลดนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งได้ ยกตัวอย่างพระสงฆ์ที่ประเทศพม่าที่มีส่วนในการเรียกร้องประชาธิปไตย และยกตัวอย่างที่ประเทศอินเดียเมื่อ 8 ปีที่แล้วมีผู้นับถือศาสนาพุทธประมาณ 8 ล้านคน ณ วันนี้มีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน! ถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก   

เหตุผลที่อยากจะยกตัวอย่างนี้ก็เพื่อต้องการเปรียบเทียบให้เห็นว่าสิ่งที่เค้าอ้างว่าเป็นสัจธรรม กับสัจธรรมที่อิสลามมีนั้น แบบไหนกันแน่ที่เป็นสัจธรรม? แน่นอน!ว่าสัจธรรม ณ อิสลามนี่คือสัจธรรมที่ถูกต้อง แต่ไฉนเลย เรามีสัจธรรมอยู่กับเรา แต่เราไม่ทำงานเพื่อสัจธรรม ปล่อยให้คนอื่นนำสิ่งที่เป็นความเท็จแล้วทำงานบนความเท็จแต่เค้าอ้างว่าเป็นสัจธรรม หลายๆครั้งที่เราเห็นพระสงฆ์ในบ้านเราออกประท้วงเรื่องการสร้างบ่อนคาซีโนในประเทศไทย พระสงฆ์ออกมาต่อต้านเรื่องการดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ แต่มีบ้างหรือไม่? ที่กลุ่มนักวิชาการมุสลิมออกมามีบทบาทเพื่อต้อนการพนัน ต่อต้านเหล้า อย่างเป็นรูปธรรม มีหรือไม่? ฉะนั้นเราต้องตั้งข้อสังเกตถึงความผิดพลาดของเราด้วย ว่าเราบกพร่องและผิดพลาดตรงไหน? เรามีสัจธรรม แต่ไม่ยอมทำงานเพื่อประกาศสัจธรรม ปล่อยให้คนไม่รู้จักสัจธรรมมาทำงานเพื่อสัจธรรมซึ่งเป็นของเรา เพราะสัจธรรมของเราเป็นสัจธรรมที่มาจากอัลลอฮฺ มิใช่การเสริมเติมแต่งขึ้นมาด้วยตัวของมนุษย์เอง   

ในทำนองเดียวกันที่ประเทศกาตาร์ได้มีการจัดประชุมเรื่องการทำงานเพื่อต่อต้านลัทธิชีอะฮฺทั่วโลกเมื่อปี 2551 มีนักวิชาการจากประเทศอัลจีเรียได้รายงานสถานการณ์ให้ฟังว่า ก่อนจะมีการปฏิวัติประเทศอีหร่านนั้น ไม่มีชีอะฮฺเลยในประเทศอัลจีเรีย ถึงวันนี้ประมาณ 20 ให้หลังในประเทศอัลจีเรียมีชีอะฮฺประมาณล้านกว่าคน ก็ถือว่าการทำงานประสบความสำเร็จ ถามว่าพวกชีอะฮฺมีอะไร? สัจธรรมหรือ? เปล่าเลย! มีแต่ความเลอะเทอะ บิดเบือนอัลกุรอาน แต่เขาก็ยังเผยแพร่ความสกปรกเลอะเทอะของเขา และยังสามารถทำงานเพื่อดึงดูดให้คนสนใจในความเลอะเทอะของเขาได้อย่างต่อเนื่อง แต่เรามีสัจธรรม! แต่กลับไม่ทำอะไรเลย ช่างน่าอายที่ประชาชาตินี้มีคนที่ไม่ทำงานประกาศสัจธรรม! ที่ยกตัวอย่างอันนี้ก็อยากจะกระตุ้นและชี้ให้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการทำงานอย่างต่อเนื่องและให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อสัจธรรมจะได้ขยายออกไปให้ไกลที่สุด   

ถามว่าเราสามารถทำงานใหญ่ๆได้หรือไม่? อินชาอัลลออฮฺได้! ถ้าเรามองภาพพจน์ของการทำงานให้กว้างและพยายามทำให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด บางคนอาจจะมองเรามีกันจำนวนน้อย เราทำงานกันน้อย แต่ไม่จริงเลย เราทำงานร่วมกันกับพี่น้องของเราทั่วโลก เราต้องมีความรู้สึกว่าเรากับประชาชาติทั่วโลกเป็นส่วนเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราถึงจะมีความรู้สึกว่าเรานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่ออิสลามพร้อมกันทั่วโลก และเราก็เป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานเพื่ออิสลามทั่วโลกประสบความสำเร็จ 

การจัดห้องเพื่องานสัมมนาหรือการประชุมนั้น อยู่ดีๆมันจะเป็นห้องประชุมได้หรือไม่? ไม่ได้แน่นอน มันต้องมีคนมาจัดห้อง มาเตรียมโต๊ะ เตรียมเก้าอี้ เตรียมความพร้อมในห้องประชุม ถ้ามีคนจัดห้องประชุม 2 คน แล้วได้ถูกถามคำถามเดียวกันคือ กำลังทำอะไร? คนที่ 1 ตอบว่า “ผมจัดโต๊ะ จัดเก้าอี้ห้องประชุม” ก็ถูกต้อง แต่อีกคนหนึ่งถูกถามคำถามเดียวกัน แต่เค้าตอบว่า “ผมจัดโต๊ะ จัดเก้าอี้ให้เรียบร้อย ให้สวยงาม คนที่มาประชุมจะได้ประสบความสำเร็จ จะได้นำความสำเร็จจากการประชุมไปพัฒนาประเทศชาติต่อไป” คำถามเดียวกันแต่ได้รับคำตอบไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับอะไร? นั่นก็คือขึ้นอยู่กับการมองภาพการทำงานและมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน คนที่ 1 มองแค่ว่าเค้าทำงานมีหน้าที่แค่การจัดโต๊ะ จัดเก้าอี้ห้องประชุมเท่านั้น แต่คนที่สองนั้นมองภาพที่กว้างกว่าการได้ทำแค่เพียงหน้าที่ เค้ารู้สึกว่าการจัดโต๊ะของเค้านั้นเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมการประชุมให้ประสบความสำเร็จ 

ถ้าการมองของเราเพียงแค่ว่าเรามาทำค่าย มาเป็นพี่เลี้ยง มาเป็นคนสอนภายในค่าย ถือว่ายังมีมุมมองที่แคบมาก เพราะเป็นคำตอบที่เห็นแก่ตัว มองแต่โครงการของตัวเองเพียงอย่างเดียวแต่ควรจะมองว่าการจัดค่ายของเราเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือโครงการใหญ่ของประชาชาติอิสลามทั่วโลก ค่ายเรานั้นเป็นส่วนหนึ่ง เป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำงานของคนอื่นต่อไป เรากำลังทำหน้าที่เตรียมความพร้อมให้กับน้อง เพื่อจะได้ออกไปทำงานในสังคม เราอาจจะได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงสำหรับน้องคนหนึ่ง เพียงครั้งเดียวในชีวิต เพราะเราจะไม่อาสาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลน้องไปตลอดชีวิต ก็ลองคิดดู! เรามีเวลาอยู่กับน้องในค่ายแค่ 5-7 วันเท่านั้น ต้องหาทางพยายามทำอะไรซักอย่างหนึ่งเพื่อให้น้องได้มีการเปลี่ยนแปลงชีวิต นำชีวิตไปสู่เป้าหมาย ให้น้องสามารถทำหน้าที่ในการสืบทอดต่อเจตนารมณ์แห่งสัจธรรม ให้มีการทำงานต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ส่วนน้องจะไปต่อเนื่องการทำงานกับใคร ญะมาอะฮฺไหน หรืออาจารย์คนใดก็แล้วแต่น้อง เพราะการทำงานของเราไม่ใช่เพื่อกรรมสิทธิ์ของเรา ไม่ใช่เพื่อให้น้องยึดติดกับกลุ่มของเรา ไม่ใช่เพื่อให้น้องยึดถือในแนวทางของเรา ไม่ใช่เพื่อให้น้องต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต น้องจะทำงานกับญะมาอะฮฺเดียวกับเราหรือไม่นั้น มิใช่ประเด็น เพราะสำคัญคือ น้องจากค่ายไปแล้วได้ทำงานศาสนาหรือไม่? น้องทำงานถูกต้องหรือไม่? อันนี้มากกว่าที่เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเรากำลังทำงานเพื่อสัจธรรมของอัลลอฮฺ ให้น้องไปประกาศสัจธรรมของอัลลอฮฺ ไม่ใช่ประกาศแนวทางของการทำงานของเรา! ดังนั้นสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องฝากน้องให้ได้คือ ฝากสัจธรรมกับความถูกต้อง 

การที่เรามองว่าการทำงานของเราเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของคนอื่น และการทำงานของคนอื่น เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของเรานั้น จะทำให้โครงการใหญ่ของประชาชาติอิสลามไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น ณ ตอนนี้ที่มันไม่สำเร็จก็เพราะว่า คนทำงานศาสนามองว่า โครงการของเราคือของเรา ของคนอื่นคือของคนอื่น แล้วไม่มีการร่วมมือร่วมใจกัน ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างมุ่งหวังเพื่อการเป็นผู้นำในการทำงานในท้องถิ่นของตนเอง แยกกันทำงานแล้วดูเหมือนว่าจะรวมกันไม่ได้ซักที ถ้ายังแบบนี้อีก อิสลามก็ไม่มีอะไรที่เป็นโครงสร้างเดียวกันที่ยิ่งใหญ่ได้ซักที 

อยากจะให้เราพยายามมองการทำงาน และมองนักทำงานทุกคนในแง่ดีให้มาก แล้วพยายามเสาะแสวงหาสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ร่วมกันในการทำงานระหว่างกลุ่มให้มาก แล้วนำสิ่งที่ดีๆมีประโยชน์มาใช้สำหรับการทำงานของเรา อย่าเป็นคนที่มองแต่แง่ลบของคนอื่น เพราะมีใช่แต่จะทำลายความรู้สึกของตนเองและคนอื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความสเถียรภาพของการทำงานร่วมกันทั่วโลกอีกด้วย
>>>>>>>>>> [ร็อบบานีย์|คอลีฟะฮฺ|ญะมาอะฮฺ] <<<<<<<<<<<

nurusmee alhaq

  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 4
Re: แนะนำ "ค่ายร็อบบานีย์"
« Reply #19 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2010, 10:31:00 am »
    ;)
เป็นค่ายที่รับมุสลิมีน.....มุสลิมะฮฺ  :-X
                  :-*  จะมีอีกเมื่อไหร่  :'(
[/glow]

Abuiklas

  • บรรณาธิการครีเอทีพ
  • Hero Member
  • *********
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 526
  • จงมีความอิคลาศในทุกการกระทำ
Re: แนะนำ "ค่ายร็อบบานีย์"
« Reply #20 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2010, 11:26:07 pm »
สำหรับมุสลิมะห์ มีค่ายสตรีแห่งทางนำ

เชิญได้ที่เว็บนี้ครับ http://www.banatulhuda.com/