อลี บิน อบีฏอลิบ
(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 40)
ชื่อและตระกูลของท่าน ท่านชื่อ อลี บิน อบีฏอลิบ บิน อับดุลมุฏฏอลบ บิน ฮาชิม อบูฏอลิบ คือ พี่น้องกันกับอับดุลลอฮ บิน อับดุลมุฏฏอลิบ ซึ่งเป็นบิดาของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ฉะนั้น ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ จึงเป็นญาติพี่น้องกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้รับขนานนามว่า อบุลหะสัน และอบู ตุรอบ
ท่านได้รับการเลี้ยงดูจากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตั้งแต่ยังเล็ก เพราะบิดาของท่านนั้นมีภารกิจและหน้าที่การงานมากมาย อีกทั้งเขายังมีครอบครัวทีต้องดูแลเป็นจำนวนมากด้วย แต่ทว่าอบูฏอลิบ(บิดาของท่านอลี)นั้นมีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อย ตั้งแต่ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังเป็นเด็ก
ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดูแลท่านเพื่อเป็นการตอบแทนลุงของท่าน(หมายถึง อบูฏอลิบ)ที่ได้เลี้ยงดูท่านเมื่อครั้งที่ท่านกำพร้าพ่อและแม่ และหลังจากท่านปู่ของท่าน อับดุลมุฏฏอลิบ ได้เสียชีวิตไป
ท่านอลี บิน อบีฏอบิล เข้ารับอิสลาม นักประวัติศาสตร์อิสลามส่วนใหญ่กล่าวว่า ท่านอลี บิน อบีฏอบิล เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ คือ คนที่ 2 ที่เข้ารับอิสลาม ถัดมาจากท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ในขณะนั้นท่านอายุได้ประมาณ 10-11 ขวบเท่านั้น นี่คือเกียรติและความประเสริฐสำหรับท่าน ที่ได้มีชีวิตอยู่ร่วมกับท่านนบีและเป็นคนชั้นแนวแน่ที่เข้ารับอิสลาม อีกทั้งท่านยังเป็นชายคนแรกที่ได้ทำการละหมาดญะมาอะฮฺพร้อมกับท่านเราะสูลุลลออ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังที่อัลอัสการีย์ได้บันทึกไว้(ในหนังสือ อัลอะวาอิล)
ลักษณะทางกายภาพและบุคลิกส่วนตัวของท่าน ท่านมีร่างกายที่แข็งแรงและกว้าง มีร่างกายที่หนาแต่ไม่สูงนัก ท้องของท่านใหญ่ สีผิวของท่านออกสีน้ำตาล ท่านมีเคราสีขาวหนาเหมือนฝ้าย ตาทั้งสองข้างคม ยิ้มแย้มแจ่มใส ท่านเป็นผู้ที่มีใบหน้าหล่อเหลา และมีฟันที่ดี(สวยงาม) และหากท่านเดิน ท่านจะเดินอย่างรวดเร็ว
ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ คือ คนที่มีชิวิตที่เรียบง่ายและสันโดษ ท่านสวมเสื้อผ้าเท่าที่มี และไม่ยึดติดกับลักษณะและสีเฉพาะ ท่านแต่กายด้วยผ้าพืนหนึ่งที่ผูกไว้เหนือสะดือและยาวคลุมลงมาถึงช่วงกลางของท่อนขา(น่อง) และบนร่างกายของท่านนบีมีผ้า “ริดาอ์” (ผ้าคลุมไหล่) คลุมเอาไว้ด้วย และท่านยังสวมหมวกสีขาว(กูฟียะฮฺ)จากอียิปต์ และมีผ้าโพกหัว(ซุรบาน)พันไว้
ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ ชอบไปตลาด เพื่อสั่งใช้ให้ผู้คนยำเกรงอัลลอฮและค้ายขายด้วยวิธีการที่ดียิ่งนัก
ท่านแต่งงานกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออ์ บุตรีของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน คือ ท่านหะสัน และหุซัยนฺ
ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ คือนักรบผู้กล้าหาญและเก่งกาจ ท่านไม่เคยหนีและกลัวตายนการที่จะปกป้องและและสั่งใช้ในสัจธรรม ความกล้าหาญของท่านได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ดังเช่น
1. ครั้งเมื่อท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ต้องการฮิจเราะฮฺไปยังเมืองมะดีนะฮฺ บ้านของท่านถูกล้อมรอบไปด้วยชายฉกรรมจ์จากเผ่าอรับโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังหารท่านนบี ท่านนบีได้สั่งให้ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ เราะฏิยัลลอฮุอันฮฺ นอนบนเตียงขอท่านโดยมีผ้าห่มคลุมกาย เช่นนี้แหล่ะ ที่ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ ได้ยอมเสี่ยงชีวิตของท่านเพื่อท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยความยำเกรงยิ่งต่ออัลลอฮ สุบหานะฮุวะตะอาลา
ในวันต่อมา ท่านอลีโดนบังคับให้พูดความจริงเกี่ยวกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่ท่านกลับตอบว่า ท่านไม่รู้ เพราะท่านถูกสั่งให้นอนบนเตียงเท่านั้น แล้วท่านก็ถูกทรมานและถูกคุมขังตัวภายในมัสญิดอัลหะรอมเป็นเวลาช่วงหนึ่ง และสุดท้ายก็ได้รับการปล่อยตัว
2. หลังจากนั้น ท่านได้เดินทางฮิจเราะฮฺไปยังเมืองมะดีนะฮฺด้วยตัวเอง ด้วยการเดินเท้าเปล่าทั้งที่ระยะทางนั้นห่างไกลมาก จนกระทั่งเมื่อท่านมะดีนะฮฺแล้ว ปรากฎว่าท่านของท่านบวมและเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย
3. ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ เข้าร่วมสงครามในสมัยท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมทั้งหมด เว้นแต่เพียงสงครามตะบู้กเท่านั้น เพราะในขณะนั้นท่านได้รับหน้าที่ให้ดูแลเมืองมะดีนะฮฺ ในการทำสงครามทุกครั้ง ท่านมักจะถูกคัดเลือกให้ทำการประลองเดี่ยว ก่อนที่การทำสงครามจริงจะเกิดขึ้น และท่านก็สามารถเอาชนะและสังหารคู่ต่อสู้ทุกคนได้ อีกทั้งท่านยังเป็นผู้ถือธงของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมด้วย
ความประเสริฐชองท่านอลี บิน อบีฏอลิบ เราะฏิยัลลอฮุอันฮฺ ความประเสริฐของท่านอลี บิน อบีฏอลิบ ยังมีอีกมากมายที่นอกเหนือไปจากที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น เช่นดังต่อไปนี้
1) ท่านอลี คือผู้ที่รักอัลลอฮและเราะสูลอย่างยิ่ง :
ในช่วงที่ทำสงครามค็อยบัร ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ธงผืนนี้จะถูกมอบให้แก่ผู้ที่อัลลอฮจะทรงมอบชัยชนะผ่านทางเขา เขาจะรักอัลลอฮและเราะสูลของพระองค์ และเขาก็จะเป็นที่รักของอัลลอฮและเราะสูลของพระองค์ด้วย” ดังนั้น ในค่ำคืนของวันนั้น บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงได้พูดคุยกันว่าใครในหมู่พวกเขาที่จะได้รับเกียรติให้ถือธงดังกล่าว และวันถัดมา บรรดาเศาะหาบะฮฺต่างพากันเข้าพบท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งทุกคนต่างคาดหวังว่าจะได้รับธงอันนั้น แต่ทว่า ท่าน(เราะสูลุลลอฮ)กล่าวว่า “อลี บิน อบีฏอลิบ อยู่ที่ไหน?” พวกเขา(บรรดาเศาะหาบะฮฺ)กล่าวตอบว่า “ตาของเขาบาดเจ็บ โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ” ท่านเราะสูลุลลอฮจึงรับสั่งให้ตามท่านมา และท่านอลีก็มา ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ป้ายน้ำลายของท่านบนตาทั้งสองข้างของท่านอลี และขอดุอาอ์แก่ท่าน และท่านอลีก็หายจากอาการบาดเจ็บ เสมือนว่าท่านไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนเลย แล้วท่าน(เราะสูลุลลอฮ)ก็มอบธงให้แก่ท่าน ท่านอลีกล่าวว่า “โอ้ เราะสูลของอัลลอฮ ฉันจะต่อสู้กับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะเป็นเหมือนเรา” ท่านเราะสูลกล่าวว่า “จงเดินทางไปยังสถานที่ของพวกเขาด้วยความสงบ แล้วจงเชิญชวนเขาสู่อิสลาม และบอกกับพวกเขาถึงสิทธิของอัลลอฮที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติ ขอสาบานต่ออัลลอฮ หากว่าอัลลอฮได้มอบฮิดายะฮฺ(ทางนำ)แก่คนใดคนหนึ่งผ่านตัวเจ้าแล้ว แน่แท้ มันย่อมเป็นสิ่งที่ดียิ่งสำหรับตัวเจ้ายิ่งกว่าอูฐสีแดงเสียอีก”(หะดีษบันทึกโดย มุสลิม หมายเลขหะดีษที่ 2406)
2) จิตใจแห่งการต่อสู้ได้ถูกฝังลึกไว้ในหัวใจของท่าน จนกระทั่งเมื่อท่านเราะสูลุลลอฮจะออกไปทำสงครามตะบู้กนั้น ท่านได้รับสั่ง มอบหมายให้ท่านอลีดูแลเมืองมะดีนะฮฺ ท่านอลีรู้สึกลำบากใจมากจนท่านต้องเอ่ยปากกล่าวกับท่านเราะสูลว่า “ทำไมท่านถึงได้ทิ้งฉันไว้ให้อยู่กับบรรดาสตรีและเด็กๆ?” ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้ชี้ให้ท่านอลีได้เห็นถึงความสูงส่งในตำแหน่งหน้าที่ท่านได้รับนี้ โดยท่านเราะสูลกล่าวกับท่านว่า “เจ้าไม่พอใจกระนั้นหรือ ที่สถานะของเจ้าสำหรับฉันแล้ว ก็เปรียบดั่งสถานะของฮารูนสำหรับมูซา เพียงแต่ว่า ไม่มีนบีหลังจากฉันเท่านั้นเอง” (หะดีษบันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม)
3) ท่านคือหนึ่งในสิบของผู้ที่ได้รับแจ้ง “บุชรอ บิลญันนะฮฺ” (ข่าวดีแห่งการเป็นชาวสวรรค์) ดังที่มีปรากฎในบันทึกของท่านหากิมในหนังสือ อัลมุสตัดร็อก
4) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แจ้งอย่างขัดเจนแก่ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า “ไม่มีผู้ใดที่จะรักใคร่เขา นอกจากมุอฺมินเท่านั้น และจะไม่มีผู้ใดที่เกลียดชังเขา นอกจากคนมุนาฟิกเท่านั้น” (หะดีษบันทึกโดยมุสลิม)
5) ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยกล่าวแก่ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า
أَنْتَ مِنِّيْ وَأَنَا مِنْك
“เจ้านั้นมาจากฉัน และฉันก็มาจากเจ้า” (หะดีษบันทึกโดยบุคอรีย์)
6) และท่าน(อลี)ยังเป็นที่รู้จักของผู้คนในฐานะของผู้ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ แม้ว่าจะยากเพียงใดก็ตาม และท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับขนานนามว่า “อับเกาะรียะฮฺ เกาะฎออียะฮฺ”(ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยตัดสินชี้ขาด) และเป็นผู้ที่มีความรู้อย่างลึกซึ้ง (ดูหนังสือ อะกีดะฮฺ อะฮฺลุสสุนนะฮฺ ฟี อัศเศาะหาบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 283)
เมื่อท่านอลี บิน อบีฏอลิบ เป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ ขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺคนที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวาย เป็นช่วงที่พวกนอกรีต(เคาะวาริจ)แสดงพลังอำนาจ จนทำให้เมืองมะดีนะฮฺต้องแปดเปื้อน ด้วยการก่อการฆาตกรรมที่เลวร้ายยิ่งต่อท่านเคาะลีฟะฮฺคนที่ 3 ท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ
ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ ต้องปกครองอณาจักรด้วยการเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่ใหญ่หลวง ที่แสนจะสาหัสนัก คือ
1) กลุ่มนอกรีต(เคาะวาริจ)ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและมีอิทธิผลสูงในเมืองมะดีนะฮฺ
2) การก่อตัวขึ้นของของการก่อจลาจลของพวกเคาะวาริจที่ลอบสังหารท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน อันนำไปสู่งการทำสงครามระหว่างพี่น้องผู้ศรัทธา นั่นก็คือ สงครามญะมาลและศิฟฟีน
3) พวกเคาะวาริจ เมื่อก่อนนั้นเป็นพวกที่สนับสนุนและเสียสละเพื่อท่าน แต่สุดท้าย กลับกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อท่าน
แต่ด้วยความฉลาดรอบรู้และความสามารถของท่าน ทำให้ท้ายที่สุดแล้วท่านก็สามารถที่จะทำให้การนองเหลือดนี้จบลงได้ด้วยตัดสินที่เฉียขาด ถึงแม้ว่าประชาชาติอิสลามในช่วงนี้นยังไม่พร้อมใจกันทั้งหมดก็ตาม
ท่านอับดุรเราะหฺมาน บิน มุลญัม คือ หนึ่งในแกนนำของพวกเคาะวาริจผู้จุดไฟแห่งความเกลียดชังต่อท่านอลี บิน อบีฏอลิบ เพราะเขาได้ฆ่าพี่น้องร่วมศรัทธาเดียวกันกับเขา นั่นก็คือ พวกเขาเคาวะริจที่นะหฺเราะวาน หลังจากนั้น เขาจึงได้สมรู้ร่วมคิดกับสหายคนอื่นๆของเขา อันได้แก่ อัลบะร็อก บิน อับดุลลอฮ และ อัมรฺ บิน บักรฺ อัตตะมีมี เพื่อสังหารท่านอลี ท่านมุอาวียะฮฺ และท่านอัมรฺ บิน อัลอาศ เพราะเขาได้ถูกขนามนามในฐานะของผู้นำแห่งการก่อวินาศกรรมการนองเลือดนี้แล้ว
อัลบะร็อกและอัมรฺ ประสบกับความล้มเหลวในการสังหารท่านมุอาวียะฮฺ และท่านอัมรฺ บิน อัลอาศ แต่ทว่า อิบนุ มุลญัมกลับประสบความสำเร็จ โดยเขาได้ฟันดาบของเขาบริเวณศรีษะของท่านอมีรุลมุอฺมินีน อลี บิน อบีฏอลิบ ในวันที่ศุกร์ ที่17 เดือนรอมฎอน ปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 40 และท่านก็ได้เสียชีวิตในวันต่อมา