Assalamualaikum warahmatullah wabaralatuh
อบรมทีมงานค่ายเตรียมฯ ฟิตยะตุลฮัก
วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2553
โดย อบูอัสมาอฺ / ถอดเทปและเรียบเรียงโดย อิบนุ อับดุรเราะฮฺมาน
----------------------------------------------------------------------------
- บทบาทและหน้าที่ของพี่เลี้ยงที่ดี
๑. ความสำคัญของการเป็นพี่ค่าย
๒. การปฏิบัติจริง
๑.ความสำคัญของการเป็นพี่ค่าย
พี่ๆทุกคนที่เข้ามาในค่ายเข้ามาในฐานะของพี่ ซึ่งจะต้องตระหนักในคำว่า “พี่” (จะพี่ค่ายหรือพี่เลี้ยงก็ตาม) เป็นบทบาทสำคัญหนึ่งที่เราจะต้องวางตัวให้ดีให้ถูกต้อง แบบอย่างที่เราจะเอามาปรับนั้น พยายามทำตัวให้เหมือนกับท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ดั่งที่อัลลอฮ ซุบฮานะฮุวาตะอาลา ตรัสไว้ในอัลกุรอาน
“لَّقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّـهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ لِّمَن كَانَ يَرْجُو اللَّـهَ وَالْيَوْمَ الْآخِرَ وَذَكَرَ اللَّـهَ كَثِيرًا”
“โดยแน่นอน ในร่อซูลของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว
สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮฺและวันปรโลกและรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย” ซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 21
คือ แบบอย่างที่งดงามที่สุด ที่ดีเยี่ยมที่สุด สมบูรณ์ที่สุด การที่เราจะบอกว่าเราเป็น”พี่เลี้ยง” เราก็จะต้องไปดูแบบอย่างของท่านนบี ในเรื่องของการพูด, การฏิบัติ, มารยาท, การวางตัว, ความสัมพันธ์ ฯลฯ หากเราไม่ตระหนักในเรื่องนี้ แน่นอนพอเวลาที่เราปฏิบัติ/ทำตัวจริงๆ มันก็จะเหมือนเดิมทุกๆปี อยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น
ความสำคัญของพี่เลี้ยง มันสำคัญกว่าบรรดาวิทยากรที่มาสอนเนื้อหา, สำคัญกว่ากิจกรรมที่เรามานั่งรวมตัวกัน มานั่งอธิบาย มานั่งสอนกัน ,สำคัญว่าหลักสูตรต่างๆของค่ายเสียอีก พี่เลี้ยงสำคัญกว่า หากเรามานั่งสอนอยู่ในคลาสว่าหลักสูตร 3 ขั้นตอนฯ มีอะไรบ้าง ต้องปลดนั่น ต้องปรับนี่ แต่ถ้าพี่เลี้ยงเอาอดีตแต่ก่อนของตัวเองมาปฏิบัติตลอดเวลา ค่ายก็ล้มละลายเลย ไม่ต้องจัดค่ายกันแล้วแบบนี้ มันเป็นการยากถ้าหากเราจะเอาค่ายที่ดีแล้วปรับ ปรับให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ความจริงแล้วพี่ค่ายทุกคนจะต้องรู้เนื้อหาในค่ายก่อนที่จะเริ่มค่าย เป็นไปไม่ได้ที่วิทยากรมานั่งสอน/ทำกิจกรรมกับน้อง ๆ แต่พี่เลี้ยงไม่รู้เลยว่าเค้าสอน/ทำอะไร มันเป็นเรื่องที่ซีเรียสมากสำหรับเรื่องของพี่เลี้ยง บางกิจกรรมในค่ายอาจจะประสบความล้มเหลว น้องฟังบ้างไม่ฟังบ้าง น้องหลับบ้าง หรืออาจจะประเมินด้วยการทำกิจกรรมแล้วเห็นว่า น้องไม่ได้รับอะไรเลย มันยังไม่ค่อยซีเรียสเท่าไร แต่ถ้าประเด็นของพี่เลี้ยงมันซีเรียสยิ่งกว่า เรามาสอนน้อง มาอบรมน้องในค่าย แต่ทีนี้ในค่าย พี่เลี้ยงยังเละเทะกันอยู่ ยังมานั่งคุยและไปพูดถึงเรื่องคนอื่น มานั่งนินทา พอถึงเวลาละหมาด เดี๋ยวแป็บหนึ่ง เดี๋ยวอะไรก่อน ไม่แสดงความกระตือรือร้น ถึงแม้ว่าคนอื่นจะให้น้ำหนักกับเชคริฎอ ให้กับวิทยากรท่านอื่นๆที่มาบรรยายก็ตาม จะให้น้ำหนักกับตรงนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์ ความสำคัญของคนที่อยู่ใกล้ชิดน้องนั้นมันจะมากกว่าและคนที่ใกล้ชิดกว่า มีโอกาสที่จะสอนน้องมากกว่า เราต้องมองให้ชัดถึงความหมาย คุณค่าและความสำคัญของคำว่า “พี่เลี้ยง” และอยากให้ทุกคนตระหนัก มันเป็นเรื่องที่เครียดมากว่า โครงการของฟิตยะตุลฮักจะมีค่ายอาสาที่จะเป็นคนอบรมคนอื่น คนที่จะอบรมคนอื่นแต่ถ้าตัวเองไม่ไหวนี้ เราอายตัวเองบ้างไหม สิ่งแรกเราต้องทบทวนตัวเองกับเวลาที่เหลือไม่กี่สัปดาห์ เราจะต้องทบทวนว่าอะไรที่ยังไม่สมบูรณ์ พยายามทำให้ดีและจำไว้ว่า ช่วงปลายเดือน(ธ.ค.)นี้ เราจะมาอบรมน้องน่ะ เราจะสอนหรือบอกน้องได้อย่างไร ในสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ มันเป็นเรื่องที่ซีเรียสเกือบทุกค่ายว่า ทำไปได้อย่างไร พี่ยังทำตัวไม่ดี บางครั้งแสดงออกด้วยประพฤติกรรมที่ไม่ดี และเราจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้องได้อย่างไร ซึ่งมันจะทำให้เราตระหนักว่า เวลาเหลือไม่มากแล้ว ก็น่าจะทำซะหน่อยนึง รีบแก้ไขเรื่องส่วนตัวให้ดีขึ้น อย่างน้อยเรารู้ว่าตัวเองเป็นพี่และก็ยังมีส่วน(อะม้าล)ที่ดี ที่เรายังปฏิบัติอยุ่เหมือนกัน จริงอยู่นะครับว่า เราอาสาที่จะมาบอกน้อง บางอย่างเราก็ยังทำไม่ได้ ก็ไม่ได้เป็นความผิดที่ร้ายแรงมากนัก แต่ว่าก็อยากให้หมั่นเตือนตัวเองและให้อายตัวเองหน่อยนึง จึงอยากฝากให้ทุกคนเก็บเอาไปคิดในประเด็นแรกนี้ด้วย พวกเราทุกคนเปรียบเสมือนครูของน้อง เปรียบเสมือนพ่อแม่ ซึ่งจริงๆแล้ว อมานะฮฺของเราก็ยิ่งกว่านั้น เพราะเราอาสาที่จะมาอบรมเขา...
๒. การปฏิบัติจริง ซึ่งเนื้อหาไม่เยอะ แต่อยากให้เอาไปใช้ให้ได้ สิ่งที่เราจะให้กับน้อง ในบทบาทของพี่เลี้ยง ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 อย่าง คือ
1. สิ่งที่เราจะให้กับน้องทางตรง (การสอนตรงๆ)
2. สิ่งที่เราจะให้กับน้องทางอ้อม (การแสดงออกของเรา)
1. สิ่งที่เราจะให้กับน้องทางตรง (การสอนตรงๆ) คือ การที่ทีมงานค่ายทุกคนตระหนักถึงวัตถุประสงค์ของค่ายให้ชัด ในรายละเอียดของเป้าหมายของค่ายว่า จบจากค่ายไปแล้ว น้องต้องได้อะไรไปบ้าง ต้องให้ชัดเจน ซึ่งพี่ค่ายทุกคนจะต้องรับรู้และเข้าใจในวัตถุประสงค์ของค่าย เช่น
1.จะให้น้องรู้จักการทบทวนตัวเอง ก็ให้มันชัดข้อหนึ่ง
2.จะให้น้องรู้จักการทำฮาลาเกาะฮฺ ก็ให้มันชัด
3.จะให้น้องรู้จักการทำดี การดะวะฮฺต่อครอบครัว ก็ให้มันชัด
แต่ถ้าหากยังไม่เอาในเรื่องของการดะวะฮฺ แต่จะเน้นในเรื่องของตนเองก่อน ก็เอาให้มันชัดเจนไป ซึ่งไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเอาครบทุกอย่างให้มันกว้าง เพราะระยะเวลาแค่ 3 วัน แต่ประเด็นสำคัญ คือ
๑.วัตถุประสงค์ของค่ายต้องให้ชัดเจน ทีมงานทุกคนต้องรับรู้ ว่าเราเน้นเรื่องอะไรบ้างในระยะเวลาสามวัน ซึ่งทุกคนต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน และเราทุกคนต้องช่วยกันประเมินค่ายตลอดเวลา โดยเฉพาะคนที่รับอมานะฮฺฝ่ายประเมิน(ดูภาพรวม)ว่า วันหนึ่งผ่านไปแล้ว ค่ายเราบรรลุวัตถุประสงค์มากแค่ไหน ในเวลาที่เหลือเราจะต้องปรับรูปแบบกิจกรรมแค่ไหน และวันที่สองเอาแค่ไหน วันที่สามแค่ไหน จะต้องปรับอะไรเพิ่มรึเปล่า ทุกคนต้องเข้าใจตรงนี้ ในส่วนกิจกรรมที่ยังอยู่ในตารางแล้วเห็นว่าวิทยากรให้ไม่ทัน เวลาไม่มีหรือไม่พอ หรือว่าความร่วมมือไม่มี แล้วทำให้เกิดความล้มเหลว พี่เลี้ยงจะต้องทำหน้าที่เติมเต็มให้มากที่สุด เพื่อให้บรรลุในวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนั้นๆ เช่น น้องอาจยังไม่เข้าใจวิธีการมอง/ตรวจสอบตนเอง วิทยากรบรรยายได้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของกิจกรรม พี่เลี้ยงคือคนที่ต้องรับผิดชอบ(เติมเต็ม) และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญและจะทำให้เรารู้ได้ว่า น้องได้รับมากแค่ไหนจากแต่ละกิจกรรม คือ พี่เลี้ยงจะต้องเข้าฟังการบรรยาย/เข้าร่วมสังเกตุการทำกิจกรรมของน้องด้วยและเราจะได้รู้ว่า น้องเข้าใจหรือไม่เข้าใจตรงไหน น้องได้แค่ไหน อมานะที่หนักที่สุดในค่ายคือพี่เลี้ยง ไม่ใช่คนทำครัว เมื่อเราอาสาจะมาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงแล้ว อาจจะเหนื่อย ก็ขอให้เราเต็มที่ เพราะความรู้ การอบรมตักเตือนที่เราบอกน้องไปอย่างเต็มที่นั้นแล้วนั้น น้องรู้ เค้าปรับตัว เค้าเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี อินชาอัลลอฮ ผลบุญตรงนั้นก็จะเป็นผลบุญที่ต่อเนื่อง(ญะริยะฮฺ)
๒.กิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่เวลาเช้าจนไปถึงเวลาเย็นและไปถึงเวลาเช้าของอีกวัน เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องหาโอกาสบอกกับน้องตลอดเวลา เพราะในโปรแกรมของค่ายคงไม่ทันที่จะบอก เวลาเราอยู่กับน้องต้องพยามเรียกน้องมาพูดคุย มาสอนตลอดเวลา เช่น เรื่องมารยาทการเข้าห้องน้ำ การได้ยินอะซานแล้วต้องเงียบ เพราะบางอย่างน้องก็ยังไม่รู้ คุณค่าของอาบน้ำละหมาด วิธีการอาบน้ำละหมาดตามซุนนะฮฺ การละหมาดสุนัต สิ่งที่เป็นซุนนะฮฺในกิจวัตรประจำวันมีอะไรบ้าง อันนี้คือสิ่งที่เราจะมอบให้กับเค้า คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราจะต้องพยายามบอก พยายามสอน หลีกเลี่ยงการตำหนิในสิ่งที่น้องทำไม่ถูกต้อง และสิ่งที่เป็นการบ้านสำหรับเราก็คือ เราจะต้องเตรียมว่า จะให้อะไรกับน้องๆบ้าง เพราะหากเราไม่รู้ถึงคุณค่าของเรื่องเหล่านี้ เราก็ไม่สามารถจะบอกน้องได้ หรือเวลาที่น้องถาม เราก็จะตอบไม่ได้ ฉนั้นเราจะต้องรีบหาข้อมูลในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และทุกคนจะต้องช่วยกันคิดว่า อะไรบ้างที่เป็นเรื่องหลักที่น้องควรจะต้องรู้ก่อน สิ่งที่เราจะสอนน้องมีอะไรบ้าง ให้ฝ่ายที่รับผิดชอบและทุกคนช่วยกันเตรียมเนื้อหาและทำความเข้าใจกับเนื้อหานั้น (ต้องลิสต์กิจวัตรตั้งแต่ตื่นนอน-ก่อนนอนซึ่งมีเยอะมากและทุกคนจะต้องลิสต์ออกมาแล้วมาร่วมนำเสนอกับทีมงานด้วย)
๓.การสอนดุอา ซึ่งเราจะต้องให้การบ้านเค้า และจะต้องให้เวลานิดนึงกับการท่องดุอาของน้อง ซึ่งไม่ต้องเยอะ เช่นดุอาที่ท่านนบีสอนท่านมุอ๊าซ ฯลฯ เพราะบางครั้งน้องได้อะไรจากค่ายเยอะ แต่สิ่งที่น้องสามารถนำมาปฏิบัติได้เลยนั้น มีน้อย ซึ่งเป็นความบกพร่องของค่ายเราที่ผ่านมา ซึ่งช่วยๆกันเลือกดุอาที่จะสอนน้อง เช่น ดุอาให้กับพ่อแม่, ดุอาหลังอาบน้ำละหมาด, ดุอารับอะซาน, ดุอาก่อนให้สลาม, ดุอาของท่านมุอ๊าซ ฯลฯ และต้องสอนคุณค่าของดุอาเหล่านี้ด้วย
๔.มารยาท ที่เราจะสอนนั้น ขอให้มันสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ แต่หากเรามีเวลาเหลือมากกว่านั้น ก็สามารถสอนมารยาทอื่นๆเพิ่มได้ วัตถุประสงค์ค่ายฯของเราจะเอาแค่ระดับตนเองและครอบครัว (ไม่ได้พูดถึงสังคมมากนักก็ไม่เป็นไร) ฉนั้น มารยาทก็จะต้องครอบคลุมเกี่ยวกับการจัดการตัวเองและการจัดการครอบครัว เช่น มารยาทในการทำดีต่อพ่อแม่ มารยาทการพูดคุยกับญาติผู้ใหญ่ มารยาทการพูดคุยในฮาลาเกาะฮฺว่าขึ้นต้นยังไง จบด้วยอะไร ฯลฯ โดยการสอนผ่านตัวบท ส่วนเรื่องการแสดงตัวอย่างของพี่ๆนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
๕.พฤติกรรมที่ต้องแก้ไข เราจะบอกน้องนั้นไม่ยากมาก เพราะเราผ่านช่วงเวลานั้นของเขามาแล้ว บางอย่างที่เราปรับตัวได้แล้วก็อัลฮัมดูลิลลาฮ ส่วนบางอย่างที่เรายังไม่สามารถแก้ไขตัวเราเองได้นั้น ก็จำเป็นต้องตักเตือนน้องด้วยเหมือนกัน สำหรับพฤติกรรมที่ต้องแก้ไขหลักๆเลย เรื่อง ละคร ดูหนัง ฟังเพลง ดูบอล เกมส์ ฯลฯ หากเราคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะพูดคุยตักเตือนในประเด็นนี้(เนื่องจากตัวเองยังติดสิ่งเหล่านี้อยู่) ก็ให้ขอรบกวนให้พี่น้องคนอื่นๆช่วยได้ ซึ่งประเด็นเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องตักเตือนกัน เพราะบางทีน้องๆค่ายก็ไม่รู้ว่ามันต้องปลด ละ เลิกออกจากชีวิตของเขา ส่วนวิธีการบอกหรือตักเตือนนั้น ก็ให้เราบอกไปว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่ดี แต่..อย่าลืมว่า ต้องให้ทางออก/แนะกิจกรรมทดแทนที่ดีให้กับเค้าด้วย เช่น เราบอกให้เค้าทิ้ง/เลิกฟังเพลง เราก็ต้องบอกให้เค้าคุ้นเคยกับการฟังอัลกุรอานที่ไพเราะ ว่ามันไพเราะยังไง มันลึกซึ้งยังไงบ้าง ก็ต้องบอกเค้า เอาสิ่งที่ดีมาเติมเต็มให้กับเค้า หากจะให้เค้าทิ้งหนังให้ได้ ก็จะต้องคิดว่า จะทำยังไงให้เค้าผูกพันกับการศึกษาประวัติศาสตร์อิสลาม ประวัติของบรรดาท่านนบีและซอฮาบะฮฺ จะยกตัวอย่างช่วงไหนของชีวิตก็ให้ยกขึ้นมาเลยว่า ท่านนบีเป็นฮีโร่อย่างไรบ้าง รู้สึกซึ้งแค่ไหน เมื่อได้รู้ถึงการเสียสละของท่านนบี สิ่งเหล่านี้จะต้องเอามาแทนที่การดูหนัง ดูละครให้ได้ เช่นเดียวกันเวลาที่จะเอาอะไรมาแทนการดูบอล ก็ให้นำสิ่งที่ดีเหล่านี้มาทดแทนด้วยเหมือนกันก็ได้ การยกทัพระหว่างอิสลามกับมุชริก ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นจะมีตัวแทนจากอิสลามมาประจัญหน้า ใครคือผู้ที่อาสาเสนอตัวเข้าไปยืน ณ ตรงนั้น ความกล้าของซอฮาบะฮฺเป็นยังไง นำเสนอชัยชนะของมุฮัมมัดอัลฟาติฮฺ(ผู้พิชิต) เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เค้าอยากที่จะอ่าน/ศึกษา และที่สำคัญคือ อย่าลืมบอกแหล่งค้นหา ไม่ว่าจะเป็นเล่มหนังสือหรือเว็บไซต์ เพราะน้องๆไม่ค่อยจะรู้ในเรื่องเหล่านี้ สำหรับน้องบางคนอาจจะไม่ชอบการอ่านเป็นทุนเดิม เราก็อาจจะแนะนำวิดีโอเกี่ยวกับอิสลามว่าหาได้ที่ไหนบ้าง สำหรับน้องบางคนอาจจะเล่นเฟซบุค เราก็จะต้องตักเตือนและแนะนำว่ามีข้อดีอะไรบ้างและมีขอบเขตแค่ไหน เช่นเดียวกันกับการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ ก็จะต้องบอกและแนะนำในเรื่องเหล่านั้นด้วย นอกจากนั้น ก็เรื่องระหว่างชาย-หญิง ซึ่งต้องให้เวลาในการอธิบายเรื่องนี้พอสมควร หากเราไม่สามารถอธิบายได้ ก็ให้ชวนพี่ๆมาบอกให้ก็ได้ เช่น ในเรื่องการวางตัวกับผู้หญิง มันจะโยงไปถึงการเลือกคู่ครอง ซึ่งต้องบอกน้องๆตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนม.ต้นได้ยิ่งดี มาตรฐานในการเลือกภรรยายในอนาคต ผู้หญิงที่ดีเป็นแบบไหน ซึ่งการตักเตือนในเรื่องเหล่านี้ จะทำให้น้องๆเริ่มห่างจากคนที่เค้ามอง มองว่าแฟนและจะเริ่มทิ้งห่างและจะเริ่มสนมจในเรื่องของผู้หญิงที่ดีมากขึ้น และการเป็นแฟนจะถูกทิ้งไปโดยปริยาย หากเค้ารู้ อินชาอัลลอฮฺ และวิธีการหาทางออกเวลาที่น้องๆคิดว่าตัวเองคิดเรื่องความรัก เรื่องผู้หญิงมากเกินไป หากว่าเราไม่มีความสามารถที่จะบอก ก็ต้องมาพูดคุยกันหาวิธีแก้ไข เพราะมันคือยาเสพย์ติดชนิดหนึ่งเหมือนกัน
๖.เทคนิคการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่าง(หากมีเวลาแนะนำน้อง) เช่น เทคนิคการเรียนเทคนิค การแบ่งเวลา เทคนิคการอ่านอัลกุรอาน/หนังสือ(สำคัญมาก) ต้องสอนว่า การทำอะม้าลน้อยๆแต่ทำประจำมันคืออะไร ซึ่งแน่นอนว่าเราจะให้น้องๆเอาเวลามาทุ่มกับศาสนาเลยทีเดียว คงเป็นเรื่องยากในช่วงแรกๆ แต่อย่างน้อยให้น้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ในเรื่องการแบ่งเวลา เรื่องการอ่านหนังสือ และอย่าลืมที่จะแนะนำน้องด้วยว่า การอ่านหนังสือศาสนานั้น ควรอ่านเล่มไหนก่อน เพื่อให้เหมาะสมกับการเริ่มต้นของน้องๆ ที่สำคัญคือต้องดูความพร้อมของน้องๆว่า เค้าพร้อมที่จะรับหนังสือเล่มใหญ่ๆรึยัง ควรแนะนำเล่มพื้นฐานที่เกี่ยวกับอากีดะฮฺ, ฟิกฮฺ เช่น การละหมาดตามบัญญัติของอิศลาฮฺสมาคม ฯลฯ ไปก่อนเพื่อให้น้องคุ้นเคยกับการอ่านหนึงสือศาสนา ช่วงแรกๆ คือ การให้เค้าตระหนักและภูมิใจกับอิสลาม ความยิ่งใหญ่ของอิสลาม หนังสือแบบนี้ควรจะเริ่มต้นกับเขาก่อน และค่อยเสริมในเรื่องอากีดะฮฺมากขึ้น เนื้อหาหลักๆมากขึ้น และบอกน้องเกี่ยวกับช่องทางหาความรู้ผ่านอินเตอร์เน็ต มีเว็บไซต์อะไรบ้าง เช่น
www.islammore.com,
www.iqraforum.com,
www.islamhouse.com ฯลฯ การบอกแหล่งการฟังบรรยายจากเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งภาษาไทยและภาษามาลายู
2. สิ่งที่เราจะให้กับน้องทางอ้อม (การแสดงออกของเรา) อยากให้ทุกคนตระหนักว่า เราเองเป็นแบบอย่างแล้ว ดังนั้น พฤติกรรมของแบบอย่าง ควรทำตัวยังไง ทุกคนต้องรับรู้และตระหนักในตนเอง เป็นไปได้อย่างไรที่แบบอย่างทำตัวไม่ดี ฉนั้นหากแม้นว่า ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ก็อย่าเปิดเผยความไม่ดีออกไป เพราะเราคือแบบอย่าง ถ้าน้องเอาพฤติกรรมที่ไม่ดีมาเป็นแบบอย่างและเอาไปทำต่อๆ เราจะรับผิดมากแค่ไหน เพราะเราอาสาตัวเองแล้วที่จะมาเป็นแบบอย่าง เช่น พฤติกรรมบางอย่างที่เราไม่ได้ตระหนักมาก การคุยเล่นระหว่างมีอาซาน เราอาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะมันนิดหน่อย แต่หากน้องเค้าเห็นแล้วคิดว่าไม่ซีเรียสหรอกมั้ง เพราะพี่ๆในค่ายเค้าก็เคยคุยกัน ฉนั้นเราต้องระวังและตระหนักในทุกๆอย่างและอย่าลืมที่จะสะกิดเตือนกันด้วย โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้บรรยายกาศเคร่งเครียด แต่อยากให้ทุกคนเก็บไว้ในใจเสมอ...คือ พี่เลี้ยงต้นแบบ คือ Ideal Muslim ที่เราจะต้องทำให้ได้ การเป็นแบบอย่างที่ดีของคนๆหนึ่