كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...
You are here: Fityatulhaq Board - เยาวชนแห่งสัจธรรม » ห้องหนังสือและบทความ » โต๊ะแนะนำนักเผยแพร่โลกอิสลาม » 

บางตอนที่ตราตรึงจากชีวประวัติของ เมาลานา อบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียฺ

ผู้เขียน หัวข้อ: บางตอนที่ตราตรึงจากชีวประวัติของ เมาลานา อบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียฺ  (อ่าน 3187 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ข้อคิดและบทเรียนจากส่วนที่ 3


1.ความกล้าหาญในการพูดความจริงกับศักยภาพของคนหนุ่มวัน 20 ต้น ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอุละมาอ์  (ต่อจากข้อ 1.1)


1.2 ผู้รู้กับบทบาทในการสร้างแรงบันดาลใจและชี้นำเยาวชน 



ดังที่เรียนให้ทราบแล้วว่า เมาลานา เมาดูดียฺ ในขณะที่ได้ตัดสินใจเขียนหนังสือ "ญิฮาดในอิสลาม" ขึ้นมานั้น เนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจจากคำพูดของเมาลานา มุฮัมมัด อะลียฺ อัล-เญาฮะรียฺ ที่กล่าวว่า "น่าจะมีใครสักคนหนึ่งที่หาญกล้าลุกขึ้นมาตอบโต้คำกล่าวหานี้"   เหตุการณ์นี้สะท้อนบทบาทของอุละมาอ์ในฐานะที่เป็นแบบอย่างและผู้ชี้นำเยาวชนไปสู่หนทางที่ถูกต้อง หนทางแห่งการรับใช้ศาสนา หนทางไปสู่การอภัยโทษจากอัลลอฮฺและสรวงสรรค์ที่ความกว้างของมันคือชั้นฟ้าและแผ่นดิน 



โครงสร้างของสังคมเราจะต้องให้อุละมาอ์และเยาวชนสนิทสนมใกล้ชิดกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยที่อุละมาอ์จะเป็นผู้ชี้นำ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต การแสวงหาและการปฏิบัติตามความรู้ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผู้จุดประกายฝัน เปิดโลกทัศน์ที่ถูกต้องให้แก่เยาวชน และสอนพวกเขาให้รู้จักวิธีที่จะถอดแอกของญาลิฮียะฮฺที่กดทับต้นคอและโซ่ตรวนของมันที่ล่ามสติปัญญาของพวกเขาและของสังคมที่เขาอาศัยอยู่ และคอยอยู่เคียงข้างและประคับประคองจนพวกเขาทำมันได้สำเร็จ[1]  ในขณะเดียวกันเยาวชนก็ต้องเป็นผู้ช่วยเหลืออุละมาอ์ เป็นมวลชนที่คอยสนับสนุนให้อุละมาอ์ให้พูดความจริงและเคลื่อนไหวเพื่อสัจธรรม  และที่สำคัญที่สุดคือเป็นผู้สืบถอดความรู้ ประสบการณ์ และภารกิจที่อุละมาอ์สืบทอดมันมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม



อัลลอฮฺได้ทรงประทานอาวุธยุทโธปกรณ์ 2 อย่างให้แก่เยาวชนอย่างเต็มเปี่ยม  นั่นคือความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ) และพลังความมุ่งมั่น (หะมาสะฮฺ) ที่เชื้อเพลิงของมันพร้อมจะถูกจุดติดอยู่ตลอดเวลา[2]  แต่พวกเขามีข้อเสียตรงที่ยังอ่อนประสบการณ์และมีความวู่วามไม่รอบคอบ  ในขณะที่อุละมาอ์ แม้พวกเขาจะมีข้อเสียที่อายุมากพร้อมกับสังขารที่เริ่มร่วงโรย ประกอบกับภาระหน้าที่การงานและครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูก็ตาม  ทว่าพวกเขามีความรู้ในหลักชะรีอะฮฺและมีความอาวุโสด้วยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างมากมาย  พวกเขาคือผู้สืบทอดมรดกแห่งความรู้และวิทยปัญญาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ดังนั้นเมื่อทั้งสองกลุ่มมาทำงานด้วยกัน ข้อดีของเยาวชนจะชดเชยจุดอ่อนของอุละมาอ์  และจุดแข็งของอุละมาอ์จะชดเชยข้อเสียของเยาวชน  ทำให้เกิดโครงสร้างทางสังคมที่แข็งแกร่งและทรงพลัง  เมื่อเรือลำหนึ่งถูกบัญชาการโดยกัปตันผู้รอบรู้และมากประสบการณ์ แล้วยังได้ลูกเรือที่ซื่อสัตย์ แข็งแรง และสู้งาน เรือลำนี้ย่อมพร้อมแล้วที่จะแล่นฝ่าคลื่นลมในมหาสมุทรเพื่อไปให้ถึงฟากฝั่งแห่งชัยชนะ




ดังคำกล่าวของชัยคฺ มุฮัมมัด หัสสาน หะฟิเซาะฮุลลอฮฺ ที่ว่า "เยาวชนคนหนุ่มสาวคือแขนขาของอุมมะฮฺที่คอยก่อร่างและสร้างสรรค์  ส่วนผู้รู้ คือมันสมองของอุมมะฮฺที่คอยวางแผนและชี้นำ  ดังนั้นจึงไม่บังควรอย่างเด็ดขาดที่มันสมองจะคิดทำอะไรเพียงลำพัง โดยไม่ยอมเดินบนสองขาและหยิบจำด้วยสองแขน  ซึ่งแขนและขาทั้งสองนั้นก็คือเยาวชน"[3]



บทเรียนในข้อนี้ให้ข้อคิดและภาพคร่าว ๆ แก่คนที่ทำหน้าที่หรือมีบทบาทที่ต้องเกี่ยวข้องกับเยาวชน ไม่ว่าจะเป็น ผู้รู้ ผู้นำศาสนา ผู้นำชนชุน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ครูบาอาจารย์ รวมไปถึงคนที่ทำงานด้านการศึกษาในสังคมของเราด้วยครับ


____________________________

[1]ในประวัติศาสตร์อิสลามมีตัวอย่างเช่นนี้อยู่มากมาย  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผู้อบรมชาวอาหรับป่าเถื่อนที่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ให้กลายเป็นผู้นำ ผู้รู้ ผู้พิชิต และผู้สรรค์สร้างอารยธรรมขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของโลกถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้  หรืออีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือตัวอย่างของมุฮัมมัด อัล-ฟาติหฺ ผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยได้รับแรงบันดาลใจจากหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และมีอาจารย์คนสนิทคอยให้คำชี้แนะ  นอกจากนี้ก็ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ อีกมากมาย

[2] ทั้งสองสิ่งนี้มีอยู่ในตัวเยาวชนแม้จะเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาก็ตาม  ในประเทศไทย เราจะเห็นค่ายอาสาต่าง ๆ ที่จึดขึ้นโดยนิสิตนักศึกษาที่ต้องทนเหน็ดเหนื่อยอดตาหลับขับตานอนจัดกันขึ้นมาโดยไม่ได้รับเงินตอบแทน (แม้จะไร้สาระไปบ้างก็ตาม)  เจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งได้กล่าวในขณะที่มาเป็นวิทยากรพิเศษในวิชาการศึกษาผู้ใหญ่ (Adult Education) ว่า "ถ้ามีนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบมาสมัครงาน ผมจะเลือกคนที่เป็นนักกิจกรรมเอาไว้ก่อน เพราะนักศึกษาเหล่านี้รักการทำงาน ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของพวกเขา แม้จะไม่ได้สตางค์พวกเขาก็ยังทำและชอบที่จะทำ" หรือที่เห็นได้ชัดที่สุดคือขบวนการของนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  หรือ 6 ตุลาคม 2519 หรืออื่น ๆ

[3]http://www.youtube.com/watch?v=GVYNeODFohQ&feature=BFa&list=PL8C4D323CC6281835&lf=results_main&index=11
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 25, 2011, 05:07:24 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ข้อคิดและบทเรียนจากส่วนที่ 3


2.วารสาร อีกหนึ่งช่องทางในการประกาศความจริงแก่สังคม


2.1 ความสัตย์จริงในการรับใช้ศาสนาจะทำให้คน 1 คนทำอะไรได้เท่ากับคนหลาย ๆ คน



ในเรื่องการทำวารสารรายเดือนที่มีชื่อว่า "ตัรญุมาน อัลกุรอาน" นั้นเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของคนหนุ่มวัยไม่ถึง 30 ปี ที่มุ่งมั่นจะรับใช้อิสลามและเชิดชูพระดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา เท่าที่ตนเองจะสามารถ   ตัวผมเองเคยอ่านเรื่องราวของวารสารเล่มนี้มานานแล้วผ่านทางหนังสือที่กล่าวถึงชีวประวัติของเมาลานา เมาดูดียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ  แต่พึ่งได้รู้ข้อมูลใหม่ที่ชวนให้ทึ่ง (พร้อม ๆ กับละอาย) ว่าในช่วงเริ่มแรก เมาลานา เมาดูดียฺทำวารสารรายเดือนเพียงลำพังคนเดียวทุกขั้นตอน  แต่ครั้นจะกล่าวว่าทำคนเดียวเพียงลำพังก็คงจะไม่ถูกนัก เพราะใครก็ตามที่ต่อสู้เพื่อเชิดชูพระดำรัสของอัลลอฮฺด้วยความอดทนแล้วไซร้ พระองค์จะทรงอยู่ร่วมกับเขาด้วยความเมตตา การปกป้อง การสนับสนุน และความช่วยเหลือเสมอ




"และบรรดาผู้ต่อสู้ดิ้นรนในทางของเรา แน่นอนเราจะชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่พวกเขาสู่ทางของเรา  และแท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่ร่วมกับผู้กระทำความดีทั้งหลาย"  [อัล-อังกะบูต 29:69]



ในการทำวารสารนี้เมาลานา เมาดูดียฺดำเนินการเองทุกขั้นตอน โดยทำหน้าที่เป็นทั้งนักเขียน เป็นทั้งบรรณาธิการ เป็นทั้งคนออกแบบศิลป์ คนพิมพ์ต้นฉบับ คนตรวจทาน คนพิสูจน์อักษร คนพิมพ์ฉบับขาย เป็นทั้งคนขาย คนหาสมาชิก คนส่งวารสารไปให้สมาชิก และคนหาทุน  พี่น้องคงได้เห็นแล้วว่า ความมุ่งมั่นในการรับใช้ศาสนาของอัลลอฮฺ และความจริงใจในคำสัตย์ที่ได้ปฏิญานต่อพระองค์นั้น ทำให้คนเรามีความสามารถที่จะทำในสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปทำไม่ได้  มันทำให้คนคนสามารถทำงานได้มากกว่าศักยภาพของคนหนึ่งคน   ในสมัยสลัฟนั้น เขาจะประเมินความสามารถของคนหนึ่งคนว่ามีศักยภาพเท่ากับคนทั่วไปกี่คน เช่น ทหารกองนี้ 1 เท่ากับ 10 หมายความว่า 1คน สามารถเอาชนะศัตรู 10 คนได้  ฉันใดก็ฉันนั้น  การทำวารสารในเชิงนำเสนอทัศนะและแนวคิดทางวิชาการอิสลามและวิพากษ์ญาฮิลียะฮฺแบบชำแหละให้เห็นกระดูก โดยออกมาสู่สายตาผู้อ่านในทุก ๆ เดือน  ถ้าใช้มาตรฐานของคนทั่วไปแล้ว คน 1 คนไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน  มันเป็นงานที่ต้องอาศัยกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชายหลากหลายและทำงานกันอย่างเป็นระบบ  ไม่เชื่อก็ลองไปคนที่ทำหนังสือพิมพ์รายเดือนดูก็ได้



แต่อัลลอฮฺทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง  พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์  พลังทั้งหมดและอำนาจทั้งมวลเป็นของพระองค์  และพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ตามปริมาณที่พระองค์ทรงพอพระทัย   เราจะเห้นได้ในประวัติศาสตร์อิสลามว่า กองทัพมุญาฮิดีนที่รบชนะมักจะมีจำนวนน้อยกว่าข้าศึกศัตรูเสมอ  นั่นเป็นเพราะคุณภาพที่แตกต่างกัน  แต่อะไรเล่าที่เป็นความลับของคุณภาพที่แตกต่างกัน???  คำตอบก็คือ "ความอดทน" และ "ความเข้าใจ" (ภายใต้ปัจจัยและเงื่อนไขที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งถูกกำกับไว้โดยชะรีอะฮฺ)   อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ในอัลกุรอานว่าท่านนบี อิรอฮีม อะลัยฮิสสะลาม นั้นเป็นเสมือนประชาชาติหนึ่งเลยทีเดียว1  นี่แหละครับพี่น้อง...ยอดมนุษย์ตัวจริง!




"โอ้ นะบี! จงปลุกใจผู้ศรัทธาทั้งหลายในการสู้รบเถิด  หากปรากฏว่าในหมู่พวกเจ้ามียี่สิบคนที่อดทนก็จะชนะสองร้อยคน  และหากปรากฏว่าในหมู่พวกเจ้ามีร้อยคนก็จะชนะพันคนในหมู่ผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา เพราะพวกเขาเป็นพวกที่ไม่เข้าใจ"   [อัล-อันฟาล 8:65]




(มีต่อ อินชาอัลลอฮฺ)
________________________________
1 อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นะหฺลิ [16:120]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 25, 2011, 05:07:04 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ข้อคิดและบทเรียนจากส่วนที่ 3


2.วารสาร อีกหนึ่งช่องทางในการประกาศความจริงแก่สังคม (ต่อจาก 2.1)


2.2 คุณภาพของคนทำงานศาสนา



ผมขอพูดเรื่องการทำวารสารต่ออีกนิด โดยจะขอยกตัวอย่างการทำวารสาร "รายเดือน" ของคนหนุ่มที่ชื่ออบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กับการทำวารสาร "รายปี (การศึกษา)" ของบรรดาคนหนุ่มแห่งชมรมนักศึกษามุสลิมตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ



สิ่งที่เมาลานา เมาดูดียฺ ทำให้พวกเราได้ประจักษ์ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ นั่นก็คือ คุณภาพของคนหนุ่มวัยไม่ถึง 30 ปี ที่ลุกขึ้นปกป้องศาสนาที่ตัวเองรักและเทิดทูนเท่าที่ตัวเองจะมีความสามารถ   เมาลานา เมาดูดียฺในวันนั้นก็คงจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับนักศึกษามุสลิมของเราในวันนี้  ซึ่งชอบผลิตวารสารชมรมออกมาปีละ 1 เล่ม หรือถ้าเก่งกว่านั้นก็ 2 เล่ม เป็นวารสารที่เชิญชวญคนไปสู่ศาสนาแบบเบา ๆ เนื้อหาเบา ๆ  คุณภาพก็เบา  อิทธิพลที่มีต่อสังคมก็เบาไปด้วย   ผมเองก็เป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ชอบคุยโวว่าเป็นอันดับ 1 ของประเทศ  และเป็นสมาชิกของชมรมมุสลิมที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้น  ถึงแม้ว่าผมจะรักชมรมมุสลิมที่นั่นมากเพียงไร  แต่ความรักนั้นก็ไม่เป็นเหตุผลที่หักห้ามผลไม่ให้พูดความจริงเรื่องการทำวารสารของชมรม และผมก็คาดว่าชมรมมุสลิมในมหาวิทยาแห่งอื่น ๆ ก็คงประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน (แม้จะแอบหวังลึก ๆ ว่าอย่าให้เป็นเช่นนั้นเลยก็ตาม)



สำหรับชมรมมุสลิมของผมนั้น จะทำวารสารชมรมออกมาปีละ 1 เล่ม เป็นวารสารรายปีที่คลอดยากมาก ต้องใช้บุคลากรในการทำคลอดตั้งหลายคน ทำคลอดกันแบบไม่ค่อยเต็มใจและไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเท่าไหร่ ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ จนปลาย ๆ ปีนั่นแหละถึงจะมาเร่งทำคลอดกัน  ผลที่ออกมาก็เลยได้ทารกเป็นวารสารเบา ๆ ที่มีเนื้อหาเบา ๆ  คุณภาพก็เบา และอิทธิพลที่มีต่อสังคมก็เบาไปด้วย  แต่เมื่อมาเทียบกับเมาลานา เมาดูดียฺคนเดียว ที่ทำวารสารเพียงคนเดียวทุกขั้นตอน แล้วผลิตวารสารออกมาเป็นรายเดือน มิหนำซ้ำเนื้อหาในวารสารยังอัดแน่นไปด้วยอุดมการณ์และแนวคิดของอิสลามที่พร้อมนำเสนอสู่สายตาของชาวโลก นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์และชำแหละระบอบญาฮิลียะฮฺชนิดเห็นโครงสร้างอนาโตมี (กายวิภาค) ของมันเลยทีเดียว  สิ่งนี้บอกอะไรแก่เรา???



มันบอกถึงคุณภาพที่แตกต่างกันของวารสารรายเดือนที่ถูกผลิตโดยคนคนเดียวกับวารสารรายปีที่ผลิตขึ้นโดยแรงของคนนับสิบ  และที่สำคัญกว่านั้น มันบอกถึงคุณภาพที่แตกต่างกันของคนที่ผลิตมันขึ้นมา  พวกเราในฐานะเยาวชนและนักศึกษาจึงควรหันมาทบทวนคุณภาพของตัวเราเอง ว่าขณะนี้มัยอยู่ ณ จุดไหนของบรรดาเยาวชนก่อนหน้าพวกเราที่ได้ต่อสู้เพื่อพิทักษ์หลักการของศาสนา  พวกเรามิใช่หรือที่ถูกเรียกว่าปัญญาชน?  พวกเรามิใช่หรือที่คนทางบ้านต่างก็ฝากความหวังไว้กับเรา?  แล้วไหนเล่าคุณภาพของเราและงานของเราที่ออกสู่สังคม???



ถึงเวลาแล้วครับ ที่ชมรมมุสลิมในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะต้องทบทวนคุณภาพของตัวเอง ทั้งคุณภาพของสมาชิกแต่ละคนและคุณภาพโดยรวมขององค์กร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมรรถภาพในการผลิตวารสารของพวกเรา และคุณภาพของวารสาร รวมทั้งผลดีที่วารสารเหล่านั้นจะมีต่อสังคมมุสลิม    วารสารรายเดือน "ตัรญุมาน อัลกุรอาน" ของเมาลานา เมาดูดียฺ คงจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่การทำวารสารของชมรมมุสลิมในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในด้านความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริงในการรับใช้อิสลาม ความทุ่มเทอุตสาหะของคนทำ และเป็นแบบอย่างในด้านคุณภาพของวารสารที่จะส่งผลต่อสังคม 



ลองคิดดูนะครับว่า คน 1 คนที่ไม่มีอะไรเป็นต้นทุนนอกจากความมุ่งมั่นและความบริสุทธิ์ใจในการรับใช้อิสลามยังสามารถสร้างผลงานที่เขย่าสังคมได้ถึงเพียงนี้  แล้วถ้าชมรมมุสลิมของเราในแต่ละมหาวิทยาลัย (ซึ่งมีไม่ต่ำกว่าชมรมละ 10 คน) ประกอบไปด้วยคนที่มีคุณภาพอย่างเมาลานา เมาดูดียฺ  จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้แก่สังคมได้มากขนาดไหน




"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าสิ่งเลวกับสิ่งดีนั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน และแม้ว่าความมากมายของสิ่งเลวนั้นได้ทำให้ท่านพึงใจก็ตาม จงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด ผู้มีสติบัญญัติทั้งหลาย! เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ"     [อัล-มาอิดะฮฺ 5:100]



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 25, 2011, 05:05:05 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ข้อคิดและบทเรียนจากส่วนที่ 3


2.วารสาร อีกหนึ่งช่องทางในการประกาศความจริงแก่สังคม (ต่อจาก 2.2)


2.3 วารสารในฐานะช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสื่อสารกับสังคม



"วารสาร" แปลกันง่าย ๆ แบบศรีธนญชัยว่า "สารที่ออกตามวาระ" เมื่อพูดถึงวารสาร ผมหมายรวมถึงนิตยสาร หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน



วารสารเป็นช่องทางหนึ่งที่บุคลลหรือกลุ่มคนที่ปราถนาจะสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นในสังคมใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารมาโดยตลอด  มันเป็นกระบอกเสียงต้นทุนต่ำ  เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่คนธรรมดา ๆ ที่มีหัวคิดสามารถนำเรื่องเด่นประเด็นร้อนมาอภิปรายกันโดยไม่ต้องง้อส.ส.ในสภาฯ  ไม่ต้องมีไมโครโฟนหรือลำโพง  ไม่ต้องรอสัมปทานคลื่นวิทยุ  และไม่ต้องตั้งเวทีชุมนุม  ขอแค่มีหัวคิดกับเครื่องพิมพ์ก็สามารถสร้างคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าให้กระทบไปทั่วตลอดแนวชายฝั่งของสังคมได้  ขอแค่มี "หัวคิด" กับเครื่องพิมพ์



เมื่อพูดเช่นนี้  อาจมีพี่น้องบางท่านแย้งขึ้นมาว่า วารสารคงเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว ไม่ทันใจวัยรุ่น  ปัจจุบันนี้มีสื่อมัลติมีเดียออนไลน์ให้เลือกใช้ตั้งเยอะแยะ เช่น คลิปวีดีโอ เป็นต้น  ทั้งสะดวกกว่า ถูกกว่า และไปได้ไกลกว่าด้วย  อันนี้ผมขอยอมรับว่าจริง แต่...ไม่จริงทั้งหมดครับ!



ใครก็ตามที่รู้เรื่องจิตวิทยาการศึกษา โดยเฉพาะจิตวิทยาว่าด้วยการเรียนรู้จะทราบดีว่า การรับสารผ่านทางสื่อออนไลน์เช่นคลิปวีดีโอสั้น ๆ (ซึ่งวัยรุ่นสมัยนี้นิยมกันมากที่สุด) นั้น แม้จะเป็นการรับสารทั้งภาพและเสียง  ทั้งวัจนะและอวัจนภาษาไปพร้อม ๆ กันก็จริง  แต่ก็เป็นการรับรู้ที่มี “ความคงทนของการเรียนรู้” น้อยมาก  เพราะเป็นการรับสารที่ค่อนข้างฉาบฉวย รวดเร็ว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ก่อให้เกิดความรู้สึกนึกคิดแบบไฟไหม้ฟาง อาจจะจับใจแต่ประเดี๋ยวก็ลืม  นอกเสียจากว่าเราจะสื่อสารผ่านละครทีวีหลังข่าวทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมงครึ่งนั่นแหละที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ค่อนข้างถาวร  ถาวรชนิดแทบกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว  ละครหลังข่าว รวมทั้งรายการเกมโชว์ โฆษณา ข่าวบางช่วงบางตอน สารคดีเชิดชูคนบางคน ฯลฯ เป็นเครื่องมือกล่อมสมองคนในสังคมที่ใช้ได้ผลดีกว่าการบิดเบือนและผูกขาดตำราเรียนเสียอีก  แต่มันก็ใช้ต้นทุนสูง  และใครเล่าจะมีสตางค์ลงทุนทำสิ่งเหล่านี้ได้เป็นระยะเวลานาน ๆ นอกจาก “รัฐ” และ “นายทุน”



ดังนั้น “วารสาร” จึงกลายเป็นทางเลือกราคาประหยัดที่บรรดานักเคลื่อนไหวที่มีทุนน้อยพอจะคาดหวังได้ว่า มันจะสร้างการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ให้แก่คนในสังคมอย่างค่อนข้างถาวร ขอแค่มี “หัวคิด” กับเครื่องพิมพ์



ข้อดีอีกประการหนึ่งของวารสารก็คือ มันค่อย ๆ ทยอยออก  ดังนั้นผู้ติดตามจึงค่อย ๆ ทยอยซื้อและทยอยอ่านได้เรื่อย ๆ  และนอกจากนี้ การออกเป็นรายเดือน รายปักษ์ ไตรมาส ฯลฯ ยังเอื้อให้นักคิดนักเคลื่อนไหววิจารณ์สถานการณ์และชี้นำสังคมได้เป็นระยะ ๆ ด้วย   ด้วยเหตุนี้นักเคลื่อนไหวอิสลามหลายท่านจึงเลือกที่จะนำเสนอสารของอิสลามผ่านช่องทางนี้มากกว่าที่จะเขียนเป็นตำราเล่มใหญ่ ๆ ที่จะทำให้มีราคาแพงและเหมาะสำหรับทำเป็นหนังสืออ้างอิงทางวิชาการในหอสมุดมากกว่าจะเป็นคู่มือการเคลื่อนไหวของประชาชน (และเยาวชน) คนเดินถนน



และอบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ก็เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามอีกท่านหนึ่งที่เลือกใช้วิธีนี้  หนังสือตัฟสีร “ตัฟฮีมุลกุรอาน” นั้น แต่เดิมเป็นบทความอรรถาธิบายอัลกุรอานที่เมาลานา เมาดูดียฺ ตีพิมพ์ลงในวารสาร “ตัรญุมาน อัลกุรอาน” เมื่อตีพิมพ์ได้สักระยะหนึ่ง  ท่านจึงมีความคิดที่จะรวบรวมเป็นเล่มฉบับสมบูรณ์ในภายหลัง  หนังสือของท่านอีกหลายเล่มก็มีที่มาในทำนองเดียวกันนี้



อันที่จริงพี่น้องยังสามารถช่วยผมวิเคราะห์เรื่องการทำวารสารนี้ได้กันอีกยาวครับ (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุน กลุ่มเป้าหมาย และลักษณะการส่งผลต่อสังคม)  แต่เพื่อไม่ให้ความเรียงนี้ยืดยาวจนเกินไป  ดังนั้นผมจึงใคร่ขอย้ำก่อนที่จะจบความเรียงในส่วนนี้ว่า “วารสาร” เป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารกับสังคมได้อย่างมีประสิทธิผลที่นักทำงานศาสนาไม่ควรมองข้าม 



...ขอแค่มี “หัวคิด” กับเครื่องพิมพ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2011, 09:54:21 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ข้อคิดและบทเรียนจากส่วนที่ 3


3.การอดทนต่อความยากลำบากในการรับใช้ศาสนา (1)




ในช่วงแรกเริ่มของการทำวารสารนั้น อบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้ใช้เวลาราว 8 ชั่วโมงของแต่ละคืนในการทำวารสาร  โดยจะเริ่มทำตั้งแต่เสร็จจากละหมาดอิชาอ์และจะออกมาจากบ้านอีกทีตอนเสียงอะซานละหมาดศุบหฺดังขึ้น  พูดง่าย ๆ คือไม่ได้นอนในตอนกลางคืน แต่ฝืนดวงตานั่งทำวารสารเพียงคนเดียวทุกขั้นตอน  นอกจากนี้อาหารการกินก็ยากลำบาก  กินน้อย นอนน้อย และพักผ่อนน้อยกว่าเราหลายเท่า  แต่ทำไมถึงมีกำลังวังชาในการทำงานศาสนาอย่างแข็งขันมากกว่าเรา?   เรี่ยวแรงอันมากมายก่อเกิดขึ้นมาจากการอดนอนได้อย่างไร?  ความรู้ที่ละเอียดล้ำลึกและความคิดที่เฉียบคมเกิดขึ้นมาจากการกินเพียงน้ำเปล่า ซุบถั่ว และโรตีเกรดเลว ๆ ได้อย่างไร?  หนังสือกว่า 140 เล่ม และบทความวิชาการเกี่ยวกับอิสลามอีกกว่า 1,000 บทความ เป็นผลงานของคนที่นอนน้อย กินน้อย แทบไม่มีเวลาพักผ่อน กำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก และมีฐานะยากจนได้อย่างไร???



เมื่อหันมาดูพวกเรา  เรากินอะไร? ดื่มอะไร? พักผ่อนกันอย่างไร? สะดวกสบายกันขนาดไหน? เรานอนวันละกี่ชั่วโมง?  แต่ไหนเล่าผลิตผลที่เราผลิตให้แก่ศาสนาของอัลลอฮฺ???  เราไม่ได้กำพร้าใครตั้งแต่เด็ก  เรากินอาหารวันละ 3 มื้ออย่างอิ่มหนำ  เรานั่งเรียนในห้องแอร์  เราหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตด้วยการกระดิกปลายนิ้วลงนนแป้นพิมพ์  เราจับเมาส์ชี้ไปที่อเมริกาเราก็ได้ข้อมูลของอเมริกา ชี้ไปที่ยุโรปก็ได้ข้อมูลของยุโรป ไม่ว่าเราจะชี้ไปที่แอฟริกา เอเชีย หรือโอเชียเนีย ข้อมูลทั้งตัวหนังสือ ถาพ และเสียงก็ปรากฏต่อหน้าเรา เราได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺด้วยการอำนวยความสะดวกมากมาย  แต่ทำไมสิ่งที่เราทำให้กับศาสนาของพระองค์ถึงมีเพียงน้อยนิด?!   



คำตอบที่ผมคิดได้ในตอนนี้ก็คือ  ถ้าคนเราบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ ซื่อสัตย์ต่อสัญญาที่ทำไว้กับพระองค์  มั่นคงในวาจาที่ได้ลั่นออกไปว่าจะรับใช้พระองค์จวบจนชีวิตจะหาไม่ และทุ่มเททำสิ่งเหล่านั้นด้วยความอดทน  ด้วยการยึดมั่นในอัลกุรอานและสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งในแง่เป้าหมายและวิธีการ  ถ้าเรายืนหยัดในสิ่งเหล่านี้  อัลลอฮฺจะทรงอยู่กับเรา จะทรงช่วยเหลือเรา   แม้เราจะด้อยในแง่ของปัจจัยทางวัตถุ  แต่อัลลอฮฺก็จะทรงชดเชยให้แก่เราด้วยการประทานความช่วยเหลือ และเมื่อนั้นสิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น! 




"และแน่นอน อัลลอฮฺได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าที่บะดัรมาแล้วทั้ง ๆ ที่พวกเจ้าเป็นพวกด้อยกว่า..."   [อาลิอิมรอน 3:123]



นั่นคือทุกสิ่งที่เราทำลงไปเพื่ออัลลอฮฺจะได้รับการดูแลและสนับสนุนจากพระองค์ในทุก ๆ ขั้นตอน  อันจะส่งผลให้การงานของเรามีความจำเริญและให้ผลผลิตที่น่าชื่นใจ ผลิบานเหมือนดอกไม้ยามฤดูใบไม้ผลิ  พวยพุ่งด้วยพลังอันบริสุทธิ์เหมือนตาน้ำพุ  ไหลรินอย่างไม่ขาดสายเหมือนลำธารที่ยังความชุ่มชื้นให้แก่ทุก ๆ ที่ที่มันผ่านไป  ให้ร่มเงาเหมือนไม้ใหญ่  เอื้ออารีเหมือนสายลม  มั่นคงเหมือนภูเขา  และกระจ่างชัดเหมือนแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน



เมื่อบรรลุถึงขั้นนี้ คำพูดและการกระทำของเรา การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่งของเรา จะเป็นไปด้วยรัศมีของอัลลอฮฺ ได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากพระองค์ 





“เจ้ามิเห็นดอกหรือว่า อัลลอฮทรงยกอุทาหรณ์ไว้ว่า อุปมาคำพูดที่ดีดั่งต้นไม้ที่ดี รากของมันฝังแน่นลึกมั่นคง และกิ่งก้านของมันชูขึ้นไปในท้องฟ้า  ผลของมันจะออกมาทุกกาลเวลาโดยอนุมัติของพระเจ้าของมัน  และอัลลอฮทรงยกอุทาหรณ์แก่ปวงมนุษย์เพื่อพวกเขาจะได้รำลึก”    [อิบรอฮีม 14:24-25]

 



“ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงเปิดทรวงอกของเขาเพื่ออิสลาม และเขาอยู่บนแสงสว่างจากพระเจ้าของเขา (จะเหมือนกับผู้ที่หัวใจบอดกระนั้นหรือ?)...”   [อัซ-ซุมัร 39:22]





มีต่อครับ อินชาอัลลอฮฺ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2011, 10:09:11 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ข้อคิดและบทเรียนจากส่วนที่ 3


3.การอดทนต่อความยากลำบากในการรับใช้ศาสนา (2)




จากหะดีษกุดสียฺที่รายงานโดยอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ จะช่วยทำให้เราเข้าใจอย่างกระจ่างชัดมากขึ้นไปอีก  ขอให้พี่น้องอ่านมัน...อย่างช้า ๆ ...ด้วยหัวใจที่ใคร่ครวญ  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 


إن الله قال : من عادى لي وليا فقد آذنته بالحرب ، وما تقرب إلي عبدي بشيء أحب إلي مما افترضت عليه ، وما يزال عبدي يتقرب إلي بالنوافل حتى أحبه ، فإذا أحببته : كنت سمعه الذي يسمع به ، وبصره الذي يبصر به ، ويده التي يبطش بها ، ورجله التي يمشي بها ، وإن سألني لأعطينه ، ولئن استعاذني لأعيذنه ،


แท้จริงอัลลอฮฺได้ตรัสว่า “ผู้ใดเป็นศัตรูกับคนรักของข้า แน่แท้ข้าได้ประกาศสงครามกับเขาแล้ว  และบ่าวของข้าจะไม่เข้าใกล้ข้าด้วยสิ่งใดที่จะเป็นที่รักแก่ข้า มากไปกว่าสิ่งที่ข้าได้กำหนดเป็นข้อบังคับ (ฟัรฎู) แก่เขา  และบ่าวของข้ายังคงเข้าใกล้ข้าด้วยสิ่งที่เป็นสุนัตอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งข้ารักเขา  และเมื่อข้ารักเขาแล้ว ข้าก็จะเป็นหูของเขาที่เขาใช้ฟัง เป็นสายตาของเขาที่เขาใช้มอง เป็นมือของเขาที่เขาใช้จับต้อง และเป็นขาของเขาที่เขาใช้เดิน  และหากเขาขอสิ่งใดจากข้า ข้าก็จะให้อย่างแน่นอน  และหากเขาขอความคุ้มครองจากข้า ข้าก็จะคุ้มครองเขาอย่างแน่นอน”  [บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หมายเลข 6502]



อัลลอฮฺตรัสถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ที่ได้สู้รบในยุทธการบัดรฺอันยิ่งใหญ่พร้อมกันกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า  พวกเขาเหล่านั้นล้วนสู้รบโดยอาศัยพลังจากของอัลลอฮฺ 





“พวกเจ้ามิได้ฆ่าพวกเขา แต่ทว่าอัลลอฮฺต่างหากที่ทรงฆ่าพวกเขา  และเจ้ามิได้ขว้างดอกขณะที่เจ้าขว้าง แต่ทว่าอัลลอฮฺต่างหากที่ทรงขว้าง...”   [อัล-อันฟาล 8:17]



และหลายต่อหลายครั้ง ที่ผู้ศรัทธายังได้รับกำลังหนุนจากอัลลอฮฺ เป็น “ความสงบใจ” (สะกีนะฮฺ) และ “หน่วยรบที่มองไม่เห็น” (ด้วยตาเปล่า)  ไม่ว่าจะเป็นการรบที่บัดรฺ (ดูสูเราะฮฺ อาลิ อิมรอน 3:123-125) สงครามหุนัยนฺ (ดูสูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ 9:25-26) สงครามอัล-อะหฺซาบ (ดูสูเราะฮฺ อัล-อะหฺซาบ 33:9) และในเหตุการณ์อันเป็นที่ระทึกขวัญสำหรับบรรดาผู้ศรัทธายิ่งนัก คือเมื่อตอนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กับท่านอบู บักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ซ่อนตัวจากการตามล่าของพวกมุชริกีนมักกะฮฺระหว่างการฮิจเราะฮฺไปยังมะดีนะฮฺ โดยหลบอยู่ในถ้ำกันตามลำพังเพียงสองคน แต่มีอัลลอฮฺทรงเป็นบุคคลที่สาม (ดูสูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ 9:40) 





มีต่ออีกครับ อินชาอัลลอฮฺ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 01, 2011, 02:41:32 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ข้อคิดและบทเรียนจากส่วนที่ 3


3.การอดทนต่อความยากลำบากในการรับใช้ศาสนา (3)




อายะฮฺอัลกุรอานและหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในทำนองนี้ยังมีอีกมากมาย  และตัวอย่างของคนที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัสในการทำงานรับใช้อิสลามแต่กลับมีผลงานที่มากและยิ่งใหญ่เกินกว่างานของคนทั่ว ๆ ไปนับสิบคนมารวมกันนั้น  ตัวอย่างเหล่านี้ยังมีอีกมากมายในประวัติศาสตร์อิสลามของเรา  พูดได้ว่านับไม่ถ้วน  นับตั้งแต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ผู้ที่ชีวประวัติของท่านเป็นดั่งอัญมณียอดมงกุฎแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งมวล มาจนถึงเหล่าเศาะหาบะฮฺผู้เป็นเหมือนดาวประดับฟ้า บรรดาตาบิอีน และผู้ที่ปฏิบัติตามพวกเขาเหล่านั้นด้วยดีจากหมู่ผู้ตามมาในยุคหลังเป็นต้นมา  มีแบบอย่างแห่งการเสียสละ การทุ่มเท การเผชิญกับความยากลำบาก และคุณงามความดีต่าง ๆ ที่หากไม่ถูกรายงานด้วยสายรายงานที่เศาะฮีหฺแล้ว  เราอาจไม่เชื่อว่าคนธรรมดาจะทำได้   ประวัติศาสตร์ของประชาชาติเราร่ำรวยไปด้วยวีรบุรุษและผู้กล้า  ผู้ที่จับปากกาและถือดาบ  และเหล่าผู้ทรงคุณธรรมอีกมากมาย   พวกเขาเหล่านี้ล้วนต้องเจอกับบททดสอบและลิ้มรสกับความยากลำบาก  แต่พวกเขาไม่เคยยอมให้อุปสรรคเหล่านั้นมาทำให้เขาต้องนัิ่งเฉยแล้วนั่งมองสังคมมุสลิมล่มจมไปต่อหหน้าต่อตา   พวกเขาลุกขึ้นสู้แม้ท้องจะหิว กระโจนสู่สนามรบแม้ลำคอจะแห้งเป็นผง  ประจันบาญกับศัตรูแม้ไร้อาวุธ



เมื่อหันมามองดูเรา หรือแม้แต่คนรอบข้างเรา เราจะพบว่าโดยธรรมชาติของชีวิตแล้ว คนเราย่อมต้องเจอปัญหา เจออุปสรรค  ยิ่งเป็นนักทำงานศาสนา เป็นดาอีย์ ยิ่งต้องเจอปัญหามากกว่าคนอื่น  อาจเป็นปัญหาส่วนตัวที่บั่นทอนกำลังใจเราในการทำงาน หรือเป็นปัญหากับครอบครัวที่ทำให้เราคิดหนักเมื่อคิดจะเปลี่ยนแปลงตนเอง ปัญหาจากนายจ้างอาจจะไล่เราออกจากงานหากเราละหมาดตรงเวลาและไปละหมาดวันศุกร์  หรือปัญหาในการทำงาน หรือยิ่งกว่านั้นคือปํหาระหว่างคนทำงานหรือกลุ่มทำงานด้วยกันเอง แต่เราจะยอมให้ปัญหาเหล่านั้นมาขัดขวางเราจากการรับใช้ผู้เป็นเจ้าที่่เรารักมากที่สุดในชีวิตกระนั้นหรือ? 



เราควรจะสู้กับมัน หันหน้าเข้าหามัน มองว่ามันคือบททดสอบและพยายามผ่านมันไปให้ได้  หรือบางที ถ้าเรายังแก้ไม่ได้ก็อาจปล่อยพักมันไว้ก่อน แล้วให้ชีวิตดำเนินต่อไป ให้งานในส่วนที่ดำเนินต่อไปได้มันดำเนินต่อไป   เราอาจมีปัญหาเรื่องความยากจนจนทำให้ต้องออกจากการเรียน  แต่นั่นก็ไมได้หมายความว่าเราจะหมดโอกาสในการทำงานศาสนา   เราอาจตกงานและมีภาระต้องรับผิดชอบครอบครัวจนรัดตัวแน่นไปหมด แต่เราก็ยังหาช่องทางอื่น ๆ ในการรับใช้ศาสนาได้   หรือเราเจอความขัดแย้งบางอย่างของคนในญะมาอะฮฺจนทำให้กิจกรรมบางอย่างต้องถูกยกเลิกไปกลางคัน แต่ก็ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราสามารถทำร่วมกันได้อีกตั้งมากมาย   หรือในตอนแรกเริ่มโครงการมีพี่น้องมากมายในชมรมยืนเคียงข้าง  แต่เมื่อเริ่มโครงการไป สมาชิกกลับร่อยหรอไปทีละคนสองคน จนมาถึงกลางทางกลับเหลือแต่เรากับพี่น้องอีกเพียงไม่่่่่่่่่่กี่คน    หรือเราเห็นพ้องต้องกันหมดแล้วว่าจะจัดค่ายขึ้นมาค่ายหนึ่ง  แต่จวนจะถึงวันจัดค่ายอยู่แล้ว งบฯจะทำค่ายยังหาได้ไม่ถึงครึ่ง  ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้เอาเสียเลย  อย่าเพิ่งล้มเลิกความตั้งใจ  พยายามให้ถึงที่สุดแล้วมอบหมายต่ออัลลอฮฺสิ  อัลลอฮฺทรงรักผู้ที่มอบหมายต่อพระองค์



ในกรณีของเมาลานา เมาดูดียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ  ฐานะยากจน กำพร้าพ่อ ต้องหางานทำตั้งแต่ยังเล็กในขณะที่สถานการณ์ในอนุทวีปอินเดียนั้นเต็มไปด้วยภัยคุกคามต่ออิสลามและมุสลิม  ประชาชาติอิสลามถูกครอบงำทั้งสติปัญญาและถูกยึดครองแผ่นดิน  คิลาฟะฮฺล่มสลาย  รัฐอิสลามถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ  ก็เลยพยายามหาหนทางในการที่จะนำเสนออิสลามกับคนในสังคม  จึงคิดขึ้นมาว่าอยากจะทำวารสาร   แต่แล้วก็เจอปัญหาว่าไม่มีใครจะมาช่วยทำ แทนที่จะท้อและถอดใจ เมาลานา เมาดูดียฺกลับตัดสินใจลงมือทำวารสารนี้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียวแม้จะไม่มีทีมงานก็ตาม  พูดง่าย ๆ ก็คือ  ต่อให้ไม่มีใครช่วยทำฉันก็จะทำ  ต่อให้ต้องก้าวเดินเพียงลำพังบนหนทางที่น่าหวาดกลัว ฉันก็จะเดินก้าวไป "เพราะมันเป็นสิ่งถูกต้องที่ฉันต้องทำ"





ผมขอทิ้งท้ายบทเรียนในส่วนที่ 3 นี้  ด้วยการนำคำพูดของเมาลานา เมาดูดียฺ ที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วมานำเสนออีกครั้งว่า


"ให้อุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่านเป็นเสมือนโขดหินที่อยู่กลางแม่น้ำ  ท่านจะเห็นว่าแม่น้ำแม้จะเจอหินโขดใหญ่ขวางทางอยู่ มันก็ไม่ยอมและไม่เคยหยุดไหล  ถ้ามันไหลข้ามหินไม่ได้ มันก็จะแยกไปทางซ้ายและทางขวาของหินเพื่อที่จะมาบรรจบกันอีกครั้งด้านหลังโขดหิน แล้วไหลไปตามทางของมันต่อไป"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 01, 2011, 03:59:12 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ขั้นรายการนิดหน่อย ด้วยภาพประกอบครับ



เพื่อให้เห็นภาพ  ผมจึงไปค้นหาภาพปกของวารสาร "ตัรญุมาน อัลกุรอาน" ของเมาลานา เมาดูดียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ มาให้พี่น้องได้ยลโฉมกันครับ






ปกหน้า "ตัรญุมาน อัลกุรอาน" ฉบับเดือนพฤศจิกายน ปีแรก (ไม่แน่ใจว่าเป็นแบับแรกหรือเปล่า)







ปกหน้า "ตัรญุมาน อัลกุรอาน" ฉบับพิเศษ 2 เดือนพฤษภาคม ปี 2004  กล่าวถึงชีวประวัติและผลงานของเมาลานา เมาดูดียฺ (ซึ่งเสียชีวิตแล้ว) ศาสตราจารย์คุรชีด อะหฺมัด (ศิษย์เอกคนหนึ่งของเมาลานา เมาดูดียฺ) เป็นบรรณาธิการ







ปกหน้า "ตัรญุมาน อัลกุรอาน" ฉบับเดือนมิถุนายน ปี 2011 ศาสตราจารย์คุรชีด อะหฺมัด เป็นบรรณาธิการ (เข้าใจว่าเป็นบรรณาธิการคนปัจจุบัน)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 02, 2011, 10:18:11 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

HASBEEYALLAH

  • Full Member
  • ***
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 205

"อัลหัมดุลิลลาฮฺ"

"ญะซากัลลอฮุคัยรอน"

รอบริโภคข้อมูลดีๆจากท่านอัษเษารีย์อยู่นะครับ รีบๆนำความรู้ดีๆมาเสริฟได้แล้วครับท่าน เดียวจะทานไม่อร่อยเนื่องจากขาดความต่อเนื่องในการรับประทาน
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
ในระหว่างที่ข้อมูลตอนต่อไปยังไม่พร้อมจะลง  ก็ขอนำเสนอรูปภาพขั้นรายการไปก่อนละกันนะครับ  จะได้ไม่เบื่อ



ขั้นรายการ ครั้งที่ 2





รูปถ่ายอิญาซะฮฺ (Certificate) ที่เมาลานา เมาดูดียฺ ได้รับจาก เมาลานา มุฟตี อัชฟากุรเราะหฺมาน กันดะฮฺละวียฺ (مولانا مفتي أشفاق الرحمن كندهلوي) ผู้เป็นอาจารย์สอนหะดีษแก่ท่าน  โดยเป็นอิญาซะฮฺความรู้ด้านหะดีษ จากตำรา 2 เล่ม คือ "อัล-ญามิอฺ อัต-ติรมิซียฺ" (รู้จักกันในนามสุนัน อัต-ติรมิซียฺ) ของอิมาม อบู อีซา มุฮัมมัด อัต-ติรมิซียฺ และตำรา "อัล-มุวัฏเฏาะอ์" ของอิมาม มาลิก บิน อะนัส อัล-อัศบะฮียฺ โดยมีสายรายงานสืบย้อนไปถึงอิมามผู้เป็นเจ้าของหนังสือทั้งสองท่าน   


ในย่อหน้าสุดท้าย บรรทัดที่สอง เมาลานา อัชฟากุรเราะหฺมานผู้เป็นอาจารย์ได้กล่าวถึงเมาลานา เมาดูดียฺ ผู้เป็นลูกศิษย์ว่า "ขอสรรเสริญอัลลอฮฺ เขาเป็นเยาวชนที่ศอลิหฺ เฉลียวฉลาด ปราดเปรื่อง เหมาะที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และให้การชีแนะ (แก่สังคม)"


ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด (ขอมะอาฟที่ทำการบ้านมาน้อยครับ ^^i) เมาลานา เมาดูดียฺ ได้อิญาซะฮฺฉบับนี้ ในปีค.ศ.1928 เมื่ออายุได้ 25 ปี  ในช่วงที่กำลังทำงานเป็นบรรณาธิการให้กับหนังสือพิมพ์ อัล-ญามิอัต เดลฮี  แสดงว่าทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย  ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาอันไพศาลแก่บรรดาอุละมาอ์ร็อบบานียฺ นักดาอียฺผู้สัตย์จริง และเหล่ามุญาฮิดีนทุกท่าน - อามีน


[ที่มาของภาพ: http://www.flickr.com/photos/syedmaududi/4405385411/in/photostream/ [20 พศจิกายน 2554]]





รูุปถ่ายอิญาซะฮฺ รับรองความรู้ด้านหะดีษ ฟิกฮฺ และวรรณกรรม จากอุละมาอ์ท่านเดียวกัน


[ที่มาของภาพ: http://www.flickr.com/photos/syedmaududi/4406135678/in/photostream/ [20 พฤศิจิกายน 2554]]






รูปถ่ายอิญาซะฮฺ รับรองความรู้ด้านภาษาอาหรับ, บะลาเฆาะฮฺ (วาทศิลป์ในภาษาอาหรับ),วรรณคดี และศาสตร์ต่าง ๆ ว่าด้วยการใช้ตัวบทหลักฐานและสติปัญญา ทั้งที่เป็นรากฐานและแขนงปลีกย่อย  เมาลานา เมาดูดียฺได้รับจากเมาลานา ชะรีฟุลลอฮฺ  สาวาตียฺ


[ที่มาของภาพ: http://www.flickr.com/photos/syedmaududi/4406135672/in/photostream/ [20 พฤศจิกายน 2554]]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2011, 08:26:02 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
เนื้อหาที่ให้ข้อคิดและบทเรียนจากการบรรยายของชัยคฺ มุฮัมมัด มูซา อัช-ชะรีฟ



4.ก่อตั้งญะมาอะฮฺ - วางรากฐานการดะอฺวะฮฺในดินแดนอนุทวีป (1)




-ในปีค.ศ.1938 ย้ายจากเมืองเดฮฺลี (เดลฮี) ไปพำนักอยู่ที่เมืองปัญจาบ  ตามคำแนะนำของสหายรักของท่านคือ อุสตาซ มุฮัมมัด อิกบาล เพื่อวางรากฐานการดะอฺวะฮฺที่นั่น


-ในปีค.ศ.1941 ก่อตั้งญะมาอะฮฺขึ้นเพื่อทำงานศาสนา มีชื่อว่า “ญะมาอัตอิสลามี ” มีสมาชิกรุ่นก่อตั้ง 75 คน


-ปีค.ศ.1947 ปากีสถานได้แยกออกมาจากอินเดียอย่างสมบูรณ์  ในช่วงนี้เมาลานา เมาดูดียฺ พร้อมกับญะมาอะฮฺ ได้ทำหน้าที่ในการต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้แก่มุสลิมที่อพยพ (ฮิจเราะฮฺ) ลี้ภัยจากการกดขี่ของอินเดีย 


-ในระหว่างเส้นทางแห่งการอพยพอันยากลำบากนี้ พี่น้องมุสลิมต้องพบกับอุปสรรคและการตามรังควาญอย่างมากมายจากชาวฮินดูบางคนที่หัวรุนแรง   มีเหตุการณ์หนึ่งที่ขบวนรถไฟของผู้อพยพนับร้อยลอดเข้าอุโมงค์ซึ่งเต็มไปด้วยความมืด  แต่เมื่อออกมาจากอุโมงค์ บนโบกี้รถไฟกลับเต็มไปด้วยซากศพนองเลือดของผู้อพยพทีไร้วิญญาณแล้ว นอกจากเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รอดชีวิต


-เมาลานา เมาดูดียฺถือว่าการพำนักที่บ้านอย่างสงบที่เมืองลาโฮร์ (ในปากีสถาน) ที่เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับตนเอง  ตราบใดที่พี่น้องมุสลิมผู้อพยพมาจากอินเดียยังถูกตามรังควาญ และยังไม่มีถิ่นที่อยู่ในปากีสถาน


-เมาลานา เมาดูดียฺได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้รัฐปากีสถานที่เพิ่งเกิดใหม่ได้ปกครองด้วยชะรีอะฮฺ เป็นผลให้ท่านต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกองทัพปากีสถาน  และทำให้ต้องถูกจับขังคุกหลายครั้งด้วยกัน


-งานอีกด้านหนึ่งที่เมาลานา เมาดูดียฺได้ทำ ซึ่งเป็นงานที่มีความสำคัญมาก นั่นคือการปกป้องอะกีดะฮฺของอิสลามให้รอดพ้นจากฟิตนะฮฺของลัทธนอกรีตก็อดยานียะฮฺ (กอดิยานียะฮฺ) ทำให้ต้องถูกการต่อต้านและวางแผนกำจัดโดยพวกก็อดยานียฺ


-ลัทธิก็อดยานียฺเป็นผลงานที่อังกฤษสร้างขึ้นมาเพื่อฆ่าจิตวิญญาณแห่งการญิฮาดของอิสลามให้ตายลง   


-พวกก็อดยานียฺได้ยุยงและร่วมมือกับอัยยูบ คานในการกำจัดเมาลานา เมาดูดียฺและญะมาอัตอิสลามี


-อัยยูบ คาน ซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการของปากีสถานในสมัยนั้น ได้จับเมาลานา เมาดูดียฺขังคุก และสั่งประหารชีวิต  กษัตริย์สุอูดส่งของซาอุดิอาระเบียจดหมายไปยังอัยยูบ คานเพื่อให้ปล่อยตัว  แต่อัยยูบ คานไม่ยอม 


-ต่อมาเมาลานา เมาดูดียฺก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากมีการยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่หลังจากนั้นในปีค.ศ.1964 ก็ถูกจับขังคุกอีกเป็นเวลานาน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 30, 2011, 07:07:40 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
เนื้อหาที่ให้ข้อคิดและบทเรียนจากการบรรยายของชัยคฺ มุฮัมมัด มูซา อัช-ชะรีฟ



4.ก่อตั้งญะมาอะฮฺ - วางรากฐานการดะอฺวะฮฺในดินแดนอนุทวีป (2)




-ในปีค.ศ.1964 เช่นกัน มะหฺมูด ชีต ค็อฏฏอบ[1]  ได้เดินทางไปยังปากีสถานเพื่อเยี่ยมเมาลานา เมาดูดียฺ  เขาได้เสนอความช่วยเหลือแก่เมาลานา เมาดูดียฺว่าจะช่วยขอร้องผู้นำทหาร (ในขณะนั้น) ให้ช่วยปล่อยตัว  แต่เมาลานา เมาดูดียฺได้ตอบกลับด้วยการเผยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “การสรรเสริญถวายแด่อัลลอฮฺ...ฉันไม่มีวันที่จะร้องขอชีวิตจากพวกทรราชย์ที่โอหังเหล่านั้นเป็นอันขาด  ในเมื่อเราอยู่กับสัจธรรมแล้ว...จะมีอะไรอีกที่เราต้องกลัว”


-การถูกจับกุมคุมขับและทรมานหลายต่อหลายครั้ง และการถูกตัดสินประหารชีวิตไม่ได้ทำให้เมาลานา เมาดูดียฺล้มเลิกความพยายามที่จะทำงานเผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺต่อไป  หลังออกจากคุกท่านได้เริ่มขยายขอบเขตการทำงานดะอฺวะฮฺไปสู่เวทีระหว่างประเทศและเวทีนานาชาติมากขึ้น


-ได้รับรางวัล “ไฟศ็อล ไพรส์ แด่ผู้อุทิศตนรับใช้อิสลาม” (Fisal Prize for Service to Islam) จากกษัตริย์ไฟศ็อลของซาอุดิอาระเบีย  และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺในปีฮ.ศ.1381


-เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรรอบิเฏาะฮฺ (رابطة العالم الإسلامي – Muslim World League) และเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการมัสญิดโลก ( المجلس الأعلى العالمي للمساجد- International Supreme Council for Mosques) และองค์กรมุสลิมอื่น ๆ อีกนับสิบองค์กร ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ


-หลังจากที่ปากีสถานได้แยกออกมาจากอินเดียอย่างสมบูรณ์แล้ว ญะมาอัตอิสลามีก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วน  คือส่วนที่อยู่ที่ปากีสถานและส่วนที่อยู่อินเดีย


-ญะมาอัตอิสลามีได้มีอิทธิพลอย่างมากมายต่อการทำงานศาสนาทั้งในหมู่ชาวมุสลิมที่อินเดียและมุสลิมทั่วไป


-ดร.มุฮัมมัด มูซา อัช-ชะรีฟ (ผู้บรรยาย) หะฟิเซาะฮุลลอฮฺ ได้วิเคราะห์ลักษณะพิเศษที่ทำให้ญะมาอัตอิสลามีทำงานสามารถเคลื่อนไหวในสนามการดะอฺวะฮฺโดยให้ผลลัพธ์ที่กว้างขวางอย่างเป็นรูปธรรมว่าเกิดจากคุณสมบัติ ประการด้วยกัน 2 นั่นคือ

1) องค์ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ (الثقافة الواعية)  เนื่องจากญะมาอัตอิสลามีประกอบไปด้วยสมาชิกที่เป็นอุละมาอ์ นักวิชาการ และปัญญาชนที่มีใจรักอิสลามอยู่มากพอสมควร

2) การทำงานอย่างเป็นระบบ (العمل المُنَظَّم)


-ปีค.ศ.1971/ฮ.ศ.1391 (บางแหล่งบอกว่าค.ศ.1972) เมาลานา เมาดูดียฺ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้นำของญะมาอัตอิสลามี และอุทิศช่วงสุดท้ายของชีวิตแห่งการรับใช้อิสลามให้กับการเขียนหนังสือ


-เสียชีวิตในปีค.ศ.1979 ศพถูกฝังไว้บริเวณบ้านพักที่เมืองลาโฮร์ ประเทศปากีสถาน



____________________________________________
[1] เสียชีวิตในปีค.ศ.1998  เป็นนายทหารมุสลิมชาวอิรักผู้มีอุดมการณ์อิสลาม เขียนหนังสือเกี่ยวกับการทหารตามแนวทางของอิสลามไว้เยอะมาก โดยเฉพาะการวิเคราะห์การทำญิฮาดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ด้วยมุมมองยุทธศาสตร์ทางการทหาร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 30, 2011, 07:02:40 pm โดย الثوري »
บันทึกการเข้า

zunnur@islamicsibling

  • ยามประจำบอร์ด
  • Super Hero Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 988
  • zunnur_islamicsibling
    • เว็บไซต์
บันทึกการเข้า

الثوري

  • กรรมการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1730
จบรึยังอ่ะ?

ยังไม่จบ  อินชาอัลลอฮฺ ปิดเทอมนี้ล่ะ จะมาต่อให้จบครับ
บันทึกการเข้า
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML