كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...
You are here: Fityatulhaq Board - เยาวชนแห่งสัจธรรม » ห้องหนังสือและบทความ » โต๊ะบทความ » 

ความอดทนและการละหมาดคือหนทางแห่งความสำำเร็จ[มุฮตาดีน อัลฮัก]

ผู้เขียน หัวข้อ: ความอดทนและการละหมาดคือหนทางแห่งความสำำเร็จ[มุฮตาดีน อัลฮัก]  (อ่าน 805 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

บก.ชั่วคราว

  • --> บ.ก.ชั่วคราว <--
  • บรรณาธิการบริหาร
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 2745


ความอดทนและการละหมาดคือหนทางแห่งความสำำเร็จ




โดย มุฮฺตะดีน อัลฮัก

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ اسْتَعِينُواْ بِالصَّبْرِ وَالصَّلاَةِ إِنَّ اللّهَ مَعَ الصَّابِرِينَ

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงขอความช่วยเหลือด้วยความอดทนและจงละหมาด แท้ที่จริงแล้วอัลลอฮฺทรงอยู่กับบรรดาผู้ที่อดทนทั้งหลาย อัลบากอเราะฮฺ 153


ความหมายและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องโดยรวม



              การศึกษาเรียนรู้อัลกุรอ่าน เราต้องรู้สึกว่าสิ่งที่เราอ่าน ที่เราศึกษามันมีข้อเกี่ยวผันมันมีประโยชน์ต่อตัวเราและคนในสังคมปัจจุบัน ถ้าใครอ่านอัลกุรอ่าน แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้รับประโยชน์อะไรก็แสดงว่าเขายังไม่ได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ ยังไม่ได้รับทางนำจากพระองค์ เพราะอัลลอฮฺได้บอกว่าอัลกุรอ่านคือความเมตตา คือทางนำ

               สำหรับคนที่ท่องอัลกุรอ่านทั้งเล่ม อ่านอัลกุรอ่านทุกวัน แต่อัลกุรอ่านไม่เคยที่จะให้แสงสว่างในชีวิตของเขา อัลกุรอ่านไม่เคยที่จะเป็นสิ่งที่แก้ปัญหา เป็นทางออกในสิ่งที่ประสบในชีวิตของเขา คนประเภทนี้ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับทางนำจากอัลลอฮฺและขาดทุนที่สุด คนที่กำไรที่สุดในการอ่านอัลกุรอ่านคือ คนที่มองว่าอัลกุรอ่านทั้งเล่มนั้นกำลังพูดถึงเขา โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับข้อตักเตือน  เมื่ออัลลอฮฺได้กล่าวถึงเรื่องราวของคนดี เขาก็มีความรู้สึกว่าอยากเป็นคนดี เมื่ออัลลอฮฺกล่าวถึงเรื่องราวของคนชั่ว เขาก็รู้สึกว่าตัวเขานี่แหละที่เป็นคนชั่ว คนประเภทนี้จะกำไรและประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น ไม่เหมือนคนที่เมื่ออัลลอฮฺได้กล่าวในเรื่องราวของคนดี ก็จะอ้างว่าตัวเองนี่แหละคือคนดี แต่เมื่ออัลลอฮฺได้กล่าวถึงเรื่องราวของคนชั่ว เขาก็รู้สึกว่าเรื่องราวนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตัวเขา คนประเภทนี้จะขาดทุนมากๆและอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตได้

             อัลลอฮฺทรงแนะนำวิธีในการปรับชีวิตของเราให้เป็นคนดี จะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้และจะได้เข้าใจในปัญหาต่างๆด้วยแสงสว่างของอัลกุรอ่านนี้ สำคัญมากที่เราจะต้องศึกษาอายะฮฺดังต่อไปนี้

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ اسْتَعِينُواْ بِالصَّبْرِ وَالصَّلاَةِ إِنَّ اللّهَ مَعَ الصَّابِرِينَ 

            (اسْتَعِينُواْ)    “อิสตาอีนู” เป็นกริยาคำสั่ง รากศัพท์ของคำนี้มาจากคำว่า اِسْتِعَانَة อิสตีอานะฮฺ แปลว่าขอความช่วยเหลือ اسْتَعِينُواْ “จงขอความช่วยเหลือ” จงอาศัย จงรับความช่วยเหลือจากความอดทนและการละหมาด อัลลอฮฺได้กล่าวว่า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอาศัยความอดทน หมายถึงว่า จงขอความช่วยเหลือ จงยืนหยัดด้วยความอดทนและการละหมาดเถิด แท้จริงอัลลลอฮฺทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่อดทนทั้งหลาย อัลกุรอ่านบอกว่าจงอาศัยหมายถึงให้สองสิ่งนี้เป็นสิ่งช่วยให้เรายืนหยัด อายะฮฺนี้ได้ยืนยันใน 2 ประเด็นสำคัญนั้นก็คือ การอดทนและเรื่องการละหมาด

               คำว่า  الصَّبْرِ แปลว่าอดทน แต่บรรดานักวิชาการมากมายได้กล่าวว่า الصَّبْر ในที่นี้หมายถึงการถือศีลอด เพราะท่านรอซูลุลอฮฺ   ได้กล่าวว่า الصَّوْمُ نِصْفُ الصَّبْر"  การถือศีลอดนั้นเป็นครึ่งหนึ่งของการอดทน" ก็จะหมายถึงว่า จงอาศัยเรื่องการถือศีลอด และการละหมาดเพื่อเป็นการยืนหยัด แต่ในความเป็นจริงนั้น การซอบัร มีนัยมากกว่านี้ มีความหมายมากกว่าการอดทน มากกว่าการถือศีลอด (ตัฟซีรอิบนุกาษีร : 1/133 )

             การอดทนหมายถึง “การที่เราได้ระงับตัวจากความผิดจากมุอฺซียัต การอดทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ขึ้นอยู่กับจิตใจ คนที่แข็งแรงไม่ใช่คนที่สามารถล้มคนอื่นได้ แต่คนที่สามารถระงับอารมณ์ตัวเองต่างหากที่เป็นคนที่แข็งแรง”

              ท่านอุมัร อิบนุ ค็อตต็อบได้กล่าวว่า การอดทนมีอยู่ 2 ประเภท ความอดทนเมื่อมีมุซีบะฮฺนั้นเป็นสิ่งที่ดี เช่นบิดาเสียชีวิต มารดาเสียชีวิต ลูกเสียชิวิต รถชน ป่วย สอบตก ก็ต้องอดทน อดทนด้วยความพอใจในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนด แต่สิ่งที่ดีกว่าการอดทนต่อมุซีบะฮฺนั้นก็คือ การอดทนต่อการกระทำความชั่ว ข้อห้ามของอัลลอฮฺ ระงับจากความชั่ว ซึ่งเป็นการอดทนที่ดีเลิศที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ (ตัฟซีรอิบนุกาษีร : 1/133 )  ข้อห้ามของอัลลอฮฺที่ล้อมชีวิตของเรา คนที่สามารถระงับอารมณ์ของเขาหลีกเลี่ยงจากมาฮาริม(ข้อห้ามสิ่งฮารอมต่างๆ)ถือว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด แม้กระทั่งสิ่งที่นำไปสู่สิ่งที่ฮารอมเราก็ต้องหลีกเลี่ยง ใช่มันอาจจะลำบาก มันเป็นสิ่งที่ยากไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ต้องทำให้ได้

           นักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่า การอดทนมีอยู่ 3ประเภท

            ประเภทแรกคือ การอดทนจากการห่างไกลจากสิ่งที่เป็นข้อห้ามของอัลลอฮฺ (الصَّبْرُ عَنْ مَحَارِمِ الله) เพราะสิ่งที่เป็นข้อห้ามนั้นมนุษย์ย่อมมีความอยากที่จะทำ แม้กระทั่งสิ่งที่เราเกลียดแต่พอห้ามแล้ว ก็มีความรู้สึกอยากทำ อยากมี ข้อห้ามมักจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับอารมณ์ความใคร่ของตนเราเอง  เมื่อเกิดความรู้สึกที่อยากทำสิ่งที่ผิด ที่สอดคล้องกับอารมณ์ใฝ่ต่ำ  แต่ทั้งๆที่อยากทำสำหรับผู้ศรัทธาแล้วก็ต้องระงับ ต้องดึงอารมณ์ นัฟซูของเขาให้ได้ เช่น  “จะไปเที่ยวกับเพศตรงข้ามก็อย่าไป จะทำซินาก็อย่าทำ จะดูหนังดูละครก็อย่าดู จะฟังเพลงก็อย่าฟัง จะจุดบุหรี่ก็อย่าจุด ...”

          ประเภทที่สอง การอดทนยืนหยัดในการทำความดี (الصَّبْرُ مِنْ طَاعَةِ الله) ไม่อยากละหมาดจงละหมาด ไม่อยากไปมัสญิดจงไปมัสญิด ไม่อยากอ่านอัลกุรอ่านจงอ่านอัลกุรอ่าน เป็นเรื่องปรกติที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ศาสนาได้ใช้ให้ทำมักจะมีอุปสรรค ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า สวนสวรรค์นั้นถูกล้อมไปด้วยสิ่งที่อันตรายทั้งสิ้นหมายถึงว่า กว่าจะเข้าสวนสวรรค์ก็ต้องผ่านสิ่งที่ชั่วร้าย สิ่งที่เรารังเกียจไม่อยากทำ แต่เราก็ต้องทำ (เพื่อยืนยันว่าเราเป็นผู้ศรัทธา ) แต่สำหรับนรกจะถูกล้อมไปด้วยกับสิ่งที่สอดคล้องกับอารมณ์ใฝ่ต่ำ

            ประเภทที่สาม الصَبْرٌ عِنْدَ الْمُصِيْبَة อดทนในบททดสอบ(มุซีบะฮฺ) ความยากลำบากที่ได้ประสบในชีวิตของเรา (ตัฟซีรอิบนุกาษีร : 1/278 )

              ท่านรอซูลุลอฮฺ   ได้กล่าวว่า “น่าประหลาดจริงๆสำหรับการกำหนด(กอฎออฺ)ของอัลลอฮฺแก่ผู้ศรัทธา ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นความดีสำหรับเขา (นั่นคือ)หากความดีมาประสบแก่เขา เขาก็จะขอบคุณต่ออัลลอฮฺปรากฏว่านั่นเป็นความดีสำหรับเขา แต่ถ้าหากว่าความเดือดร้อนมาประสบกับเขา เขาก็จะอดทนต่อความเดือดร้อนนั้น นั่นก็เป็นความดีสำหรับเขาอีกเช่นกัน” (ตัฟซีรอิบนุกาษีร : 1/ 278)

            ท่านซัยยิด กุฏุบ ได้กล่าวว่า การที่อัลลอฮฺทรงกล่าวถึงความอดทนหลายต่อหลายครั้งในอัลกุรอ่าน นั้นก็เพราะว่าอัลลอฮฺทรงรู้ดีว่าบางประการจะต้องใช้ความพยายามทุ่มเทอย่างมากมายจึงจะสามารถทำสิ่งนั้นให้สำเร็จลุ่ล่วงไปได้ เพราะในระหว่างทางมีตัวแปรและสิ่งชักจูงมากมาย และผู้ที่จะอยู่ในแนวทางที่อัลลอฮฺทรงเรียกร้องได้ ผู้ที่จะยืนต่อสู้กับอุปสรรคและสิ่งที่กีดขว้างต่างๆได้ ผู้ที่จะให้จิตใจยึดมั่น มั่นคงตื่นตัวทั้งภายในและภายนอกในตลอดเวลาได้ จำเป็นที่จะต้องมีความมานะอดทนสูงในทุกประการ เขาจะต้องมีความอดทนในการภักดีต่ออัลลอฮฺ มีความอดทนต่อสิ่งที่ชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง อดทนที่จะต่อสู้กับอุปสรรคด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ อดทนต่อเลห์เหลี่ยมของศัตรูรอบด้าน อดทนต่อความล่าช้าของชัยชนะ อดทนต่อความยากลำบาก อดทนเพื่อเอาชนะโมฆะธรรม อดทนต่อชัยชนะที่มีน้อย อดทนต่อหนทางอันยาวไกล อดทนต่อการถูกโดดเดี่ยว และการหลงผิดของจิตใจผู้คน อดทนต่อสิ่งที่กีดขว้างที่หนักหน่วง และความเจ็บปวดกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทาง (ฟิซิลาลิลกุรอ่าน : 2/57 )

              ท่านยังกล่าวอีกว่า เหตุผลที่อัลลอฮฺทรงให้เราขอความช่วยเหลือหรืออาศัยด้วยการละหมาดนั้นก็เพราะว่า การละหมาดเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างบ่าวกับผู้อภิบาล เป็นความสัมพันธ์ที่จะทำให้จิตใจได้รับพลังความแข็งแกร่ง ทำให้จิตวิญญาณรู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์อภิบาล จากความสัมพันธ์นี้เช่นกันที่จิตจะได้รับเสบียสำหรับการดำรงชีวิตในสากลโลก 

             ท่านมุกอติล อิบนุ ฮัยยานได้กล่าวว่า “จงอาศัยขอความช่วยเหลือในการมุ่งมั่นสู่โลกอาคีเราะฮฺด้วยความอดทนในการปฏิบัติศาสนกิจและการละหมาด” (ตัฟซีรอิบนุกาษีร : 1/ 133) ในการตั้งเป้าหมายชีวิตแห่งโลกอาคีเราะฮฺย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับมุอฺมินผู้ศรัทธา  ผู้ที่เดินทางสู่โลกอาคีเราะฮฺนั่นคือมุอฺมิน  มุอฺมินเปรียบได้กับนักท่องเที่ยว ไปเที่ยวที่ไหนเขารู้ว่าไปแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เขานั้นมีบ้านที่ต้องกลับ มุอฺมินอยู่ในโลกนี้อย่างชั่วคราว และรู้ว่าต้องกลับบ้านนั่นคือ โลกอาคีเราะฮฺ จุดหมายหรือเป้าหมายของเขานั่นคือโลกอาคีเราะฮฺ
ท่านยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่จะมุ่งมั่นสู่โลกอาคีเราะฮฺ อัลลอฮฺสอนให้เขาอาศัย 2 อย่างนี้  นั้นคือความอดทนต่อการปฏิบัติหน้าที่สิ่งวาญิบต่างๆ คำสั่งใช้ของอัลลอฮฺต่างๆ ความอดทนนี่แหละคือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ 

             อิมามอิบนุก็อยยิมได้กล่าวว่า เคล็ดลับของผู้ศรัทธาอยู่ในโลกนี้เขาต้องยืนหยัดด้วยกับการฝืนกิเลส ฝืนความต้องการของตัวเอง เช่นเมื่อได้ยินเสียงอาซานเรียกละหมาด ถ้ามีความรู้สึกที่ไม่อยากลุกไปมัสญิด ไม่อยากอาบน้ำละหมาด ไม่อยากละหมาด อยากอยู่สบายๆ แต่การที่ลุกไปมัสญิดต้องไปอาบน้ำละหมาด เดินทางไปละหมาดมันต้องฝืนกิเลสหลายอย่าง ยิ่งกว่านั้นถ้าเราอยู่ในสภาพที่เราชอบบวกกับสภาพบรรยากาศที่เอื้อเช่นการนอนหลับอย่างสบายๆช่วงเวลาละหมาดซุบฮฺ ยิ่งเป็นการทดสอบที่หนักอึ้ง แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างผู้ศรัทธากับผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาหรือผู้ที่ไม่ค่อยมีความเคร่งครัดนั่นก็คือ เมื่อได้ยินเสียงอาซานแล้วก็จะรู้สึกว่าอัลลลอฮฺกำลังเรียกเขา อัลลอฮฺกำลังเรียกให้เขาเข้าเฝ้าพระองค์ สำหรับผู้ศรัทธาแล้วเขาก็จะน้อมรับคำเรียกร้องนั้นโดยทันทีด้วยการลุกขึ้นไปละหมาดพร้อมกับหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึกในการเป็นบ่าวที่ดี  แต่คนที่ไม่นึกถึงโลกอาคีเราะฮฺก็จะรู้สึกว่าเสียงอาซานนั้นเป็นเสียงที่ทำให้เขาหนวกหู เกิดความรำคาญ  มันเป็นสิ่งที่เราสามารถวัดใจด้วยตัวของเราเองว่าเราเป็นคนที่มุ่งมั่นสู่โลกอาคีเราะฮฺหรือไม่ ?  มีความอดทนในการปฏิบัติศาสนกิจหรือไม่ ? ท่านมุกอติลได้กล่าวว่า เราต้องอดทนต่อหลักการคำสั่งคำบัญชาของอัลลอฮฺ และต้องยืนหยัดในเรื่องการละหมาด อัลลอฮฺใช้เราเรื่องนี้เพื่อช่วยเราในการมุ่งสู่โลกอาคีเราะฮฺ

             ถ้าเราอาศัยการอดทนและการละหมาดในการเป็นตัวช่วยในการพัฒนาชีวิตของเรา แน่นอนย่อมจะทำให้เรามีศักยภาพในการพัฒนาชีวิต  การละหมาดจะปรับวิถีในการดำเนินชิวิตของเรา ในซูเราะฮฺอัลอันกะบูต อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า
اتْلُ مَا أُوحِيَ إِلَيْكَ مِنَ الْكِتَابِ وَأَقِمِ الصَّلَاةَ إِنَّ الصَّلَاةَ تَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاء وَالْمُنكَرِ وَلَذِكْرُ اللَّهِ أَكْبَرُ وَاللَّهُ يَعْلَمُ مَا تَصْنَعُونَ
[29.45] เจ้าจงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮีย์แก่เจ้าจากคัมภีร์และจงดำรงการละหมาด (เพราะ) แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการทำลามกและความชั่วและการรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้นยิ่งใหญ่มาก และ อัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ

             ท่านรอซูลุลลอฮฺ   เมื่อมีปัญหาอะไรบางอย่างก็จะเข้าไปละหมาด นับเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา ท่านรอซูลุลลอฮฺ    จะมุ่งเข้าสู่การละหมาดไปหายาจากอัลลอฮฺ สิ่งที่ท่านมีปัญหาอยู่ก็ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ท่านฮุซัยฟะฮฺได้เล่าเรื่องราวของท่านรอซูลุลลอฮฺ   เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
كان رسول الله صلى الله عليه وسلم إِذَا حَزَبَهُ أَمْرٌ فَزِعَ إِلَى الصَّلاَةِ
“คราใดก็ตามที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เมื่อมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านทุกข์โศก ทำให้ท่านรู้สึกเครียด คิดมาก วิตกกังวล ไม่รู้จะทำอะไร มีปัญหา ไม่รู้จะแก้ไจยังไง  ท่านก็จะวิ่ง จะมุ่งสู่การละหมาดโดยทันที” (ตัฟซีรอิบนุกาษีร : 1/ 133)

            และในอีกหลายๆเหตุการณ์ที่ท่านรอซูลุลลอฮฺ    ได้อาศัยการละหมาดเป็นวิธีการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ เช่นเมื่อครั้งที่เกิดสงครามสมรภูมิบัดรฺในปีฮิจเราะฮฺที่สอง อิมามอะหมัดบันทึกคำบอกเล่าของท่านคอลีฟะฮฺอาลีไว้ว่า “ตลอดคืนก่อนการประจัญบานระหว่างกองทัพมุสลิมและกองทัพฝ่ายศัตรู พวกเราต่างนอนพักเอาแรง มีเพียงท่านรอซูลุลลอฮฺ    เท่านั้นที่ยังคงยืนละหมาดขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺจนรุ่งเช้า”

             และในสงครามอะฮฺซาบในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ห้า ท่านฮุซัยฟะฮฺ บินอัลยะมานเล่าว่า “ ตลอดช่วงเวลาที่กองทัพพันธมิตร(อะฮฺซาบ) ปิดล้อมฝ่ายมุสลิมอยู่นั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺ    เพียรละหมาดและขอดุอาจากอัลลอฮฺให้ทรงช่วยเหลือ และประทานชัยชนะให้แก่กองทัพฝ่ายมุสลิมตลอดทั้งคืนและทุกคืนท่านละหมาดอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งสงครามยุติและมุสลิมเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในที่สุด”

ท่านอนัส อิบนุมาลิกเคยเล่าไว้ว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ    พูดเสมอว่า
إِنَّمَا جُعِلَ قُرَّةُ عَيْنِيْ فِيْ الصَّلاَةِ
ความสุขใจสูงสุดของฉันอยู่ในการละหมาด

               นี้เป็นภาคปฏิบัติของคำสั่งนี้ที่ท่านนบีได้ทำเป็นแบบอย่าง เพราะการละหมาดเป็นสิ่งที่จะช่วยเชื่อมต่อกับอัลลอฮฺที่มีความเชื่อมั่นได้มากที่สุด เป็นการติดต่อกับอัลลอฮฺทางจิตวิญญาณด้วยวะฮฺยูและการดลใจ น้ำพุนี้ยังคงพวยพุ่งในทุกที่ ที่ผู้ศรัทธาจะรับมาเป็นเสบียงสำหรับการเดินทาง เป็นร่มที่พักร้อน เป็นความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ไม่มีที่พึ่งพิงเป็นทรัพย์สินที่คงเหลือทุกเมื่อสำหรับผู้ที่ทรัพย์สินขาดมือ การละหมาดย่อมจะสร้างอะไรสักอย่าง สำหรับคนที่ตระหนักในเรื่องนี้ แต่คนที่ไม่เชื่อตรงนี้ คนที่ไม่เชื่อว่าการละหมาดมีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮฺ ระหว่างบ่าวกับผู้ทรงอภิบาลของเขาคงจะสัมผัสเรื่องนี้ไม่ได้ และการละหมาดก็ย่อมเป็นเรื่องที่เพิ่มความหนักใจให้กับเขามากยิ่งขึ้น จนหลายคนเวลาเกิดปัญหาหรือมีวิกฤติชีวิตก็จะลืมละหมาดและทิ้งละหมาดโดยสิ้นเชิง ในซูเราะฮฺอัลบากอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 45 อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า
وَاسْتَعِينُواْ بِالصَّبْرِ وَالصَّلاَةِ وَإِنَّهَا لَكَبِيرَةٌ إِلاَّ عَلَى الْخَاشِعِينَ
[2.45] และจงขอความช่วยเหลือ ด้วยความอดทนและการนมาซ แน่นอน การนมาซนั้นเป็นงานหนัก แต่ไม่ใช่กับบรรดาผู้ถ่อมตน

             เมื่อรู้สึกเครียดหรือมีปัญหาเพียงได้กล่าวว่า   “อัลลอฮฺ อักบัร” เพื่อเข้าสู่การละหมาด เข้าเฝ้าผู้เป็นเจ้าของชีวิตของเขา วิงวอนต่อพระองค์ ก็เหมือนได้เข้าสู่สวนสวรรค์จริงๆ ท่านอิมามฮะซัน อัลบัศรีย์ได้กล่าวว่า “เราได้ละหมาด เราได้ทำอิบาดะฮฺ เรามีความสุข ถ้าบรรดากษัตริย์หรือคนร่ำรวย ถ้าเขารู้(ว่าเรามีความสุขมากแค่ไหน) เขาจะมาต่อสู้จะมาฆ่าเรา แล้วแย้งความสุขจากเราไป”

             ท่านอิบนุ ญารีรได้รายงานเรื่องราวหนึ่งจากท่านรอซูลุลลอฮฺ   ไว้ว่า “ท่านได้เดินผ่านท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ ซึ่งเขากำลังนอนคว่ำเนื่องด้วยความหิว (ท่านอบีฮุรอยเราะฮฺเป็นซอฮาบะฮฺท่านหนึ่งที่เป็นอะฮฺลุซซุฟฟะฮฺก็คือคนที่อาศัยอยู่ในมัสญิดเนื่องจากไม่มีที่อยู่อาศัยและเป็นคนยากจน อาหารก็ต้องรอให้คนนำมาบริจาค) ท่านรอซูลุลลอฮฺ   เห็นดังกล่าวจึงได้กล่าวว่า ท่านปวดท้องหรือ ? ท่านอบีฮุรอยเราะฮฺก็ได้กล่าวว่า ใช่ครับ ท่านรอซูลุลลอฮฺ   จึงกล่าวว่า ท่านจงลุกขึ้นละหมาด แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นยา(ชีฟาอฺ) สำหรับท่าน” (ตัฟซีรอิบนุกาษีร : 1/134 )   แต่สำหรับคนที่ไม่มีความศรัทธาในคำแนะนำของอิสลามก็ไม่มีความจำเป็นที่เขาต้องปฏิบัติตามคำแนะนำนี้  แน่นอนคนที่เลื่อมใสในคำแนะนำของอิสลามเขาต้องมีความรู้สึกที่ดีขึ้น ถึงแม้อาจจะไม่หายเป็นปลิดทิ้ง แต่อย่างน้อยต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาเห็นและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกว่าการปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ดีกว่ายาของหมออย่างแน่นอน

              แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไป เมื่อมีความรู้สึกเครียดก็จะระบายความเครียดด้วยการเปิดโทรทัศน์ ดูทีวี ดูหนัง ฟังเพลง หมอที่เขารักษาโรคจิต วิธีการรักษาหรือทฤษฎีต่างๆของเขา มันไม่มีพื้นฐานแห่งศาสนา เขาได้ใช้งานวิจัยมาเป็นตัวอ้างอิงเพียงอย่างเดียวซึ่งแน่นอนย่อมมีความจำกัดในเรื่องของประสิทธิผล เช่นเขาได้ไปทำงานวิจัยเกี่ยวกับคนบ้าที่อเมริกา ก็ไปซุ่มคนบ้าจำนวน 300 คน ให้พวกเขาฟังเพลง ก็เผอิญว่า 200 คนโดยปรกติก็มีความชื่นชอบในดนตรีอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังมันก็ช่วยแก้เครียด ก็เลยไปสรุปเป็นทฤษฎีว่าการฟังดนตรีจะช่วยรักษาอาการเครียดได้ แต่เมื่อมาใช้กับผู้ศรัทธาก็ย่อมไม่เกิดผลอย่างแน่นอน  มันคนละเรื่องเหมือนกับว่าเอาน้ำมันผิดประเภทมาใส่เครื่องยนต์ก็อาจจะทำให้เครื่องน็อกเลยก็ได้ เพราะผู้ศรัทธามีองค์ประกอบหลายเรื่องที่ไม่เหมือนกับผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้ปฏิเสธศรัทธามีชัยตอนเป็นผู้คุม เป็นผู้ดูแลเป้าหมายก็คือโลกดุนยา  แน่นอนถ้าจะเอาอัลกุรอ่านมาใช้แก้ปัญหาให้กับผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นก็คงไม่เกิดผลอะไรเช่นเดียวกัน

            (إِنَّ اللّهَ مَعَ الصَّابِرِينَ)  “แท้ที่จริงแล้วอัลลอฮฺทรงอยู่กับบรรดาผู้ที่อดทนทั้งหลาย” เป็นการให้กำลังใจอย่างยิ่งสำหรับผู้อดทน อัลลอฮฺทรงอยู่กับบรรดาผู้ที่อดทน

             ท่านซัยยิด กุฏุบได้กล่าวว่า อัลลอฮฺทรงอยู่กับพวกเขา สนับสนุนพวกเขา ให้ความเข้มแข็งกับพวกเขา ให้พวกเขาสุขุมขึ้น ไม่ปล่อยพวกเขาผ่านทางไปโดยเพียงลำพัง ไม่ปล่อยให้พวกเขาหยุดอยู่กับพละกำลังอันจำกัด พละกำลังอันเล็กๆน้อยๆ ที่มีอยู่ พระองค์ทรงสนับสนุนและเพิ่มพูนเสบียงให้กับพวกเขา ให้กำลังใจ ให้พวกเขามีความตั้งใจตลอดการเดินทางแม้จะยาวไกล พระองค์ทรงเรียกพวกเขาในต้อนต้นอายะฮฺว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย” และสิ้นสุดลงด้วยพระดำรัสที่ว่า “แท้ที่จริงแล้วอัลลอฮฺทรงอยู่กับบรรดาผู้ที่อดทนทั้งหลาย (ฟิซิลาลิลกุรอ่าน 2:60 )


สารัตถะสำคัญที่ได้รับจากบทเรียน



   ความอดทนและการละหมาด...เป็นสิ่งที่จะช่วยให้บรรดาผู้ศรัทธามีความมั่นคงและยืนหยัดในหลักการของศาสนา

   สำหรับคนที่จะมุ่งมั่นสู่โลกอาคีเราะฮฺนั้น จำเป็นสำหรับเขาที่ต้องใช้ความอดทนและการละหมาดในการเป็นตัวช่วยให้เขาบรรลุถึงเป้าหมายนั้น

   การปฏิบัติศาสนกิจที่อัลลอฮฺทรงบัญชามานั้น แน่นอนต้องประสบกับอุปสรรคและความยากลำบากแต่ด้วยการอดทนและการเข้าสู่การละหมาดนี่แหล่ะที่จะช่วยให้เรายืนหยัดในสิ่งนั้นได้

   ทุกๆครั้งที่เรามีปัญหา ต้องการความช่วยเหลือเราอย่าได้ลืมคำแนะนำที่อัลลอฮฺได้ให้ไว้นั้นคือการอดทนและการเข้าสู่การละหมาด

   ทุกๆปัญหาที่เราได้พบเจอมันคือบททดสอบที่อัลลอฮฺได้วางไว้เพื่อที่จะทดสอบพวกเราว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเราที่มีผลงานดียิ่ง ที่เป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง 

   แน่นอนสำหรับคนที่อดทนนั้นพระองค์จะทรงอยู่กับเขา ช่วยเหลือเขา ไม่ปล่อยเขาให้เผชิญกับอุปสรรคโดยตามลำพัง



คำถามหลังบทเรียน


   ทุกๆครั้งที่เราประสบกับปัญหา เราได้หาทางออกด้วยวิธีการใดบ้าง ?

   เราเคยตอบสนองในคำแนะนำที่อยู่ในอายะฮฺนี้หรือมั้ย ?

   เมื่อเรามีปัญหา ต้องการความช่วยเหลือ เราจะเข้าไปปรึกษา ไปขอความช่วยเหลือจากใครมากที่สุด ?

   เราได้เตรียมพร้อมในการเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการปฏิบัติศาสนกิจหรือไม่ ?

   ความอดทนและการละหมาดได้มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราอย่างไรบ้าง ?

   เราได้เชื่อมั่นในคำสัญญาของอัลลอฮฺว่าพระองค์จะทรงอยู่ร่วมกับบรรดผู้ที่อดทนหรือไม่ ?




บันทึกการเข้า
>>>>>>>>>> [ร็อบบานีย์|คอลีฟะฮฺ|ญะมาอะฮฺ] <<<<<<<<<<<

 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML