การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ศานติและความเมตตาจงประสบแด่ท่านนบีมุฮัมมัด บรรดาสาวกของท่าน และผู้ปฏิบัติตนตามแนวทางของท่าน
พระองค์อัลลอฮฺได้สร้างโลกมาและได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ และด้วยกับความยุติธรรมและความเมตตาของพระองค์ๆ จึงบอกมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยให้รู้ว่า เหตุใดพระองค์จึงได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาอยู่บนโลกนี้ มนุษย์จะต้องทำตัวเช่นไรในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ตายแล้วเขาจะมีสภาพเป็นเช่นไร สวรรค์ และ นรก มีจริงหรือไม่ อย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นความชั่ว ทำแล้วมีบาป อันส่งผลนำพาเราไปสู่นรก และอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นความดี ทำแล้วเกิดเป็นผลบุญ อันส่งผลนำพาเราไปสู่ สวรรค์ สิ่งต่างๆเหล่านี้มนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้ถูกสร้างไม่อาจที่จะตอบคำถามเหล่านี้เองได้ นอกจากจะต้องให้ผู้ที่เป็นเจ้าของชีวิตของมนุษย์ และเจ้าของสวรรค์ และเจ้าของนรกเป็นผู้ตอบ เฉกเช่นคนๆหนึ่งไปสมัครกับบริษัทแห่งหนึ่ง แน่นอนที่สุดในขณะที่เขาผู้นั้นอยู่ในบริษัทแห่งนั้น เขาก็จะต้องปฏิบัติตัวตาม กฎข้อบังคับของบริษัทแห่งนั้น และถ้าจะถามว่า กฎข้อบังคับของบริษัทแห่งนั้นถูกกำหนดโดยคนๆนั้นที่ไปสมัครงานกับบริษัทแห่งนั้นเอง หรือว่า ถูกกำหนดโดยเจ้าของหรือ ผู้มีอำนาจสูงสุดของบริษัท แน่นอนคำตอบที่จะได้รับก็คือ ว่า กฎข้อบังคับของบริษัทแห่งนั้นจะต้องถูกกำหนดโดย เจ้าของหรือ ผู้มีอำนาจสูงสุดของบริษัทนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่จะมีอำนาจเด็ดขาดที่สุดที่จะเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบให้กับมนุษย์ในขณะที่เขาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็คือผู้ที่ เป็นเจ้าของโลก หรือผู้ที่ได้สร้างโลกขึ้นมานั่นเอง และผู้นั้นก็คือ พระองค์อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง
พระองค์อัลลอฮฺทรงใช้วิธีที่จะบอกถึงเจตนารมณ์หรือเป้าหมายที่พระองค์ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลกใบนี้โดยผ่านทางศาสดาแต่ละท่านที่พระองค์ได้แต่งตั้งมาในยุคสมัยและสถานที่ต่างๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงมอบมาให้กับบรรดาศาสดาก็คือ คัมภีร์ โดยในคัมภีร์ก็จะมีหลักคำสอนทั้งในภาคความเชื่อ และ การปฏิบัติต่างๆ ให้มนุษย์ยุคนั้นๆได้ปฏิบัติตาม พร้อมกับคำตอบต่อคำถามที่ว่า ตายแล้วไปไหน สวรรค์ นรก มีจริงไหม มนุษย์จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ อย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นความชั่ว และอย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นความดี และคำถามต่างๆนาๆ ที่มนุษย์ผู้ถูกสร้างไม่สามารถตอบเองได้
แต่เป็นที่น่าเศร้าที่คัมภีร์ที่เล่มต่างๆที่พระองค์อัลลลอฮฺได้ทรงประทานให้กับศาสดาท่านต่างๆที่มีมาก่อนหน้านี้นั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปหมดแล้ว หาฉบับที่แท้จริงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺได้กล่าวเอาไว้ให้เราได้รู้ในคัมภีร์เล่มสุดท้าย นั้นคือคัมภีร์อัล-กุรอานว่า:
“ ดังนั้นความวิบัติจะได้แก่บรรดาผุ้ที่เขียนคัมภัร์ขึ้นด้วยมือของคตนเอง แล้วกล่าวว่า นี่แหละมาจากอัลลอฮ์ เพื่อพวกเขาจะได้นำมันไปแลกเปลี่ยนกับราคาอันเล็กน้อยดังนั้นความวิบัติจะได้แก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่มือของพวกเขาได้เขียนขึ้นและความวิบัตินั้นจะได้แก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาแสวงหาไว้ ” ( ความหมายอัล-กุรอาน บทอัล-บะเกาะเราะฮฺ บทที่ 2 โองการที่ 79 )
แต่ด้วยกับความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺ และด้วยกับพระประสงค์ของพระองค์ๆจึงส่งศาสดาท่านสุดท้ายมา พร้อมกับคัมภีร์เล่มสุดท้าย นั่นคือคัมภีร์อัล-กุรอาน และพระองค์ยังสัญญาเอาไว้อีกด้วยว่า จะไม่ให้ใครมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขคัมภีร์เล่มนี้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น คัมภีร์อัล-กุรอานจึงเป็นคัมภีร์ที่บริสุทธิร้อยเปอร์เซ็น เจตนารมณ์ หรือความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อมนุษย์จึงหาได้ในเฉพาะคัมภีร์อัล-กุรอานเพียงเท่านั้น เพราะคัมภีร์อัล-กุรอานนี้เป็นพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺล้วนๆไม่มีคำพูดมนุษย์เข้ามาเจือปนเลยแม้แต่น้อย
“ แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน(อัลกุรอาน)ลงมา และแท้จริงเราเป็นผุ้รักษามันอย่างแน่นอน ”
( ความหมายอัล-กุรอาน บทอัล-อัลฮิจรฺ บทที่ 15 โองการที่ 9 )
มีคำถามหนึ่งที่ต้องการถามท่านผู้อ่าน นั่นก็คือ สมมุติว่าคุณกำลังเห็นคนที่กำลังจะตกไปจากหน้าผาและข้างล่างหน้าผานั้นเต็มไปด้วยกองไฟ ถ้าเป็นคุณๆจะช่วยคนๆนั้นไหม ? แน่นอนที่สุดว่า คุณจะต้องช่วยคนๆนั้นให้รอดพ้นจากการตกหน้าผา .... แล้วจะเป็นอย่างไรเหล่า สำหรับพี่น้องชาวต่างศาสนิกที่อยู่รอบตัวเรา เราไม่คิดที่จะสงสารเขาบ้างหรือ สภาพของพวกเขานั้น ยิ่งไปกว่าคนที่กำลังตกหน้าผาที่ข้างล่างเต็มไปด้วยไฟเสียอีก.... เราไม่คิดที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะช่วยเขาบ้างเลยหรือ ?
ด้วยเหตุนี้เอง การเผยแพร่อิสลามอย่างถูกวิธี อย่างมีเทคนิค จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่จะต้องนำอิสลามไปให้กับพี่น้องชาวต่าง ศาสนิกของเรา โดยสอนให้เขาได้รู้ว่าพระผู้สร้างที่แท้จริงของเขาคือใคร พระผู้เป็นเจ้าของชีวิตที่แท้จริงของเขาคือใคร เราจะต้องพิสูจน์ให้เขาได้เห็นด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพ ท่านผู้อ่านลองคิดอยู่ว่า เรามุสลิมที่อยู่ในประเทศไทยจะมีสภาพเป็นเช่นไร ถ้าผู้คนในสมัยท่าน นบี และหลังจากท่านนบีไม่มีความกระตือรือร้นในการ นำอิสลามไปสอนให้กับต่างศาสนิก... ตัวเองรู้ว่าอิสลามเป็นแนวทางเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องและสามารถพิสูจน์ได้ด้วย... แต่กระนั้นก็ตามเขาเหล่านั้นกลับเก็บอิสลามที่เขาภูมิใจนักภูมิใจหนาเอาไว้คนเดียว โดยที่ไม่ได้นำไปบอกกล่าวแก่ผู้ใด และในที่สุดก็ตายจากโลกไปพร้อมกับอิสลามที่มีกับเขาเพียงผู้เดียว.... ท่านผู้อ่านคิดดูก็แล้วกัน ถ้าผู้คนในยุคสมัยก่อนทำเช่นนี้ ถามว่า อิสลามจะมาถึงประเทศไทยในทุกวันนี้ไหม?? และถ้าคนในยุคก่อนสมัยก่อนไม่มีความมุ่งมั่นที่จะนำอิสลามไปให้ต่างศาสนิกแล้ว ตอนนี้เราที่อยู่ในประเทศไทยจะมีสภาพเป็นเช่นไรกัน? ... ไม่เป็นพุทธ ก็เป็นพราหมณ์ ฮินดู... เพราะก่อนที่อิสลามจะเข้ามาในประเทศไทยนั้น ศาสนาและความเชื่อที่ผู้คนนับถือกันอยู่ก็คือ พุทธ กับพราหมณ์ ฮินดู แต่เป็นเพราะความมุ่งมั่นในการเผยแพร่อิสลามของมุสลิมในอดีตใช่ไหม เราจึงมีอิสลามอยู่จนถึงทุกวันนี้ได้? เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราจะเห็นแก่ตัวอย่างไม่น่าให้อภัยใช่ไหมที่จะเก็บอิสลามอันมีคุณค่าอย่างที่จะหาอะไรมาเปรียบได้เอาไว้กับเราเอง? และปล่อยให้มันตายไปกับเราโดยที่ไม่นำไปให้ผู้คนอีกจำนวนมากที่เขาไม่รู้ ... เคยถามตัวเองบ้างไหม? ถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่เราจะต้องเรียนรู้วิธีการนำอิสลามไปให้กับชาวต่างศาสนิกอย่างมีประสิทธิภาพ
“ จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่าแท้จริงพระเจ้าของพระองค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง ” ( ความหมายอัล-กุรอาน บทอัล-อันนะหฺลฺ บทที่ 16 โองการที่ 125 )
การนำอิสลามไปให้กับพี่น้องชาวต่างศาสนิกนั้น อาจะทำได้โดยการพูดคุยกัน ถ้าเรามีความสามารถ และได้รับการฝึกฝนไปอย่างดี หรือถ้าไม่มีความสามารถที่จะทำได้ก็อาจจะทำโดยการ นำหนังสือ หรือ ซีดี ดีวีดี ไปให้แจกจ่ายให้กับเขา หรืออาจจะได้โดยการส่ง อีเมลล์ไปยังเมลล์ต่างๆของพี่น้องชาวต่างศาสนิก วางแผนให้ดีว่า เป้าหมายของเราคือใคร ผู้นั้น มีความเชื่อในพระเจ้าหรือยัง ถ้าเขาผู้นั้นยังไม่เชื่อในพระเจ้า เราจะมีวิธีที่จะพิสูจน์ให้เขารู้ได้อย่างไร หรือ ถ้าเขาเชื่อในพระเจ้าแล้ว วิเคราะห์ดูว่า ความเชื่อหลักของเขาคืออะไร และเราจะมีวิธีชี้แจงหักล้างความเชื่อที่ผิดๆนั้นได้อย่างไร ...อย่าลืมที่จะถามตัวเองว่า เป้าหมายของเราคือใคร และเราจะนำอะไรไปให้กับเขา ส่วนข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นนั้นเรารู้เอาไว้บ้างก็จะเป็นการดี... รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ... ขอให้ทุกคนเพียงได้ทำงานอันมีเกียรติตรงนี้ก็แล้วกันจะมากหรือจะน้อยก็แล้วแต่กำลังความสามารถของแต่ละคน แต่ขอให้ได้ทำงานนี้ก็แล้วกัน แล้วพระองค์อัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือเรา ( อินชาอัลลอฮฺ ) สุดท้ายนี้ขอจบท้ายบทความนี้ด้วยกับ พระดำรัสของพระผู้สร้างที่แท้จริงของเรา ซึ่งมีความหมายว่า:
“ จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “นี่คือแนวทางของฉัน ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์อย่างประจักษ์แจ้งทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮ์ ฉันมิได้อยู่ในหมู่ตั้งภาคี” ( ความหมายอัล-กุรอาน บทยูซุฟ บทที่ 12 โองการที่ 108 )
เป็นบทความที่บังชารีฟ วงค์เสงี่ยม เขียนลงในคู่มือค่ายเราคือเยาวชนแห่งสัจธรรมครั้งที่ 5