كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...
You are here: Fityatulhaq Board - เยาวชนแห่งสัจธรรม » ห้องหนังสือและบทความ » โต๊ะบทความ » 

เรียกร้องสู่สัจธรรม โดย ชาีีรีฟ วงค์เสงี่ยม

ผู้เขียน หัวข้อ: เรียกร้องสู่สัจธรรม โดย ชาีีรีฟ วงค์เสงี่ยม  (อ่าน 475 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
เรียกร้องสู่สัจธรรม

               การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ศานติและความเมตตาจงประสบแด่ท่านนบีมุฮัมมัด บรรดาสาวกของท่าน และผู้ปฏิบัติตนตามแนวทางของท่าน
 
               พระองค์อัลลอฮฺได้สร้างโลกมาและได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ และด้วยกับความยุติธรรมและความเมตตาของพระองค์ๆ จึงบอกมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยให้รู้ว่า เหตุใดพระองค์จึงได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาอยู่บนโลกนี้ มนุษย์จะต้องทำตัวเช่นไรในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ตายแล้วเขาจะมีสภาพเป็นเช่นไร  สวรรค์ และ นรก มีจริงหรือไม่ อย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นความชั่ว ทำแล้วมีบาป อันส่งผลนำพาเราไปสู่นรก และอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นความดี ทำแล้วเกิดเป็นผลบุญ อันส่งผลนำพาเราไปสู่ สวรรค์  สิ่งต่างๆเหล่านี้มนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้ถูกสร้างไม่อาจที่จะตอบคำถามเหล่านี้เองได้ นอกจากจะต้องให้ผู้ที่เป็นเจ้าของชีวิตของมนุษย์ และเจ้าของสวรรค์ และเจ้าของนรกเป็นผู้ตอบ  เฉกเช่นคนๆหนึ่งไปสมัครกับบริษัทแห่งหนึ่ง แน่นอนที่สุดในขณะที่เขาผู้นั้นอยู่ในบริษัทแห่งนั้น เขาก็จะต้องปฏิบัติตัวตาม กฎข้อบังคับของบริษัทแห่งนั้น และถ้าจะถามว่า  กฎข้อบังคับของบริษัทแห่งนั้นถูกกำหนดโดยคนๆนั้นที่ไปสมัครงานกับบริษัทแห่งนั้นเอง หรือว่า ถูกกำหนดโดยเจ้าของหรือ ผู้มีอำนาจสูงสุดของบริษัท แน่นอนคำตอบที่จะได้รับก็คือ ว่า  กฎข้อบังคับของบริษัทแห่งนั้นจะต้องถูกกำหนดโดย เจ้าของหรือ ผู้มีอำนาจสูงสุดของบริษัทนั้น  ฉันใดก็ฉันนั้น  ผู้ที่จะมีอำนาจเด็ดขาดที่สุดที่จะเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบให้กับมนุษย์ในขณะที่เขาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็คือผู้ที่ เป็นเจ้าของโลก หรือผู้ที่ได้สร้างโลกขึ้นมานั่นเอง และผู้นั้นก็คือ พระองค์อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง

              พระองค์อัลลอฮฺทรงใช้วิธีที่จะบอกถึงเจตนารมณ์หรือเป้าหมายที่พระองค์ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลกใบนี้โดยผ่านทางศาสดาแต่ละท่านที่พระองค์ได้แต่งตั้งมาในยุคสมัยและสถานที่ต่างๆ   และอีกสิ่งหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงมอบมาให้กับบรรดาศาสดาก็คือ คัมภีร์  โดยในคัมภีร์ก็จะมีหลักคำสอนทั้งในภาคความเชื่อ และ การปฏิบัติต่างๆ ให้มนุษย์ยุคนั้นๆได้ปฏิบัติตาม พร้อมกับคำตอบต่อคำถามที่ว่า ตายแล้วไปไหน  สวรรค์ นรก มีจริงไหม  มนุษย์จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้  อย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นความชั่ว และอย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นความดี และคำถามต่างๆนาๆ ที่มนุษย์ผู้ถูกสร้างไม่สามารถตอบเองได้
 
              แต่เป็นที่น่าเศร้าที่คัมภีร์ที่เล่มต่างๆที่พระองค์อัลลลอฮฺได้ทรงประทานให้กับศาสดาท่านต่างๆที่มีมาก่อนหน้านี้นั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปหมดแล้ว หาฉบับที่แท้จริงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺได้กล่าวเอาไว้ให้เราได้รู้ในคัมภีร์เล่มสุดท้าย นั้นคือคัมภีร์อัล-กุรอานว่า:
               
              “ ดังนั้นความวิบัติจะได้แก่บรรดาผุ้ที่เขียนคัมภัร์ขึ้นด้วยมือของคตนเอง แล้วกล่าวว่า นี่แหละมาจากอัลลอฮ์ เพื่อพวกเขาจะได้นำมันไปแลกเปลี่ยนกับราคาอันเล็กน้อยดังนั้นความวิบัติจะได้แก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่มือของพวกเขาได้เขียนขึ้นและความวิบัตินั้นจะได้แก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาแสวงหาไว้ ” ( ความหมายอัล-กุรอาน บทอัล-บะเกาะเราะฮฺ บทที่ 2 โองการที่ 79 )
 
              แต่ด้วยกับความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺ และด้วยกับพระประสงค์ของพระองค์ๆจึงส่งศาสดาท่านสุดท้ายมา พร้อมกับคัมภีร์เล่มสุดท้าย นั่นคือคัมภีร์อัล-กุรอาน และพระองค์ยังสัญญาเอาไว้อีกด้วยว่า จะไม่ให้ใครมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขคัมภีร์เล่มนี้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น คัมภีร์อัล-กุรอานจึงเป็นคัมภีร์ที่บริสุทธิร้อยเปอร์เซ็น เจตนารมณ์ หรือความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อมนุษย์จึงหาได้ในเฉพาะคัมภีร์อัล-กุรอานเพียงเท่านั้น เพราะคัมภีร์อัล-กุรอานนี้เป็นพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺล้วนๆไม่มีคำพูดมนุษย์เข้ามาเจือปนเลยแม้แต่น้อย

              “ แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน(อัลกุรอาน)ลงมา และแท้จริงเราเป็นผุ้รักษามันอย่างแน่นอน ”
              ( ความหมายอัล-กุรอาน บทอัล-อัลฮิจรฺ บทที่ 15 โองการที่ 9 )
 
              มีคำถามหนึ่งที่ต้องการถามท่านผู้อ่าน นั่นก็คือ สมมุติว่าคุณกำลังเห็นคนที่กำลังจะตกไปจากหน้าผาและข้างล่างหน้าผานั้นเต็มไปด้วยกองไฟ ถ้าเป็นคุณๆจะช่วยคนๆนั้นไหม ? แน่นอนที่สุดว่า คุณจะต้องช่วยคนๆนั้นให้รอดพ้นจากการตกหน้าผา .... แล้วจะเป็นอย่างไรเหล่า สำหรับพี่น้องชาวต่างศาสนิกที่อยู่รอบตัวเรา เราไม่คิดที่จะสงสารเขาบ้างหรือ สภาพของพวกเขานั้น ยิ่งไปกว่าคนที่กำลังตกหน้าผาที่ข้างล่างเต็มไปด้วยไฟเสียอีก.... เราไม่คิดที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะช่วยเขาบ้างเลยหรือ ? 

              ด้วยเหตุนี้เอง การเผยแพร่อิสลามอย่างถูกวิธี อย่างมีเทคนิค จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่จะต้องนำอิสลามไปให้กับพี่น้องชาวต่าง      ศาสนิกของเรา โดยสอนให้เขาได้รู้ว่าพระผู้สร้างที่แท้จริงของเขาคือใคร พระผู้เป็นเจ้าของชีวิตที่แท้จริงของเขาคือใคร  เราจะต้องพิสูจน์ให้เขาได้เห็นด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพ ท่านผู้อ่านลองคิดอยู่ว่า เรามุสลิมที่อยู่ในประเทศไทยจะมีสภาพเป็นเช่นไร ถ้าผู้คนในสมัยท่าน  นบี และหลังจากท่านนบีไม่มีความกระตือรือร้นในการ นำอิสลามไปสอนให้กับต่างศาสนิก... ตัวเองรู้ว่าอิสลามเป็นแนวทางเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องและสามารถพิสูจน์ได้ด้วย... แต่กระนั้นก็ตามเขาเหล่านั้นกลับเก็บอิสลามที่เขาภูมิใจนักภูมิใจหนาเอาไว้คนเดียว โดยที่ไม่ได้นำไปบอกกล่าวแก่ผู้ใด และในที่สุดก็ตายจากโลกไปพร้อมกับอิสลามที่มีกับเขาเพียงผู้เดียว.... ท่านผู้อ่านคิดดูก็แล้วกัน   ถ้าผู้คนในยุคสมัยก่อนทำเช่นนี้ ถามว่า อิสลามจะมาถึงประเทศไทยในทุกวันนี้ไหม??  และถ้าคนในยุคก่อนสมัยก่อนไม่มีความมุ่งมั่นที่จะนำอิสลามไปให้ต่างศาสนิกแล้ว ตอนนี้เราที่อยู่ในประเทศไทยจะมีสภาพเป็นเช่นไรกัน?  ... ไม่เป็นพุทธ ก็เป็นพราหมณ์ ฮินดู...  เพราะก่อนที่อิสลามจะเข้ามาในประเทศไทยนั้น ศาสนาและความเชื่อที่ผู้คนนับถือกันอยู่ก็คือ พุทธ กับพราหมณ์ ฮินดู  แต่เป็นเพราะความมุ่งมั่นในการเผยแพร่อิสลามของมุสลิมในอดีตใช่ไหม เราจึงมีอิสลามอยู่จนถึงทุกวันนี้ได้?  เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราจะเห็นแก่ตัวอย่างไม่น่าให้อภัยใช่ไหมที่จะเก็บอิสลามอันมีคุณค่าอย่างที่จะหาอะไรมาเปรียบได้เอาไว้กับเราเอง?  และปล่อยให้มันตายไปกับเราโดยที่ไม่นำไปให้ผู้คนอีกจำนวนมากที่เขาไม่รู้ ... เคยถามตัวเองบ้างไหม?  ถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่เราจะต้องเรียนรู้วิธีการนำอิสลามไปให้กับชาวต่างศาสนิกอย่างมีประสิทธิภาพ 

               “ จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่าแท้จริงพระเจ้าของพระองค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง ” ( ความหมายอัล-กุรอาน บทอัล-อันนะหฺลฺ บทที่ 16 โองการที่ 125 )

              การนำอิสลามไปให้กับพี่น้องชาวต่างศาสนิกนั้น อาจะทำได้โดยการพูดคุยกัน ถ้าเรามีความสามารถ และได้รับการฝึกฝนไปอย่างดี หรือถ้าไม่มีความสามารถที่จะทำได้ก็อาจจะทำโดยการ นำหนังสือ หรือ ซีดี  ดีวีดี ไปให้แจกจ่ายให้กับเขา  หรืออาจจะได้โดยการส่ง    อีเมลล์ไปยังเมลล์ต่างๆของพี่น้องชาวต่างศาสนิก  วางแผนให้ดีว่า เป้าหมายของเราคือใคร ผู้นั้น มีความเชื่อในพระเจ้าหรือยัง  ถ้าเขาผู้นั้นยังไม่เชื่อในพระเจ้า เราจะมีวิธีที่จะพิสูจน์ให้เขารู้ได้อย่างไร หรือ ถ้าเขาเชื่อในพระเจ้าแล้ว วิเคราะห์ดูว่า ความเชื่อหลักของเขาคืออะไร และเราจะมีวิธีชี้แจงหักล้างความเชื่อที่ผิดๆนั้นได้อย่างไร ...อย่าลืมที่จะถามตัวเองว่า เป้าหมายของเราคือใคร และเราจะนำอะไรไปให้กับเขา  ส่วนข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นนั้นเรารู้เอาไว้บ้างก็จะเป็นการดี... รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง  ... ขอให้ทุกคนเพียงได้ทำงานอันมีเกียรติตรงนี้ก็แล้วกันจะมากหรือจะน้อยก็แล้วแต่กำลังความสามารถของแต่ละคน  แต่ขอให้ได้ทำงานนี้ก็แล้วกัน  แล้วพระองค์อัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือเรา ( อินชาอัลลอฮฺ )   สุดท้ายนี้ขอจบท้ายบทความนี้ด้วยกับ พระดำรัสของพระผู้สร้างที่แท้จริงของเรา ซึ่งมีความหมายว่า:

               “ จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “นี่คือแนวทางของฉัน  ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์อย่างประจักษ์แจ้งทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮ์ ฉันมิได้อยู่ในหมู่ตั้งภาคี” ( ความหมายอัล-กุรอาน บทยูซุฟ  บทที่ 12 โองการที่ 108 )



เป็นบทความที่บังชารีฟ วงค์เสงี่ยม เขียนลงในคู่มือค่ายเราคือเยาวชนแห่งสัจธรรมครั้งที่ 5
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 04, 2009, 01:19:54 pm โดย muhtadeen alhaq »
บันทึกการเข้า
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML