ฮิจญ์เราะฮฺ : บทเรียนที่ต้องทบทวน
เค้าโครงจากอิมาม อัลมะดีนะฮฺ อัลมุเนาวะเราะฮฺ อะลี อับดุรเราะหฺมาน อัลหุซัยฟี่ และชัยคฺอุสามะฮฺ ค็อยยาต
แปลและเรียบเรียงโดยอบูมุฮัมมัด ฮนิส อิดรีส
ตรวจทานโดย คณะกรรมการวิชาการและทีมพิสูจน์อักษร
----------------------
พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย การทำให้ศาสนาสมบูรณ์นั้นเป็นภาระ หน้าที่และความพยายามที่ยิ่งใหญ่ ด้วยเป้าหมายอันสูงส่งและด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดของผู้รับผิดชอบต่อภารกิจอันสำคัญนี้ ด้วยการเสียสละทั้งเวลาและทรัพย์สิน ถึงแม้ว่าชีวิตจะตกอยู่ในภาวะอันตรายในระหว่างที่ปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ถึงแม้จะต้องสูญเสียมิตรสหายจากการปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ถึงแม้จะเป็นการสร้างศัตรูอย่างมากมายจากการปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ถึงแม้จะทำให้ตนเองต้องถูกเยาะเย้ยถากถางจากการปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ และถึงแม้ว่าจะมีผู้ช่วยเหลือและผู้ปกป้องเพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ก็ตาม เขาก็ไม่เคยย่อท้อต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้แม้แต่น้อย นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นกับท่านนบีมุฮัมมัด ผู้เป็นที่รักยิ่งของเรา ท่านต้องประสบกับสถานการณ์เหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่าในระหว่างการเผยแผ่อิสลามช่วงเริ่มแรกของท่าน
อัลลอฮฺได้ส่งท่านนะบีมุหัมมัด มายังประชาชาติทั้งหลาย ซึ่งในขณะนั้นพวกเขาส่วนมากได้ห่างไกลจากคำสอนแห่งศาสนาของพวกเขา ชาวอะฮฺลุลกิตาบได้เปลี่ยนแปลงบิดเบือนคัมภีร์ของพวกเขาและโลกทั้งมวลก็ตกอยู่ในความมืดแห่ง
“การชิริก” และความโง่เขลาในเรื่องศาสนา ดังนั้นอัลลอฮฺ จึงส่งบ่าวของพระองค์คือมุหัมมัด มายังประชาชาติเหล่านั้น ดังที่พระองค์ทรงกล่าวความว่า
“จงกล่าว(มุหัมมัด)ว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงฉันคือเราะสูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่านทั้งมวล ซึ่งพระองค์นั้นอำนาจแห่งชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นของพระองค์ ไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย” สูเราะฮฺอัลอะอฺรอฟ อายะฮฺที่ ๑๕๗
ในเวลานั้นท่านนะบีมุหัมมัด พบว่าผู้คนทั้งหลายต่างอิบาดะฮฺต่อเทพเจ้าต่างๆ ทั้งต้นไม้ หิน ดวงจันทร์ มะลาอิกะฮฺ ญิน นะบีอีซาและสิ่งอื่นๆอีกมากมาย ท่านพบว่าพวกเขาเรียกร้องเชิญชวนไปสู่พระเจ้าเหล่านั้น แสวงหาความช่วยเหลือจากสิ่งเหล่านั้น ขอความคุ้มครองจากสิ่งเหล่านั้น วิงวอนขอต่อสิ่งเหล่านั้น ทำการเชือดพลีต่อสิ่งเหล่านั้น ทำการบนบานต่อสิ่งเหล่านั้นและนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นสื่อที่จะทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ท่านพบว่าพวกเขายังคงนิยมไปหาหมอดูและนักโหราศาสตร์เพื่อการทำนายทายทักต่างๆ การผิดศีลธรรมเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย การปฏิบัติไม่ดีต่อเพื่อนบ้านมีอย่างมากมาย การตัดขาดจากเครือญาติ การแสวงหาปัจจัยยังชีพโดยไม่สนใจว่าจะมาจากสิ่งที่หะลาลและหะรอม และการกินดอกเบี้ย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นสิ่งปกติสำหรับพวกเขาในเวลานั้น และการปล้นสะดมเกิดขึ้นอย่างมากมาย ศาสนา ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆของพวกเขาวางอยู่บนพื้นฐานของความพึงพอใจส่วนตัวของแต่ละคน นอกจากนี้การให้ความสำคัญต่อวัตถุรูปเคารพต่างๆก็เกิดขึ้นอย่างมากมายเช่นกัน และเมื่อเราะสูลของอัลลอฮฺถูกส่งมา ท่านได้เรียกร้องผู้คนให้ปฏิญาณว่า
“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์” ท่านได้เรียกร้องผู้คนทั้งหลายไปสู่ถ้อยคำนี้ ถ้อยคำที่จะเป็นสาเหตุทำให้การปฏิบัติอิบาดะฮฺทั้งหมดของพวกเขา เช่น การขอดุอาอ์ การเชือดพลี การบนบาน การขอความช่วยเหลือ การขอความคุ้มครอง การทำการฏอวาฟ และอื่นๆ จะต้องกระทำเพื่ออัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ดังที่พระองค์กล่าวว่า ความว่า
“จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด)ว่า ท่านทั้งหลายจงมากันเถิด ฉันจะอ่านให้ฟังสิ่งที่พระเจ้าของพวกท่านได้ห้ามแก่พวกท่านคือ พวกเจ้าอย่าให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์” สูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ ๑๕๑
นอกจากนี้พระองค์ยังเรียกร้องให้พวกเขาเชื่อฟังและปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์อีกด้วย ดังที่พระองค์กล่าว ความว่า
“และอันใดที่เราะสูลได้นำมายังพวกเจ้าก็จงยึดเอาไว้ และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย” สูเราะฮฺอัลหัชรุ อายะฮฺที่ ๗
ท่านเราะสูลลุลลอฮฺ ถูกส่งมาเพื่อวางรากฐานอันบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อสร้างบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ ความศรัทธาที่มั่นคง การปฏิบัติต่อเครือญาติและเพื่อนบ้านด้วยมารยาทที่ดี ละเว้นจากการล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นๆและการห้ามปรามกันในสิ่งที่เป็นความชั่วทั้งหลาย ท่านนะบี ได้สั่งใช้ให้เราพิจารณาในทุกกิจการของพวกเราด้วยกับคัมภีร์ของพระองค์(อัลกุรอาน) และห้ามพวกเขาจากการไปหาหมอดู ท่านกำชับให้แสวงหาปัจจัยยังชีพจากสิ่งที่หะลาลและใช้จ่ายไปในหนทางที่ถูกต้องและทำให้ผู้คนทั้งหลายมีฐานะเท่าเทียมกันในบทบัญญัติแห่งอัลลอฮฺ ดังที่พระองค์กล่าวความว่า
“จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด)ว่า แท้จริงสิ่งที่พระเจ้าของฉันทรงห้ามฉันนั้น คือบรรดาสิ่งที่ชั่วช้าน่ารังเกียจ ทั้งเป็นสิ่งที่เปิดเผยและสิ่งที่เป็นบาป และการข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม และการที่พวกเจ้าให้เป็นภาคีแก่อัลลอฮฺซึ่งสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลักฐานใดๆลงมาแก่สิ่งนั้น และการที่พวกเจ้ากล่าวใส่ร้ายแก่อัลลอฮฺในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้” สูเราะฮฺอัลอะอฺรอฟ อายะฮฺที่ ๓๓
และพระองค์ยังกล่าวอีกว่า
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำดี และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด...” สูเราะฮฺอันนะหฺลุ อายะฮฺที่ ๙๐
อิบนุ ญะรีร เล่าจาก อิบนุ อับบาสว่า เขากล่าวว่า ในขณะที่อะบู ฏอลิบป่วยอยู่นั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ของชาวกุรีช(รวมทั้งอะบู ญะฮัล) มาเยี่ยมเขาและพวกเขากล่าวกับอะบู ฏอลิบว่า
“หลานชายของท่านตำหนิบรรดาพระเจ้าของเรา ท่านจงให้ความเป็นธรรมแก่เราและยับยั้งเขาจากการตำหนิบรรดาพระเจ้าของเรา แล้วเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาและพระเจ้าของเขา” อะบู ฏอลิบ จึงกล่าวกับท่านนบีว่า
“โอ้หลานเอ๋ย ทำไมผู้คนเหล่านั้นถึงร้องเรียนและกล่าวหาว่าเจ้าตำหนิพระเจ้าของพวกเขาเล่า?” ท่านนะบี กล่าวตอบว่า
“โอ้ลุงเอ๋ย ฉันเพียงแต่ต้องการให้พวกเขากล่าวถ้อยคำหนึ่งออกมา ซึ่งเป็นคำที่จะทำให้ชาวอาหรับทั้งหลายเป็นหนี้บุญคุณต่อพวกเขาและพวกที่ไม่ใช่อาหรับทั้งหลายจะต้องจ่ายญิซยะฮฺให้แก่พวกเขา” อะบู ญะฮัล กล่าวว่า
“เราจะกล่าวมัน ๑๐ ครั้ง” แล้วท่านนะบีก็กล่าวว่า
“จงกล่าวเถิด ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ” ผู้หลักผู้ใหญ่ของชาวกุรีช รู้สึกหดหู่เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้และหันหลังกลับพร้อมกับสะบัดเสื้อผ้าของเขาและกล่าวว่า
“เขาจะให้เราละทิ้งจากพระเจ้าทั้งหลายของเราสู่พระเจ้าองค์เดียวกระนั้นหรือ? นี้คือสิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งนัก!” พวกเขาเหล่านั้นรับรู้ถึงความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ดี มันเป็นถ้อยคำที่จะทำให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงการทำอิบาดะฮฺของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ทั้งในด้านความสัมพันธ์และการดำรงชีวิตในทุกด้านอีกด้วย ดังที่อัลลอฮฺ กล่าวความว่า
“จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด)ว่า แท้จริงการละหมาดของฉัน และการอิบาดะฮฺของฉัน และการมีชีวิตของฉัน และการตายของฉันนั้นเพื่ออัลลอฮฺผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลกเท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆแก่พระองค์ และด้วยสิ่งนั้นแหละข้าพระองค์ถูกใช้ และข้าพระองค์คือคนแรกในหมู่ผู้สวามิภักดิ์ทั้งหลาย” สูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ ๑๖๒-๑๖๓
นี่คือความหมายที่แท้จริงของกะลิมะฮฺ(ถ้อยคำ)ดังกล่าว ซึ่งพวกกุรีชพยายามหลีกหนีไม่ยอมรับมัน ท่านนะบีผู้เป็นที่รักยิ่งของเราได้เรียกร้องเชิญชวนมนุษย์ทั้งหลายสู่หลักการนี้ และศาสนานี้ได้ยกระดับศีลธรรมของมนุษย์ให้อยู่ในระดับที่สูงที่สุดและด้วยศาสนานี้อีกเช่นกันที่จะทำให้พวกเขาได้รับความสุขอย่างตลอดกาล แต่มีเพียงผู้ที่อ่อนแอจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่ตอบรับการเรียกร้องของท่าน และพวกเขาถูกทรมานอย่างรุนแรงจากผู้ปฏิเสธศรัทธาอีกด้วย
ท่านนะบีมุหัมมัด ผู้เป็นความเมตตาแห่งมนุษย์ทั้งหลาย ต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับบุคคล ๓ จำพวก คือ ๑.ผู้ที่อิจฉาท่าน ๒.ผู้ที่รู้ความจริง แต่หยิ่งยะโสและไม่ยอมรับในสัจธรรมของท่าน และ ๓.ผู้ที่โง่เขลาและหลงผิด ซึ่งทั้ง ๓ พวกนี้ได้พยายามยับยั้งและต่อต้านการเผยแผ่ศาสนาของท่าน ดังที่อัลลอฮฺ กล่าวความว่า
“พวกเขาปรารถนาที่จะดับรัศมีของอัลลอฮฺด้วยปากของพวกเขา แต่อัลลอฮฺเป็นผู้ทำให้รัศมีของพระองค์สมบูรณ์ แม้ว่าพวกปฏิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม” สูเราะฮฺอัศศอฟ อายะฮฺที่ ๘
เมื่อการคุกคามทวีความรุนแรงมากขึ้น และพวกมุชริกีนต้องการลอบสังหารท่านเราะสูลุลลอฮฺ ญิบรีลจึงมาหาท่านและกล่าวว่า
“อัลลอฮฺได้อนุญาตให้ท่านอพยพไปยังมะดีนะฮฺ ดังนั้นอย่าให้ล่วงเลยจากคืนนี้ไปในบ้านของท่าน เช่นนั้น พวกเขาจะไม่สามารถจับตัวท่านได้”เมื่อพวกมุชริกีนเห็นท่านนะบีพวกเขาจึงรีบจู่โจมเพื่อหวังทำร้ายท่าน แต่ท่านได้อ่านอายะฮฺตอนต้นของสูเราะฮฺยาซีนและขว้างทรายใส่ศีรษะของพวกเขา อัลลอฮฺจึงได้ปิดบังพวกเขาจากการมองเห็นและทำให้พวกเขาหลับไปทันที ท่านเราะสูลุลลอฮฺ และสหายผู้เป็นที่รักยิ่งของท่านคือท่านอะบูบักรฺ อัศศิดดีกจึงได้เข้าไปหลบอยู่ในถ้ำษูรเป็นเวลา ๓ วัน จนกระทั่งการค้นหาของพวกเขาได้ทุเลาลง
ชาวกุรีชได้ค้นหาท่านนบีในทุกซอกทุกมุมและตามรอยเท้าต่างๆ จนกระทั่งพวกเขาไปถึงที่หน้าถ้ำ ท่านอะบูบักรฺ จึงกล่าวว่า
“ถ้าคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขามองลงมาที่เท้าของพวกเขา เขาจะต้องเห็นเราอย่างแน่นอน” ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า
“ท่านคิดอย่างไรกับคนสองคน ซึ่งอัลลอฮฺเป็นที่สามจากพวกเขา?”หลังจากนั้นสามวันพวกเขาก็ได้ผู้นำทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺ การฮิจญ์เราะฮฺจึงดำเนินต่อไป เช่นนี้แหละเมื่อการฮิจญ์เราะฮฺได้เริ่มขึ้น ชัยชนะอย่างชัดแจ้งของอิสลามและมุสลิมก็เสมือนได้เริ่มขึ้นแล้วเช่นกัน
และอัลลอฮฺนั้นพระองค์ทรงทำให้แผนการของผู้ปฏิเสธศรัทธามีอันต้องล้มเหลวไป ดังที่อัลลอฮฺกล่าวว่า
“ถ้าหากพวกเจ้าไม่ช่วยเหลือเขา แท้จริงอัลลอฮฺก็ได้ทรงช่วยเหลือเขามาแล้ว ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ขับไล่เขาออกไป โดยที่เขาเป็นคนที่สองในสองคน ขณะที่ทั้งสองอยู่ในถ้ำนั้นคือ ขณะที่เขาได้กล่าวแก่สหายของเขาว่า ท่านอย่าเสียใจ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่กับเรา แล้วอัลลอฮฺก็ทรงประทานลงมาแก่เขา ซึ่งความสงบใจจากพระองค์และได้ทรงสนับสนุนเขาด้วยไพร่พล ซึ่งพวกเจ้าไม่เห็นพวกเขาและได้ทรงให้ถ้อยคำของผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาอยู่ในระดับต่ำสุด และพจนารถของอัลลอฮฺนั้นคือพจนารถที่สูงสุด และอัลลอฮฺคือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ” สูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ ๔๐
ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้รับการถูกเปิดเผยให้รู้ถึงการพยายามลอบสังหารท่านหลายครั้งด้วยกัน ทั้งก่อนการฮิจญ์เราะฮฺและหลังการฮิจญ์เราะฮฺ ในมักกะฮฺ อะบู ญะฮัล
พยายามที่จะฆ่าท่าน แต่อัลลอฮฺทรงส่งญิบรีลมาปกป้องท่านจากการกระทำอันชั่วร้ายของเขา หรือแม้แต่ในสงครามตะบูกก็ตาม นอกจากนั้นแม้แต่ในมัสญิดที่เมืองมะดีนะฮฺ อัลมุเนาวะเราะฮฺ พวกเขายังคงพยายามที่จะฆ่าท่านด้วยการวางยาพิษแก่ท่าน แต่อัลลอฮฺทรงปกป้องท่านจากความพยายามทั้งหลายของพวกเขา เนื่องด้วยความสมบูรณ์แห่งการให้เอกภาพต่อพระองค์ และด้วยการมอบหมายอย่างบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์นั่นเอง ดังที่พระองค์ได้กล่าว ความว่า
“และผู้ใดมอบหมายแด่อัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงเป็นผู้พอเพียงแก่เขา” สูเราะฮฺอัฏฏอลาก อายะฮฺที่ ๓
ในระหว่างการฮิจญ์เราะฮฺไปยังมะดีนะฮฺนั้น สุรอเกาะฮฺ บิน มาลิก ได้ติดตามไล่ล่าท่านด้วยการหวังในรางวัลจากการตั้งค่าหัวเป็นการตอบแทนจากชาวกุรีชแต่อัลลอฮฺทรงทำให้สุรอเกาะฮฺได้เข้ารับอิสลามและล้มเลิกการตามล่า และท่านรซูลุลลอฮฺ ผู้แจ้งข่าวดีแก่มนุษย์ทั้งหลาย ได้แจ้งแก่สุรอเกาะฮฺว่า “ท่านจะได้สวมกำไลของกษัตริย์แห่งกิศอร(เปอร์เซีย)” นี่คือการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเมื่อมุสลิมได้พิชิตเปอร์เซียในสมัยของเคาะลีฟะฮฺอุมัร อัลฟารูก สุรอเกาะฮฺก็ได้สวมกำไลของกิศอร ตามที่ท่านนบีได้แจ้งไว้จริงๆ
ท่านนะบีมุหัมมัด และเศาะหาบะฮฺของท่านคือท่านอะบูบักรฺ อัศศิดดีกได้เข้าสู่เมืองมะดีนะฮฺอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี และท่านได้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านที่นั่น สร้างมัสยิดและสร้างบ้านสำหรับภรรยาของท่าน และเริ่มศักราชใหม่ที่เต็มไปด้วยความจำเริญยิ่ง ด้วยชัยชนะและการช่วยเหลือจากพระองค์ หลังจากนั้นการฮิจญ์เราะฮฺจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นแก่มุสลิมทุกคน นอกจากนั้นยังรวมถึงการฮิจญ์เราะฮฺจากสถานที่ที่ไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อีกด้วยดังที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ กล่าวว่า
“อิสลามได้ลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เขากระทำมาก่อนหน้านั้น และการฮิจญ์เราะฮฺลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้กระทำมาก่อนหน้านั้นเช่นกัน” หลังจากการพิชิตมักกะฮฺ การฮิจญ์เราะฮฺจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺก็ได้สิ้นสุดลง แต่สำหรับการฮิจญ์เราะฮฺจากสถานที่อื่นๆที่พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติตามการยึดมั่นของศาสนาได้นั้น การฮิจญ์เราะฮฺจากสถานที่เหล่านั้นยังคงมีความจำเป็นอยู่จนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ ดังที่ท่านนะบี กล่าวว่า
“การฮิจญ์เราะฮฺจะไม่สิ้นสุดลงจนกว่าการสำนึกผิดจะสิ้นสุดลง และการสำนึกผิดจะไม่สิ้นสุดลงจนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก”เรื่องของการฮิจญ์เราะฮฺไปยังมะดีนะฮฺเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เพราะก่อนการฮิจญ์เราะฮฺนั้นเมืองมะดีนะฮฺเป็นเมืองที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรต่างๆก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คน และเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น หากมองตามการวิเคราะห์ของมนุษย์ทั่วๆไป การอพยพไปยังเมืองที่ไม่อุดมสมบูรณ์หรือเมืองที่มีทรัพยากรไม่เพียงพอต่อปริมาณของประชากรนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมมากมายอย่างแน่นอนแต่ในทางกลับกัน การอพยพไปยังมะดีนะฮฺในครั้งนี้นั้น ได้นำสิ่งที่ดีต่างๆมากมายไปยังเมืองนี้ กล่าวคือ ผู้คนได้รับโอกาสที่ดีจากการพบปะกับท่านเราะสูลผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเขา การได้เรียนรู้ศาสนาอันเที่ยงแท้เพียงหนึ่งเดียวจากท่าน ได้การรับเอาแบบอย่างจากสุนนะฮฺอันสมบูรณ์ของท่าน รวมทั้งการปกป้องสุนนะฮฺของท่านด้วยชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา การได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตของท่าน และความรักที่มีต่อท่านเหนือกว่าความรักที่มีต่อมนุษย์คนใดในโลกใบนี้
การฮิจญ์เราะฮฺเกิดผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ต่ออิสลามและประชาชาติมุสลิม อัลลอฮฺได้สรรเสริญบรรดาผู้ศรัทธาผ่านการฮิจญ์เราะฮฺนั้น ถึงแม้ว่าบรรดาผู้ศรัทธาจะประสบกับความยากลำบากในช่วงแรกๆของการฮิจญ์เราะฮฺไปยังมะดีนะฮฺก็ตาม แต่พวกเขาก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ ด้วยความศรัทธาและความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงของพวกเขา ท่านนะบีมุหัมมัด ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา รู้สึกสงสารและเห็นอกเห็นใจต่อพวกเขาและมีความรักอย่างเต็มเปี่ยมต่อบรรดาลูกๆของพวกเขา ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงได้นำสิ่งที่ดีต่างๆมายังมะดีนะฮฺพร้อมๆกับการฮิจญ์เราะฮฺของพวกเขาเป็นการตอบแทน
โอ้พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย หากพวกท่านรู้สึกเสียดายต่อรางวัลอันยิ่งใหญ่จากการฮิจญ์เราะฮฺเพื่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ ในช่วงเวลาแห่งการฮิจญ์เราะฮฺของท่านเราะสูลผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกท่านแล้วละก็ พวกท่านสามารถทำการฮิจญ์เราะฮฺในสิ่งอื่นๆเพื่อแสวงหารางวัลการตอบแทนจากพระองค์เป็นการทดแทนได้เช่นกัน เช่น การที่พวกท่านฮิจญ์เราะฮฺจาการฝ่าฝืนสู่การเชื่อฟังต่อพระองค์ การละทิ้งจากการไม่สนใจในเรื่องราวของศาสนาแล้วฮิจญ์เราะฮฺไปสู่การยึดมั่นต่อหลักการของศาสนา การฮิจญ์เราะฮฺจากการทำความผิดสู่การยอมจำนนต่อพระองค์อย่างแท้จริง การฮิจญ์เราะฮฺจากความเกียจคร้านและความหวังลมๆแล้งๆ สู่การจริงจังและมุ่งมั่นต่อความพึงพอใจของพระองค์ และการฮิจญ์เราะฮฺจากหัวใจที่รักชอบพึงพอใจต่อชีวิตของโลกดุนยา สู่ความรักต่อชีวิตในโลกอาคิเราะฮฺ ดังที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ผู้เป็นแบบอย่างของเรา กล่าวว่า
“มุสลิมคือผู้ที่จะไม่ทำร้ายมุสลิมอื่น ด้วยกับมือของเขาหรือลิ้นของเขา และมุฮาญิรคือผู้ที่ละทิ้งจากทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้าม” และท่านกล่าวอีกว่า
“การปฏิบัติอิบาดะฮฺในช่วงเวลาแห่งฟิตนะฮฺ เปรียบเสมือนการกระทำการฮิจญ์เราะฮฺไปยังฉัน ในด้านผลตอบแทน”อัลลอฮฺผู้เป็นเจ้าของแห่งชีวิตทั้งหลาย กล่าวว่า
“แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและบรรดาผู้ที่อพยพและได้เสียสละต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺนั้น ชนเหล่านี้แหละที่หวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” สูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ ๒๑๘
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาที่หวังในการตอบแทนของอัลลอฮฺเอ๋ย จงยำเกรงอัลลอฮฺ และอย่าตายนอกจากในสภาพของผู้ศรัทธาเท่านั้น
อัลลอฮฺผู้ทรงอำนาจทั้งมวล กล่าวว่า
“และพระองค์คือ ผู้ทรงบันดาลให้มีกลางคืนและกลางวัน หมุนเวียนแทนที่กัน สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะใคร่ครวญหรือปรารถนาจะขอบคุณ” สูเราะฮฺอัลฟุรกอน อายะฮฺที่ ๖๒
การติดตามกันของกลางคืนและกลางวันเป็นสัญญาณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ย่อมทำให้ผู้ศรัทธารู้สึกเสียดายต่อการกระทำดี ที่ได้ปฏิบัติในตอนกลางคืนเพียงอย่างเดียว พวกเขาจึงรักษาการทำความดีในเวลากลางวันด้วยเช่นกัน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา การฮิจญ์เราะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ มีบทเรียนและคำตักเตือนที่ดียิ่งสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย อันเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของความอดทนและความมุ่งมั่นในการยืนหยัดต่อแนวทางของศาสนานี้
พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ในแต่ละช่วงสมัยของมนุษยชาตินั้น มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษาบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้น เช่น การศึกษาช่วงเวลาแห่งการเป็นนะบีของท่านนะบีมุหัมมัด ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่าง ๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ และถือว่าเป็นช่วงรอยต่อแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งแน่นอนเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในช่วงดังกล่าว ได้แก่ การการฮิจญ์เราะฮฺจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺ เพราะจากเหตุการณ์การฮิจญ์เราะฮฺในครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะของอิสลาม อิสลามเริ่มเข้มแข็งและเติบโตขึ้น ในทางกลับกันก็แสดงให้เห็นว่าความพ่ายแพ้และความตกต่ำของพวกที่ปฏิเสธศรัทธาได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยเช่นเดียวกัน
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย หากเราพิจารณาใคร่ครวญให้ดี เราจะพบว่าจากเหตุการณ์แห่งการฮิจญ์เราะฮฺของท่านนะบีนั้นมีบทเรียนมากมายที่เราจะต้องเรียนรู้
ประการที่หนึ่ง หลักความเชื่อของอิสลามนั้นมีความสำคัญมากกว่าแผ่นดิน บ้านเกิดเมืองนอน และสำคัญยิ่งกว่าเป้าหมายทั้งหมดของความต้องการหรือความพึงพอใจแห่งโลกดุนยา
หลักการนี้ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ในขณะที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ กล่าวกับสหายของท่าน คือ ท่านอะบูบักรฺในตอนที่จะออกจากมักกะฮฺ เมืองอัลหะรอมอัน ศักดิ์สิทธิ์ว่า
“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เจ้า(มักกะฮฺ)เป็นสถานที่ฉันพึงพอใจและรักมากที่สุด หากกลุ่มชนของฉันไม่ขับไล่ฉัน ฉันก็ไม่ปรารถนาที่จะไปอยู่ที่อื่นเลย” บันทึกโดยอิมามตัรมิซี
ยิ่งไปกว่านั้น มักกะฮฺยังเป็นสถานที่เกิดของท่านและเป็นสถานที่ที่ท่านอยู่มาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ท่านเราะสูลุลลอฮฺก็ได้ทิ้งเมืองอันจำเริญเมืองอันเป็นที่รักยิ่งนี้ไปเพื่อแสวงหาความพึงพอใจของอัลลอฮฺ เพื่อผลประโยชน์ของศาสนาและเพื่อการเผยแผ่ความศรัทธาและทางนำของท่านสู่มนุษยชาติทั้งหลาย ท่านเราะสูลุลลอฮฺต้องการที่จะขจัดอุปสรรคต่างๆที่ขัดขวางการเผยแผ่ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าออกไปเสีย ดังนั้นจากเหตุการณ์การฮิจญ์เราะฮฺในครั้งนี้ทำให้ผู้คนมีสิทธิที่จะเลือกระหว่างทางนำกับการหลงผิด ดังที่อัลลอฮฺ กล่าวว่า
“และจงกล่าวเถิด(มุหัมมัด)สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้า ดังนั้นผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ” สูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิ อายะฮฺที่ ๒๙
ประการที่สอง แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอยู่กับความจริงและบ่าวผู้ที่ศรัทธาต่อพระองค์อย่างแน่นอน ความเชื่อมั่นต่อสิ่งนี้ได้ฝังรากลึกลงไปในหัวใจของบรรดาผู้ศรัทธา และจะไม่สั่นคลอนถึงแม้จะถูกคุกคามจากผู้ปฏิเสธศรัทธาสักเพียงใดก็ตาม ดังเหตุการณ์ของท่านนะบีและท่านอะบูบักรฺ ในขณะที่สถานการณ์อยู่ในภาวะตึงเครียดเนื่องจากการติดตามของพวกมุชริกีน เมื่อเขาพวกเขามาถึงหน้าปากถ้ำที่ท่านนะบีและอะบูบักรหลบซ่อนอยู่ อะบูบักรฺ จึงกล่าวว่า
“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ หากคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขามองลงมาที่เท้าของพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องเห็นเรา” ท่านเราะสูลุลลอฮฺ กล่าวว่า
“โอ้อบูบักรฺเอ๋ย ท่านคิดอย่างไรกับคนสองคนที่อัลลอฮฺเป็นที่สามจากพวกเขา?” และอัลลอฮฺได้ยืนยันเหตุการณ์นี้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรติของพระองค์ว่า
“ถ้าหากพวกเจ้าไม่ช่วยเขา แท้จริงอัลลอฮฺก็ได้ทรงช่วยเขามาแล้ว ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ขับไล่เขาออกไป โดยที่เขาเป็นคนที่สองในสองคน ขณะที่ทั้งสองอยู่ในถ้ำนั้นคือขณะที่เขาได้กล่าวแก่สหายของเขาว่า ท่านอย่าเสียใจ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่กับเรา แล้วอัลลอฮฺก็ทรงประทานลงมาแก่เขา ซึ่งความสงบใจจากพระองค์ และได้ทรงสนับสนุนเขาด้วยไพร่พล ซึ่งพวกเจ้าไม่เห็นพวกเขาและได้ทรงให้ถ้อยคำของผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาอยู่ในระดับต่ำ และพจนารถของอัลลอฮฺนั้นคือพจนารถที่สูงสุดและอัลลอฮฺคือ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ” สูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ ๔๐
พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย นี่คือความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่กว่าความช่วยเหลือใดๆ และนี่คือพลังที่อยู่เหนือพลังใดๆทั้งสิ้น การช่วยเหลือจากอัลลอฮฺเป็นการปกป้องที่ดีที่สุดจากการต่อต้านของแผนการร้ายทั้งหลาย ซึ่งมักจะมาในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากและเป็นเกราะป้องกันจากความชั่วร้ายทั้งหลาย แต่การช่วยเหลือแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เนื่องจากการรักษาหน้าที่ของเขาที่มีต่ออัลลอฮฺ โดยการเชื่อมั่นต่อพระองค์เพียงผู้เดียว ด้วยการวิงวอนต่อพระองค์โดยปราศจากภาคีใดๆ ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์
ประการที่สามอัลลอฮฺทรงบัญชาให้ท่านนบีอพยพด้วยการขี่อูฐและจ้างคนนำทาง ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้คนทั้งหลายคุ้นเคยกันดี ถ้าหากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์จะทำให้ท่านนะบีฮิจญ์เราะฮฺไปด้วยอัลบุรอกก็ย่อมได้ แต่พระองค์ต้องการให้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายได้เลียนแบบท่าน ผู้เป็นแบบอย่างของพวกเขาและช่วยเหลือศาสนาของพวกเขาด้วยกับสิ่งที่พวกเขาสามารถกระทำได้
เพราะฉะนั้นบรรดาบ่าวผู้ต่ำต้อยทั้งหลายเอ๋ย ! หน้าที่อันยิ่งใหญ่ของพวกท่านก็คือการช่วยเหลือศาสนาของพระองค์ด้วยตัวของพวกท่าน ด้วยการปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอันเที่ยงตรงของพวกท่านและเรียกร้องเชิญชวนครอบครัวชุมชนสังคมของพวกท่านและจงอดทนต่อสิ่งนั้น
แท้จริงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะส่วนไหนมุมใดของโลกก็ตาม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเราจะต้องรับเอาบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการฮิจญ์เราะฮฺในครั้งนี้ เราจะต้องรู้ว่าสภาพของมุสลิมในยุคปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรที่จะสามารถแก้ไขฟื้นฟูได้ นอกจากด้วยสิ่งที่เคยปรับปรุงแก้ไขสภาพของบรรพชนยุคแรกมาแล้วเท่านั้น นั่นคือ ด้วยความศรัทธาที่บริสุทธิ์ การให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง การมีบุคลิกภาพที่ดีงาม การเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระองค์อย่างแท้จริง การอดทนและการปฏิบัติอิบาดะฮฺด้วยความถูกต้องตามสุนนะฮฺของท่านนะบีมุหัมมัด ผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ดังที่ท่านได้กล่าวว่า
“จงยำเกรงอัลลอฮฺในทุกที่ที่ท่านอยู่ จงติดตามการกระทำชั่วด้วยการกระทำดี มันจะลบล้างกัน และจงปฏิบัติด้วยมารยาทที่ดีต่อผู้คนทั้งหลาย”โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงนำบทเรียนจากการฮิจญ์เราะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺสู่การปฏิบัติของท่านเพื่อจะได้กลับสู่ความรุ่งโรจน์ของพวกเรา และเพื่อจะได้บรรลุสู่ตำแหน่งอันสูงส่งของพวกเรา ณ ดุนยานี้ ดังที่พระองค์ กล่าวว่า
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ยำเกรงและบรรดาผู้กระทำความดี” สูเราะฮฺอันนะหฺลุ อายะฮฺที่ ๑๒๘
นี่คือบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่บรรดาผู้ศรัทธาทุกยุคทุกสมัยจะต้องพิจารณาใคร่ครวญอยู่เสมอ จงดำเนินตามรอยการเสียสละของท่านนะบีมุหัมมัด (ผู้เป็นแบบอย่าง ผู้เป็นผู้นำเพียงหนึ่งเดียวของพวกเรา ผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเรา) ตลอดบรรดาบรรพชนยุคแรกที่พวกเขาได้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือศาสนานี้ ถึงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีอยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้นจำเป็นที่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งต้องหันกลับมาถามต่อตนเองว่า มีอะไรบ้างที่ฉันได้เสียสละเพื่อช่วยเหลือศาสนาของฉัน มีอะไรบ้างที่ฉันได้เสียสละเพื่อเราะสูลของฉัน และมีอะไรบ้างที่ฉันจะได้รับการตอบแทนจากพระองค์เมื่อฉันกลับไปหาพระองค์รางวัล หรือ การลงโทษ ?
พวกเราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺขอพระองค์ทรงปรับปรุงพวกเรา ทรงเปลี่ยนแปลงหัวใจที่ลุ่มหลงอยู่กับดุนยาของพวกเราให้กลับคืนสู่พระองค์ ทรงขัดเกลาพวกเราจากการดื้อรั้นต่อพระองค์สู่การยอมจำนนอย่างแท้จริงต่อพระองค์ผู้เดียว ขอต่อพระองค์ทรงทำให้พวกเราเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยเหลือศาสนาของพระองค์และเราะสูลของพระองค์ และพวกเราขอต่อพระองค์ให้พระองค์ได้ทรงรวบรวมพวกเรา ให้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ถึงแม้พวกเราจะรู้ว่าการงานของพวกเรามีเพียงน้อยนิดก็ตาม แต่ด้วยเพราะพวกเราเชื่อมั่นและมุ่งหวังในความเมตตาอันมากมายของพระองค์ พวกเราจึงไม่หมดหวังจากพระองค์ ขอพระองค์ทรงตอบรับจากพวกเราด้วยเถิด อามีน...
ที่มา : หนังสือ มุหัรรอม : เดือนแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ของมนุษยชาติและการประกาศจุดยืนของมุสลิม