كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...
You are here: Fityatulhaq Board - เยาวชนแห่งสัจธรรม » ห้องหนังสือและบทความ » โต๊ะบทความ » 

สนธิสัญญาอัลอะกอบะฮฺ สัญญาแห่งการประสบชัยชนะ

ผู้เขียน หัวข้อ: สนธิสัญญาอัลอะกอบะฮฺ สัญญาแห่งการประสบชัยชนะ  (อ่าน 495 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ittakullah2

  • ตรวจสอบและประเมิน
  • Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1059
  • Although,I am not the part of those who conquer..
    • อีเมล์
สนธิสัญญาอัลอะกอบะฮฺ สัญญาแห่งการประสบชัยชนะ

เขียนโดย มุนา ซะละมะ
แปลและเรียบเรียงโดย อบูมุฮัมมัด ฮนิส

             บางครั้งคุณสามารถคาดเดาความสำเร็จของภาระกิจที่ได้รับมอบหมายหรือโครงการได้อย่างง่ายดาย  มันไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นหรือรู้ในสิ่งเร้นลับ  มันคือการกระทำที่สื่อได้ดีกว่าคำพูด การกระทำที่จริงใจทั้งหลายนั้นสามารถบอกเราว่าสิ่งเหล่านั้นมีผลต่อภาระกิจหรืองานที่ต้องทำ เป็นสิ่งที่ต้องจริงจังและเต็มใจต่อการอุทิสเวลาและความพยายามของพวกเขาเพื่อความสำเร็จของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางโลก ส่วนการกระทำอื่นๆที่ปราศจากความจริงใจก็จะให้ผลที่ตรงข้ามกันอย่างแน่นอน

             บางคนอาจจะเลือกที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญแห่งการฮิจญเราะฮฺ การเริ่มต้นจากการอพยพของมุสลิมในมักกะฮฺด้วยเหตุผลคือการตอบสนองคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ  อย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าเหตุการณ์ที่นำไปสู่การฮิจญเราะฮฺนั้น ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว

             ทั้งหมดนั้นเริ่มต้นในปีที่ ๑๑ แห่งการเป็นศาสนทูต ระหว่างช่วงเวลาของการประกอบพิธีฮัจญ์ ณ อัลอะกอบะฮฺ ณ ที่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ คือการพบกันระหว่างรซูลุลลอฮฺและสมาชิกของเผ่าจากยัษริบ(ชื่อเดิมของเมืองมะดีนะฮฺ) ระหว่างการพบกันครั้งนั้น คนหนุ่ม ๖ คนจากเผ่าอัลค็อจรอญ ได้ยอมรับอิสลามด้วยศรัทธาที่เปี่ยมล้น

             สัญญาแห่งความสำเร็จและเครื่องหมายแห่งความจริงใจเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดตั้งแต่เริ่มต้น คนหนุ่มเหล่านั้นดูประหนึ่งว่าพร้อมแล้วสำหรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง  เส้นทางถูกสร้างสำหรับสาส์นใหม่ในจิตวิญญานอันบริสุทธิ์ของพวกเขา

             หลายเผ่าไม่ยินยอมแม้แต่จะฟังท่านนบีมุฮัมมัด เมื่อท่านขอพูดกับเขา และหากว่าพวกเขายอมรับฟังด้วยการเปิดใจ แน่นอนว่าพวกเขาต้องรับอิสลาม

             หลายเหตุผลที่นำไปสู้ความจริงที่ทำให้เด็กหนุ่มจากยัษริบไม่ปฏิเสธการเชิญชวนในครั้งนั้น  เพราะว่า ยิวในยัษริบ มักจะพูดถึงการมาของศาสนทูตท่านใหม่และว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามศาสนทูตท่านนั้น และพวกเขาจะปราบปรามศัตรูของพวกเขา(ชาวยัษริบ) เช่นเดียวกับที่กลุ่มชนของอ๊าดและอิรอมถูกปราบปราม

             ดังนั้น เมื่อท่านนบีประกาศเชิญชวนชาวยัษริบสู่อิสลาม ณ อัลอะกอบะฮฺ  พวกเขาได้เริ่มแพร่ข่าวลือ พวกเขาอาจจะกล่าวกับคนอื่นว่า “จงทราบเถิดว่า แน่นอน นี่คือศาสนทูต คนที่ชาวยิวเคยข่มขู่พวกเราไว้ ฉะนั้น พวกเราจงรีบเร่งมาเข้าร่วมกับเขาเถิด”  ดังนั้นเหตุการณ์นี้ จึงเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้รู้ว่าเขา(นบีมุฮัมมัด)คือศาสนทูต ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจยอมรับอิสลามก่อนพวกยิว

             ส่วนเหตุผลอื่น คือ ชาวยัษริบมีความต้องการความเป็นเอกภาพ เนื่องจากการเป็นศัตรูที่ฝังรากลึกกันมาอย่างยาวนานและความไม่ลงรอยกันระหว่างสองเผ่าที่ใหญ่ที่สุดของชาวยัษริบ คือ อัลเอาซฺ และ อัลค็อจร็อญ ชาวยัษริบเข้าใจในทันทีว่า อิสลามคือสิ่งที่เรียกร้องไปสู่ความเป็นเอกภาพ ดังนั้น คนหนุ่มทั้ง ๖ คนจึงกล่าวกับท่านรซูลุลลอฮฺว่า “เราออกจากกลุ่มชนของเราเพราะว่า เราไม่มีความต้องการอยู่ในความแตกแยกที่เกิดจากความเกลียดชังและความอาฆาตแค้น เช่นที่พวกเราเป็นอยู่ ขอให้อัลลอฮฺประสานความสัมพันธ์ของพวกเราผ่านท่าน ดังนั้น จงอนุญาตให้เรากลับไปและเชิญชวนพวกเขาสู่ศาสนานี้ ศาสนาของพวกเรา(อิสลาม) และหากอัลลอฮฺจะทรงปรองดองพวกเขาด้วยศาสนานี้ จะไม่มีใครที่จะเป็นที่รักยิ่งของพวกเรามากไปกว่าท่าน

สัญญานของการเปลี่ยนแปลง

           สัญญานแรก

           คนหนุ่มเหล่านี้มีความเฉลียวฉลาดพอที่จะเห็นความแตกต่างระหว่างการเรียกร้องสู่อิสลามและความจงรักภักดีที่มีต่อเผ่าของตนที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสมัยญะฮีลียะฮฺ  เมื่อคนหนุ่มทั้งหกกลับไปยังยัษริบ พวกเขาเริ่มเชิญชวนผู้คนทั้งหมดสู่อิสลาม พวกเขาไม่ได้เลือกเฉพาะกลุ่มชนของตนเองเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้อิสลามได้แพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางและเข้าถึงเกือบทุกบ้านในยัษริบ เท่าที่เขามีความสามารถที่จะทำมัน นี่เป็นครั้งแรกที่เมล็ดพันธุ์แห่งความเป็นพี่น้องระหว่างสองชนเผ่าที่ขัดแย้งกัน

             ปีต่อมา ในระหว่างเทศกาลการประกอบพิธีฮัจญ์  ได้มี ๑๒ คนที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าและมีความเฉลียวฉลาด ได้มาจากยัษริบและพร้อมแล้วที่จะยอมรับท่านนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพวกเขา  พวกเขายืนยันความศรัทธาของพวกเขาและให้สัตยาบันของพวกเราแก่ท่านว่า

             “เราจะไม่เคารพภักดีผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ เราจะไม่ขโมย เราจะไม่ทำซินา เราจะไม่ฆ่าลูกของพวกเรา เราจะไม่ใส่ร้ายหรือโกหก เราจะไม่ฝ่าฝืนท่านในทุกกรณี”

             นี่คือสัตยาบันอัลอะกอบะฮฺครั้งแรก หลังจากนั้นท่านรซูลุลลอฮฺส่งท่านมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ ไปกับ ๑๒ คนนั้น เพื่อสอนและให้คำแนะนำแก่มุสลิมใหม่

             ณ เวลานั้น อิสลามเติบโตในยัษริบและขยายตัวเป็นชุมชนกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งชายและหญิงที่เข้ารับอิสลาม สมาชิกของชุมชนใหม่นี้จะเรียนรู้อิสลามจากครูผู้มีเกียรติของเขา คือ มุศอับ พวกเขาจะฟังคำแนะนำของเขาในทุกเรื่อง พวกเขาจะปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และถ่ายทอดคำสอนอิสลามให้แก่ครอบครัวและมิตรสหายของพวกเขาก่อให้เกิดการเติบโตของชุมชนต้นแบบอย่างต่อเนื่องและอุทิศชีวิตของพวกเขาเพื่อการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ

             หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ช่วงการประกอบพิธีฮัจญ์อีกครั้ง  การขับเคลื่อนผ่านความรักและความห่วงใยของพวกเขา  ผู้ช่วยเหลือแห่งอนาคตสามารถแอบปลีกตัวจากเต็นท์ของมุชริกีนในช่วงค่ำคืน  โดยไม่ทำให้ใครรู้ถึงความเคลื่อนไหวของพวกเขา มันคือแผนลับสุดยอด ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเวลาและสถานที่ของมัน  แท้จริง นี่คืออีกสัญญานหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงและความศรัทธา สัญญานที่แสดงว่าชาวยัษริบใส่ใจต่ออิสลาม

             สัญญานที่สอง

          ในสมัยญะฮีลียะฮฺ  ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมทั้งเรื่องของการปกครองและเรื่องของการทำสัตยาบันที่จะมีผลกระทบต่ออนาคตของเผ่าของพวกเขา มันคือการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในกระบวนการคิดของชนเผ่าที่ผู้หญิงถูกเชิญชวนสู่อิสลามอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย ผู้หญิงได้สิทธิในการดูแลเลี้ยงดูผู้เป็นอนาคตของประชาชาติ(เด็ก)  ในสัตยาบันอัลอะกอบะฮฺครั้งที่สอง  มีผู้ชาย ๗๓ คน และผู้หญิง ๒ คน คือ นุซัยบะฮฺ บินติ กะอฺบ และอัสมาอฺ บินติ อัมรฺ  ผู้หญิงทั้งสองคนให้สัตยาบันต่อท่านนบีในการช่วยเหลือและปกป้องท่าน นี่คืออีกสัญญานหนึ่งของความสำเร็จและเป็นการยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะขยายกว้างขวางมากขึ้น เมื่อ ๗๕ คนนี้ได้ให้สัตยาบันนี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง

           สัญญานที่สาม

         ก่อนหน้าอิสลาม ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างวัตถุนิยม ทุกสิ่งจะต้องถูกตีค่าด้วยเงิน ไม่มีการให้โดยปราศจากผลต่างตอบแทนทางดุนยา ทั้งๆที่เป็นเช่นนั้น ชาวยัษริบยังยอมที่จะให้สัตยาบันกับท่านนบีว่า

-   พวกเขาจะรับฟังและปฏิบัติตามในทุกสภาพการณ์

-   พวกเขาจะใช้จ่ายในหนทางของอัลลอฮฺทั้งในยามมั่งมีและขัดสน

-   พวกเขาจะกำชับกันในสิ่งที่ดีและจะห้ามปรามกันในสิ่งที่ไม่ดี

-   พวกเขาจะไม่กลัวการตำหนิของผู้ใด เมื่อพวกเขารับใช้อัลลอฮฺ

-   พวกเขาจะป้องกันท่านรซูลุลลอฮฺ เมื่อท่านขอความช่วยเหลือจากพวกเขา และปกป้องท่านจากทุกๆสิ่ง เช่นที่พวกเขาปกป้องตัวของพวกเขา คู่ครองของพวกเขา และลูกหลานของพวกเขา

             สำหรับการตอบแทนต่อการให้สัตยาบันนี้  ท่านรซูลุลลอฮฺไม่ได้สัญญาว่าจะให้เงินแก่พวกเขา หรือ เรือกสวนไร่นา หรือแม้แต่ชัยชนะ  แต่สิ่งเดียวเท่านั้นท่านสัญญาว่าพวกเขาจะได้รับ นั่นคือ “สวรรค์”  ด้วยสัญญานี้  พวกเขาได้ร้องขอให้ท่านนบีรีบยื่นมือของท่านออกมา และพวกเขาทั้งหมดก็ได้ยื่นมือออกมาและให้สัตยาบันแก่ท่าน

             สัตยาบันอัลอะกอบะฮฺครั้งที่ ๒ ซึ่งต่อมาได้เป็นที่รู้จักในฐานะ สัตยาบันอัลอะกอบะฮฺอันยิ่งใหญ่  ที่ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความรัก  ความหวงแหน และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างมุสลิมในมะดีนะฮฺ และช่วยเหลือกันจากการกดขี่ ข่มเหงของพวกมุชริกมักกะฮฺ  นี่คือจิตวิญญานแห่งความรักใหม่ สายสัมพันธ์ระหว่างกันและความร่วมมือกัน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย  แต่มันกลับเกิดขึ้นเนื่องจากความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ต่อรซูลุลลอฮฺและต่อัลกุรอ่านของพวกเขา

             ความศรัทธาของมุสลิมเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ป้องกันการรุกรานจากทุกพลังของการอธรรมและการรุกราน.....

   
บันทึกการเข้า
Undoubtedly,our glorious past will be returned,our great shariahs will be come back and also our khilafah will be reestablished.That day will become true but who will be the part of them?Everything is up to u.Allah will grant u according to ur intentions and attitudes.So,let Him know what u wan....
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML