ผู้เขียน หัวข้อ: “ฟิตนะการนินทา” โดย มูฮัมมัดยาซีน เหล็มหมาน ฟิตยะตุลฮักรุ่น 4  (อ่าน 508 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

muhtadeen alhaq

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Hero Member
  • ********
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 981
ถอดความจากคุตบะเรื่อง
“ฟิตนะการนินทา” ของ อ.มูรีด ทิมะเสน








สรุปและเรียบเรียง:  มูฮัมมัดยาซีน เหล็มหมาน
ตรวจทาน:  มุฮตะดีน อัลฮัก



ถ้าหากเราสังเกตอัลกุรอานก็จะพบว่าบ่อยครั้งที่อัลลอฮฺได้กล่าวถึงเรื่อง ประวัติศาสตร์ เรื่องการทำอีบาดะฮฺ เรื่องจรรยามารยาท เรื่องสังคมการอยู่ร่วมกันระหว่างมุสลิมและไม่ใช้มุสลิม ซึ่งสิ่งที่มีความสำคัญอัลลอฮฺจะไม่ทรงปล่อยหรือหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวในอัล กุรอาน  การอยู่รวมกันเป็นญามาอะฮฺต้องมีมาตรฐานและกฏเกณฑ์เพื่อเป็นหลักในการปฎิบัติในการอยู่รวมกันในสังคมซึ่งอัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ในซูเราะฮฺอัลฮุญรอจ อายะฮฺที่ 12

“ คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ?  พวกเจ้าย่อมเกลียดมัน ”

หากถามเพื่อนหรือคนข้างๆของเราว่าอยากจะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วไหม? แน่นอนทุกคนย่อมไม่ชอบและรังเกลียดมัน แต่เป็นสิ่งที่น่าตกใจมากในสังคมมุสลิมปัจจุบัน มุสลิมชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องกันมากที่สุด มุสลิมปัจจุบันเอาการนินทาเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นหากว่าเราสนทนากับใครก็ตามที่เขากำลังกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไป แล้ว( นินทา ) เราจะต้องออกห่างจากเขา แต่ก่อนออกห่างนั้นเราต้องตักเตือนเขาเสียก่อน ถ้าสังคมของเราเป็นยังมีการนินทาอยู่แบบนี้ฟิตนะที่เกิดจากการนินทาก็จะเกิด ขึ้น การนินทานั้นมักจะนินทาคนเดียวไม่สนุกเหมือนกับว่าหากเรากินเนื้อพี่น้องของ เราที่ตายไปแล้วคนเดียวไม่อร่อย ต้องกินกันหลายๆคน เมื่อเราต่อยอดการนินทาฟิตนะก็จะกระจัดกระจายไปทั่วจาก1เป็น10จาก10เป็น100

จากสุภาษิตอาหรับบทหนึ่งที่ว่า
“ ถ้าเราฆ่าคนหนึ่งคนใดก็จะเสียชีวิตแค่คนเดียว
แต่ถ้าหากเรานินทาคนหนึ่งคนใด ก็จะเสียชีวิตหลายๆคน ”

ดังนั้นฟิตนะการนินทานี้มันร้ายแรงยิ่งกว่าการฆ่า ดังนั้นวันนี้เราต้องทบทวนตัวเองว่าเราไปนินทาเรื่องคนอื่นหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกจริงๆขนาดอัลลอฮฺทรงกล่าวไว้รุนแรงขนาดนี้ แต่เราเองในวงสนทนา วงประชุมหรือวงรับประทานอาหารก็มีสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา เสมือนว่าการกินเนื้อพี่น้องนั้นอร่อยยิ่งกว่าการรับประทานอาหาร เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสิงเหล่านี้ในสังคมมุสลิมไม่มี ที่ร้ายไปกว่านั้นการที่เรานินทาใครก็ตามเป็นสิ่งต้องห้ามไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เป็น มุสลิมด้วยกัน

แบบฉบับของท่านหญิงอาอีฉะฮฺและท่านรอซูล ซอลลอลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม เกี่ยวกับเรื่องนี้ฮาดิษบันทึกโดยอาบูดาวุด วันหนึ่งท่านหญิงอาอีฉะฮฺกล่าวกับท่านรอซูลว่า“ โอ้ท่านรอซูลท่านพอเพียงแล้วสำหรับนางซอฟียะฮฺซึ่งนางเป็นแบบนั้น แบบนี้ ( นางเป็นคนตัวเตี้ย ) ท่านรอซูลกล่าวว่า หากว่าประโยคนี้ไปผสมกับน้ำในทะเล น้ำทะเลก็จะเน้าเสียหมด ”

โลกของเราประกอบด้วยน้ำ3ส่วนดิน1ส่วน จะเห็นว่าน้ำมีจำนวนมากขนาดนี้แค่ประโยคสั้นๆที่ท่านหญิงอาอีฉะฮฺพูด เมื่อนำไปผสมกับน้ำทะเลก็จะเสียหมด หากเราดูย้อนมาที่ตัวเราเอง อายุถึงขนาดนี้แล้วบางคน  20ปี หรือ 40ปี บางคนเกือบ 60 ปี แล้ว แต่ก็ยังพูดนินทากันไม่หยุด แสดงว่าคำพูดของเราถ้าผสมกับน้ำทะเลมันคงจะเน่าเสียเป็นอันมากจนกระทั่งมีหนอนขึ้น ดังนั้นชีวิตที่ผ่านมาของเราต้องทบทวนว่าถ้อยคำของเราเป็นถ้อยคำที่นินทาผู้อืนหรือไม่และเราไปสร้างฟิตนะไว้หรือไม่

ฮาดิษบันทึกโดยมุสลิม จากมูฆีเราะฮฺกล่าวว่าฉันได้ยินท่านรอซูลเล่าว่า“ อัลลอฮฺทรงเกลียดบุคคล 3ประเภท คือ บุคคลที่กล่าวว่าคนนั้นกล่าวว่า คนนี้กล่าวว่า  บุคคลที่ฟุ่มเฟือยในเรื่องทรัพย์สิน และบุคคลที่ถามมากเพื่อให้พ้นจากฮูกุ่มของอัลลอฮฺ ”

คนที่กล่าวว่า คนนั้นกล่าวว่า คนนี้กล่าวว่าโดยเขาไม่รู้ต้นตอที่มาที่ไปก็เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺเกลียด ดังนั้นหากเราพบคนประเภทนี้ เราต้องตักเตือนเขาและก็ต้องออกห่างจากเขา เราชอบหรือที่จะอยู่กับคนที่อัลลอฮฺทรงเกลียด เมื่อเรานินทาบุคคลใดไปพอเขาเดินเข้ามาทักทายหรือมาพบกับเรา เรากลับพูดดี กลับถามว่าสบายดีไหมแถมยังกล่าวชื่นชม ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เราได้นินทาเขาอยู่ บุคคลประเภทนี้คือบุคคลที่เป็นคนสองหน้า
ฮาดิษบันทึกโดยอาบูดาวุด เชคอัลบานีกล่าวว่าฮาดิษศอเฮียะฮฺ จากอัมมารกล่าวว่า ท่านรอซูลกล่าวว่า “ใครที่มีสองหน้าบนโลกนี้ปรากฏว่าในวันกียามะฮฺ ลิ้นของเขามีสองลิ้น แต่ลิ้นนั้นทำมาจากไฟนรก  ”

อิสลามอยู่ที่ความพึงพอใจ อยู่ที่การจริงใจต่อกันไม่เป็นคนสองหน้า ไม่มีสิ่งใดในสมัยของท่านรอซูลกับซอฮาบะฮฺที่มีการปิดบังกัน นาบีไม่ชอบสิ่งใดก็แสดงออกที่ใบหน้า ในเรื่องหลักการศาสนานาบีจะไม่ปล่อยปะละเลย ท่านจะบอกกล่าวในสิ่งที่ถูกต้องทันที ครั้งหนึ่งซอฮาบะฮฺอาบน้ำละหมาดไม่ทั่วเท้า นาบีก็ได้ตะโกน (ถ้าไม่ตะโกนเขาไม่ได้ยิน )ท่านนาบีกล่าวว่าไฟนรกจงมีแด่ส้นเท้าของท่าน ถ้าเรื่องสังคมท่านรอซูลรังเกลียดจะแสดงทางใบหน้าชัดเจน  ครั้งหนึ่งท่านอาบูบักรถูกประณามแต่ท่านนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ พอถูกด่าจนท่านทนไม่ไหวลุกขึ้นจะตอบโต้ท่านนาบีเดินหนี ท่านอาบูบักรเห็นนาบีเดินหนี ท่านเดินตามท่านนาบี ท่านถามนาบีว่าท่านเดินหนีฉันทำไม นาบีกล่าวว่าตอนที่ท่านอดทนเขาด่า มาลาอีกะฮฺก็จะตอบโต้แทนท่าน แต่ตอนท่านลุกจะตอบโต้มาลาอีกะฮฺก็หนีไป ไชยตอนมาประกบท่าน ฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับไชตอน แสดงว่ามุสลิมไม่มีสองหน้า มุสลิมต้องมีแต่ความจริงใจ ฮาดิษบทหนึ่งท่านนบีกล่าวว่ามุสลิมต้องรักกันเพื่ออัลลอฮฺและโกรธกันเพื่อ อัลลอฮฺ เพราะมุสลิมอยู่บนความจริงใจซึ่งกันและกัน ไม่มีการตีสองหน้ากัน

ผลจากการนินทาจากเหตุการณ์อิสรอฮเมียะรอจ   ฮาดิษบันทึกโดยติรมีซี  จากท่านอนัสบินมาลิก กล่าวว่าท่านนาบีกล่าวว่า“ฉันเดินผ่านคนกลุ่มหนึ่งปรากฏว่า เล็บของเขาจะยาว เป็นทองเหลืองขวนที่ใบหน้าและหน้าอก ท่านนาบีถามยิบรีลว่า คนกลุ่มนี้เขาทำอะไรในโลกดุนยา ยิบรีลกล่าวว่า คนเหล่านี้เขาชอบนินทาพี่น้องผู้คนทั้งหลายและละเมิดสิทธิผู้อื่น”

ดังนั้นวันนี้ยังไม่สายที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยกับการตรวจสอบตนเองใน เรื่องต่างๆในชีวิต อย่าให้การนินทามาอยู่ในตัวเรา เราจะต้องเป็นที่รักของอัลลอฮฺไม่ใช้เป็นคนที่อัลลอฮฺทรงรังเกลียด.....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2009, 08:31:04 am โดย บก.ชั่วคราว »


http://muhtadeen-alhaq.spaces.live.com แวะเยี่ยมเยียนได้ครับ