หะละกอฮฺ ครั้งที่ 5
การสร้างความเข้าใจในการการทำงานดะอฺวะฮฺ
ความเข้าใจ ถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากในการทำงานอิสลาม หลายๆปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานโดยส่วนมากแล้วสาเหตุเกิดจากความไม่เข้าใจระหว่างกัน จุดเริ่มต้นของความเข้าใจนั้นเริ่มมาจากการที่นักทำงานอิสลามมีความเข้าใจในตัวตนของตัวเองก่อน เข้าใจถึงระดับและขีดความสามารถในการทำงานของตน รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ มีวินัยในการทำงานที่ตนได้รับมอบหมาย เป็นต้น และประการต่อมาคือ การเข้าใจศาสนา หมายถึงความเข้าใจในแก่นแท้ของศาสนา เข้าใจถึงสิ่งที่ศาสนาต้องการสอน และสุดท้ายคือการมีความเข้าใจในนักทำงานศาสนาด้วยกัน เป็นต้น
ประการที่ 1 เข้าใจเกี่ยวกับรากฐานที่มาของศาสนา
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักฟื้นฟูอิสลามจำเป็นต้องทำความเข้าใจนั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับรากฐานแหล่งที่มาของศาสนาคืออัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ(อัลฮะดีษ) เราต้องตระหนักว่าหลักการของศาสนานั้นมาจากอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ เป็นความจำเป็นสำหรับนักทำงานศาสนาทุกคนในการศึกษาและทำความเข้าใจอัลกุรอานและอัลฮะดีษจากบรรดาผู้รู้หรืออุละมาอฺให้มากที่สุด เพื่อนำมาเป็นหลักฐานสำหรับการปฏิบัติในเรื่องของศาสนาและทุกๆเรื่องราวในการดำเนินชีวิต นอกจากนั้นจะต้องไม่ตัดทอนหรือเพิ่มเติมสิ่งใดๆ ในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เว้นแต่จะต้องยึดมั่นในสิ่งที่ท่านรอซูล นำมา แม้ว่าโดยสติปัญญาแล้วคิดว่าสิ่งนั้นจะดีเพียงใดก็ตาม เพราะสิ่งที่ท่านรอซูล ได้นำมานั้นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนที่สุดแล้ว ไม่สมควรที่นักทำงานอิสลามจะอุตริสิ่งใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมหรือหลักความเชื่อ ไม่มีความบกพร่องใดๆ ในอิสลาม อิสลามนั้นครบถ้วนสมบูรณ์แล้วนับตั้งแต่ที่ท่านรอซูล ได้จากโลกนี้ไป
คำพูดที่ปราศจากความผิดพลาดคือ คำพูดของท่านรอซูล ส่วนคำพูดที่มาจากมนุษย์นั้นย่อมพบข้อบกพร่องและผิดพลาด ดังนั้นหากเกิดข้อขัดแย้งใดๆในเรื่องราวของศาสนา จำเป็นจะต้องกลับไปทบทวนแหล่งที่มาจากอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺอย่างละเอียดรอบคอบ และครบถ้วนเสมอ
ในส่วนโองการอัลกุรอาน (บางอายะฮฺ) หรืออัลฮะดีษ (บางฮะดีษ) ที่มีความหมายเป็นนัย หรือมุตะชาบิฮาต นั้น เราจะต้องศรัทธาเหมือนดั่งที่มีมาโดยปราศจากการตีความและไม่มีการปฏิเสธใดๆทั้งสิ้น และด้วยความรู้ที่มีอันน้อยนิดของพวกเรา เราต้องพยายามอย่าใช้เวลาให้หมดไปกับการพูดคุยความขัดแย้งในประเด็นเหล่านี้มากนัก ดั่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ ในซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 7 ความว่า
“ พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า โดยที่ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์นั้นมีบรรดาโองการที่มีข้อความรัดกุมชัดเจน (เมื่อทุกคนได้อ่านหรือได้ฟังแล้วจะเข้าใจเหมือนๆกันโดยไม่ต้องตีความ) ซึ่งโองการเหล่านั้นคือรากฐานของคัมภีร์ (เป็นหลักสำคัญของคัมภีร์ที่มุ่งหมายให้เป็นความรู้ทั้งในหลักการศัทธาและในข้อปฏิบัติของมนุษย์และยังเป็นหลักยึดถือในการตีความโองการที่เป็นนัยอีกด้วย) และมีโองการอื่นๆอีกที่มีข้อความเป็นนัย (มีข้อความเป็นเชิงเปรียบเทียบ อาจเข้าใจได้หลายทาง ผู้ที่มีความรู้ในศาสนาของพระองค์อย่างกว้างขวางเท่านั้นที่จะเข้าใจในทางที่ถูกต้องได้) ส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีความเอนเอียงออกจากความจริงนั้น เขาาจะติดตามโองการที่มีข้อความเป็นนัยจากคัมภีร์ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาความวุ่นวาย (เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในหมู่ศรัทธาด้วยการตีความโองการที่เป็นนัยให้เฉออกไปจากความเป็นจริงที่พวกเขาเคยได้รับมาก่อน) และเพื่อการแสวงหาการตีความในโองการเท่านั้น (คือเพื่อแสวงหาการตีความไปตามเป้าหมายที่เขาต้องการ โดยไม่คำนึงว่าจะขัดต่อความหมายของอายะฮที่ข้อความชัดเจนหรือไม่) และไม่มีใครรู้ในการตีความโองการนั้นได้นอกจากอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้เท่านั้น (มีพื้นฐานความรู้อย่างมั่นคง เกี่ยวกับคุณลักษณะต่างๆของพระองค์ (ศิฟาต) และความมุ่งหมายในบทบัญญัติของพระองค์ตลอดจนมีความรู้เกี่ยวกับหลักภาษาที่เป็นโองการของพระองค์อย่างกว้างขวางด้วย) โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศัทธาต่อโองการนั่น ทั้งหมดนั้นมาจากที่ที่พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งสิ้น และไม่มีใครที่จะได้รับคำตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น”
ประการที่ 2 เข้าใจถึงความสมบูรณ์และความครอบคลุมของหลักการอิสลาม
ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่ครอบคลุมในทุกๆด้านของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนกระทั้งสิ้นชีวิต อิสลามได้วางหลักการดำเนินชีวิตให้กับมนุษยชาติไว้อย่างสมดุลที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบอิบาดะฮฺและการขัดเกลาจิตวิญญาณ ด้านวัฒนธรรมอันดีงาม ด้านวิชาการและการศึกษา ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ด้านการแพทย์และการพยาบาล รวมไปถึงด้านการปกครองบ้านเมืองและด้านการทหาร สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้ถูกบัญญัติและบรรจุไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในระบอบอิสลามตั้งแต่พันสี่ร้อยกว่าปีที่แล้ว ดังจะสามารถรับรู้ได้โดยการศึกษาประวัติศาสตร์การปกครองและความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรอิสลามในอดีตที่ผ่านมา และเช่นกัน ด้วยกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป ด้วยความอ่อนแอของบรรดามุสลิมเองและการรุกรานจากศัตรูผู้ประสงค์ร้ายต่ออิสลาม ทำให้อาณาจักรอิสลามอันยิ่งใหญ่ได้ถูกทำลายลง ดังนั้น ณ วันนี้ พวกเราทุกคนจึงต้องกลับมาสร้างระบอบอิสลามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ให้อิสลามกลับมามีชีวิตชีวาและเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความผาสุขของมนุษยชาติ
เนื่องด้วยความสมบูรณ์ของอิสลามนี้เอง เราจะต้องไม่แยกอิสลามออกเป็นด้านหนึ่งด้านใดเพียงด้านเดียวโดยละทิ้งด้านอื่นๆ แต่จะต้องเป็นอิสลามในทุกๆด้าน ไม่แยกศาสนาออกจากวิชาการต่างๆ ไม่แยกศาสนาออกจากการเมืองการปกครองและด้านการทหาร ไม่แยกศาสนาออกจากการแพทย์และการพยาบาล ไม่แยกศาสนาออกจากวัฒนธรรมประเพณีของอิสลาม ไม่แยกศาสนาออกจากระบบเศรษฐกิจ เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ คือ อิสลามด้วยกันทั้งสิ้น
และเพื่อให้เกิดความครอบคลุมในแต่ละด้านของอิสลามนั้น เราจำเป็นจะต้องเร่งสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมให้มากที่สุด และเรียกร้องเชิญชวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีอยู่แล้วนั้นให้มาร่วมมือ ร่วมใจกันทำงานฟื้นฟูอิสลามให้มากที่สุด และสิ่งที่สำคัญพื้นฐานอันดับแรกที่พวกเราต้องสร้างให้เกิดขึ้นกับบุคลากรต่างๆเหล่านี้ให้ได้นั่นก็คือ การสร้างหัวใจแห่งศรัทธาอีหม่านที่แท้จริง ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเพื่ออิสลามทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
ประการที่ 3 เข้าใจปัญหาความขัดแย้งทางฟิกฮฺและข้อปลีกย่อยทางศาสนา
ความขัดแย้งในมุมมองความเข้าใจในตัวบทของศาสนานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมนุษย์แต่ละคนสามารถมีมุมมองและความเข้าใจที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม การขัดแย้งต่างๆจะต้องอยู่ในกรอบของตัวบทและหลักการ และไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแตกแยกกันระหว่างประชาชาติมุสลิม ความขัดแย้งนั้นจะต้องไม่นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกัน และไม่นำไปสู่การนินทากล่าวร้ายซึ่งกันและกัน และหากว่ามีจำเป็นสำหรับการพูดคุยเพื่อหาความถูกต้องหรือความใกล้เคียงที่สุดในประเด็นความขัดแย้งใดๆแล้ว การพูดคุยกันนั้นต้องเป็นไปในบรรยากาศของความเป็นพี่ เป็นน้องกัน อยู่ในบรรยากาศของความรัก และบรรยากาศของการอยากที่จะได้มาซึ่งหลักการที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงกับสัจธรรมมากที่สุด การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการแสวงหาความจริง พูดคุยกันด้วยจรรยามรรยาทที่ดีงาม เพื่อที่จะบรรลุซึ่งหลักการอิสลามอันสูงส่ง
พบว่าความไม่ตรงกันในความเห็นนั้นเกิดขึ้นอย่างมากมายหลายระดับ คือตั้งแต่ ในระดับนักวิชาการร่วมสมัย ความขัดแย้งทางมัซฮับ ความคิดเห็นที่แตกต่างกันตั้งแต่สมัยเศาะฮาบะฮฺ และชนรุ่นแรก ชนรุ่นแรกคือตะบีอิตตาบิอีน ตาบิอีน และรวมไปถึงระดับของเศาะฮาบะฮฺ ดังนั้นจำเป็นจะต้องพึงระวังมรรยาทในความขัดแย้งในข้อปลีกย่อยทางศาสนาให้มาก โดยเฉพาะการขัดแย้งทางตัวบทของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ พึงต้องระวังอย่างถึงที่สุดในการจะตัดสินด้วยตนเองว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกหรือผิดโดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบ
ปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งทางฟิกฮฺ ในเรื่องปลีกย่อย ซึ่งดูเหมือนว่าเหตุการณ์เหล่านี้เริ่มจะบานปลายเข้ามาในทุกขณะ เริ่มมาตั้งระดับผู้รู้ระดับโลก ผู้รู้ระดับประเทศ ผู้รู้ระดับท้องถิ่น และที่สำคัญกำลังย่างก้าวเข้ามาสู่กลุ่มทำงานเพื่ออิสลามต่างๆมากมาย ก็ยังมิอาจจะละทิ้งปัญหา ที่เป็นดั่งเนื้อร้าย ที่คอยบ่อนทำลายเสถียรภาพของประชาชาติอิสลามให้หายไปได้ ในหลักการอิสลามสามารถมีหลายๆเรื่องที่อาจจะมีความเห็นในประเด็นปลีกย่อยที่แตกต่างกันได้ แต่ทุกๆความเห็นก็ย่อมปรากฎหลักฐานสนับสนุนด้วยกันทั้งสิ้น บางหลักฐานแข็งแรงกว่า บางหลักฐานก็อ่อนแอกว่า ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคลในการให้น้ำหนักกับหลักฐานที่มาสนับสนุนแต่ละความเห็น
อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องตระหนักเสมอว่า หลักฐานที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดนั้นนั้น ต้องวางอยู่บนหลักการที่มาจากอัลกุรอานและอัลฮะดีษที่ถูกต้อง เพื่อจะได้มีความเข้าใจที่เที่ยงตรงในอิสลามเหมือนอิสลามที่ถูกนำมาโดยท่าน รอซูล
นักดะอฺวะฮฺจะต้องพึงยึดเอาความเห็นที่มีหลักฐานที่หนักแน่น และแข็งแรงเป็นสำคัญ โดยการพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้ได้มาด้วยหลักฐานเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ควรให้ความใส่ใจและยอมรับกับความเห็นที่มีหลักฐานอ่อนกว่าด้วย แต่หลักฐานที่อ่อนในทัศนะของเรา อาจจะเป็นหลักฐานที่แข็งแรงในทัศนะของอีกฝ่ายได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน หลังจากนั้นก็พยายามอย่าขัดแย้งกันมากนัก แต่เรากลับพบว่าพวกเราบางคนเมื่อได้อ่านความเห็นหนึ่งซึ่งมีหลักฐานที่แข็งแรง ตามทัศนะของเขา เขาก็ไม่ตอบรับความเห็นอื่นๆอีกเลย บางครั้งยังตัดสินว่าความเห็นอื่นๆนั้นขัดแย้งกับหลักการของอิสลามด้วยซ้ำไป จนกระทั้งอาจจะมองว่าสิ่งที่ผู้อื่นกระทำทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด แต่ทัศนะที่ตนยึดถือเท่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของนักทำงานดะอฺวะฮฺทุกคนจะต้องทำความเข้าใจ
ประการที่ 4 เข้าใจความหลากหลายของญะมาอะฮฺในการทำงานศาสนา
การทำงานเพื่อฟื้นฟูอิสลาม เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับมุสลิมทุกคน ทุกๆคนมีคุณค่าในสนามการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ละความถนัดหรือความชำนาญเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการจับมือกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันทำงาน จะขาดด้านหนึ่งด้านใดไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานเพื่อเร่งการฟื้นฟูอิสลามนั้น แน่นอนทีเดียว! ไม่สามารถทำงานตามลำพังได้ จะต้องอาศัยการทำงานเป็นญะมาอะฮฺ ดังนั้นญามาอะฮฺที่ดีจะสามารถจัดระเบียบ วางแผน วางคนตามความสามารถของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ญามาอะฮฺหนึ่งๆควรจะมีการจัดลำดับแผนงานและกำหนดเป้าหมาย ขั้นตอน รวมทั้งวิธีการต่างๆในการทำงาน ดังเช่นประวัติศาสตร์ที่ ท่านรอซูล ซ็อลลัลอฮูอาลัยฮิวาซัล ได้รวบรวมบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ณ บ้านของ อัลอัรกอม อบีอัรกอม และได้ทำการบัยอะฮฺ วางแผนการทำงานอิสลามขึ้นเป็นครั้งแรก และสามารถพิชิตคาบสมุทรอาหรับได้ในเวลาถัดมา
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นสำหรับนักทำงานอิสลามทุกคน ในการทำงานร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺ เพื่อบรรลุในเป้าหมายสำหรับการสถาปนาสังคมอิสลาม ดังเช่นที่ท่านรอซุล ซ็อลลัลอฮูอาลัยฮิวาซัล ได้แสดงแบบอย่างไว้ ต่อมาเมื่อมีการทำงานเป็นญะมาอะฮฺสิ่งสำคัญที่จะต้องมี คือ มีเป้าหมายในการทำงานที่ดี มีแนวทางสำหรับการฝึกอบบรมผู้ที่เข้าร่วมงานและทีมงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของทีมงาน มีรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละญะมาอะฮฺนั้นๆ และมีการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับแต่ละญะมาอะฮฺ คือ จะต้องมีผู้นำที่มีสมาชิกพร้อมที่จะเชื่อฟังและปฏิบัติ ตราบใดที่สิ่งๆนั้นมิใช่สิ่งขัดกับหลักการของอิสลาม ลองพิจารณาเถิดว่า กลุ่มโจร ยังมีการมีญะมาอะฮฺของมัน มีการจัดตั้งกลุ่มทำงานของตัวเอง มีหัวหน้าของกลุ่มโจรที่มีสมาชิกที่พร้อมจะเชื่อฟังคำสั่งและพร้อมปฏิบัติตาม จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการรวมกันเป็นญะมาอะฮฺเพื่อทำงานอิสลาม
สิ่งหนึ่งที่ควรระวังในการทำงานเพื่ออิสลาม ในกรณีที่มีความหลากหลายของญะมาอะฮฺ คือการให้เกียรติซึ่งกันและกันในระหว่างญะมาอะฮฺ ความเข้าใจในหลักการของศาสนา ถือเป็นเรื่องหลักการพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการทำงานในยุคที่มีความหลากหลายของญะมาอะฮฺ ความหลากหลายที่เกิดขึ้นจึงมาพร้อมกับความคิดและความเห็นที่แตกต่างกัน จะพบว่าแต่ละญะมาอะฮฺจะมีรูปแบบการทำงานที่ไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่า ทุกๆญะมาอะฮฺนั้นมีเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน คือการทำงานเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวาตาอาลา และหวังเพื่อความรุ่งโรจน์ของอิสลาม ดังนั้นความเข้าใจซึ่งกันและกันจึงเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการทำงาน
ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า ภาวะของประชาชาติของอิสลามในปัจจุบันนี้กำลังตกอยู่ในสภาพที่ไร้สเถียรภาพอย่างสิ้นเชิง เกิดปัญหาต่างๆขึ้นมากมาย ทั้งจากศัตรูของอิสลาม หรือแม้กระทั่งปัญหาที่มุสลิมสร้างกันขึ้นมาเอง จากกลุ่มทำงานเพื่ออิสลาม หรือแม้กระทั่งปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งทางฟิกฮฺ ในเรื่องปลีกย่อย ซึ่งดูเหมือนว่าเหตุการณ์เหล่านี้เริ่มจะบานปลายเข้ามาในทุกขณะ เริ่มมาตั้งระดับผู้รู้ระดับโลก ผู้รู้ระดับประเทศ ผู้รู้ระดับท้องถิ่น และที่สำคัญกำลังย่างก้าวเข้ามาสู่กลุ่มทำงานเพื่ออิสลามต่างๆมากมาย ก็ยังมิอาจจะละทิ้งปัญหา ที่เป็นดั่งเนื้อร้าย ที่คอยบ่อนทำลายเสถียรภาพของประชาชาติอิสลามให้หายไปได้
ดังนั้นประการสำคัญสำหรับการทำงานในญามาอะฮฺทั้งหลายที่จะต้องเร่งสร้าง คือ การสร้างความเข้าใจในการทำงาน การประนีประนอมซึ่งกันและกัน เพื่อการรวมประชาชาติอิสลามให้อยู่ในภายใต้ร่มธงแห่งสันติภาพของอิสลาม หลักการหนึ่งที่ควรคำนึงเสมอ คือ “เราจะทำงานร่วมกันในสิ่งที่เรามีความเห็นตรงกัน และขออภัยในสิ่งที่เรามีความเห็นแตกต่างกัน”
ทุกๆญะมาอะฮฺต้องช่วยๆกันทำงาน ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ปรองดองกัน และให้มีความสามัคคีกัน ต้องหลีกเลี่ยงการโจมตีกันระหว่างญะมาอะฮฺอย่างเด็ดขาด เพราะการโจมตีกันนั้นเป็นดั่งตัวบ่อนทำลายความเป็นปึกแผ่นของอิสลามอย่างเจ็บปวดที่สุด
หากว่ามีสิ่งไหนที่จะต้องตักเตือนกันในระหว่างญะมาอะฮฺก็ควรจะตักเตือนกันด้วยวิธีการที่ดีที่สุด ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่านเป็นอันขาด และจะต้องไม่ชื่นชมแต่ผลงานของญะมาอะฮฺแล้วดูถูกการทำงานของญะมาอะฮฺอื่นอย่างเด็ดขาด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเรียกร้องเชิญชวนทั้งหมดนั้นจะต้องเรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮฺเท่านั้น ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเชิญชวนเพื่อการไปสังกัดในญะมาอะฮฺของตน เพราะญะมาอะฮฺเป็นเพียงเครื่องมือในการทำงานเท่านั้น แต่เป้าหมายใหญ่คือ การเรียกร้องมนุษยชาติไปสู่การยอมจำนนต่ออัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียว
ประการที่ 5 เข้าใจการจัดลำดับความสำคัญในการทำงาน
การจัดลำดับความสำคัญของงานหนึ่งงานใด แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความละเอียดของผู้ทำงาน เขาจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการลำดับความสำคัญของการทำงาน ต้องรู้ว่าสิ่งไหนต้องให้ความสำคัญมากกว่าและสิ่งไหนที่ให้ความสำคัญน้อยกว่า สิ่งไหนที่ศาสนาให้ความสำคัญเป็นพิเศษ การมีความเข้าใจถึงการลำดับความสำคัญนี้ จะทำให้สามารถวางแผนการทำงานได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ควรให้สำคัญในการดะอฺวะฮฺ เรื่องอีหม่านต่ออัลลอฮฺ ก่อนเรื่องการปฏิบัติอิบาดะฮฺ ให้ความสำคัญเรื่องการอีบาดะฮฺที่เป็นเรื่องหลัก(ฟัรฎู) ก่อนการอิบาดะฮฺเรื่องซุนนะฮฺ เป็นต้น
คงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมมากนัก หากจะสอนให้วัยรุ่นฝึกละหมาดซุนนะฮฺตะฮัจญุด ในขณะที่พวกเขาเหล่านั้นยังไม่สามารถรักษาละหมาดฟัรฏได้เลย หรือจะสอนคนที่เพิ่งเรียนรู้ศาสนา เช่นมุอัลลัฟ ด้วยการสอนเรื่องความแตกต่างกันในความเข้าใจบทบัญญัติศาสนาหรือปัญหาคิลาฟียะฮฺ ก่อนเรื่องการอีหม่านและอิบาดะฮฺหลักๆ สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการลำดับความสำคัญของคนทำงานศาสนาที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ
อนึ่งการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพนั้นต้องมี
1.ความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์
2.การวางแผน
3.การประเมินผล
1.มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ (فِقْهُ الْوَاقِع)
การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในการดะอฺวะฮฺว่าแต่ละสถานการณ์ควรมีการวางแผนและปฏิบัติอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่นักทำงานไม่ควรมองข้าม เราควรจะทำการดะอฺวะฮฺอย่างไรจึงจะเหมาะสมและรอบคอบที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะดะอฺวะฮฺกลุ่มเยาวชนมุสลิมที่กำลังมั่วสุมกับเสียงเพลงหรือเครื่องดนตรีอยู่ เราควรทำอย่างไร? คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก หากการเริ่มต้นการเรียกร้องด้วยการใช้วาจาที่ไม่ลื่นหู หรือใช้คำพูดที่ไม่ไพเราะ เช่นเข้าไปโถมใส่คำพูดในทันทีว่าสิ่งนี้หะรอม ทางที่ดีเราควรที่จะเข้าไปกล่าวทักทายสลามและเริ่มการพูดคุยด้วยคำพูดที่แสดงออกถึงความเป็นมิตรและความห่วงใย พยายามหาแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อที่จะชี้แจงว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการศาสนาอย่างไร เป็นต้น
หลักการทำความเข้าใจสถานการณ์มีองค์ประกอบ 3 ประการ
1) ความเข้าใจในมนุษย์ [الْمُكَلَّف ]
มนุษย์คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นในสังคม ทุกสถานการณ์หรือทุกปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมมีมนุษย์มาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะมีความเข้าใจในสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ใด ย่อมต้องมีความเข้าใจในมนุษย์ที่อยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย ดังนั้นการดะอฺวะฮฺก็เช่นกัน เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ เช่นการมีความคิดความอ่าน หรือการประกอบการงานอาชีพของแต่ละคนที่แตกต่างกัน เพราะความแตกต่างเหล่านี้ย่อมต้องอาศัยการดะอฺวะฮฺที่แตกต่างกันด้วย นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ วิศวกร ครู เกษตรกร ช่างตัดผมและคนทั่วไป ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการดะอฺวะฮฺที่แตกต่างกันทั้งสิ้น ระดับการศึกษาต่างกันก็ต้องอาศัยการดะอฺวะฮฺที่ต่างกันเช่นกัน และอาชีพต่างกันก็ต้องอาศัยการดะอฺวะฮฺที่ต่างกัน อายุต่างกันก็ต้องอาศัยการดะอฺวะฮฺที่ต่างกันเช่นกัน
2) ความเข้าใจในเวลาและสถานที่ [الزَّمَان وَالْمَكَان ]
ความเข้าใจในเวลาและสถานที่เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจมากเช่นเดียวกัน โดยนักทำงานต้องพิจาณาถึงสิ่งที่เกียวข้องกับปัญหาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน รวมถึงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เวลาไหนที่เหมาะสมในการดะอฺวะฮฺของคนกลุ่มไหน? หรือควรจะทำงานในสถานที่ใดจึงจะเหมาะสม สิ่งทั้งสองนี้ขึ้นกับกับพิจารณาของนักดะอฺวะฮฺทุกคน บางครั้งการดะอฺวะฮฺก็จำเป็นต้องรอเวลาและสถานที่ ที่เหมาะสม ความรู้ในสถานการณ์เหล่านี้มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของการดะอฺวะฮฺ
3) ความเข้าใจในสาเหตุของปัญหา [الأَسْبَاب]
ความเข้าใจในสาเหตุของปัญหาเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกันในการที่จะแก้ไขปัญหาหนึ่งๆ เราต้องวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาอย่างละเอียดตั้งแต่สาเหตุเล็กๆ ไปจนถึงสาเหตุใหญ่ เพราะทุกสาเหตุย่อมมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหา การที่เราวิเคราะห์สาเหตุต่างๆ นั้นก็เพื่อที่จะทำให้เรามีความสะดวกในการวางแผนหาแนวทางแก้ไขต่อไปนั่นเอง
การที่เรามีความรู้ในสถานการณ์ที่ได้กล่าวข้างต้นจะช่วยทำให้เราสามารถหาวิธีการและวางแผนการทำงานได้อย่างถูกต้อง การเข้าใจในสภาพแวดล้อมของสถานที่ที่เราจะทำงาน การรู้จักลักษณะนิสัยใจคอของผู้คน การศึกษาประวัติศาสตร์หรือสภาพสังคมของเขา รู้ว่าเขายังต้องการอะไรยังขาดอะไร มีปัญหาอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนหาวิธีการทำงานได้สอดคล้องและตรงกับความต้องการของสังคมนั้นๆ และนี่คือคุณสมบัติที่สำคัญของผู้ที่จะทำหน้าที่เผยแพร่สานแห่งอิสลามให้กระจายไปทั่วทุกที่ คือสิ่งที่นักดะอฺวะฮฺทุกคนควรจะประดับประดาประจำตัวไว้
2. มีการวางแผน (فقه التخطيط)
การวางแผนถือได้ว่าเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุดในการทำกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใด นอกจากมีแผนการทำงานที่ดีแล้ว วิธีการติดตามและประเมินผลกิจกรรมที่รอบคอบก็ถือได้ว่าสำคัญไม่แพ้กัน การประเมินผลจะช่วยทำให้เรารู้จุดบกพร่อง ข้อผิดพลาดและสิ่งที่ควรแก้ไขปรับปรุง นอกจากนั้นยังช่วยทำให้เราทบทวนข้อคิดหรือสิ่งได้เราได้รับจากการทำงานและเป็นการสานต่องานที่เราได้ทำไว้ให้มีความต่อเนื่องเพื่อที่จะพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพงานของเราต่อไป
ในซูเราะฮฺอัลอัมฟาล อายะฮฺที่ 60 อัลลอฮฺ ทรงตรัสไว้ว่า
وَأَعِدُّواْ لَهُم مَّا اسْتَطَعْتُم مِّن قُوَّةٍ وَمِن رِّبَاطِ الْخَيْلِ تُرْهِبُونَ بِهِ عَدُوَّ اللّهِ وَعَدُوَّكُمْ وَآخَرِينَ مِن دُونِهِمْ لاَ تَعْلَمُونَهُمُ اللّهُ يَعْلَمُهُمْ وَمَا تُنفِقُواْ مِن شَيْءٍ فِي سَبِيلِ اللّهِ يُوَفَّ إِلَيْكُمْ وَأَنتُمْ لاَ تُظْلَمُونَ
ความว่า
“ และพวกเจ้าจงเตรียมไว้สำหรับ (ป้องกัน) พวกเขา สิ่งที่พวกเจ้าสามารถ อันได้แก่กำลังอย่างหนึ่งอย่างใด และการผูกม้าไว้ โดยที่พวกเจ้าทำให้ศัตรูของอัลลอฮฺ และศัตรูของพวกเจ้าหวั่นเกรงด้วยสิ่งนั้น และพวกอื่นๆ อีก อื่นจากพวกเขา ซึ่งพวกเจ้ายังไม่รู้จักพวกเขา อัลลอฮฺทรงรู้จักพวกเขาดี และสิ่งที่พวกเจ้าบริจาคในทางของอัลลอฮฺนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะถูกตอบแทนแก่เจ้าโดยครบถ้วนโดยที่พวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรม”
การวางแผน ต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการ
1) เป้าหมายและกลุ่มเป้าหมาย
เราต้องรู้ว่าเป้าหมายในการทำงานของเราคืออะไร และใครคือกลุ่มเป้าหมายของงานนั้น ยกตัวอย่างเช่นการทำค่ายเด็ก เป้าหมายของค่ายเราคือการทำให้เด็กละหมาดเป็นและถูกต้องตามซุนนะฮฺของท่านนบี ดังนั้นเด็กจบไปต้องสามารถละหมาดได้ถูกต้อง ไม่ผิด หากเด็กเข้าค่ายเราแล้วยังละหมาดไม่ถูกต้องถือว่าการทำงานของเราไม่บรรลุผลตามเป้า สำหรับกลุ่มเป้าหมายของเราก็อาจจะกำหนดว่าเป็นเด็กเล็กอายุ 7-8 ขวบ อาจจะเป็นเด็กในพื้นที่ของหมู่บ้านที่เราอาศัยอยู่หรือเป็นเด็กในชุมชนของเราและชุมชนใกล้เคียงอีกสองสามชุมชน เป็นต้น เราก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนเช่นกัน ไม่ใช่จะรับใครจากไหนก็ได้ อย่างนี้จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาได้ เช่น เด็กมาสมัครจำนวนมากเกินไป ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง หรือเด็กที่มาเข้าค่ายมีอายุต่างกันมากเกินไปทำให้ยากแก่การบริหารงาน เป็นต้น
2) วิธีการที่จะไปสู่เป้าหมาย
หลังจากที่เรารู้เป้าหมายและกลุ่มเป้าหมายของงานแล้ว สิ่งต่อไปที่สำคัญคือเราจะมีวิธีการทำงานอย่างไร เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กในค่ายเรานั้นสามารถละหมาดได้ถูกต้อง ในขั้นนี้ทีมงานต้องช่วยกันคิด ช่วยกันวางแผนและกำหนดวิธีการ บางครั้งในเป้าหมายการทำงานหนึ่งๆ อาจจะมีหลายวิธีการที่จะทำให้บรรลุถึงเป้าหมาย บางวิธีการอาจจะมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ต่างกัน เราก็ต้องพิจารณาด้วย ต้องมีความรอบคอบ มีการศึกษาให้ละเอียด เพื่อจะทำให้วิธีการทำงานของเรามีประสิทธิผลและมีคุณภาพ
3) การปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและมีความเหมาะสม
การมีกฎกติกาในการทำงานจะทำให้งานของเรามีระบบและระเบียบ การไร้ซึ่งกฎกติกาในการทำงานจะทำให้งานของเราไร้ขาดความเป็นมืออาชีพได้ ในการทำงานของเราต้องมีความละเอียดในเรื่องนี้ด้วยแต่ในบางครั้งการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ก็ต้องดูความเหมาะสมและต้องดูสถานการณ์ด้วย กฎเกณฑ์บางอย่างสามารถที่จะปรับแก้ได้ตามความเหมาะสม
3. การประเมินผลและติดตามผล [المتابعة فقه ]
ซึ่งประกอบด้วย
1) การประเมินผลกิจกรรม คือการที่เรากลับมาศึกษาข้อผิดพลาดที่เราได้ทำไว้ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำกิจกรรมเพื่อเป็นการนำบทเรียนที่ได้ไปปรับปรุงการทำงานในครั้งต่อไป
2) การสรุป การรวบรวมข้อคิดที่ได้จากการทำงาน การบันทึกประสบการณ์ที่มีคุณค่าหรือองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจเช่นกัน สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับเราซึ่งถือได้ว่ามีคุณค่าไม่สามารถหาจากที่ไหนได้
3) การติดตามผลงาน งานของเราบางครั้งต้องอาศัยระยะเวลาและความต่อเนื่อง เราจัดค่ายขึ้นมาแต่พอหลังจากจบค่ายทุกอย่างก็จบ สิ่งนี้เป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่งในการทำงาน การทำงานที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องมีการติดตามผลงานตลอดเวลา ต้องดูว่าสิ่งที่เราได้ทำไปแล้วมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน มีการติดตามดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ติดตามความคืบหน้าและหาวิธีการแก้ไข ค่ายเยาวชนที่เราได้ทำไปนั้น ผลหลังจากค่ายเด็กๆ มีการนำไปปฏิบัติต่อหรือไม่ ถ้าไม่ เกิดจากสาเหตุอะไรและเราควรมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรที่จะเอามาพูดคุยกันหลังจากการที่ได้ทำกิจกรรมเสร็จแล้ว