
8/10/52 เวลาประมาณ 20.00 น.
หลังละหมาดอิชาอฺ และ วิตรฺ เรียบร้อยพร้อมขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ให้ผมและคณะได้เดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ก็เดินไปขนของจากบ้านบังอันวารซึ่งอยู่หลังมัสยิดไปราวๆ 200 m อัลฮัมดุลิลละฮฺ ได้รับการช่วยเหลือจากบัง(ขายกับข้าว เจ้าของเสียง “กับข้าวมาแล้วจ้า อัสลามุอลัยกุ้ม”) ซึ่งอยู่ข้างบ้านบังอันวาร ก็ยกของขึ้นรถเข็นแล้วเข็นกันมาเรื่อยๆจนถึงหน้าปากซอยมัสยิด โดยมี บังอิลฮัม (ผู้ร่วมชายคาบังอันวาร) ออกมาส่ง และช่วยเข็นรถกลับไปคืนให้ อ่อ ลืมบอกไปก่อนออกจากมัสยิดมีผู้ใหญ่สองท่านจากมัสยิดช่วยเหลืองบประมาณมา 600 บาท ฮั่นแน่! อยากรู้ว่าเขาเป็นใครน่ะหรอ บอกไปก็ไม่รู้จักหรอก งั้นไม่บอกแล้วกัน
เอ่า ไถลลงข้างทางไปไกลเลย กลับมาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่าเนอะ ตอนนี้ก็ขนของเข้า Taxi เรียบร้อยแล้ว มุ่งหน้าสู่ขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2 ที่จตุจักร) โดยใช้เส้นทางพิบูลสงคราม ส่งต่อให้วงศ์สว่าง แล้วสับขาหลอกลงเส้นวิภาวดี เข้าสู่หมอชิต 2 อย่างง่ายดาย ในเวลาราวๆ 20 นาที เร็วจนสำนวนแถวบ้านผมต้องพูดว่า “เร็วจนตดยังไม่ทันหายเหม็นเลย” อยากรู้ไหมว่า Taxi ที่นั่งมาสีอะไร นั่นสิ ! ? ! ผมก็ไม่ทันสังเกตนะ สนนราคาค่างวดครั้งนี้ คนขับรับไปเหนาะๆ 90 บาท
เวลาประมาณ 20.30 น.
อัลฮัมดุลิลละฮฺ ถึงแล้ว “เร็วไปนะบังอันวาร” ผมพูดแซวเล่นๆ แต่ว่า มาเร็วไปชั่วโมงครึ่ง ดีกว่ามาสายแล้วรถออกไปแล้วแค่หนึ่งนาที หลายเท่าเลย ด้วยสัมภาระที่เยอะและหนักเอาการ(แต่ไม่รู้หนักแค่ไหนไม่ได้ชั่งก่อนแบกมา อิสลามสอนผมไว้ ไม่รู้ไม่ชี้ อย่ามั่ว อย่ากะ ฉะนั้น หนักแค่ไหนท่านผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่า ชายฉกรรณ์สองคนยกแทบไม่ขึ้น มันมีน้ำหนักสักเท่าไหร่)
ผมเริ่มมองหาที่สิงสถิตเพื่อรอเวลารถออก “ห้องละหมาดเปล่า?” ผมเอ่ยถาม “มันจะสะดวกหรือเปล่าล่ะ ขนของไปๆมาๆ” บังอันวารถามบ้าง ขณะที่เรากำลังคุยกันนั้น ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ผมรู้สึกว่าถูกจ้องมองจากสายตาหลายคู่ แต่ ก็ไม่มีอะไรมากไปว่า คนรับข้างเข็นสัมภาระหรอกครับ เขามองเพราะของผมเยอะ สงสัยกะเอาเงินผมเต็มที่เลย ผมทำเป็นไม่สนใจ แต่แอบเหลือบมองด้วยหางตา เห็นราคาค่างวดอยู่ที 20 บาท สุดท้ายบังอันวารเลยชวนไปนั่งที่ลานสนามหญ้าหน้าหมอชิต 2
เห้อออ ! ผมปาดเหงื่อ หลังจากลากของมาจนครับ บังอันวารทิ้งตัวลงนั่งพิงกระเป๋าสัมภาระทันที (สงสัยจะแย่เหมือนกัน) สักพัก หัวหน้าโครงการ (บังอับดุลอะซีม ว่าที่พ่อลูกอ่อนคนใหม่) ก็โทรมาหาบังอันวาร เอ*-* หรือว่าโทรหาผม ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ ชักมึนๆแล้ว เหลือบตาไปที่มุมล่างขวา นี่ก็ปาเข้าไป 22:29 น. แล้ว ถึงว่าง่วงๆ ไม่เป็นไรเขียนต่อให้จบ ไม่งั้น บันทึกของวันนี้จะคลาดเคลื่อนอีก (วันที่เขียนบันทึกนี้คือวันที่ 9/10/52)
ด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนมีความผิดปกติเรื่องระบบขับถ่าย และรถที่ใช้เดินทางก็ไม่มีห้องน้ำในตัว ผมเลยเริ่มมองหาห้องน้ำเพื่อเตรียมพร้อมกับการนั่งรถระยะยาวหน่อย แต่ว่าหาอะไรกินก่อนแล้วกัน ตอนนั้นน้องชายของบังอันวารที่เรียนที่อินโดนนิเซียก็โทรมาอีก ผมก็เลยปล่อยให้บังอันวารคุยโทรศัพท์กับน้องชายเขาดีกว่า แล้วถามว่าบังกินอะไร แล้วผมก็เดินไป 7-11 ได้น้ำขวดใหญ่ (เผื่อเอาไปอาบน้ำละหมาดบนรถด้วย) ถั่วสมุนไพร 2 ถุง ถั่วลันเตารถปลาหมึก 1 ถุง นมจืดไทยเดนมาร์ค 1 กล่อง แล้วก็ชาอะไรไม่รู้ หนึ่งขวด ค่าใช้จ่ายราวๆ 76 บาท น่าจะใช่นะ (จำไม่ได้สักอย่าง คนหรือปลาทองเนี่ย?) กลับมานั่งกินถั่วสมุนไพรทั้งสองถุงคนเดียว พร้อมซดชาหมดขวดเรียบร้อยก็ขอตัวไปเคลียร์ท้องไส้ทันที ตอนประมาน 3 ทุ่ม เข้าห้องน้ำ กว่าจะออกมา ก็ 21.50 น. ผมเข้าไปทำอะไรนานจัง แถมยังกำจัดข้าศึกไม่ได้อีกต่างหาก ปวดมวลในท้อง หงุดหงิดใช้ได้ ออกมาถึงที่พักก็เรียกบังอันวารแล้วขนของจะไปที่ชาญชลา 110 (ไม่เหมือนของแฮรี่พอตเตอร์นะ นั่นเลขก็แปลกๆ แถมยังต้องวิ่งชนกำแพงอีก ติ๊งต๊องจริงๆ )
ว่าแต่ว่า มันอยู่ไหนกันไอ้ชาญชลา 110 เนี่ย ถุงนี่ก็หนักเหลือหลาย งั้น จ้างรถเข็นดีกว่า ได้ให้เขานำทางด้วยเลย แล้วก็เดินตามเข้าต้อยๆ มาถึงรถแล้ว ว้าว รถบัสสองชั้นหรูหรา ผมเห็นตำรวจยืนพ่นควันอยู่หน้ารถ แล้วผมก็เดินผ่านไป โดยรู้สึกว่าตำรวจคนนั้นจ้องมองผมอยู่ ทำไมน่ะหรือ? ผมแต่งตัวด้วยชุดปากีฯ เอาสะระบั่นพันคอ ใส่เสื้อกั๊กแล้วใส่ของไว้เยอะเสื้อมันพองๆ สงสัยมันคิดว่าระเบิดมั้ง แล้วเราก็ช่วยขนสัมภาระเข้าในช่องเก็บของ พร้อมจ่ายเงินค่ารถเข็น แต่! เชื่อไหม? ราคาที่เคยแอบมองด้วยหางตาว่า 20 มันกลายเป็น 40 เฉยเลย (ความจำก็ไม่ได้เรื่อง ตายังจะไม่ดีอีกหรือเนี่ย) เอาไงก็เอา ให้ๆเขาไป
จากนั้นก็ขึ้นรถ เดินหาที่นั่งจนเจอ เอากระเป๋าส่วนตัวฝากให้บังอันวารเก็บให้ที่ชั้นเก็บของด้านบนแล้วทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มนิ่ม กล่าวดุอาอฺขึ้นรถเสร็จสรรพ ใช่สิ! ต้องไปบอกคนขับก่อนนี่นาว่า เราซื้อตั๋วไว้ 3 ใบ แต่ขึ้นที่ กรุงเทพฯ แค่สองคน ส่วนอีกคนจะไปรอขึ้นที่ บขส. นครสวรรค์
ไม่เห็นมีคนขับแฮะ เอ้า ไอ้ตำรวจรมควันคนเมื่อกี้นั่งอยู่นี่นา “เอ่อพี่ครับ คนขับยังไม่ขึ้นรถหรือครับ?” ผมเริ่มบทสนทนา “ทำไมอ่ะ?” เขาตอบกลับ น้ำเสียงไม่น่าฟังเท่าไหร่ แถมยังมองหน้าผมด้วยสีหน้าไม่เหมาะสมอีกต่างหาก หลังจากนั้นคำที่ไม่นึกว่าจะได้ยินก็ถูกกล่าวออกมา “เป็นนักบวชหรอ?” ตำรวจรมควันเอ่ยถาม “เปล่าครับ” ผมตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว (ในใจก็นึกว่าจะบอกเพิ่มด้วยว่าอิสลามไม่มีนักบวช แต่ปากยังไม่ทันจะเปิดเพื่อพูดต่อ ตำรวจรมควันก็ยิงคำถามหมัดต่อไป) “เอ่า แล้วเป็นอะไร?” เขาถาม “อ่อ ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรครับ เป็นสามัญชนคนธรรมดาทั่วๆไป นั่นล่ะครับ” ผมตอบสวนหมัดตรงกลับไป “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนี้?” ผมโดนสอยคางกลับอีกหมัดด้วยคำถามเชิงหมิ่นประมาท “ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็เป็นชุดวัฒนธรรมอิสลามน่ะครับ” หลังจากนั้น คำถามเชิงว่าผมเป็นผู้ต้องสงสัยจึงจบลง
ว่าไงล่ะ? คำพูดและน้ำเสียงของเขาน่าฟังขึ้นนิดนึง “คือว่า ตอนซื้อตั๋ว พนักงานเขาบอกว่า ซื้อตั๋วที่นี่แล้วรอขึ้นที่นครสวรรค์ได้ แต่ต้องบอกคนขับด้วย ผมเลยจะมาบอกเนี่ยครับ” “ไหนเอาตั๋วมาดูดิ๊? ตำรวจรมควันเพิ่งตามองตั๋วผมผ่านความมืดในรถช่วงข้างๆคนขับ เพิ่งแล้วเพิ่งอีกก็มองไม่เห็น (เออสิ นั่งดูในที่มืดเห็นก็แปลกแล้ว ตำรวจเขาไม่สอนเรื่องง่ายๆแบบนี้หรอ) คนขับรถมาช่วยชีวิตทันเวลา ตำรวจส่งตั๋วต่อให้คนขับพร้อมกับบอกว่าช่วยดูหน่อยตาไม่ค่อยดี (ก็เล่นนั่งดูในที่มืด ยังอ้างตาไม่ดีอีก เนี่ยล่ะสงสัยควันบุหรี่บังตา) ผมจึงเริ่มเปลี่ยนคู่สนทนาใหม่ หลังคุยกันเรียบร้อย เขาก็บอกว่า โอเคไม่มีปัญหาครับ เดี๋ยวจะกันที่นั่งไว้ให้ ผมจึงเดินกลับมาที่เบาะ ทิ้งตัวลงนอน……..
รถเริ่มถอยหลังออกจากท่ารถ ณ เวลา 22.00 น. ผมโทรบอกแม่เรียบร้อยแล้วในเวลาเดียวกัน เราเริ่มหยิบ mp3/mp4 คู่ใจออกมา ฟัง และสนทนากันบ้างเล็กน้อยรวมถึงเรื่องตำรวจรมควันนั่นด้วย ก่อนที่จะแยกย้ายกันหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
------------------------------------------------------------------------------------------------------
โปรดติดตามตอนต่อไป