كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...

ผู้เขียน หัวข้อ: ชายๆ หญิงๆ กับ genetic  (อ่าน 2023 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

SIDDIG

  • Hero Member
  • ****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 503
ชายๆ หญิงๆ กับ genetic | |
« เมื่อ: เมษายน 30, 2009, 07:42:49 am »
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งในความเมตตาผู้ทรงยิ่งในความกรุณา



เมื่อพูดถึงเรื่องของ ชายๆ หญิงๆ แล้วเกณฑ์ที่สังคมมักใช้ในการตีราคา ให้คุณค่าก็คงไม่พ้นเรื่อง อินทรีย์สารรูปร่าง สีสรรค์รูปแบบที่สัมผัสได้ ผู้ใดก็ตามที่ หน้าตาดี รูปร่างดี สีผิวดี ทรงผมดี จะได้รับการยอมรับ ชื่นชม ชื่นชอบและหลงใหล ความปรารถนาดีก็จะใหลมาเทมาจากผู้คลั่งไคล้เหล่านั้น ในรูปแบบต่าง ส่วนผู้ใดก็ตาม หน้าตาไม่ดี รูปร่างไม่ดี สีผิวไม่ดี ทรงผมไม่ดี ก็จะไม่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษใดๆเหมือนผู้แรก ความแตกต่างระหว่างสองบุคคลก็คือเรื่องภายนอก หรือเรียกกันว่า phenotype หมายถึงลักษณะใดๆที่แสดงออกมา ปรากฏออกมาให้เห็น แล้วความแตกต่างของร่างกายของมนุษย์นั้นเกิดจากอะไร ?



 เมื่อพูดถึงร่างกายรูปร่างสูงเตี้ยท้วมอ้วนผอม สีผิวขาวเผือกแทนคล้ำดำมืด รวมถึงหน้าตาหล่อสวยปานกลางจืดโหด แท้จริงแล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ต่างก็เป็นผลของ โปรตีนทั้งในลักษณะโดยตรงและโดยอ้อม ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะของใบหน้า นั้นประกอบด้วยญามาอะฺฮฺของเซล์นับล้านที่ทำงานประสานกััน ที่ประกอบด้วยส่วนของกล้ามเนื้อใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างแสดงความรู้สึก ได้ ผิวหนังที่ปกคลุมที่แบ่งตัวหลุดออกตลอดเวลา กระดูกแข็งและกระดูกอ่อนที่คอยคงรูปร่างพร้อมความยืดหยุ่นและเติบโตได้ อวัยวะสุดพิเศษอย่างดวงตาคอยจับคลื่นแสง ระบบประสาทบงการและเก็บข้อมูลจากนับล้านตัวจับสัญญาณ ส่ิวนของไขมันในตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสมยิ่ง กระบวนการสร้าง ทั้งส่วนของกล้ามเนื้อ กระดูกอ่อนและแข็ง ผิวหนังปกคลุม เนื้อเยื้อและระบบประสาทที่เป็นตัวรับสัญญาณความรู้สึกทั้งหมดนี้ ต่างก็ถูกควบคุมกระบวนการสร้างด้วย "enzyme เอนไซม์" ทั้งสิ่น



enzyme นั้นเปรียบเสมือนเครื่องจักรอันสลับซับซ้อน ที่คอยเปลี่ยนสารหนึ่งไปเป็นอีกสารหนึ่ง จากสารอาหารที่รับประทานไปสู่อวัยวะของเรา เครื่องจักรenzymeนี้ จะทำงานก็ต่อเมื่อมีคำสังเฉพาะจากหัวหน้าของมันคือนิวเคลียส ภายในนิวเคลียสนั้นประกอบด้วยชุดของข้อมูลอันมหิมาใน DNA (มีการเปรียบกันว่า DNA ขนาดเท่าช้อนชานั้นก็มีข้อมูลมากกว่าหนังสือที่มนุษย์เคยเขียนทั้งหมดเสีย อีก) DNA ก็เปรียบได้กับบันทึกรหัสข้อมูลด้วยสารอินทรีย์เฉพาะ ทุกๆเซลล์ในร่างกายต่างก็มีบันทึกข้อมูลสิ่งมีชีวิตชุดเดียวกันทั้งสิ่น แต่มีการนำข้อมูลออกมาใช้ต่างกัน กล่าวคือ กลุ่มเซลล์บริเวณกระพุ้งแก้มก็จะใช้ข้อมูลส่วนหนึ่งDNAที่เป็นข้อมูลของ ลักษณะของแก้มทำใ้ห้ enzymeจัดการสร้างให้บริเวณนี้อ่อนนุ่มโดยการพอกไขมันมากและสร้างกล้ามเนื้อ น้อย ส่วนกลุ่มเซลล์บริเวณริมฝีปากก็มีชุดDNAเดียวกับกลุ่มเซลล์ฺบริเวณกระพุ้ง แก้มแต่กลับใช้ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งของDNAที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของริมฝีปาก กระตุ้น enzymeให้สร้างเนื้อเยื่อที่ปราศจากต่อมเหงื่อ เป็นไปในลักษณะนี้ กลุ่มเซลล์บริเวณใหนก็ตามในร่างกายจะมีชุดของข้อมูล DNA เดียวกันแต่จะดึงข้อมูลชีวภาพเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับบริเวณนั้นๆมาใช้ กระบวนการดำเนินไปอย่างซับซ้อนยิ่งจนกระทั่งได้มาเป็น ใบหน้าหนึ่งๆ ออกมา ...






 อัลวากิอะฮฺ :58. พวกเจ้าเห็นสิ่งที่พวกเจ้าหลั่งออกมา (อสุจิ) แล้วมิใช่หรือ?



  อัลวากิอะฮฺ :59. พวกเจ้าสร้างมันขึ้นมา หรือว่าเราเป็นผู้สร้าง (*1*)

(1)  พวกเจ้าจงบอกเราถึงสิ่งที่พวกเจ้าหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปในมดลูกของภริยา ของพวกเจ้าว่าพวกเจ้าเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาให้เป็นรูปร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์ กระนั้นหรือ? เปล่าเลย พวกเจ้ามิได้เป็นผู้สร้างและมิได้เป็นผู้กำหนดให้เป็นรูปร่าง เรา (อัลลอฮ.) ต่างหากที่เป็นผู้กำหนดในเรื่องนี้



  อัลวากิอะฮฺ :60. เรานั้นเป็นผู้กำหนดความตายขึ้นในระหว่างพวกเจ้า และเราก็จะไม่ถูกขัดขวาง



  อัลวากิอะฮฺ :61. ในการที่เราจะเปลี่ยนบุคคลเยี่ยงพวกเจ้า และเราจะให้พวกเจ้าเกิดขึ้นมาอีกในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้



  อัลวากิอะฮฺ :62. และโดยแน่นอน พวกเจ้าได้รู้มาแล้วถึงการเกิดครั้งแรก แล้วไฉนเล่าพวกเจ้าจึงไม่ใคร่ครวญ (*1*)

(1)  เรา (อัลลอฮ.) เป็นผู้กำหนดความตายของแต่ละคน โดยให้มีวาระการตายอย่างแน่นอน คือจะไม่ช้าออกไปหรือเร็วเข้ามา เว้นแต่ด้วยพระประสงค์ของเรา และจะไม่มีผู้ใดมาขัดขวางการกระทำของเราได้ ในการที่เราจะสับเปลี่ยนบุคคลเยี่ยงพวกเจ้าแทน และในการที่เราจะสร้างพวกเจ้าให้มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างไปจากรูปเดิมของ พวกเจ้าในโลกนี้ พวกเจ้าไม่รู้ดอกหรือว่า ผู้ที่สามารถสร้างพวกเจ้าให้มีชีวิตขึ้นมาในโลกนี้ก็สามารถที่จะให้พวกเจ้า กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในโลกหน้าอย่างแน่นอน เพราะการให้มีชีวิตครั้งหลังนี้ย่อมเป็นที่สะดวกง่ายด่ายกว่าการให้มีชีวิต ครั้งแรก


มหา บริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺ พระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหมดทั้งมวล และกำหนดแนวทางของมัน และความจำเริญยิ่งคือแนวทางของพระองค์ผ่านทางทานนบีมูฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุอาลัลฮิวาซัลลัม



นี้เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยนิด จากกระบวนการสร้างทั้งหมดทั้งมวลในส่วนอื่นๆ ในร่างกายของมนุษย์ แต่ก็พอสรุปได้ว่าความแตกต่างของรูปร่าง อินทรีย์ของมนุษย์นั้นเป็นผลจาก DNA บางคนในหมู่มนุษย์ได้รับ DNA ลักษณะหนึ่งก็แสดงออกมาเป็นร่างกายที่เป็นที่ต้องการ เป็นที่พอใจของสังคม สูงขาวหล่อสวย ได้รับสิ่งหนึ่งจากสังคม ในขณะที่บางคนในหมู่มนุษย์ไดรับ DNA อีกลักษณะหนึ่งก็แสดงออกมาเป็นร่างกายที่ไม่ได้เป็นที่พอใจเหมือนมนุษย์ กลุ่มแรก และพวกเขาก็ไดรับอีกสิ่งหนึ่งจากสังคม กล่าวคือความแตกต่างของสิ่งที่คนๆ หนึ่งจะได้รับจากสังคมนั้นเป็นผลของ  พันธุกรรม DNA นั่นเอง แล้วเช่นนั้นมนุษย์มี DNA ที่แตกต่างกันได้อย่างไร ? 

DNA ที่แตกต่างกันของมนุษย์แต่ละคนนั้นเกิดจากการที่มีพ่อและแม่ที่แตกต่างกัน เพราะ ข้อมูล DNA ของลูกนั้นมีขึ้นได้จากการถ่ายทอดของพ่อและแม่ หรือลูกได้รับDNAผสม ระหว่างพ่อกับแม่ กล่าวคือถ้าพ่อมีลักษณะDNAที่แตกต่างกัน แม่มีลักษณะDNAที่แตกต่างกัน ก็จะได้ลูกที่มี DNA ที่แตกต่างกันด้วย ส่งผลให้ลูกมีร่างกาย รูปร่าง สีผิวที่จะแสดงออกมาแตกต่างกันด้วย

ความจริงมีอยู่ว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีใครสามารถเลือกพ่อ และแม่ของตัวเองได้ ว่าจะขอเลือกเกิดเป็นลูกของผู้ชายคนนี้ หรือผู้หญิงคนนี้ ประเทศนี้ เวลานี้ วันนี้ ปีนี้ สถานที่นี้ เพศนี้ ชื่อนี้ เปล่าเลยเราเลือกมันได้ แต่เราถูกเลือก ถูกกำหนดให้เป็นลูกของพ่อและแม่ที่ใจดีในปัจจุับันของเรา เมื่อเลือกพ่อแม่ไม่ได้ฉันใด ก็ไม่สามารถเลือกพันธุกรรมDNA ของตัวเองที่จะไดรับการถ่ายทอดจากพ่อและแม่ไม่ได้ฉันนั้น  และเมื่อเลือกพันธุกรรม DNA ของตัวเองไม่ได้ฉันใด ก็ไม่สามารถเลือกร่างกาย รูปร่าง สีผิว หน้าตาของตัวเองได้ฉันนั้น



เรื่องชีวิตของคนๆ หนึ่งก็ีมีอยู่ว่า วันหนึ่งเราก็ลืมตาขึ้นมาในโรงพยาบาลในห้องคลอด หรือสถานที่คลอดอื่นๆ เราร้องห่มร้องให้ในสถานที่แห่งใหม่ที่ตนได้เจอะเจอ วันนั้นเราพึ่งรู้ว่าเรามีมือสองข้าง มีสิบนิ้วด้วย มีสองขากับสิบนิ้วเล็กๆของมันด้วย วันนั้นเราพึ่งได้รับทราบสีผิวของตัวเองขาวแดงแทนดำ และในวันนั้นเราก็ได้พบกับบุคคลหนึ่งที่โอบกอดเราในอ้อมแขนอันอบอุ่น น้ำนมที่ไหลรินจากทรวงอกแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ คอยเช็ดเนื้อเ็ช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อมอย่างไม่รังเกียจ แล้วเราก็เรียกเขาว่า อะมี และอีกบุรุษเคียงข้างว่า อะบี ไม่นานเราก็พบว่าพ่อเรียกเราด้วยเสียงๆ หนึ่งกลายเป็นชื่อของเรา เราก็เริ่มเติบโตขึ้นในสิ่งแวดล้อมบรรยากาศที่ อะมี และ อะบี จัดเตรียมไว้สำหรับเรา เราเริ่มรับทราบหน้าตาตัวเอง รูปร่างของตัวเอง เชื้อชาติของตัวเอง ประเทศของตัวเอง เมื่อเราเริ่มเข้าสู่สังคมที่กว้างขึ้นเราก็ได้พบกับ คนอื่นๆรุ่นราวคราวเดียวกันที่พบเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน และพบว่าบางส่วนของพวกเขานั้นมีรูปร่าง เป็นที่น่าพอใจ เป็นที่ชื่นชมของสังคม และบางส่วนของพวกเขาก็มีรูปร่างในทางตรงกันข้าม



ไม่่มีมนุษ์คนใดเลือกที่จะเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ได้เลือกที่จะเกิดเป็นลูกของคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้เลือกร่างกายและรูปร่างของตัวเอง  ไม่ได้เลือกสีผิวและสีผมของตัวเอง ไม่ได้เลือกหน้าตาของตัวเอง ไม่ได้เลือกประเทศเกิดเมืองเกิดโรงพยาบาลเกิดเวลาเกิดของตัวเอง ไม่ได้เลือกฐานะเริ่มต้นของตัวเอง ไม่ได้เลือกศาสนาเริ่มต้นของตัวเอง(อัลฮัมดุลิลลาฮฺ พระองค์ทรงเมตตายิ่งที่ทรงเลือกให้เป็นมุสลิม) ไม่ได้เลือกว่าตนจะเป็นผู้พิการแต่กำเนิดหรือไม่ หลายสิ่งหลายอย่างนานัปประการนั้นเราไม่ได้เลือกและถ้าจะเลือกก็เลือกไม่ได้ เพราะเราถูกเลือกให้เป็นมนุษย์โดยพระผู้สร้าง เพราะเราถูกเลือกให้เป็นผู้ชายหรือหญิงโดยพระผู้ทรงเมตตาอัรรอฮฺมาน เพราะเราถูกเลือกให้มีสีผิวดำแดงขาวโดยพระผู้ทรงสูงส่งยิ่ง เพราะเราถูกเลือกให้มีหน้าตาแบบนี้โดยพระผู้บรรดาลสร้างทุกๆสรรพสิ่ง เพราะเราถูกเลือกประเทศเกิดเมืองเกิดโรงพยาบาลเกิดเวลาเกิดโดยพระผู้ทรง เกรียงไกรหนึ่งเดียว เพราะเราถูกเลือกให้มีฐานะครอบครัวแบบนี้โดยพระผู้ทรงครอบครองชั้นฟ้าทั้ง หลายและแผ่นดิน เพราะเราถูกเลือกให้มีศาสนาเริ่มต้นเป็นอิสลามด้วยความเมตตาอันล้นพ้นของพระ ผู้ทรงกรุณาปราณีและทรงอภัยโทษ ดังนั้นมวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์ที่ทรงเลือกให้เราเกิดมาเป็นเราใน ขณะนี้






30. ซูเราะฮฺ อัรฺรูม:30. ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่ยงแท้ (*1*) (โดยเป็น) ธรรมชาติของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา (*2*) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮฺ นั่นคือศาสนาอันเที่ยงตรง แต่ส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้ (*3*)

(1)  จงให้ความบริสุทธิ์ใจต่อศาสนาของเขาเพื่ออัลลอฮฺ ตะอาลา อย่างแท้จริง และผินหลังให้กับศาสนาจอมปลอม
(2)  โดยให้อยู่ในธรรมชาติ คือการให้ความเป็นเอกภาพแด่อัลลอฮฺองค์เดียว
(3)  ไม่ใคร่ครวญว่า สำหรับเขานั้นมีพระผู้สร้าง สมควรแก่การเคารพภักดี


ดังนั้นถูกต้องหรือไม่ในการที่เราจะมาตีราคาให้คุณค่ากับมนุษย์โ้ดยประเมิน จากหน้าตาของเขา รูปร่างของเขา สีผิวของเขา ? ถูกต้องหรือไม่ในการที่เราจะให้คุณค่าแก่มนุษย์ด้วยสิ่งที่เขาเลือกไม่ได้ ? ถือว่ายุติธรรมหรือไม่ในการที่เราจะให้บุคคลที่มีหน้าตาดี รูปร่างดี สีผิวดี เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี เชื้อชาติดี มีคุณค่าราคามีความสำคัญมากกว่าบุคคลที่เกิดมาหน้าตาไม่ดี รูปร่างไม่ดี สีผิวมืดคล่ำ ครอบครัวยากจน ในประเทศที่แร้นแค้น ทั้งๆที่ไม่มีใครเลือกว่าจะเกิดมาหล่อสวยหรือไม่หล่อไม่สวย ไม่มีใครเลือกว่าจะเกิดมารวยหรือจน ไม่มีใครเลือกที่จะเกิดมาขาวหรือดำ เราตัดสินผู้อื่นด้วยกับสิ่งที่ผู้นั้นเืลือกไม่ได้มันถูกต้องหรือ ? อะไรคือความผิดของคนที่เขาเกิดมายากจน หน้าตารูปร่างไม่ดีไม่สวยงาม ในเมื่อตัวเขาเองก็ไม่ได้เลือกที่จะเป็นเช่นนั้น ? แล้วอะไรคือความดีความชอบที่คนๆหนึ่งเกิดมารูปร่างหน้าตาดีสูงใหญ่ ในครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวย ทั้งๆที่สิ่งดูดีเหล่านี้ไม่ได้้เป็นผลจากการเลือกของตัวเขา พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิได้รับการสรรเสริญอัน เนื่องจากการสร้างสรรค์อันสวยงามของพระองค์






49. ซูเราะฮฺ อัลหุญร๊อต:13. โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง (*1*) และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน (*2*) แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ.นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า (*3*) แท้จริงอัลลอฮ.นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

(1)  คือได้สร้างมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน คืออาดัมและเฮาวาอ.
(2)  ความแตกต่างระหว่างเผ่า ตระกูล และประชาชาติ หรือความแตกต่างทางภาษาคำพูด ผิวพรรณ ขนบธรรมเนียมประเพณีมิได้เป็นสาเหตุให้มีการแตกแยกเป็นศัตรูกัน แต่เพื่อให้มีการรู้จักกันปรึกษาหารือกัน และร่วมมือกันทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
(3)  คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์นั้น อัลลอฮ.เป็นผู้ทรงกำเนิดนั่นก็คือผู้ที่มีเกียรติที่สุด ณ อัลลอฮ.คือผู้ที่มีความยำเกรงพระองค์มากที่สุด ผู้ที่รักษาขอบเขตและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์




ดังนั้นคุณค่าของมนุษย์ควรตัดสินจากสิ่งที่ มนุษย์สามารถเลือกได้อย่างอิสระ และมหาบริสุทธ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺจะเกณฑ์อื่นใดอีกเล่าจะเลอเลิศไปกว่าเกณฑ์ของ อัลลอฮฺ "แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ.นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า"

ท่านนบีมุหัมมัด กล่าวไว้ว่า “สตรีจะถูกเลือก (มาเป็นภรรยา) มีสี่ประการ (1) ความร่ำรวยของนาง (2) วงศ์ตระกูล,เชื้อสายของนาง (3) ความสวยของนาง และ (4) การมีศาสนาของนาง เช่นนั้นจงเลือก (บุคคล) ที่มีศาสนา มิเช่นนั้นแล้วมือของท่านจะคลุกฝุ่น (หมายถึงจะประสบกับความวุ่นวาย,เดือนร้อนในชีวิต)” (บันทึกโดยบุคอรีย์ ลำดับหะดีษที่ 4700)


ดังนั้นเหมาสมยิ่ง ถูกต้องยิ่ง ในแนวทางที่ท่านนบีได้ทรงวางไว้ในการเลือกคู่ครองที่จะต้องเลือกบุคคลที่มี ศาสนา แม้นว่าจะยากจน ไม่สวยงาม วงศ์ตระกูลไม่ดีก็ตาม


ซูเราะฮฺ อัลฟุรกอน (Al-Furqan)



74. และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์โปรดประทานแก่เรา ซึ่งคู่ครองของเราและลูกหลานของเรา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตาของเรา(*1*) และทรงทำให้เราเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้ยำเกรง”

(1)  ด้วยการยึดมั่นในการจงรักภักดีต่อพระองค์ และกระทำความดี เพื่อความโปรดปรานต่อพระองค์

มวลการสรรเสริญนั้นเป็นสิทธิของอัลลฮฺ ผู้ทรงสร้างมนุษย์และแนวทางการใช้ชีวิตแก่มนุษย์ ผ่านทาง นบีมูฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุอาลัยฮิวาซัลลัม
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 11, 2010, 09:47:08 am โดย SIDDIG »
บันทึกการเข้า

SIDDIG

  • Hero Member
  • ****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 503
เรากลัวความลำบาก เรารักความสบาย | |
« Reply #1 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 11:57:07 pm »
ถ้าท่านกลัวความยากลำบาก ก็เท่ากับว่าท่านกลัวความสำเร็จ
ถ้าท่านกลัวความเหนื่อย ก็เท่ากับว่าท่านกลัวความเข้มแข็ง
ถ้าท่านกลัวการทดสอบด้วยสิ่งเลวร้ายต่างของอัลลอฮฺ ก็เท่ากับว่าท่านกลัวสวนสวรรค์ของพระองค์

ถ้าท่านรักความสบาย ก็เท่ากับว่าท่านรักความอ่อนแอ
ถ้าท่านรักความเกียจคร้าน ก็เท่ากับว่าท่านรักความล้มเหลว
ถ้าท่านรักความสุขแห่งดุนยาและการละเมิด ก็เท่ากับว่าท่านรัก ไฟนรกอันลุกโชนความเจ็บปวดอันยาวนานจากการลงโทษของอัลลอฮฺ

ไม่ใช่ว่าเราปราศจากความต้องการความสุขของดุนยา แต่เราต้องการความสุขที่เลิศเลอกว่านั้นล้านๆเท่าจากอัลลอฮฺต่างหาก
ไม่ใช่ว่าการละเมิดจะไม่ให้เรามีความสุขทางกายแก่เรา แต่เราต้องการความสุขที่ชอบธรรมที่ปราศจากความอธรรมต่างหาก
ไม่ใช่ว่าชีวิตสิบๆ ปีบนดุนยาไม่น่าหลงใหล แต่ที่น่าหลงใหลมากกว่าคือสัญญาอันจีรังของอัลลอฮฺคือสวนสวรรค์ที่พำนักสำหรับบ่าวผู้นอบน้อมชั่วนิรันดร์ 99,999,999,999,999,999,999,999,999,999,999,999,999....ปี
ไม่ใช่ว่าไม่ชอบสะสมสมบัติอันมีค่า ที่ดินบ้านพ้กสวยหรูที่กาฟิรต่างแข่งขันกัน แต่พวกเขาคงมองไม่ออกว่าเรากำลังสะสมฐานันดรอันถาวรเขย็บขยายอาณาจักรอันสวยงามสุดลูกหูลูกตาใหญ่โตกว่าจักรวาลนี้ทั้งหมดเป็นล้านๆเท่าในสวนสวรรค์ด้วยการโอนบัญชีทรัพย์สินแห่งดุนยาสู่บัญชีแห่งผลบุญและความโปรดปรานของพระองค์อยู่นี่ไง

หากปราศจากความของอัลลอฮฺแล้วเราก็คงหลงทางไปไกลแล้ว หากปราศจากความกรุณาของพระองค์แล้วเราย่อมขาดทุนย่อยยับ หากปราศจากการอนุเคราะห์ของพระองค์แล้วชีวิตของเราคงพังพินาศล่มจมล้มเหลวไม่มีชิ้นดีเป็นแน่ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความนอบน้อมแก่เราเพื่อจิตใจเราจะได้สูญูดต่อพระองค์ และไม่ให้ความหยิ่งยะโสโอหังทำข้าพระองค์เหินห่างจากความเอ็นดูของพระองค์
บันทึกการเข้า

SIDDIG

  • Hero Member
  • ****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 503

หากเรายังเรียกร้องตัวเองยังไม่ได้ เราจะเรียกร้องให้ผู้อื่น ยอมตามอิสลามได้หรือ

หากเรายังแพ้พ่ายต่อนัฟซู ครั้งแล้วครั้งเล่า เราจะให้คนอื่นเอาชนะนัฟซูได้อย่างไร

เราจะนำทางผู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่สามารถนำทางตัวเองได้เลย

เราควบคุมผู้อื่นได้หรือ ในเมื่อเรายังคุมตัวเองยังไม่ได้

ในเมื่อเรายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แล้วเราคิดว่าเราสามารถแปลงผู้อื่นได้หรือ

บันทึกการเข้า

SIDDIG

  • Hero Member
  • ****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 503
แนวทางของเรานั้น ... | |
« Reply #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2010, 09:04:41 pm »
แนวทางของเรานั้น ...

มันไม่ได้ขึ้นกับว่ามันจากยากลำบากหรือมันจะง่ายดาย

มันไม่ได้ขึ้นกับว่ามันเราจะมีความสุขหรือความทุกข์

มันไม่ได้ขึ้นกับว่าเราจะได้รับความรักหรือความเกลียดชังกลับมา

มันไม่ได้ขึ้นกับว่าจะร่ำรวยหรือยากจน

มันไม่ได้ขึ้นกับว่าจะดูมีเกียรติหรือต่ำต้อย

มันไม่ได้ขึ้นกับว่าเราจะเป็นผู้นำ หรือผู้ตาม

มันไม่ได้ขึ้นกับว่าเราจะสูญเสียสิ่งใด หรือได้รับสิ่งใด

มันไม่ได้ขึ้นกับว่าเราจะต้องตายหรือมีชีวิตรอด

มันไม่ได้ขึ้นกับว่าสังคมจะเชิดชูหรือเหยียดหยามเรา

มันไม่ได้ขึ้นกับว่าจะมีผู้คนทำตามเรา หรือทึ้งจากเรา

แต่มันขึ้นกับว่า มัน ถูกต้อง หรือ ผิดเพี้ยน

แต่มันขึ้นกับว่า มัน ยุติธรรม หรือ อยุติธรรม

แต่มันขึ้นกับว่า ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ได้สอนเราไว้ เช่นไร

แต่มันขึ้นกับว่า ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ได้ทำเป็นแบบอย่าง อย่างไร

และเหนือสิ่งใด

ทั้งหมดมันขึ้นกับว่า อัลลอฮฺพระเจ้าแห่งสากลจักรวาลผู้สร้างเรามา ทรงประสงค์สิ่งใด

ทั้งหมดมันขึ้นกับว่า อัลลอฮฺพระเจ้าผู้ทรงยิ่งในความเมตตาผู้ทรงยิ่งใดความกรุณา ทรงโปรดปรานพอพระทัยหรือไม่

ทั้งหมดมันขึ้นกับว่า อัลลอฮฺพระเจ้าผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ทรงโกรธกริ้วเราหรือเปล่า

หากความโปรดปรานของพระองค์ ต้องแลกกับทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องยอมพลี

เพื่อหลีกห่างความโกรธกริ้วของพระองค์ หากต้องสูญสิ้นชีวิต เราต้องยอมสละ

เพราะแต่ใหนแต่ไร เราไม่เคยสร้างสิ่งใดขึ้นมาสักชิ้นในชีวิต ไม่ใช่อัลลอฮฺพระเจ้าแห่งสากลโลกดอกหรือที่ประทานทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีในวันนี้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2010, 09:04:12 pm โดย SIDDIG »
บันทึกการเข้า

SIDDIG

  • Hero Member
  • ****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 503
อย่าเรียกตัวเองว่า ... | |
« Reply #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2010, 02:54:04 pm »
อย่าได้เรียกตัวเองว่า บุรุษ หากเราไม่สามารถรักษาคำพูดได้ รักษาสัจจะได้

อย่าได้เรียกตัวเองว่า บุรุษ หากเราไม่สามารถต้านทานอารมณ์ใฝ่ต่ำได้

อย่าได้เรียกตัวเองว่า บุรุษ หากเรายอมแพ้ต่อความทุกข์ความลำบากและความตาย

อย่าได้เรียกตัวเองว่า บุรุษ หากเรายังเห็นแก่ตัว กลัวการเสียสละ


เราไม่อาจเป็นบุรุษที่สมบูรณ์ได้ ตราบใดที่เรายังเหินห่างจาก แบบฉบับแห่งยอดบุรุษ ศาสนทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้า

เราไม่อาจเป็นบุรุษที่บรรลุผลได้ตราบใดที่เรายัง ห่างใกลจากทางนำแห่งพระผู้เป็นเจ้า

พระเจ้าทรงให้โอกาศเราเกิดมาเป็น บุรุษ ให้เราใด้มีโอกาสรับใช้พระองค์อย่างเต็มกำลัง อย่างแข้มแข็ง

อย่าได้ให้ความเป็นบุรุษของเรา เป็นสัญลักษณ์ของความอัปยศ ด้วยกับแนวทางอื่นๆจากแนวทางอันเที่ยงธรรมแห่งอิสลาม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 28, 2010, 07:30:18 am โดย SIDDIG »
บันทึกการเข้า

SIDDIG

  • Hero Member
  • ****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 503
ชีวิตของฉัน เป้าหมายของฉัน | |
« Reply #5 เมื่อ: เมษายน 11, 2010, 10:05:59 am »
ชีวิตของฉัน เป้าหมายของฉัน



เวลาเป็นสิ่งที่ใครๆก็มีแม้อาจจะไม่เท่ากัน บางคนมีมากบางคนมีน้อย

แต่สิ่งที่เป็นความจริงของเวลา ก็คือเมื่อมันหมดชีวิตของคุณก็หมด

 เมื่อมันสิ้นสุดการกระทำของคุณบนโลกใบนี้ก็เป็นอันยุติ

เวลามีจำกัด และเราใช้มันได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ใช้แล้วใช้เลย

เวลาเก่าๆหมดแล้วหมดเลยจะขอกลับไปใช้ใหม่ไม่ได้

 เวลามีแต่เดินไปข้างหน้า ย้อนกลับไม่ได้

ดังนั้นความผิดพลาดในการตัดสินใจใช้เวลาจึงหมายถึง การสูญเสียทรัพยากรที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

เพราะแม้เงินทองกี่ล้านล้านก็ซื่อเวลาต่อชีวิตสักวินาทีหนึ่งก็ไม่ได้




 

6:2. พระองค์คือ ผู้ที่ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากดิน แล้วได้ทรงกำหนดเวลาแห่งความตายไว้ และกำหนดที่ถูกระบุไว้อีกกำหนดหนึ่งนั้น(*1*) อยู่ที่พระองค์แต่แล้วพวกเจ้าก็ยังสงสัยกันอยู่
 
(1)  คือกำหนดแห่งการฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ ซึ่งกำหนดนี้ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น

 

7:34. และสำหรับแต่ละประชาชาตินั้นมีกำหนดเวลาหนึ่ง(*1*) ครั้นเมื่อกำหนดเวลาของพวกเขามาแล้ว พวกเขาจะขอให้ล่าช้าไปสักชั่วโมงหนึ่งก็ไม่ได้ และจะขอให้เร็วไป (สักชั่วโมงหนึ่ง)ก็ไม่ได้

(1)  คือกำหนดเวลาแห่งการมีเกียรติและไร้เกียรติ และกำหนดเวลาแห่งการสิ้นสุดแห่งประชาชาตินั้น ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามกฎแห่งการกำหนดสภาวะของพระองค์



ด้วยเหตุนี้ การค้นหาวิธีการใช้เวลาที่ดีที่สุด ที่คุ้มค่าที่สุด จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นกับทุกคนที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของตน

และตระหนักว่าเวลาของตนนั้นมีมูลค่าสูงแค่ไหน หนึ่งในวิธีการใช้เวลาให้คุ้มค่าคือการกำหนดเป้าหมาย

เพราะเป้าหมายจะกลั่นกรองพฤติกรรมของเราให้เราประพฤติเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับ เป้าหมายของเราเท่านั้น ขจัดพฤติกรรมที่ทำให้ห่างไกลเป้าหมายออกไป

เป็นสิ่งที่คอยควบคุมให้เราเลือกใช้เวลาเฉพาะสิ่งที่มีผลดีกับเป้าหมายของเราเท่านั้น การที่เราจะกำหนดเป้าหมายหนึ่งเป้าหมายใดขึ้นมาในชีวิตนั้น

 เราจำเป็นต้องค้นหาจากข้อมูลทั้งหมดที่เรามี โดยใช้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด ในการพิจารณาว่าอะไรคือเป้าหมายของชีวิตเรา

 เราจะใช้ข้อมูลที่ผิดพลาดไม่มีความน่าเชื่อถือไม่ได้เพราะ นั่นหมายถึงการเอาชีวิตของเราไปเสี่ยงกับความหลงผิด

 เสี่ยงที่ชีวิตที่มีค่าของเราต้องพบเจอกับความผิดพลาด เสี่ยงที่เราจะต้องมาคอยมาต้องแก้ไข

 ปรับแก้เป้าหมายชีวิตในภายหลังจากที่ เป้าหมายที่เคยกำหนดขึ้นมาก่อนแล้วกลับมาพบทีหลังว่าไร้ค่า

ในฐานะมนุษย์ผู้ซื่อสัตย์เรามิอาจปฏิเสธได้ว่า ในปัจจุบันนี้ ด้วยหลักฐานมากมายทางด้านวิทยาศาสตร์

ด้วยหลักฐานมากมายทางด้านประวัติศาสตร์ แหล่งข้อมูลของมนุษย์ชาติที่ไม่เคยมีรายงานของความผิดพลาดปรากฏขึ้นมาเลย

ก็คือ อัลกุรอาน และอัซซุนนะฮฺ




ยิ่งระยะเวลาได้เนิ่นนานไป ประโยคภายในแหล่งข้อมูลทั้งสองก็ค่อย ฉายแววแห่งความสัจจริงทุกๆขณะ

 กี่มากน้อยที่ประโยคภายในนั้นกลับเป็นข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ใช้ความพยายามในการที่จะค้นพบมัน

กี่มากน้อยที่วิถีชีวิตที่ท่านนบีมูฮัมมัด ได้วางรากฐานนั้นกลับเป็นแบบแผนพฤติกรรมที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เท่าที่  นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะค้นคว้าได้

สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ว่า อัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺนั้นเป็นข้อมูลที่ไม่มีข้อผิดพลาด

 เป็นข้อมูลที่มีแต่ความจริงและความถูกต้องเท่านั้น ดังนั้นเป้าหมายของเราจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดเหล่านี้

คือ อัลกุรอาน และอัซซุนนะฮฺนั่นเอง




 

7:185. “และพวกเขามิได้มองดูในอำนาจทั้งหลายแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงบังเกิดขึ้นดอกหรือ ? และแท้จริงอาจเป็นไปได้ว่า กำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเขานั้นได้ใกล้มาแล้ว(*1*) แล้วก็ถ้อยคำใดเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากันหลังจากอัล-กุรอาน(*2*)”

(1)  กล่าวคือ เมื่อความตายได้มายังพวกเขาแล้วโดยที่พวกเขามิได้ศรัทธา พวกเขาจะต้องเสียใจอย่างรุนแรงเนื่องจากโทษที่พวกเขาจะได้รับ
(2)  หมายถึงว่าถ้าไม่เชื่ออัล-กุรอานแล้ว พวกเขาจะเชื่อคำแนะนำของใคร?
 



จากอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ ทำให้เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าระยะเวลาของความมีตัวตนของมนุษย์แต่ละคนนั้น

เริ่มตั้งแต่ที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา และสืบเนื่องไปตลอดกาล

 ดังนั้นเป้าหมายของชีวิตจึงต้องประเมินโดยอยู่บนพื้นฐานของระยะเวลาทั้งหมด

 ไม่ใช่เพียง 20  ปี
 


หรือไม่ใช่เพียง 40 ปี

 หรือไม่ใช่เพียง 50 ปี

 หรือไม่ใช่เพียง 70 ปี

 หรือไม่ใช่เพียง 90 ปี



หรือไม่ใช่เพียง 100 200ปี

 หรือไม่ใช่เพียง 500 ปี

 หรือไม่ใช่เพียง 1000 ปี

หรือไม่ใช่เพียง 5000 ปี





หรือไม่ใช่เพียง 10000 ปี

หรือไม่ใช่เพียง 1000000 ปี

หรือไม่ใช่เพียงล้านล้านๆๆๆ ปี

 แต่ ต้องตลอดกาลต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด infinity ดังตัวอย่างที่ปรากฏในอัลกุรอานดังนี้






2:82. และบรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบสิ่งที่ดีงามทั้งหลายนั้น ชนเหล่านี้แหละคือชาวสวรรค์
โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในสวรรค์โดยที่พวกเขาจะ พำนักอยู่ในสวรรค์ตลอดกาล

3:15. จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าจะให้ฉันบอกแก่พวกท่านถึงสิ่งที่ดียิ่งกว่านั้น (*1*) ไหม?
 คือบรรดาผู้ที่ยำเกรงนั้น ณ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา พวกเขาจะได้รับบรรดาสวนสวรรค์
ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่าง โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในสวนสวรรค์เหล่านั้นตลอดกาล
และจะได้รับบรรดาคู่ ครองที่บริสุทธิ์(*2*) และความพึงใจจากอัลลอฮ์ด้วย และอัลลอฮ์นั้นทรงเห็นบรรดาบ่าวทั้งหลาย

3:88. โดยที่พวกเขาจะอยู่ในการละอ์นัตนั้นตลอดกาล ซึ่งการลงโทษนั้นจะไม่ถูกผ่อนเบาแก่พวกเขาและทั้งพวกเขาจะไม่ถูกประวิง(*1*)อีกด้วย

3:107. และส่วนบรรดาผู้ที่ใบหน้าของพวกเขาขาวผ่องนั้น เขาจะอยู่ในความเมตตา(*1*)ของอัลลอฮ์ โดยที่พวกเขาจะอยู่ในความเมตตานั้นตลอดกาล

5:35. ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! พึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงแสวงหาสื่อ(*1*) ไปสู่พระองค์ และจงต่อสู้และเสียสละในทางของอัลลอฮ์เถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ

3:104. และจงให้มีขึ้นจากพวกเจ้า ซึ่งคณะหนึ่งที่จะเชิญชวนไปสู่ความดีและใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบและห้ามมิให้กระทำสิ่งที่มิชอบและชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้ได้รับความ สำเร็จ

7:8. และการชั่ง(*1*)เป็นความจริงผู้ใดที่ตราชูของเขาหนัก(*2*)ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ได้รับความสำเร็จ

9:88. “แต่ทว่าร่อซูล และบรรดาผู้ที่ศรัทธาซึ่งร่วมอยู่กับท่านนั้น ได้ต่อสู้ด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขา ชนเหล่านี้แหละสำหรับพวกเขานั้นจะได้รับความดีมากมาย
และชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ได้รับความสำเร็จ”

9:89. “อัลลอฮ์ได้ทรงเตรียมไว้แล้ว สำหรับพวกเขา ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้(*1*)สวนสวรรค์เหล่านั้นโดยที่พวกเขาจะ
พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นแหละคือชัยชนะอันใหญ่หลวง”

91:9. แน่นอนผู้ขัดเกลาชีวิตย่อมได้รับความสำเร็จ

 




ดังนั้นเป้าหมายของเราจึงหมายถึงการขัดเกลาตัวเองให้เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นศรัทธา

เหมือนแบบฉบับของท่านนบี และประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านในทุกๆด้านเท่าที่ความสามารถของเราจะอำนวยให้

และรับผิดชอบในหน้าที่ที่สังคมได้มอบให้ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราได้รับหน้าที่ความรับผิดชอบจากสังคมให้เป็นแพทย์

เราจะต้องไม่ให้บกพร่องในความรับผิดชอบนี้ ต้องมีความรู้ที่เพียงพอ ต้องมีความสามารถที่เพียงพอที่จะรักษาช่วยเหลือมนุษยชาติทั้งร่างกายและจิตใจ

 เมื่อเราเป็นผู้ที่จะช่วยเหลือมนุษย์ที่ผิดปกติดังนั้นตัวเราจะต้องเป็นมนุษย์ที่ปกติ มีร่างกายที่ปกติ มีจิตใจความเชื่อศรัทธาที่ปกติ

 เป็นมนุษย์ที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ไม่บกพร่องในการเป็นมนุษย์ที่ผู้สร้างมนุษย์ต้องการให้เป็น

 เพื่อว่าเราจะได้เข้าข่ายผู้ที่ ศรัทธา และประกอบคุณงามความดีซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงรับประกันความสำเร็จ

และจะมีการรับประกันอื่นใดอีกเล่าที่จะน่าเชื่อถือมากกว่าการรับประกันของอัลลอฮฺพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวล

 





64:16. ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ (*1*) และจงเชื่อฟังและปฏิบัติตามและบริจาคเถิดเพราะเป็นการดียิ่งสำหรับตัวของพวก เจ้า (*2*) และผู้ใดถูกปกป้องให้พ้นจากความตระหนี่แห่งจิตใจของเขาชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ (*3*)

64:9. วันที่พระองค์จะทรงรวบรวมพวกเจ้า เพื่อวันแห่งการชุมนุม นั่นคือวันแห่งชัยชนะ (สำหรับมุอฺมินา) และขาดทุน(สำหรับกาฟิร) ส่วนผู้ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และกระทำความดี พระองค์จะทรงลบล้างความชั่วทั้งหลายของเขาออกไปจากเขาและจะทรงให้เขาเข้าสวนสวรรค์หลากหลาย ณ เบื้องล่างของสวนสวรรค์นั้นมีลำน้ำหลายสายไหลผ่านพวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ใน นั้นตลอดการ นั่นคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

45:30. ดังนั้นส่วนบรรดาผู้ศรัทธา และกระทำความดีทั้งหลาย พระเจ้าของพวกเจ้าของพวกเขาก็จะทรงให้พวกเขาเข้าอยู่ในความเมตตาของพระองค์ นั่นคือความสำเร็จอันชัดแจ้ง (*1*)

33:71. พระองค์จะทรงปรับปรุงการงานของพวกเจ้าให้ดีขึ้นสำหรับพวกเจ้า (*3*) และจะทรงอภัยโทษความผิดของพวกเจ้าให้แก่พวกเจ้าและผู้ใดเชื่อฟังปฏิบัติตาม อัลลอฮฺแล่ะร่อซูลของพระองค์ แน่นอนเขาได้รับความสำเร็จใหญ่หลวง (*4*)

24:51. แท้จริงคำกล่าวของบรรดาผู้ศรัทธา เมื่อพวกเขาถูกเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์เพื่อให้ตัดสิน ระหว่างพวกเขา พวกเขาจะกล่าวว่า “เราได้ยินแล้ว และเราเชื่อฟังปฏิบัติตาม”(*1*) และชนเหล่านี้พวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ(*2*)

23:1. แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความสำเร็จแล้ว(*1*)

3:198. แต่บรรดาผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าของพวกเขานั้น สำหรับพวกเขาคือบรรดาสวนสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่เบื้องล่างของสวน สวรรค์เล่านั้น โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในสวนสวรรค์เหล่านั้นตลอดกาล ทั้งนี้เป็นสถานที่รับรองที่มาจากอัลลอฮ์ และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮ์นั้น คือสิ่งที่ดียิ่งสำหรับผู้ที่เป็นคนดีทั้งหลาย





สุดท้ายนี้แน่นอนทีเดียวหนทางสู่ความสำเร็จนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

 ไม่ได้เป็นหนทางที่สะดวกสบายปราศจากอุปสรรค

ตรงกันข้ามหนทางแห่งความสำเร็จอันยั่งยืนนั้นอุปสรรคนานัปการ

 คอยขัดขวางเส้นทาง มีขวากหนามที่คอยทำให้ผู้ที่เดินทางบนเส้นทางนี้ต้องเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า

 แต่ความศรัทธามั่นในสัจธรรม ในอัลกุรอาน และซุนนะฮฺนั้น

ล้วนเป็นเชื่อเพลิงที่ร้อนแรงยิ่งนัก มันจะขับเคลื่อนบรรดาผู้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า

 ศรัทธาในความจริง ศรัทธาในสัจธรรม

 ให้มุ่งสู่ธงชัยแห่งความสำเร็จของชีวิตให้จงได้

 แม้นว่าต้องพบเจอกับบททดสอบมากมายประการใด

 แม้นว่าต้องเจ็บปวดมากมายเพียงใด ก็มิอาจดับแสงสว่างแห่ง อัลกุรอาน และซุนนะฮฺที่ถูกจุดประกายในใจของผู้ศรัทธาได้

 ประวัติศาสตร์คือผลการทดลองที่พิสูจน์ว่าบรรดาบรรพชนก่อนหน้านั้นพวกเขาทลายกำแพงแห่งญาฮิลิยะฮฺ

 และมุ่งสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺเยี่ยงผู้ประสบความสำเร็จอย่างไร

ดังนั้นจึงขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทุกท่าน และขอให้อดทนมั่น เพื่อจะนำองค์ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา

 ช่วยเหลือมนุษย์ผู้ยากไร้ ผู้ประสบปัญหา ทั้งกายและใจ ช่วยเหลือเยียวยาสังคมที่ป่วยไข้

 โดยหวังว่าพระองค์จะทรงพอพระทัยในชีวิตของเราที่พระองค์ได้มอบให้แก่เรา

และกลับสู่พระองค์ ด้วยความนอบน้อม ปราศจากความกริ้วโกรธจากพระองค์




บันทึกการเข้า

tuan ameen

  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 41
    • อีเมล์
Re: ชายๆ หญิงๆ กับ genetic | |
« Reply #6 เมื่อ: เมษายน 12, 2010, 08:43:15 am »
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งในความเมตตาผู้ทรงยิ่งในความกรุณา



เมื่อพูดถึงเรื่องของ ชายๆ หญิงๆ แล้วเกณฑ์ที่สังคมมักใช้ในการตีราคา ให้คุณค่าก็คงไม่พ้นเรื่อง อินทรีย์สารรูปร่าง สีสรรค์รูปแบบที่สัมผัสได้ ผู้ใดก็ตามที่ หน้าตาดี รูปร่างดี สีผิวดี ทรงผมดี จะได้รับการยอมรับ ชื่นชม ชื่นชอบและหลงใหล ความปรารถนาดีก็จะใหลมาเทมาจากผู้คลั่งไคล้เหล่านั้น ในรูปแบบต่าง ส่วนผู้ใดก็ตาม หน้าตาไม่ดี รูปร่างไม่ดี สีผิวไม่ดี ทรงผมไม่ดี ก็จะไม่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษใดๆเหมือนผู้แรก ความแตกต่างระหว่างสองบุคคลก็คือเรื่องภายนอก หรือเรียกกันว่า phenotype หมายถึงลักษณะใดๆที่แสดงออกมา ปรากฏออกมาให้เห็น แล้วความแตกต่างของร่างกายของมนุษย์นั้นเกิดจากอะไร ?



 เมื่อพูดถึงร่างกายรูปร่างสูงเตี้ยท้วมอ้วนผอม สีผิวขาวเผือกแทนคล้ำดำมืด รวมถึงหน้าตาหล่อสวยปานกลางจืดโหด แท้จริงแล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ต่างก็เป็นผลของ โปรตีนทั้งในลักษณะโดยตรงและโดยอ้อม ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะของใบหน้า นั้นประกอบด้วยญามาอะฺฮฺของเซล์นับล้านที่ทำงานประสานกััน ที่ประกอบด้วยส่วนของกล้ามเนื้อใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างแสดงความรู้สึก ได้ ผิวหนังที่ปกคลุมที่แบ่งตัวหลุดออกตลอดเวลา กระดูกแข็งและกระดูกอ่อนที่คอยคงรูปร่างพร้อมความยืดหยุ่นและเติบโตได้ อวัยวะสุดพิเศษอย่างดวงตาคอยจับคลื่นแสง ระบบประสาทบงการและเก็บข้อมูลจากนับล้านตัวจับสัญญาณ ส่ิวนของไขมันในตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสมยิ่ง กระบวนการสร้าง ทั้งส่วนของกล้ามเนื้อ กระดูกอ่อนและแข็ง ผิวหนังปกคลุม เนื้อเยื้อและระบบประสาทที่เป็นตัวรับสัญญาณความรู้สึกทั้งหมดนี้ ต่างก็ถูกควบคุมกระบวนการสร้างด้วย "enzyme เอนไซม์" ทั้งสิ่น



enzyme นั้นเปรียบเสมือนเครื่องจักรอันสลับซับซ้อน ที่คอยเปลี่ยนสารหนึ่งไปเป็นอีกสารหนึ่ง จากสารอาหารที่รับประทานไปสู่อวัยวะของเรา เครื่องจักรenzymeนี้ จะทำงานก็ต่อเมื่อมีคำสังเฉพาะจากหัวหน้าของมันคือนิวเคลียส ภายในนิวเคลียสนั้นประกอบด้วยชุดของข้อมูลอันมหิมาใน DNA (มีการเปรียบกันว่า DNA ขนาดเท่าช้อนชานั้นก็มีข้อมูลมากกว่าหนังสือที่มนุษย์เคยเขียนทั้งหมดเสีย อีก) DNA ก็เปรียบได้กับบันทึกรหัสข้อมูลด้วยสารอินทรีย์เฉพาะ ทุกๆเซลล์ในร่างกายต่างก็มีบันทึกข้อมูลสิ่งมีชีวิตชุดเดียวกันทั้งสิ่น แต่มีการนำข้อมูลออกมาใช้ต่างกัน กล่าวคือ กลุ่มเซลล์บริเวณกระพุ้งแก้มก็จะใช้ข้อมูลส่วนหนึ่งDNAที่เป็นข้อมูลของ ลักษณะของแก้มทำใ้ห้ enzymeจัดการสร้างให้บริเวณนี้อ่อนนุ่มโดยการพอกไขมันมากและสร้างกล้ามเนื้อ น้อย ส่วนกลุ่มเซลล์บริเวณริมฝีปากก็มีชุดDNAเดียวกับกลุ่มเซลล์ฺบริเวณกระพุ้ง แก้มแต่กลับใช้ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งของDNAที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของริมฝีปาก กระตุ้น enzymeให้สร้างเนื้อเยื่อที่ปราศจากต่อมเหงื่อ เป็นไปในลักษณะนี้ กลุ่มเซลล์บริเวณใหนก็ตามในร่างกายจะมีชุดของข้อมูล DNA เดียวกันแต่จะดึงข้อมูลชีวภาพเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับบริเวณนั้นๆมาใช้ กระบวนการดำเนินไปอย่างซับซ้อนยิ่งจนกระทั่งได้มาเป็น ใบหน้าหนึ่งๆ ออกมา ...






 อัลวากิอะฮฺ :58. พวกเจ้าเห็นสิ่งที่พวกเจ้าหลั่งออกมา (อสุจิ) แล้วมิใช่หรือ?



  อัลวากิอะฮฺ :59. พวกเจ้าสร้างมันขึ้นมา หรือว่าเราเป็นผู้สร้าง (*1*)

(1)  พวกเจ้าจงบอกเราถึงสิ่งที่พวกเจ้าหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปในมดลูกของภริยา ของพวกเจ้าว่าพวกเจ้าเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาให้เป็นรูปร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์ กระนั้นหรือ? เปล่าเลย พวกเจ้ามิได้เป็นผู้สร้างและมิได้เป็นผู้กำหนดให้เป็นรูปร่าง เรา (อัลลอฮ.) ต่างหากที่เป็นผู้กำหนดในเรื่องนี้



  อัลวากิอะฮฺ :60. เรานั้นเป็นผู้กำหนดความตายขึ้นในระหว่างพวกเจ้า และเราก็จะไม่ถูกขัดขวาง



  อัลวากิอะฮฺ :61. ในการที่เราจะเปลี่ยนบุคคลเยี่ยงพวกเจ้า และเราจะให้พวกเจ้าเกิดขึ้นมาอีกในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้



  อัลวากิอะฮฺ :62. และโดยแน่นอน พวกเจ้าได้รู้มาแล้วถึงการเกิดครั้งแรก แล้วไฉนเล่าพวกเจ้าจึงไม่ใคร่ครวญ (*1*)

(1)  เรา (อัลลอฮ.) เป็นผู้กำหนดความตายของแต่ละคน โดยให้มีวาระการตายอย่างแน่นอน คือจะไม่ช้าออกไปหรือเร็วเข้ามา เว้นแต่ด้วยพระประสงค์ของเรา และจะไม่มีผู้ใดมาขัดขวางการกระทำของเราได้ ในการที่เราจะสับเปลี่ยนบุคคลเยี่ยงพวกเจ้าแทน และในการที่เราจะสร้างพวกเจ้าให้มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างไปจากรูปเดิมของ พวกเจ้าในโลกนี้ พวกเจ้าไม่รู้ดอกหรือว่า ผู้ที่สามารถสร้างพวกเจ้าให้มีชีวิตขึ้นมาในโลกนี้ก็สามารถที่จะให้พวกเจ้า กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในโลกหน้าอย่างแน่นอน เพราะการให้มีชีวิตครั้งหลังนี้ย่อมเป็นที่สะดวกง่ายด่ายกว่าการให้มีชีวิต ครั้งแรก


มหา บริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺ พระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหมดทั้งมวล และกำหนดแนวทางของมัน และความจำเริญยิ่งคือแนวทางของพระองค์ผ่านทางทานนบีมูฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุอาลัลฮิวาซัลลัม



นี้เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยนิด จากกระบวนการสร้างทั้งหมดทั้งมวลในส่วนอื่นๆ ในร่างกายของมนุษย์ แต่ก็พอสรุปได้ว่าความแตกต่างของรูปร่าง อินทรีย์ของมนุษย์นั้นเป็นผลจาก DNA บางคนในหมู่มนุษย์ได้รับ DNA ลักษณะหนึ่งก็แสดงออกมาเป็นร่างกายที่เป็นที่ต้องการ เป็นที่พอใจของสังคม สูงขาวหล่อสวย ได้รับสิ่งหนึ่งจากสังคม ในขณะที่บางคนในหมู่มนุษย์ไดรับ DNA อีกลักษณะหนึ่งก็แสดงออกมาเป็นร่างกายที่ไม่ได้เป็นที่พอใจเหมือนมนุษย์ กลุ่มแรก และพวกเขาก็ไดรับอีกสิ่งหนึ่งจากสังคม กล่าวคือความแตกต่างของสิ่งที่คนๆ หนึ่งจะได้รับจากสังคมนั้นเป็นผลของ  พันธุกรรม DNA นั่นเอง แล้วเช่นนั้นมนุษย์มี DNA ที่แตกต่างกันได้อย่างไร ? 

DNA ที่แตกต่างกันของมนุษย์แต่ละคนนั้นเกิดจากการที่มีพ่อและแม่ที่แตกต่างกัน เพราะ ข้อมูล DNA ของลูกนั้นมีขึ้นได้จากการถ่ายทอดของพ่อและแม่ หรือลูกได้รับDNAผสม ระหว่างพ่อกับแม่ กล่าวคือถ้าพ่อมีลักษณะDNAที่แตกต่างกัน แม่มีลักษณะDNAที่แตกต่างกัน ก็จะได้ลูกที่มี DNA ที่แตกต่างกันด้วย ส่งผลให้ลูกมีร่างกาย รูปร่าง สีผิวที่จะแสดงออกมาแตกต่างกันด้วย

ความจริงมีอยู่ว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีใครสามารถเลือกพ่อ และแม่ของตัวเองได้ ว่าจะขอเลือกเกิดเป็นลูกของผู้ชายคนนี้ หรือผู้หญิงคนนี้ ประเทศนี้ เวลานี้ วันนี้ ปีนี้ สถานที่นี้ เพศนี้ ชื่อนี้ เปล่าเลยเราเลือกมันได้ แต่เราถูกเลือก ถูกกำหนดให้เป็นลูกของพ่อและแม่ที่ใจดีในปัจจุับันของเรา เมื่อเลือกพ่อแม่ไม่ได้ฉันใด ก็ไม่สามารถเลือกพันธุกรรมDNA ของตัวเองที่จะไดรับการถ่ายทอดจากพ่อและแม่ไม่ได้ฉันนั้น  และเมื่อเลือกพันธุกรรม DNA ของตัวเองไม่ได้ฉันใด ก็ไม่สามารถเลือกร่างกาย รูปร่าง สีผิว หน้าตาของตัวเองได้ฉันนั้น



เรื่องชีวิตของคนๆ หนึ่งก็ีมีอยู่ว่า วันหนึ่งเราก็ลืมตาขึ้นมาในโรงพยาบาลในห้องคลอด หรือสถานที่คลอดอื่นๆ เราร้องห่มร้องให้ในสถานที่แห่งใหม่ที่ตนได้เจอะเจอ วันนั้นเราพึ่งรู้ว่าเรามีมือสองข้าง มีสิบนิ้วด้วย มีสองขากับสิบนิ้วเล็กๆของมันด้วย วันนั้นเราพึ่งได้รับทราบสีผิวของตัวเองขาวแดงแทนดำ และในวันนั้นเราก็ได้พบกับบุคคลหนึ่งที่โอบกอดเราในอ้อมแขนอันอบอุ่น น้ำนมที่ไหลรินจากทรวงอกแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ คอยเช็ดเนื้อเ็ช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อมอย่างไม่รังเกียจ แล้วเราก็เรียกเขาว่า อะมี และอีกบุรุษเคียงข้างว่า อะบี ไม่นานเราก็พบว่าพ่อเรียกเราด้วยเสียงๆ หนึ่งกลายเป็นชื่อของเรา เราก็เริ่มเติบโตขึ้นในสิ่งแวดล้อมบรรยากาศที่ อะมี และ อะบี จัดเตรียมไว้สำหรับเรา เราเริ่มรับทราบหน้าตาตัวเอง รูปร่างของตัวเอง เชื้อชาติของตัวเอง ประเทศของตัวเอง เมื่อเราเริ่มเข้าสู่สังคมที่กว้างขึ้นเราก็ได้พบกับ คนอื่นๆรุ่นราวคราวเดียวกันที่พบเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน และพบว่าบางส่วนของพวกเขานั้นมีรูปร่าง เป็นที่น่าพอใจ เป็นที่ชื่นชมของสังคม และบางส่วนของพวกเขาก็มีรูปร่างในทางตรงกันข้าม



ไม่่มีมนุษ์คนใดเลือกที่จะเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ได้เลือกที่จะเกิดเป็นลูกของคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้เลือกร่างกายและรูปร่างของตัวเอง  ไม่ได้เลือกสีผิวและสีผมของตัวเอง ไม่ได้เลือกหน้าตาของตัวเอง ไม่ได้เลือกประเทศเกิดเมืองเกิดโรงพยาบาลเกิดเวลาเกิดของตัวเอง ไม่ได้เลือกฐานะเริ่มต้นของตัวเอง ไม่ได้เลือกศาสนาเริ่มต้นของตัวเอง(อัลฮัมดุลิลลาฮฺ พระองค์ทรงเมตตายิ่งที่ทรงเลือกให้เป็นมุสลิม) ไม่ได้เลือกว่าตนจะเป็นผู้พิการแต่กำเนิดหรือไม่ หลายสิ่งหลายอย่างนานัปประการนั้นเราไม่ได้เลือกและถ้าจะเลือกก็เลือกไม่ได้ เพราะเราถูกเลือกให้เป็นมนุษย์โดยพระผู้สร้าง เพราะเราถูกเลือกให้เป็นผู้ชายหรือหญิงโดยพระผู้ทรงเมตตาอัรรอฮฺมาน เพราะเราถูกเลือกให้มีสีผิวดำแดงขาวโดยพระผู้ทรงสูงส่งยิ่ง เพราะเราถูกเลือกให้มีหน้าตาแบบนี้โดยพระผู้บรรดาลสร้างทุกๆสรรพสิ่ง เพราะเราถูกเลือกประเทศเกิดเมืองเกิดโรงพยาบาลเกิดเวลาเกิดโดยพระผู้ทรง เกรียงไกรหนึ่งเดียว เพราะเราถูกเลือกให้มีฐานะครอบครัวแบบนี้โดยพระผู้ทรงครอบครองชั้นฟ้าทั้ง หลายและแผ่นดิน เพราะเราถูกเลือกให้มีศาสนาเริ่มต้นเป็นอิสลามด้วยความเมตตาอันล้นพ้นของพระ ผู้ทรงกรุณาปราณีและทรงอภัยโทษ ดังนั้นมวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์ที่ทรงเลือกให้เราเกิดมาเป็นเราใน ขณะนี้






30. ซูเราะฮฺ อัรฺรูม:30. ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่ยงแท้ (*1*) (โดยเป็น) ธรรมชาติของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา (*2*) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮฺ นั่นคือศาสนาอันเที่ยงตรง แต่ส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้ (*3*)

(1)  จงให้ความบริสุทธิ์ใจต่อศาสนาของเขาเพื่ออัลลอฮฺ ตะอาลา อย่างแท้จริง และผินหลังให้กับศาสนาจอมปลอม
(2)  โดยให้อยู่ในธรรมชาติ คือการให้ความเป็นเอกภาพแด่อัลลอฮฺองค์เดียว
(3)  ไม่ใคร่ครวญว่า สำหรับเขานั้นมีพระผู้สร้าง สมควรแก่การเคารพภักดี


ดังนั้นถูกต้องหรือไม่ในการที่เราจะมาตีราคาให้คุณค่ากับมนุษย์โ้ดยประเมิน จากหน้าตาของเขา รูปร่างของเขา สีผิวของเขา ? ถูกต้องหรือไม่ในการที่เราจะให้คุณค่าแก่มนุษย์ด้วยสิ่งที่เขาเลือกไม่ได้ ? ถือว่ายุติธรรมหรือไม่ในการที่เราจะให้บุคคลที่มีหน้าตาดี รูปร่างดี สีผิวดี เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี เชื้อชาติดี มีคุณค่าราคามีความสำคัญมากกว่าบุคคลที่เกิดมาหน้าตาไม่ดี รูปร่างไม่ดี สีผิวมืดคล่ำ ครอบครัวยากจน ในประเทศที่แร้นแค้น ทั้งๆที่ไม่มีใครเลือกว่าจะเกิดมาหล่อสวยหรือไม่หล่อไม่สวย ไม่มีใครเลือกว่าจะเกิดมารวยหรือจน ไม่มีใครเลือกที่จะเกิดมาขาวหรือดำ เราตัดสินผู้อื่นด้วยกับสิ่งที่ผู้นั้นเืลือกไม่ได้มันถูกต้องหรือ ? อะไรคือความผิดของคนที่เขาเกิดมายากจน หน้าตารูปร่างไม่ดีไม่สวยงาม ในเมื่อตัวเขาเองก็ไม่ได้เลือกที่จะเป็นเช่นนั้น ? แล้วอะไรคือความดีความชอบที่คนๆหนึ่งเกิดมารูปร่างหน้าตาดีสูงใหญ่ ในครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวย ทั้งๆที่สิ่งดูดีเหล่านี้ไม่ได้้เป็นผลจากการเลือกของตัวเขา พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิได้รับการสรรเสริญอัน เนื่องจากการสร้างสรรค์อันสวยงามของพระองค์






49. ซูเราะฮฺ อัลหุญร๊อต:13. โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง (*1*) และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน (*2*) แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ.นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า (*3*) แท้จริงอัลลอฮ.นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

(1)  คือได้สร้างมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน คืออาดัมและเฮาวาอ.
(2)  ความแตกต่างระหว่างเผ่า ตระกูล และประชาชาติ หรือความแตกต่างทางภาษาคำพูด ผิวพรรณ ขนบธรรมเนียมประเพณีมิได้เป็นสาเหตุให้มีการแตกแยกเป็นศัตรูกัน แต่เพื่อให้มีการรู้จักกันปรึกษาหารือกัน และร่วมมือกันทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
(3)  คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์นั้น อัลลอฮ.เป็นผู้ทรงกำเนิดนั่นก็คือผู้ที่มีเกียรติที่สุด ณ อัลลอฮ.คือผู้ที่มีความยำเกรงพระองค์มากที่สุด ผู้ที่รักษาขอบเขตและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์




ดังนั้นคุณค่าของมนุษย์ควรตัดสินจากสิ่งที่ มนุษย์สามารถเลือกได้อย่างอิสระ และมหาบริสุทธ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺจะเกณฑ์อื่นใดอีกเล่าจะเลอเลิศไปกว่าเกณฑ์ของ อัลลอฮฺ "แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ.นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า"

ท่านนบีมุหัมมัด กล่าวไว้ว่า “สตรีจะถูกเลือก (มาเป็นภรรยา) มีสี่ประการ (1) ความร่ำรวยของนาง (2) วงศ์ตระกูล,เชื้อสายของนาง (3) ความสวยของนาง และ (4) การมีศาสนาของนาง เช่นนั้นจงเลือก (บุคคล) ที่มีศาสนา มิเช่นนั้นแล้วมือของท่านจะคลุกฝุ่น (หมายถึงจะประสบกับความวุ่นวาย,เดือนร้อนในชีวิต)” (บันทึกโดยบุคอรีย์ ลำดับหะดีษที่ 4700)


ดังนั้นเหมาสมยิ่ง ถูกต้องยิ่ง ในแนวทางที่ท่านนบีได้ทรงวางไว้ในการเลือกคู่ครองที่จะต้องเลือกบุคคลที่มี ศาสนา แม้นว่าจะยากจน ไม่สวยงาม วงศ์ตระกูลไม่ดีก็ตาม


ซูเราะฮฺ อัลฟุรกอน (Al-Furqan)



74. และบรรดาผู้ที่กล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์โปรดประทานแก่เรา ซึ่งคู่ครองของเราและลูกหลานของเรา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตาของเรา(*1*) และทรงทำให้เราเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้ยำเกรง”

(1)  ด้วยการยึดมั่นในการจงรักภักดีต่อพระองค์ และกระทำความดี เพื่อความโปรดปรานต่อพระองค์

มวลการสรรเสริญนั้นเป็นสิทธิของอัลลฮฺ ผู้ทรงสร้างมนุษย์และแนวทางการใช้ชีวิตแก่มนุษย์ ผ่านทาง นบีมูฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุอาลัยฮิวาซัลลัม
 

:; :) ซาบซึ้งในกาลีมะฮ์ครับบังซอดิก เป็นกะละมังใจต่อไปนะครับในการที่จะแลกเปลี่ยนอะไรdd ให้กับพี่น้องของเรา อัปเดตบ่อยๆนะฮับผม ):+ ครับ
บันทึกการเข้า
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML