นพ. ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเมื่อวัน 2 ม.ค. ว่า สถานการณ์การฆ่าตัวตายของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสำนักระบาดวิทยา เก็บข้อมูลโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 30 แห่ง -ทั่วประเทศ พบว่าในปี 2551 มีผู้บาดเจ็บจากการตั้งใจทำร้ายตนเองเพื่อฆ่าตัวตายรวม 7,237 ราย หรือร้อยละ 2 ของผู้บาดเจ็บทุกสาเหตุ ซึ่งมีจำนวน 366,396 ราย และเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 439 ราย หรือร้อยละ 7 ของผู้เสียชีวิตทุกสาเหตุจำนวน 6,369 ราย โดยการเสียชีวิตจากฆ่าตัวตายสำเร็จ สูงเป็นอันดับ 4 ของผู้เสียชีวิตจากการบาดเจ็บทุกสาเหตุ
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การฆ่าตัวตายมีหลายสาเหตุ เช่น การเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเครียด คับข้องใจ อีกทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการฆ่าตัวตายผ่านสื่อต่างๆ ทำให้เกิดการเลียนแบบการทำร้ายตนเองมากขึ้น และแนวโน้มเกิดในกลุ่มอายุ 20-39 ปีสูงขึ้นทุกปี และสูงขึ้นในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน นักเรียนนักศึกษา และผู้ไม่มีงานทำ ส่วนวิธีการทำร้ายตนเองสูงสุดด้วยการกินยาลดไข้ยาแก้ปวด , พิษจากยาและสารเคมีที่ไม่ทราบรายละเอียดและวัตถุมีคมมีแนวโน้มสูงขึ้น , การกินยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงมีแนวโน้มลดลง ผู้ตายจะใช้บ้านและบริเวณบ้านเป็นสถานที่ทำร้ายตนเองมากที่สุดทุกปี
สำหรับวิธีป้องกันนั้น นพ. ไพจิตร์ กล่าวว่า ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และสมาชิกในครอบครัวเอาใจใส่ดูแลกันและกัน แสดงออกถึงความรัก ความห่วงใย พูดคุยใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อให้วัยรุ่นวัยเรียนมีโอกาสพูดคุยปรึกษาหาทางออกในการแก้ไขปัญหาคับข้อง ใจ ป้องกันไม่ให้คิดหรือมีโอกาสทำร้ายตนเอง และควรออกกำลังกายเพื่อลดความเครียด ซึ่งจะทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน หรือสารแห่งความสุข ทำให้หลับสบายขึ้น สมองปลอดโปร่ง
ข่าวจาก มติชนออนไลน์