كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ
พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ
 โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์...
You are here: Fityatulhaq Board - เยาวชนแห่งสัจธรรม » ห้องหนังสือและบทความ » โต๊ะบทความ » 

“อิสติกอมะฮฺ” [อบูอิบานะฮฺ ฟิตยะตุลฮัก]

ผู้เขียน หัวข้อ: “อิสติกอมะฮฺ” [อบูอิบานะฮฺ ฟิตยะตุลฮัก]  (อ่าน 1892 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
“อิสติกอมะฮฺ” [อบูอิบานะฮฺ ฟิตยะตุลฮัก] | |
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 11:50:52 pm »
شَهِدَ اللّهُ أَنَّهُ لاَ إِلَـهَ إِلاَّ هُوَ وَالْمَلاَئِكَةُ
وَأُوْلُواْ الْعِلْمِ قَآئِمَاً بِالْقِسْطِ  لاَ إِلَـهَ إِلاَّ هُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ

ความว่า “อัลลอฮฺทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และมลาอิกะฮฺและผู้มีความรู้ในฐานะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น ก็ยืนยันด้วยว่าไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆนอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น” (อาลิ-อิมรอน : 18)


“อิสติกอมะฮฺ”


قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ
“ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็ยืนหยัด”




اللَّهُمَّ أَنْتَ رَبُّنَا فَاْرْزُقْناَ الْإِسْتِقَامَة
 “โอ้อัลลอฮฺ พระองค์คือพระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดประทานการยืนหยัด (อิสติกอมะฮฺ) ให้แก่เราด้วยเถิด”



แปลและเรียบเรียงโดย
อบูอิบานะฮฺ ฟิตยะตุลฮัก

ตรวจทานโดย
อบูนัซซอเราะฮฺ ฟิตยะตุลฮัก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 24, 2010, 04:34:51 pm โดย muhtadeen alhaq »
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 11:52:43 pm »
1.  หะดีษจากการบันทึกของท่านอิหม่ามมุสลิม

หะดีษบันทึกโดยอิหม่ามมุสลิมในหนังสือ เศาะหีหฺมุสลิม บทอัล-อิหม่าน หมวดญามิอฺ เอาว์ศอฟิลอิสลาม หมายเลขหะดีษ : 62 เล่มที่ 1 หน้า 71

حَدَّثَنَا أَبُو بَكْرِ بْنُ أَبِي شَيْبَةَ وَأَبُو كُرَيْبٍ قَالَا حَدَّثَنَا ابْنُ نُمَيْرٍ ح و حَدَّثَنَا قُتَيْبَةُ بْنُ سَعِيدٍ وَإِسْحَقُ بْنُ إِبْرَاهِيمَ جَمِيعًا عَنْ جَرِيرٍ ح و حَدَّثَنَا أَبُو كُرَيْبٍ حَدَّثَنَا أَبُو أُسَامَةَ كُلُّهُمْ عَنْ هِشَامِ بْنِ عُرْوَةَ عَنْ أَبِيهِ عَنْ سُفْيَانَ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ الثَّقَفِيِّ  قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ قُلْ لِي فِي الْإِسْلَامِ قَوْلًا لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا بَعْدَكَ وَفِي حَدِيثِ أَبِي أُسَامَةَ غَيْرَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ

สายรายงานของหะดีษ
สายรายงานที่หนึ่ง     เล่าจากท่านอบูบักรฺ อิบนุ อบีชัยบะฮฺและท่านอบูกุรอยบ ทั้งสองกล่าวว่าได้เล่าจากท่านนุมัยรฺ จากท่านญะรีร จากท่านฮิชาม อิบนุ อุรวะฮฺ จากบิดาของท่าน จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟีย์
สายรายงานที่สอง      เล่าจากท่านกุตัยบะฮฺ อิบนุ สะอีดและท่านอิสหาก อิบนุ อิบรอฮีม จากท่านญะรีร จากท่าน       ฮิชาม อิบนุอุรวะฮฺ จากบิดาของท่าน จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟีย์   
สายรายงานที่สาม      เล่าจากท่านอบูกุรอยบฺ เล่าจากท่านอบูอุสามะฮฺ จากท่านฮิชาม อิบนุอุรวะฮฺ จากบิดาของท่าน จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟีย์

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานที่หนึ่งกับสอง

قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ قُلْ لِي فِي الْإِسْلَامِ قَوْلًا لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا بَعْدَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ
ได้กล่าวว่า “ ฉันกล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีก ภายหลังจากท่านเท่านั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด”

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานที่สาม

قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ قُلْ لِي فِي الْإِسْلَامِ قَوْلًا لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا غَيْرَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ
ได้กล่าวว่า “ ฉันกล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีก นอกจากท่านเท่านั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2010, 10:22:32 am โดย muhtadeen alhaq »
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 11:57:45 pm »
2.  หะดีษจากการบันทึกของท่านอิหม่ามอะหฺมัด

หะดีษที่หนึ่ง

حَدَّثَنَا وَكِيعٌ وَأَبُو مُعَاوِيَةَ قَالَا حَدَّثَنَا هِشَامُ بْنُ عُرْوَةَ عَنْ أَبِيهِ عَنْ سُفْيَانَ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ الثَّقَفِيِّ قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ قُلْ لِي فِي الْإِسْلَامِ قَوْلًا لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا غَيْرَكَ قَالَ أَبُو مُعَاوِيَةَ بَعْدَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ

หะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอะหฺมัดในหนังสือมุสนัดอิหม่ามอะหฺมัด หมายเลขหะดีษ : 15354 เล่มที่ 12 หน้า 166

สายรายงานของหะดีษ
สายรายงานที่หนึ่ง     เล่าจากท่านวะกีอฺ เล่าจากท่านฮิชาม อิบนุอุรฺวะฮฺ จากบิดาของท่าน จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟีย์
สายรายงานที่สอง   เล่าจากท่านอบูมุอาวิยะฮฺ เล่าจากท่านฮิชาม อิบนุอุรฺวะฮฺ จากบิดาของท่าน จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟีย์

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานที่หนึ่ง

قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ قُلْ لِي فِي الْإِسْلَامِ قَوْلًا لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا غَيْرَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ
ได้กล่าวว่า “ ฉันกล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีก นอกจากท่านเท่านั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด”

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานที่สอง

قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ قُلْ لِي فِي الْإِسْلَامِ قَوْلًا لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا بَعْدَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ
ได้กล่าวว่า “ ฉันกล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีก ภายหลังจากท่าน” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด”


หะดีษที่สอง

حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ جَعْفَرٍ حَدَّثَنَا شُعْبَةُ عَنْ يَعْلَى بْنِ عَطَاءٍ عَنْ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ سُفْيَانَ عَنْ أَبِيهِ أَنَّ رَجُلًا قَالَ يَا رَسُولَ اللَّهِ أَخْبِرْنِي أَمْرًا فِي الْإِسْلَامِ لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا بَعْدَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ قَالَ يَا رَسُولَ اللَّهِ فَأَيَّ شَيْءٍ أَتَّقِي قَالَ فَأَشَارَ بِيَدِهِ إِلَى لِسَانِهِ

หะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอะหฺมัดในหนังสือมุสนัดอิหม่ามอะหฺมัด หมายเลขหะดีษ : 15355 เล่มที่ 12 หน้า 166

สายรายงานของหะดีษ    
เล่าจากท่านมุหัมมัด อิบนุญะอฺฟัร เล่าจากท่านชุอฺบะฮฺ จากท่านยะอฺลา อิบนุอะฏออฺ จากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุสุฟยาน จากบิดาของท่าน

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานนี้
แท้จริงได้มีชายคนหนึ่งได้กล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีก นอกจากท่านเท่านั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด” เขาได้กล่าวถามอีกว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ สิ่งใดที่น่าจะทำให้ฉันเกรงกลัวมากที่สุด? ท่านจึงชี้ไปยังลิ้นด้วยมือของท่าน

หะดีษที่สาม

حَدَّثَنَا هُشَيْمٌ عَنْ يَعْلَى بْنِ عَطَاءٍ عَنْ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ سُفْيَانَ الثَّقَفِيِّ عَنْ أَبِيهِ أَنَّ رَجُلًا قَالَ يَا رَسُولَ اللَّهِ وَقَدْ قَالَ هُشَيْمٌ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ مُرْنِي فِي الْإِسْلَامِ بِأَمْرٍ لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا بَعْدَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ قَالَ قُلْتُ فَمَا أَتَّقِي فَأَوْمَأَ إِلَى لِسَانِهِ

หะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอะหฺมัดในหนังสือมุสนัดอิหม่ามอะหฺมัด หมายเลขหะดีษ : 19651 เล่มที่ 6 หน้า 570 

สายรายงานของหะดีษ    
เล่าจากท่านฮุชัยม์ จากท่านยะอฺลา อิบนุอะฏออฺ จากท่านยะอฺลา อิบนุอะฏออฺ จากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุสุฟยาน จากบิดาของท่าน

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานนี้
แท้จริงได้มีชายคนหนึ่งได้กล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ และท่านฮุชัยม์ได้กล่าวว่า “ฉันได้กล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ”ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีก ภายหลังจากท่านเท่านั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด” เขาได้กล่าวอีกว่า "ฉันกล่าวว่า :โอ้เราะสูลุลลอฮฺ สิ่งใดที่น่าจะทำให้ฉันเกรงกลัวมากที่สุด?  ท่านจึงชี้ไปยังลิ้นของท่าน"


หะดีษที่สี่

حَدَّثَنَا أَبُو كَامِلٍ حَدَّثَنَا إِبْرَاهِيمُ يَعْنِي ابْنَ سَعْدٍ حَدَّثَنَا ابْنُ شِهَابٍ وَيَزِيدُ بْنُ هَارُونَ قَالَ أَنْبَأَنَا إِبْرَاهِيمُ قَالَ حَدَّثَنِي ابْنُ شِهَابٍ عَنْ مُحَمَّدِ بْنِ عَبْدِ الرَّحْمَنِ بْنِ مَاعِزٍ الْعَامِرِيِّ عَنْ سُفْيَانَ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ الثَّقَفِيِّ قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ حَدِّثْنِي بِأَمْرٍ أَعْتَصِمُ بِهِ قَالَ قُلْ رَبِّيَ اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقِمْ قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَا أَكْبَرُ مَا تَخَافُ عَلَيَّ قَالَ فَأَخَذَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بِلِسَانِ نَفْسِهِ ثُمَّ قَالَ هَذَا قَالَ يَزِيدُ فِي حَدِيثِهِ بِطَرْفِ لِسَانِ نَفْسِهِ

หะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอะหฺมัดในหนังสือมุสนัดอิหม่ามอะหฺมัด หมายเลขหะดีษ : 15356 เล่มที่ 12 หน้า 166

สายรายงานของหะดีษ
สายรายงานที่หนึ่ง     เล่าจากท่านอบูกามิล เล่าจากท่านอิบรอฮีม(อิบนุสะอฺดฺ) เล่าจากอิบนุชิฮาบ จากท่านมุหัมมัด อิบนุอับดุรเราะหฺมาน อิบนุมาอิซ อัล-อามิรีย์ จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟีย์
สายรายงานที่สอง    เล่าจากท่านยะซีด อิบนุฮารูน เล่าจากท่านอิบรอฮีม(อิบนุสะอฺดฺ) เล่าจากอิบนุชิฮาบ จากท่านมุหัมมัด อิบนุอับดุรเราะหฺมาน อิบนุมาอิซ อัล-อามิรีย์ จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟีย์

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานที่หนึ่ง

قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ حَدِّثْنِي بِأَمْرٍ أَعْتَصِمُ بِهِ قَالَ قُلْ رَبِّيَ اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقِمْ قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَا أَكْبَرُ مَا تَخَافُ عَلَيَّ قَالَ فَأَخَذَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بِلِسَانِ نَفْسِهِ ثُمَّ قَالَ هَذَا

แท้จริงได้มีชายคนหนึ่งได้กล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ และท่านฮุชัยม์ได้กล่าวว่า “ฉันได้กล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ”ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีก ภายหลังจากท่านเท่านั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด” เขาได้กล่าวอีกว่า "ฉันกล่าวว่า :โอ้เราะสูลุลลอฮฺ สิ่งใดที่น่าจะทำให้ฉันเกรงกลัวมากที่สุด? ท่านนบีก็ได้จับที่ลิ้นของเขาแล้วกล่าวว่า : สิ่งนี้อย่างไร”

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานที่สอง

قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ حَدِّثْنِي بِأَمْرٍ أَعْتَصِمُ بِهِ قَالَ قُلْ رَبِّيَ اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقِمْ قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَا أَكْبَرُ مَا تَخَافُ عَلَيَّ قَالَ فَأَخَذَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بِطَرْفِ لِسَانِ نَفْسِهِ ثُمَّ قَالَ هَذَا
แท้จริงได้มีชายคนหนึ่งได้กล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ และท่านฮุชัยม์ได้กล่าวว่า “ฉันได้กล่าวว่า โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ”ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีก ภายหลังจากท่านเท่านั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด” เขาได้กล่าวอีกว่า "ฉันกล่าวว่า : โอ้เราะสูลุลลอฮฺ สิ่งใดที่น่าจะทำให้ฉันเกรงกลัวมากที่สุด? ท่านจึงชี้ไปยังปลายลิ้นของท่านแล้วกล่าวว่า : สิ่งนี้อย่างไร”

หะดีษที่ห้า

حَدَّثَنَا علي بن إسحاق قال أنا عبدالله ابْنُ الْمُبَارَكِ قال أنا مَعْمَرٍ عَنْ الزُّهْرِيِّ عَنْ عَبْدِ الرَّحْمَنِ بْنِ مَاعِزٍ عَنْ سُفْيَانَ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ الثَّقَفِيِّ قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ حَدِّثْنِي بِأَمْرٍ أَعْتَصِمُ بِهِ قَالَ قُلْ رَبِّيَ اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقِمْ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَا أَخْوَفُ مَا تَخَافُ عَلَيَّ فَأَخَذَ بِلِسَانِ نَفْسِهِ ثُمَّ قَالَ هَذَا

หะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอะหฺมัดในหนังสือมุสนัดอิหม่ามอะหฺมัด หมายเลขหะดีษ : 15357 เล่มที่ 12 หน้า 166

สายรายงานของหะดีษ     
เล่าจาก ท่านอลี อิบนุอิสหาก ฉันอับดุลลอฮฺ อิบนุอัล-มุบาร็อกได้กล่าวว่า ฉันมะอฺมัรได้กล่าวว่า จากท่านอัซ-ซุฮฺรี จากท่านอับดุรเราะหฺมาน อิบนุมาอิซ จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟียฺ

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานนี้
ได้กล่าวว่า ฉันได้กล่าวว่า “โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะยึดมั่นต่อสิ่งนั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ผู้อภิบาลของฉันคืออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด”  "ฉันกล่าวว่า : โอ้เราะสูลุลลอฮฺ สิ่งใดที่น่าจะทำให้ฉันเกรงกลัวมากที่สุด? ท่านนบีก็ได้จับที่ลิ้นของเขาแล้วกล่าวว่า : สิ่งนี้อย่างไร”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2010, 10:44:00 am โดย muhtadeen alhaq »
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 11:59:05 pm »
3.  หะดีษจากการบันทึกของท่านอิหม่ามอัตติรมีซีย์

حَدَّثَنَا سُوَيْدُ بْنُ نَصْرٍ أَخْبَرَنَا ابْنُ الْمُبَارَكِ عَنْ مَعْمَرٍ عَنْ الزُّهْرِيِّ عَنْ عَبْدِ الرَّحْمَنِ بْنِ مَاعِزٍ عَنْ سُفْيَانَ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ الثَّقَفِيِّ قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ حَدِّثْنِي بِأَمْرٍ أَعْتَصِمُ بِهِ قَالَ قُلْ رَبِّيَ اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقِمْ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَا أَخْوَفُ مَا تَخَافُ عَلَيَّ فَأَخَذَ بِلِسَانِ نَفْسِهِ ثُمَّ قَالَ هَذَا
قَالَ أَبُو عِيسَى هَذَا حَدِيثٌ حَسَنٌ صَحِيحٌ وَقَدْ رُوِيَ مِنْ غَيْرِ وَجْهٍ عَنْ سُفْيَانَ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ الثَّقَفِيِّ

หะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอัตติรมีซีย์ในหนังสือ “ญามิอุศเศาะหีหฺ(สุนันอัตติรมีซีย์)” บทอัซ-ซุฮฺดิ หมวดมาญาอา ฟีหิฟซิลลิสาน หมายเลขหะดีษ : 2410 เล่มที่ 4 หน้า 607.

สายรายงานของหะดีษ    
เล่าจาก ท่านสุวัยดฺ อิบนุนัศรฺ รายงานจาก ท่านอิบนุอัล-มุบาร็อก จากท่านมะอฺมัร จากท่านอัซ-ซุฮฺรี จากท่านอับดุรเราะหฺมาน อิบนุมาอิซ จากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟียฺ

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานนี้
ได้กล่าวว่า ฉันได้กล่าวว่า “โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะยึดมั่นต่อสิ่งนั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ผู้อภิบาลของฉันคืออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด” "ฉันกล่าวว่า : โอ้เราะสูลุลลอฮฺ สิ่งใดที่น่าจะทำให้ฉันเกรงกลัวมากที่สุด? ท่านนบีก็ได้จับที่ลิ้นของเขาแล้วกล่าวว่า : สิ่งนี้อย่างไร”
ท่านอบูอีสา(อิหม่ามอัตติรมีซีย์) ได้กล่าวว่า เป็นหะดีษหะสันเศาะหีหฺ  และหะดีษนี้มีการรายงานจากท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟียฺ ด้วยสำนวนอื่นๆอีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2010, 10:45:25 am โดย muhtadeen alhaq »
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 11:59:45 pm »
4.  หะดีษจากการบันทึกของท่านอิหม่ามอิบนุมาญะฮฺ

حَدَّثَنَا أَبُو مَرْوَانَ مُحَمَّدُ بْنُ عُثْمَانَ الْعُثْمَانِيُّ حَدَّثَنَا إِبْرَاهِيمُ بْنُ سَعْدٍ عَنْ ابْنِ شِهَابٍ عَنْ مُحَمَّدِ بْنِ عَبْدِ الرَّحْمَنِ بْنِ مَاعِزٍ الْعَامِرِيِّ أَنَّ سُفْيَانَ بْنَ عَبْدِ اللَّهِ الثَّقَفِيَّ قَالَ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ حَدِّثْنِي بِأَمْرٍ أَعْتَصِمُ بِهِ قَالَ قُلْ رَبِّيَ اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقِمْ قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَا أَكْثَرُ مَا تَخَافُ عَلَيَّ فَأَخَذَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بِلِسَانِ نَفْسِهِ ثُمَّ قَالَ هَذَا

หะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอิบนุมาญะฮฺในหนังสือ “สุนันอิบนุมาญะฮฺ” บทอัล-ฟิตัน หมวดกัฟฟุลลิสาน ฟิลฟิตนะฮฺ หมายเลขหะดีษ : 3972 เล่มที่ 2 หน้า 1314.

สายรายงานของหะดีษ     
เล่าจาก ท่านอบูมัรวาน มุหัมมัด อิบนุอุษมาน อัล-อุษมานีย์ เล่าจากท่านอิบรอฮีม อิบนุสะอฺดฺ จาก ท่านอิบนุชิฮาบ  จากท่านมุหัมมัด อิบนุอับดุรเราะหฺมาน อิบนุมาอิซ อัล-อามีรีย์ แท้จริงท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟียฺ

ตัวบทหะดีษจากสายรานงานนี้
ได้กล่าวว่า ฉันได้กล่าวว่า “โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะยึดมั่นต่อสิ่งนั้น” ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ผู้อภิบาลของฉันคืออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัด”  "ฉันกล่าวว่า : โอ้เราะสูลุลลอฮฺ สิ่งใดที่น่าจะทำให้ฉันเกรงกลัวมากที่สุด? ท่านนบีก็ได้จับที่ลิ้นของเขาแล้วกล่าวว่า : สิ่งนี้อย่างไร”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2010, 10:52:19 am โดย muhtadeen alhaq »
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:02:26 am »
คำอธิบายหะดีษ
 
   
คำอธิบายจากท่านอิหม่ามอิบนุเราะญับ ในหนังสือญามิอุลอุลูม วัลหิกัม



ความเกี่ยวพันระหว่างอัล-หะดีษกับอัลกุรฺอาน

อัลลอฮฺตรัสว่า

إِنَّ الَّذِينَ قَالُوا رَبُّنَا اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقَامُوا تَتَنَزَّلُ عَلَيْهِمُ الْمَلَائِكَةُ أَلَّا تَخَافُوا وَلَا تَحْزَنُوا وَأَبْشِرُوا بِالْجَنَّةِ الَّتِي كُنتُمْ تُوعَدُونَ
ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้กล่าวว่า พระเจ้าของพวกเราคืออัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด(เชื่อฟังและปฏิบัติ)ตามคำกล่าวนั้นแล้ว มะลากิกะฮฺจะลงมาหาพวกเขา (โดยกล่าวกับพวกเขาว่า) พวกท่านอย่าหวาดกลัวและอย่าเศร้าสลดใจแต่จงต้อนรับข่าวดี คือสวนสวรรค์ซึ่งพวกเจ้าได้ถูกสัญญาไว้” [41.30]

และคำกล่าวของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า

إِنَّ الَّذِينَ قَالُوا رَبُّنَا اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقَامُوا فَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ  * أُوْلَئِكَ أَصْحَابُ الْجَنَّةِ خَالِدِينَ فِيهَا جَزَاء بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ
ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้าของพวกเราคืออัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด (เชื่อฟังและปฏิบัติ) ตามคำกล่าวนั้น จะไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาก็จะไม่เศร้าสลดใจ * ชนเหล่านั้นคือชาวสวนสวรรค์ พวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล เป็นการตอบแทนที่พวกเขาได้กระทำไว้” [46.13-14]

ท่านอิหม่ามอัน-นาสาอีย์ได้อธิบายอายะฮฺ “แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้าของพวกเราคืออัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด (เชื่อฟังและปฏิบัติ)ตามคำกล่าวนั้น” ในหนังสืออัส-สุนัน อัล-กุบรอว่า “แท้จริงแล้ว บรรดาผู้คนทั้งหลายต่างกล่าวถ้อยคำนี้ แต่ภายหลังพวกเขากลับปฏิเสธมัน ดังนั้นสำหรับใครก็ตามที่ได้เสียชีวิตด้วยกับการยืนหยัดในถ้อยคำนี้เขาย่อมเป็นหนึ่งในผู้ยืนหยัดในแนวทางที่เที่ยงตรง”

ท่านอิหม่ามอัตติรมีซีย์ได้กล่าวเช่นเดียวกันว่า “แท้จริงแล้ว บรรดาผู้คนทั้งหลายต่างกล่าวถ้อยคำนี้ แต่ทว่าภายหลังจากนั้น ส่วนมากในหมู่พวกเขาก็ได้ปฏิเสธมัน ดังนั้นสำหรับใครก็ตามที่ได้เสียชีวิตด้วยกับการยืนหยัดในถ้อยคำที่เขากล่าว เขาก็จะเสียชีวิตในสภาพที่เขาอยู่ในหมู่ชนผู้ที่ยืนหยัดในแนวทางที่เที่ยงตรง”

ท่านอบูบักรฺ อัศ-ศิดดีกได้อธิบายอายะฮฺ “แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด (เชื่อฟังและปฏิบัติ) ตามคำกล่าวนั้น” ว่า “พวกเขาไม่ตั้งภาคีใดๆ ต่ออัลลอฮฺ”
และมีรายงานจากที่ท่านได้ให้ความหมายเช่นกันว่า : “พวกเขาไม่หันไปหาสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ” และมีรายงานอีกความว่า “แล้วพวกเขายืนหยัดว่าอัลลอฮฺนั้นคือพระผู้อภิบาลของพวกเขา”

มีรายงานจากท่านอิบนุอับบาสด้วยสายรายงานที่อ่อน ท่านกล่าวว่า : “อายะฮฺนี้เป็นอายะฮฺที่อ่อนนุ่มที่สุดในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ “พวกเขากล่าวว่า พระเจ้าของพวกเราคืออัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด” ต่อคำปฏิญาณที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ”

มีรายงานเช่นเดียวกันจากท่านอนัส ท่านมุญาฮิด ท่านอัลอัสวัด อิบนุฮิลาล ท่านซัยดฺ อิบนุอัสลัม อัสสุดดีย์ ท่านอิกรีมะฮฺ และท่านอื่นๆ

มีรายงานจากท่านอุมัร อิบนุค็อตต็อบ เมื่อท่านได้อ่านอายะฮฺ “แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้าของพวกเราคืออัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด (เชื่อฟังและปฏิบัติ) ตามคำกล่าวนั้น” บนมิมบัร ท่านก็ได้กล่าวว่า “พวกเขาไม่มีเล่ห์เยี่ยงการมีเล่ห์เหลี่ยมของสุนัขจิ้งจอก”(สุนัขจิ้งจอก มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความเจ้าเล่ห์ ในความเชื่อของชาวเอเชียตะวันออก กล่าวคือต่อหน้าพูดอย่างหนึ่งลับหลังกลับพูดอีกอย่างหนึ่ง )

มีรายงานจากท่านอลี อิบนุอบีฏ็อลฮะฮฺ จากท่านอิบนุอับบาส ในอายะฮฺ “แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮฺคือ พระเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด (เชื่อฟังและปฏิบัติ)ตามคำกล่าวนั้น” ท่านได้กล่าวว่า “คือการยืนหยัดในการปฏิบัติสิ่งที่เป็นฟัรฎู(ข้อบังคับ)ทั้งหลาย”

จากท่านอบี อัล-อาลียะฮฺ ได้กล่าวว่า “แล้วพวกเขาก็มีความบริสุทธิ์ใจต่อศาสนา และด้านการปฏิบัติ (ในสิ่งที่ถูกสั่งใช้)”

จากท่านเกาะตาดะฮฺ ได้กล่าวว่า “พวกเขายืนหยัดด้วยการเชื่อฟังคำสั่งของอัลลอฮฺ”

ครั้นเมื่อท่านอัล-หะสันได้อ่านอายะฮฺนี้ ท่านได้กล่าวว่า

اللَّهُمَّ أَنْتَ رَبُّنَا فَاْرْزُقْناَ الْإِسْتِقَامَة
ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ พระองค์คือพระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดประทานการยืนหยัด (อิสติกอมะฮฺ) ให้แก่เราด้วยเถิด”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2010, 06:29:54 pm โดย muhtadeen alhaq »
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:06:54 am »
สำหรับผู้ที่กล่าวว่าจุดประสงค์ของการยืนหยัด (อัลอิสติกอมะฮฺ) ขึ้นอยู่กับการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ น่าจะหมายถึง การให้เอกภาพอย่างสมบูรณ์แบบอันจะหักห้ามผู้ให้เอกภาพนั้นให้พ้นจากไฟนรก ซึ่งเป็นการยืนยันความหมายของคำว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ (لا إله إلا الله)” พระเจ้าคือผู้ถูกเคารพสักการะที่ได้รับการเชื่อฟัง และไม่ถูกฝ่าฝืน เพราะความเกรงกลัว การให้เกียรติ ความหวาดหวั่น ความรัก ความหวัง การมอบหมาย และการวิวอนขอ

ส่วนการฝ่าฝืนทุกประการนั้นย่อมทำลายการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ เพราะเป็นการตอบรับคำเชิญชวนของผู้เรียกร้องสู่อารมณ์ใฝ่ต่ำนั่นคือชัยฏอน อัลลอฮฺ ตะอาลา กล่าวว่า

أَفَرَأَيْتَ مَنِ اتَّخَذَ إِلَهَهُ هَوَاهُ
ความว่า “เจ้าเคยเห็นผู้ที่ยึดถือเอาอารมณ์ต่ำของเขาเป็นพระเจ้าของเขาบ้างไหม ?” (สูเราะฮฺอัล-ญาษียะฮฺ : 23)

ท่านอัล-หะสัน อัล-บัศรีย์และท่านอื่นๆได้กล่าวว่า “คือผู้ที่เขาจะไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากเขาจะต้องปฏิบัติมัน” ตรงนี้เองที่มาทำลายการยืนหยัดต่อการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ

ส่วนตามรายงานของผู้ที่กล่าวว่า : “จงกล่าวว่า : ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ความหมายนั้นชัดเจนมาก เพราะความศรัทธาของบรรพชนยุคก่อน (ชาวสลัฟ) และผู้ปฏิบัติตามพวกเขาในหมู่นักวิชาการหะดีษนั้นพฤติกรรมที่ดีงามทั้งหลายจะออกมาพร้อมกับความศรัทธา อัลลอฮฺ ตะอาลา กล่าวว่า

فَاسْتَقِمْ كَمَا أُمِرْتَ وَمَن تَابَ مَعَكَ وَلاَ تَطْغَوْاْ إِنَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ بَصِيرٌ
ความว่า “(โอ้มุหัมมัด) เจ้าจงยืนหยัด(ต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ)ดังที่เจ้าถูกสั่งใช้  และผู้ที่ขออภัยโทษพร้อมกับเจ้า และพวกท่านอย่าได้ละเมิดแท้จริงพระองค์ทรงรู้เห็นสิ่งที่พวกท่านกระทำ” [สูเราะฮฺฮูด : 112]

พระองค์ได้สั่งใช้ให้ท่านนบียืนหยัดพร้อมกับผู้ที่ขออภัยโทษพร้อมกับท่าน โดยไม่อนุญาตให้ละเมิดในคำสั่งใช้ต่างๆ และพระองค์ได้แจ้งอีกว่าแท้จริงแล้วพระองค์ทรงรู้เห็นในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ

อัลลอฮฺตรัสว่า

فَلِذَلِكَ فَادْعُ وَاسْتَقِمْ كَمَا أُمِرْتَ وَلَا تَتَّبِعْ أَهْوَاءهُمْ
ความว่า “ดังนั้น เพื่อการนี้แหละเจ้าจงเรียกร้องเชิญชวนและยืนหยัดอยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรงดังที่เจ้าได้รับบัญชา และอย่าได้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของพวกเขา” [สูเราะฮฺอัช-ชูรอ: 15]

ท่านกอตาดะฮฺได้กล่าวว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกสั่งใช้ให้ยืนหยัดในการปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้”
ท่านอัษ-เษารีย์ ได้กล่าวว่า “(ให้ยืนหยัด) ต่ออัลกุรฺอาน”

มีรายงานจากท่านอัล-หะสัน ได้กล่าวว่า “ครั้นเมื่ออายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา ทำให้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น และ (ฉัน) ไม่เคยเห็นท่านหัวเราะอีกเลย” รายงานโดยท่านอิบนุอบีหาติม

ท่านอัลกุชัยรียฺ และท่านอื่นๆ รายงานจากพวกเขา (ซอฮาบะฮฺ) กล่าวว่า : เขาได้เห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในฝันจึงกล่าวแก่ท่านว่า : โอ้ท่านร่อซูล ท่านกล่าวว่า ซูเราะฮฺฮูดและซูเราะฮฺที่มีลักษณะเดียวกัน (อัล-วากีอะฮฺ, อัม-มะยะตะสาอะลูน, อิซัส-สะมาอุนฟาตอรอต) ทำให้ทำให้ฉันผมหงอก (เนื่องจากความหวาดกลัวและความเครียด) อายะฮฺใดหรือที่ทำให้ท่านผมหงอก? ท่านนบีจึงกล่าวอายะฮฺที่ว่า

فَاسْتَقِمْ كَمَا أُمِرْتَ
ความว่า “(โอ้มุหัมมัด) เจ้าจงยืนหยัด (ต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ)ดังที่เจ้าถูกสั่งใช้” รายงานโดยอัลหากิมในอัลมุสตัดร็อก

อัลลอฮฺตรัสอีกว่า

قُلْ إِنَّمَا أَنَا بَشَرٌ مِّثْلُكُمْ يُوحَى إِلَيَّ أَنَّمَا إِلَهُكُمْ إِلَهٌ وَاحِدٌ فَاسْتَقِيمُوا إِلَيْهِ وَاسْتَغْفِرُوهُ وَوَيْلٌ لِّلْمُشْرِكِينَ
ความว่า “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด ฉันก็คือสามัญชนเยี่ยงพวกท่าน แต่ได้มีวะฮีย์แก่ฉันว่า พระเจ้าของพวกท่านนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้นจงยืนหยัดต่อพระองค์เถิด และจงขออภัยต่อพระองค์และความวิบัติจงมีแต่บรรดาผู้ตั้งภาคี” [สูเราะฮฺฟุศศิลัต : 6]

อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ให้เราดำรงมั่นในศาสนาให้ครอบคลุมทุกแขนง ดังที่พระองค์ตรัสว่า

شَرَعَ لَكُم مِّنَ الدِّينِ مَا وَصَّى بِهِ نُوحًا وَالَّذِي أَوْحَيْنَا إِلَيْكَ وَمَا وَصَّيْنَا بِهِ إِبْرَاهِيمَ وَمُوسَى وَعِيسَى أَنْ أَقِيمُوا الدِّينَ وَلَا تَتَفَرَّقُوا فِيهِ كَبُرَ عَلَى الْمُشْرِكِينَ مَا تَدْعُوهُمْ إِلَيْهِ اللَّهُ يَجْتَبِي إِلَيْهِ مَن يَشَاء وَيَهْدِي إِلَيْهِ مَن يُنِيبُ
ความว่า “พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเจ้าเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่นูหฺ และที่เราได้วะฮีย์แก่เจ้าก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮีม และมูสา และอีซาว่า พวกเจ้าจงดำรงศาสนาไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา แต่เป็นเรื่องใหญ่แก่พวกตั้งภาคีที่เจ้าเรียกร้อง เชิญชวนพวกเขาไปสู่ศาสนานั้น อัลลอฮฺทรงเลือกสำหรับพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงชี้แนะทางสู่พระองค์ผู้ที่ผินหน้าสู่พระองค์”    [42.13]

พระองค์ทรงสั่งใช้ให้ยืนหยัดในการละหมาด ดั่งที่พระองค์ทรงสั่งใช้ให้ยืนหยัดในความเอกภาพของอัลลอฮฺ ในสองอายะฮฺดังกล่าว
อัลอิสติกอมะฮฺ (การยืนหยัด) คือหนทางสู่ทางเที่ยงตรง และศาสนาอันเที่ยงธรรม โดยไม่หันเหออกทางซ้ายหรือขวา ซึ่งหมายรวมถึงทุกกิจการที่จะนำสู่การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ่งที่เปิดเผยและที่ปกปิด และเช่นเดียวกันการละทิ้งสิ่งที่ต้องห้ามทั้งหลายก็เป็นส่วนหนึ่งของการอิสติกอมะฮฺ ด้วยเหตุดังกล่าวคำสั่งเสียนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ครอบคลุมในทุกๆองค์ประกอบของความเป็นศาสนา         
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:08:57 am »
เหตุผลที่กล่าวถึง “การยืนหยัด – อัลอิสติกอมะฮฺ” ควบคู่กับ “การขออภัยโทษ – อัลอิสติฆฟาร”

อัลลอฮฺตรัสว่า
فَاسْتَقِيمُوا إِلَيْهِ وَاسْتَغْفِرُوهُ
ความว่า “ดังนั้นจงยืนหยัดต่อพระองค์เถิด และจงขออภัยต่อพระองค์” [41.6]

เป็นการชี้ว่าต้องเกิดความบกพร่องในการยืนหยัดปฏิบัติตามคำสั่งใช้ จึงจำเป็นต้องมีการขออภัยโทษอันนำมาซึ่งการให้อภัย และการกลับสู่หนทางแห่งการยืนหยัด ดังคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่กล่าวแก่มุอาซว่า
“ท่านจงยำเกรงต่ออัลลออเถิด แม้ว่าท่านจะอยู่ที่ใดก็ตาม  และท่านจงติดตามการงานที่ชั่วด้วยการทำสิ่งที่ดีงาม” รายงานโดยติรมีซียฺ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ แน่แท้มนุษย์ย่อมไม่มีความสามารถที่จะยืนหยัด (ในแนวทางที่เที่ยงตรง) อย่างสมบูรณ์ได้” ดังมีการบันทึกจากท่านอิหม่ามอะหฺมัด และท่านอิหม่ามอิบนุมาญะฮฺ จากหะดีษของเษาบาน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “พวกท่านจงยืนหยัดเถิด แม้พวกท่านไม่สามารถ (ทำได้อย่างสมบูรณ์) พึงทราบเถิดว่าการงานที่ดีเลิศของพวกท่านคือการละหมาด และไม่มีผู้ใดที่สามารถรักษาน้ำละหมาดได้นอกจากผู้ศรัทธา (มุอฺมิน) เท่านั้น”

มีรายงานจากท่านอิหม่ามอะหฺมัด เราะฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “พวกท่านจงปฏิบัติให้ถูกต้องปฏิบัติให้ใกล้เคียงที่สุด ไม่มีใครสามารถรักษาละหมาดได้นอกจากผู้ศรัทธา (มุอฺมิน) เท่านั้น” 

มีบันทึกในหนังสืออัศ-เศาะฮีหัยน์(อัลบุคอรีย์-มุสลิม) จากท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิสะลัม ได้กล่าวว่าว่า “พวกท่านจงปฏิบัติให้ถูกต้อง ปฏิบัติให้ใกล้เคียงที่สุด”

การปฏิบัติให้ถูกต้อง (อัสสะดาด) คือแก่นแท้แห่งการยืนหยัด ได้แก่การปฏิบัติสิ่งที่ดีสำหรับทุกคำพูด การกระทำ และเจตนารมณ์ เสมือนผู้ที่ขว้างสิ่งใดไปยังเป้าแล้วสิ่งนั้นก็ถูกเป้านั้น

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งใช้ให้ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ขอต่ออัลลอฮฺให้เป็นผู้ที่มีการปฏิบัติที่ถูกต้อง และให้ได้รับทางนำ ท่านนบีกล่าวว่า “จงวิงวอนขอ (ต่ออัลลอฮฺ) ให้ได้ประสบกับความถูกต้องเสมือนการที่ท่านได้ยิงศรไปยังเป้า และขอให้ได้รับทางนำเสมือนหนทางที่ท่านได้รับทางนำ”

มีบันทึกในหนังสืออัศ-เศาะฮีหฺของอิหม่ามมุสลิม ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แนะนำให้เราขอดุอาอฺด้วยสำนวนดังนี้

اللَّهُمَّ اهْدِنِي وَسَدِّدْنِي وَاذْكُرْ بِالْهُدَى هِدَايَتَكَ الطَّرِيقَ وَالسَّدَادِ سَدَادَ السَّهْمِ
ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอโปรดประทานทางนำให้แก่ฉัน และให้ฉันได้ปฏิบัติในสิ่งต่างๆโดยพอดีๆ(ให้สมบูรณ์) และจงชี้แนะด้วยทางนำที่เป็นสิ่งที่ชี้นำมุ่งสู่แนวทาง(ที่ถูกต้อง) และด้วยความมั่นคง ดั่งความมั่นคงใน(การมุ่งสู่เป้า)ของลูกศร)”

การปฏิบัติให้ใกล้เคียง (อัลมุกอเราะบะฮฺ) คือการปฏิบัติให้เกือบจะสมบูรณ์มากที่สุดแม้จะทำได้ไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่ต้องตั้งใจว่าจะทำให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นการกระทำที่ใกล้เคียงความถูกต้องตรงนี้ก็ไม่ได้มาจากความตั้งใจ (เพราะตั้งใจว่าจะทำให้ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ) มีคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ชี้ถึงประเด็นนี้ รายงานจากท่านอัลหิกัม อิบนุหัซนฺ อัล-กุละฟีย์ ความว่า “โอ้มนุษย์เอ๋ย พวกท่านนั้นไม่มีทาง และไม่มีความสามารถที่จะปฏิบัติสิ่งที่ฉันสั่งให้พวกท่านปฏิบัติทุกประการ แต่พวกท่านจงทำให้ถูกต้องมากที่สุด และจงแจ้งข่าวดี” รายงานโดยอบูยะอฺลา

ความหมายของประโยคนี้ : “พวกท่านจงตั้งใจทำให้ถูกต้อง ทำให้สมบูรณ์ และยืนหยัดในคุณธรรมความดี” เพราะหากพวกเขาได้พยายามทำให้การงานทุกอย่างถูกต้องย่อมหมายความว่าพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกสั่งใช้แล้วทุกประการ
   
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:09:58 am »
รากฐานของการยืนหยัด

รากฐานของการยืนหยัดคือการยืนหยัดของหัวใจในการให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ ดั่งที่ท่านอบูบักรและท่านอื่นๆได้อธิบายอายะฮฺ “แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้าของพวกเราคืออัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็ดำรงมั่น (เชื่อฟังและปฏิบัติ)ตามคำกล่าวนั้น” ไว้ว่า “พวกเขาจะไม่ให้ความสนใจต่อผู้อื่นนอกจากพระองค์ (อัลลอฮฺ)”

ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่หัวใจยืนหยัดต่อการรู้จักอัลลอฮฺ ต่อการเกรงกลัว การให้เกียรติ ความหวาดหวั่น ความรัก ความหวัง การวิงวอน การมอบหมายต่อพระองค์รวมถึงการผินหลังให้สิ่งอื่นนอกจากพระองค์แล้ว อวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็จะอยู่บนการเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ เพราะหัวใจคือผู้ควบคุมอวัยวะต่างๆ อวัยวะเปรียบเสมือนเป็นทหารของผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นหัวใจ ดังนั้นเมื่อผู้บังคับบัญชาได้ยืนหยัดมั่นคงแล้วย่อมทำให้เหล่าทหารและบริวารยืนหยัดและมั่นคงตาม

และเช่นกันท่านอบูบักรได้อธิบายคำพูดของอัลลอฮฺที่ว่า “ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่ยงแท้” [30.30] หมายถึงการมีจิตใจดี เจตนาที่บริสุทธิ์ต่ออัลลอฮฺไม่มีภาคีใดๆ มาเทียบเคียงพระองค์

อะไรจะเกิดขึ้นหลังที่หัวใจมีความมั่นคง..

สิ่งที่สำคัญที่สุดรองจากหัวใจที่จะยืนหยัดในแนวทางที่ถูกต้องนั้นคือ “ลิ้น” เพราะลิ้นคือกระบอกเสียงของหัวใจ และสามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในนั้นออกมา

ด้วยเหตุนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้สั่งใช้ให้ท่านสุฟยาน อิบนุอับดุลลอฮฺ อัษ-ษะเกาะฟีย์ ยืนหยัดในแนวทางที่เที่ยงตรง และได้สั่งเสียให้รักษาลิ้นของเขาในลำดับต่อมา

ในมุสนัดอิหม่ามอะหฺมัด จากการรายงานของท่านอนัส อิบนุมาลิก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า “อีหม่านของบ่าวคนหนึ่งจะไม่มั่นคงจนกว่าหัวใจของเขาจะมั่นคง และหัวใจของเขาจะไม่มั่นคงจนกว่าลิ้นของเขาจะมั่นคง (พูดในสิ่งที่ดีงาม)”
   
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:11:24 am »
คำอธิบายจากหนังสือริยาดฎุศศอลิฮีนฉบับแปลไทย

การศรัทธานั้นมีจุดเริ่มต้น และมีเป้าหมาย การดำรงมั่นอยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรงก็เป็นเสมือนสิ่งเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองอย่างนั้น การศรัทธาที่แท้จริงย่อมเกิดจากคำพูด การกระทำ และการปฏิบัติ ส่วนเป้าหมายของการดำรงมั่นนั้น อยู่ที่หลักสองประการคือ ต้องศรัทธาต่ออัลลอฮฺอย่างถูกต้อง และต้องปฏิบัติตามแบบฉบับฉบับของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อย่างเคร่งครัด

ดังนั้น การศรัทธาโดยไม่ยืนหยัดนั้นก็บกพร่อง ส่วนการยืนหยัดโดยไม่ศรัทธานั้นย่อมเป็นโมฆะ แต่ถ้าหากผู้ใดมีลักษณะครบสองประการ คือมีทั้งศรัทธาและการดำรงมั่นแล้ว แน่นอนเหลือเกินว่า อัลลอฮฺจะทรงสนับสนุนให้เขาได้รับความสำเร็จ และให้มลาอีกะฮฺมาบอกข่าวดี ให้สวรรค์เป็นสิ่งตอบแทนในโลกอาคิเราะฮฺ และให้อยู่ในโลกนี้อย่างสงบสุข ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่พวกเราต้องการดำรงมั่นไว้เสมอ เพื่อจะได้รับความดีทั้งโลกนี้ และโลกหน้า การอ้างว่ามีความศรัทธาอย่างเดียวนั้นไม่พอเพียง เว้นแต่จะต้องปฏิบัติด้วย เพราะการกระทำแสดงออกให้ทราบแน่ชัด และเป็นผลพวงของการศรัทธา การดำรงมั่นอยู่ในแนวทางที่เราศรัทธานั้น แสดงให้เห็นถึงความมีศรัทธาอย่างสมบูรณ
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:12:22 am »
“การยืนหยัดต่ออิสลาม” คุฏบะฮฺโดยชัยคฺริฏอ อะหมัด สมะดี ณ ค่ายเยาวชนแห่งสัจธรรมครั้งที่ 2

ภารกิจของผู้ศรัทธาที่ต้องดำรงชีวิตภายใต้หลักการอิสลามตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้านั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร และถึงแม้จะมีความลำบากมากน้อยเพียงใด แต่การที่ได้ยืนหยัดในคำบัญชาของอัลลอฮฺและหลักการของอิสลาม อันหมายรวมถึง การรักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่มีบทบัญญัติ ที่มีคำสั่งใช้ในอิสลามไว้ให้ปรากฏในชีวิตของเรา ดังกล่าวนี้จึงเรียกว่า “อัล-อิสติกอมะฮฺ” คือการยืนหยัด การดำรงชีวิตภายใต้หลักการอิสลามอย่างเคร่งครัดนั้น ยิ่งยากกว่า

ทั้งๆที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ซึ่งเป็นผู้ที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดในการตามหลักการของศาสนาและคำสั่งสอนของอัลลอฮฺแล้ว แต่ก็ยังมีคำสั่งจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ให้นบีได้ยืนหยัดและเที่ยงตรงในหลักการของศาสนา ซึ่งในสูเราะฮูด อัลลอฮฺสุบหานะฮุวะตะอาลาได้กล่าวว่า   

فَاسْتَقِمْ كَمَا أُمِرْتَ وَمَن تَابَ مَعَكَ وَلاَ تَطْغَوْاْ إِنَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ بَصِيرٌ
ความว่า “(โอ้มุหัมมัด) เจ้าจงยืนหยัด(ต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ)ดังที่เจ้าถูกสั่งใช้(ให้ยืนหยัด)  และผู้ที่ขอลุโทษแก่เจ้า และพวกท่านอย่าได้ละเมิด (ออกนอกกรอบของหลักการอิสลาม) แท้จริงพระองค์ทรงรู้เห็นสิ่งที่พวกท่านกระทำ” [สูเราะฮฺฮูด : 112]

จากการบันทึกของท่านอิบนุ อบีหาติมได้กล่าวถึงความสำคัญชองคำสั่งนี้ โดยท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน (ในครั้นที่พวกเขาได้กล่าวแก่ท่านว่า  “ท่านได้มีผมงอกขึ้นมาอย่างเร็วแล้วละ”) ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจึงกล่าวว่า “สูเราะฮฺฮูดและกลุ่มสูเราะฮฺที่มีลักษณะเดียวกันกัน (อัล-วากีอะฮฺ อัม-มะยะตะสาอะลูน อิซัส-สะมาอุนฟาตอรอต) ทำให้ฉันผมหงอก(เนื่องจากความหวาดกลัวและความเครียด)” แล้วอายะฮฺใดเล่าโอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺที่ทำให้ท่านมีผมงอก ท่านจึงกล่าวว่า คำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า

فَاسْتَقِمْ كَمَا أُمِرْتَ
ความว่า “(โอ้มุหัมมัด) เจ้าจงยืนหยัด (ต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ)ดังที่เจ้าถูกสั่งใช้” [สูเราะฮฺฮูด : 112]

บรรดาอุลามาอฺได้กล่าวว่า การที่ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวถึงสูเราะฮฺฮูด ก็เนื่องจากว่าในสูเราะฮฺดังกล่าวมีคำสั่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คำสั่งที่ทำให้ท่านนบีต้องกังวลและมีความหวาดกลัวว่าท่านนบีนั้นสามารถที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺได้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้อัลลอฮฺสุบหานะฮุวะตะอาลา ถือว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่มีสถานะที่สามารถยกเว้นได้ นั้นคือการที่ท่านนบีต้องยืนหยัดในหลักการอิสลาม

การยืนหยัดในหลักการอิสลามไม่เป็นทางเลือกของผู้ศรัทธาทั้งหลาย มีเพียงทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์ทั้งหลายนั้นได้ประสบความสำเร็จในโลกกิยามะฮฺ นั้นคือการยืนหยัดในหลักการของอิสลาม การที่มีอิสติกอมะฮฺ การที่รับคำสั่งของศาสนาและนำไปปฏิบัติเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต อัลลอฮฺสุบหานะฮุวะตะอาลาได้กล่าวว่า

إِنَّ الَّذِينَ قَالُوا رَبُّنَا اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقَامُوا تَتَنَزَّلُ عَلَيْهِمُ الْمَلَائِكَةُ أَلَّا تَخَافُوا وَلَا تَحْزَنُوا وَأَبْشِرُوا بِالْجَنَّةِ الَّتِي كُنتُمْ تُوعَدُونَ
ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้กล่าวว่า พระเจ้าของพวกเราคืออัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด(เชื่อฟังและปฏิบัติ)ตามคำกล่าวนั้นแล้ว มะลากิกะฮฺจะลงมาหาพวกเขา (ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตโดยกล่าวกับพวกเขาว่า) พวกท่านอย่าหวาดกลัวและอย่าเศร้าสลดใจแต่จงต้อนรับข่าวดี คือสวนสวรรค์ซึ่งพวกเจ้าได้ถูกสัญญาไว้” [41.30]
   
นั้นคือคำรับรองของอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา สำหรับผู้ที่ได้ยืนหยัดในหลักการของอิสลาม คนที่ละหมาดฟัรฎูตรงเวลาเท่าที่กระทำได้ พยายามละหมาดสุนนะฮฺทุกเวลา พยายามซิกรุลลอฮฺในทุกๆครั้งตามที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้บัญญัติให้ซิกรุลลอฮฺ พยายามศึกษาเรียนรู้ในหลักการศาสนาที่เกี่ยวกับศาสนกิจประจำวันในชีวิตประจำวันของตน แม้ว่าจะเป็นเรื่องการทำธุรกิจ เรื่องเกี่ยวกับครอบครัว เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ให้มีศีลธรรม และจริยธรรมตามหลักการอิสลาม และไม่มีคำสั่งเสียที่ดีกว่าการที่เราได้รับคำสั่งสอนจากอิสลามให้ยืนหยัดในหลักการ  เพราะเราไม่สามารถที่จะคำนวณคำสั่งของอิสลามทุกประการ แต่ถ้าหากว่าเรามีคำสั่งนี้ และยึดมั่นในคำสั่งนี้ ให้ยืนหยัดในทุกเรื่อง ไม่มีใครสามารถที่จะบอกว่า อย่าลืมทำเรื่องนี้ อย่าลืมทำเรื่องโน้น แต่สามารถบอกว่าจงยืนหยัดในกรอบในหลักการอิสลามทั่วไป เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า

يَا رَسُولَ اللَّهِ قُلْ لِي فِي الْإِسْلَامِ قَوْلًا لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا غَيْرَكَ قَالَ قُلْ آمَنْتُ بِاللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ
ความว่า “โอ้เราะสูลุลลอฮฺ ขอได้โปรดบอกฉันถึงเรื่องของอิสลามสักเรื่องหนึ่งเถิด ฉันจะไม่ถามใครถึงเรื่องนี้อีกแล้ว นอกจากท่านเท่านั้น หมายถึงคำสั่งของท่านนบีที่จะให้คำแนะนำนั้น จำเป็นที่ต้องมีคุณค่าที่ทำให้เศาะหาบะฮฺท่านนี้ ไม่จำเป็นที่ต้องไปศึกษาเรียนรู้เรื่องอะไรอีกแล้วเกี่ยวกับหลักการศาสนาอิสลาม อันที่จะเป็นคำแนะนำที่มีความสำคัญมากที่สุด เขาจึงขอจากท่านนบีซึ่งคำแนะนำเช่นนี้  ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วท่านก็จงยืนหยัดในหลักการอิสลาม อย่าทรยศ อย่าบิดพลิ้วกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา”
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:13:21 am »
ที่นี้เราก็ต้องศึกษาว่า การยืนหยัดในหลักการอิสลามนั้นหมายรวมอะไร ทำไมเราต้องมีอิสติกอมะฮฺ ทำไมเราต้องเป็นบุคคลที่เป็นผู้ที่มุสตะกีม ผู้ที่เดินทางสู่แนวทางอิสลามอย่างไม่บิดพลิ้ว อย่างไม่สงสัย อย่างไม่ลังเล นั่นคือสถานะของผู้ศรัทธาทุกคน ต้องพยายามตรวจสอบตัวเอง

อัลอิสติกอมะฮฺอคือการรับหลักการอิสลามและปฏิบัติตามหลักการอิสลามนั้นสุดความสามารถ นั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเราอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย อยู่ในความเมตตาและในความคุ้มครองของอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา เพราะอัลอิสติกอมะฮฺนั้นจำเป็นที่ต้องศึกษาเรียนรู้ในหลักการของอิสลาม และต้องมีความพยายาม อดทนและขันติในการที่จะนำหลักการของอิสลามนั้นมาปฏิบัติในชีวิตตลอดไปอย่างสม่ำเสมอ การที่เราจะมีอิสติกอมะฮฺหมายถึงเราต้องมีการศึกษาด้วย เพราะคนไม่ได้เรียนรู้ในหลักการอิสลามก็จะไม่สามารถยืนหยัด และย่อมสามารถทำความชั่วได้ ซึ่งแน่นอนคนเหล่านี้ไม่เรียกว่าคนที่ได้ยืนหยัดในหลักการอิสลาม ไม่เรียกว่ามุสตะกีมหรือคนที่อยู่ในความเที่ยงตรงได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกันคนที่ไม่มีความอดทน มุ่งมานะในการเรียนรู้ศึกษาในหลักการอิสลามก็ไม่ถือว่าเขาเป็นผู้ยืนหยัดหรือเป็นบุคคลที่เที่ยงตรงด้วยเช่นกัน

เรามีหน้าที่ศึกษาเรียนรู้อิสลามเป็นประเด็นแรกที่สำคัญที่สุด เมื่อเรียนรู้หลักการอิสลามแล้ว ประการต่อมาคือการนำความรู้นั้นมาบรรจุในชีวิตของเรา แน่นอนต้องมีอุปสรรคที่จะปรากฏในชิวิตของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อุปสรรคนั้นอาจจะเกิดในอารมณ์ใฝ่ต่ำของเราเองหรือของคนอื่นก็ได้ อารมณ์ของเราที่จะห้ามไม่ให้เราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ห้ามละหมาด ห้ามถือศีลอด ไม่ต้องทำความดี หรืออาจจะเป็นอารมณ์ของคนอื่นที่จะมาขัดขว้างเราจึงทำให้นำเราสู่ความชั่วหรือไม่ก้าวหน้าสู่การทำความดี ดังนั้นอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ได้เตือนคนที่ยึดมั่นในสัจธรรม ให้ระมัดระวังในอุปสรรคดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของเราหรืออารมณ์ของคนอื่น ซึ่งอารมณ์ใฝ่ต่ำของเราจะมีอิทธิพลสูงที่จะนำมนุษย์สู่ความหายนะ อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลาได้เตือนในเรื่องนี้ว่า

إِنَّ النَّفْسَ لأَمَّارَةٌ بِالسُّوءِ إِلاَّ مَا رَحِمَ رَبِّيَ إِنَّ رَبِّي غَفُورٌ رَّحِيمٌ
ความว่า “แท้จริงจิตใจนั้นถูกครอบงำไว้ด้วยความชั่วนอก จากที่พระเจ้าของฉันทรงเมตตา แท้จริงพระเจ้าของฉันเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ” [สูเราะฮฺยูสุฟ :53]

อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ได้เตือนให้เราอย่าได้ตามอารมณ์ของคนอื่น อันเป็นเหตุที่ทำให้เราไม่ยืนหยัดในหลักการอิสลาม

ثُمَّ جَعَلْنَاكَ عَلَى شَرِيعَةٍ مِّنَ الْأَمْرِ فَاتَّبِعْهَا وَلَا تَتَّبِعْ أَهْوَاء الَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ
ความว่า “แล้วเราได้ตั้งเจ้าให้อยู่บนแนวทางหนึ่ง ในเรื่องของศาสนาที่แท้จริง ดังนั้นจงปฏิบัติตามแนวทางนั้น(หลักการของอัลลอฮฺ) และอย่าได้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของบรรดาผู้ไม่รู้” [อัลญาษิยะฮฺ :18]

อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ประสงค์ให้เราอยู่ภายใต้อิทธิพลของตัวเอง ไม่ใช่อำนาจชองสิ่งเลวร้ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชัยฏอนมารร้าย ไม่ว่าจะเป็นนัฟสู อารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเองหรือของคนอื่นที่จะมามีอิทธิพลของชีวิตของเรา ดังนั้นผู้ศรัทธาผู้ที่เป็นบ่าวของอัลลอฮฺอย่างแท้จริงต้องอุทิศอารมณ์ของเขา ชีวิตของเขาให้ตามหลักการศาสนา ดังนั้นไม่มีหลักการอะไรที่จะเหนือกว่าหลักการอิสลาม ถ้าหากว่าคำสั่งของหลักการอิสลามได้สั่งไว้อย่างไร แต่ความปรารถนาของเราจะนำเราไปอีกทิศ อีกทางหนึ่ง สวนทางหรือตรงกันข้ามกับทิศทางของหลักการอิสลาม เราจะต้องหันไปสู่หลักการอิสลามทันที นั่นแสดงว่าเราได้ชนะอารมณ์ของเราแล้ว และเราสามารถยืนหยัดในหลักการของอิสลาม

การยืนหยัดในหลักการอิสลามคือต้องประกาศชัยชนะต่อนัฟสูของเรา คนที่ไม่สามารถชนะต่อนัฟสู ยังเป็นทาสต่อนัฟสูของตัวเอง นัฟสูจะทำอะไรก็ปฏิบัติตาม นัฟสูอยากได้อะไรก็ทำตาม นัฟสูเรียกร้องที่จะให้กินอะไรก็กินตาม นัฟสูเรียกร้องให้ปฏิบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ปฏิบัติตาม ดังนั้นเราต้องสละอิทธิพลของนัฟสู อารมณ์ใฝ่ต่ำของเรา เพื่อได้รับชัยชนะต่อนัฟสูของเรา เมื่อนั้นแล้วเราก็จะสามารถยืนหยัดในหลักการของอิสลาม เพราะหัวใจของเรา ความต้องการของเราก็จะขึ้นอยู่กับหลักการของอิสลาม เราได้อุทิศชีวิตให้กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ทุกสิ่งที่อัลลอฮฺได้สั่งไว้ ทุกสิ่งที่อัลลอฮฺได้ชี้แนะไว้ เราก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺและคำสั่งของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องทบทวนในชีวิตของเรา ว่าเราเป็นบุคคลที่มีอิสติกอมะฮฺ มีการยืนหยัดหรือยัง หากเราเป็นคนที่ทำความชั่วบ้าง ทำความดีบ้าง ไม่มีจุดยืนในชีวิต ไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ไม่มีอะไรที่จะเป็นมาตรฐานที่จะประคับประคองชีวิตของเราให้อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง เพราะเราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร ต้องการใคร คนประเภทนี้ไม่มีอิสติกอมะฮฺและคนประเภทนี้จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ขอต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ให้เราทุกคนมีความปรารถนาในการมีอิสติกอมะฮฺ มีการยืนหยัดในหลักการอิสลามตลอดไป   
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:14:21 am »
ถ้าสำรวจสภาพของมนุษย์หรือผู้ศรัทธาทั้งหลาย เราจะพบได้ว่าบุคคลที่ได้ยืนหยัดในหลักการของอิสลาม ที่มีอายุมากที่เป็นคนแก่ คนชรา ใกล้ที่จะเสียชีวิตแล้ว มีจำนวนมากมาย ซึ่งคนที่อายุมากแล้วรู้ว่าตัวเองกำลังก้าวสู่หลุมศพ สู่วันกิยามะฮฺ พวกเขาจะเริ่มเคร่งครัด ยืนหยัดในหลักการ อะไรที่อิสลามบอกไว้ก็ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จำนวนคนประเภทนี้มีมากมายในโลกดุนยาของเรา แต่จำนวนน้อยเหลือเกินคือวัยหนุ่มสาว คนที่มีอายุน้อย คนที่คิดว่ายังสามารถใช้ชีวิตอีกนานกว่าจะถึงหลุมฝังศพ บรรดาคนเหล่านี้มีน้อยที่จะสามารถพบเห็นผู้ที่ยืนหยัดในหลักการอิสลาม ก็เนื่องจากว่า พวกเขาคิดว่าตัวเองนั้น ยังต้องการอะไรมากมายจากโลกนี้ และยังมีโอกาสในชีวิตมากมายที่จะปรับปรุงชีวิตของเขาได้ จึงขอให้ปฏิบัติตามอารมณ์ ตามกิเลส ตามความต้องการของตัวเองก่อน ส่วนจะคิดว่าการเสียชีวิตจะปรากฏเมื่อไหร่นั้น เขาก็อาจจะไม่คำนึงก็ได้

แต่โดยแน่นอนบุคคลที่อยู่ในประเภทนี้ คือบรรดาเยาวชนหนุ่มสาววัยรุ่นที่ยังรักษาหลักการของอิสลาม ตั้งแต่ได้รู้ และพยายามยืนหยัดในหลักการอิสลามตลอดชีวิต ถึงแม้ว่าอารมณ์ของตัวเองเรียกร้องให้กระทำตามกระแสของวัยรุ่นหนุ่มสาว คนประเภทนี้ก็มีเช่นเดียวกันในสังคมของเรา แต่ถือว่าน้อยมาก คนประเภทนี้แหละที่อัลลอฮฺได้กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงแปลกใจว่าไฉนเลยมีเยาวชนคนหนึ่งคนใด ที่อารมณ์ของเขาเรียกร้องสู่ความชั่ว เรียกร้องสู่กิเลสความต้องการ แต่เขาฝืนคำเรียกร้องของอารมณ์ตัวเอง เขาพยายามยืนหยัดในหลักการอิสลาม จนกระทั่งในประวัติของเขาไม่เคยมีบันทึกถึงการกระทำที่ชั่วร้าย” นี้ถือว่าเป็นคนตราที่หายากในสังคมของเรา ถือว่าเป็นประเภทมนุษย์ที่หายากมากในสังคมของเรา คือคนที่พยายามรักษาประวัติการประพฤติความดีงามของเขา ให้บริสุทธิ์ตลอดชีวิต ไม่มีอะไรที่จะถูกบันทึกในชีวิตว่าเคยทำความชั่ว ว่าเคยทำสิ่งที่เป็นบาปใหญ่ และดื้อกับสิ่งเหล่านั้น พยายามรักษาความสะอาดของประวัติของตัวเอง ประเภทนี้คือที่ท่านนบีกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงแปลกใจ ไม่ใช่หมายรวมว่าอัลลอฮฺไม่รู้ แต่อัลลอฮฺทรงแปลกใจตามสภาพความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ คือแสดงสภาพที่น่าแปลกใจของเยาวชนเหล่านี้ คือเยาวชนที่น่าจะตามกระแสต่างๆเหมือนกับเยาวชนส่วนมาก แต่เมื่อปลีกตัวออกจากหนทางคนชั่ว มีปลีกตัวออกจากหนทางของชัยฏอนมารร้าย มาบรรจุตัวเองอยู่ในหมู่ผู้ศรัทธาที่ยืนหยัด ที่มีอิสติกอมะฮฺก็จะเป็นคนแปลกประหลาด

ในสังคมก็เช่นเดียวกันมองถึงวัยรุ่นคนหนุ่มสาว ที่เคร่งครัดในหลักการของอิสลาม ที่พยายามสำรวมตนอยู่ในหลักการของอิสลาม มองว่าเป็นเด็กประหลาด เด็กประหลาดที่รักษาเวลาตรงเวลา เด็กประหลาดที่ตื่นตอนเช้าเพื่อไปละหมาดศุบฮฺที่มัสญิด เด็กประหลาดที่พยายามคลุมหิญาบตามหลักการอิสลาม เด็กประหลาดที่พยายามไว้เคราตามท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เด็กประหลาดที่พยายามท่องจำอัลกุรฺอาน เด็กประหลาดที่ไม่ยอมฟังเพลง ไม่ยอมฟังดนตรี เด็กประหลาดทั้งนั้น เพราะสังคมส่วนมากต้องการให้บรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาว เป็นไปตามกระแส นโยบายของชัยฏอนมารร้าย เมื่อเด็กที่ไม่ยอมปฏิบัติในเส้นทางนี้ หรือกระแสคนชั่วร้ายที่กำลังปกครองโลกในขณะนี้ก็จะถือว่าเป็นคนประหลาด ไม่ประหลาดถ้าหากว่าคนอายุมากแล้วทำความชั่ว ยังดื้อกับความชั่ว แต่ที่ประหลาดในสายตาของสังคมคือเด็กหรือเยาวชนเมื่อทำความชั่ว สังคมจะเห็นใจ เมื่อเห็นวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ก็จะเห็นใจว่ายังเป็นเด็ก เมื่อเยาวชนมีเพื่อนที่เป็นผู้หญิงก็บอกว่า อย่าไปดุเขา เขายังเป็นเด็ก สังคมเห็นใจ อะลุ่มอล่วยให้สะดวกแก่เยาวชนทำความชั่วและยอมให้เหตุผลด้วย แต่เมื่อเด็กฝืนความต้องการของสังคม เมื่อเยาวชนสวนทางกับกระแสของสังคม นั่นแสดงว่าเยาวชนคนเหล่านั้นมีเจ้าของๆตัวเอง ไม่ได้ตามกระแส อารมณ์ของตัวเอง ความคิดของตัวเอง สติปัญญาของตัวเองไม่ได้ถูกยึดไปจากคนที่ชั่วร้ายหรือคนที่ไม่ปราถนาดีต่อเยาวชนมุสลิม สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเราทั้งหลายเมื่อเข้าร่วมในการชุมนุมครั้งนี้ เพื่อแสวงหาเส้นทางของชีวิต มุสลิมที่ได้ยึดมั่นในสัจธรรม เราต้องทบทวน สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องทบทวนในครั้งนี้ และพรุ่งนี้ และทุกวันคือ “อัลอิสติกอมะฮฺ” คือการยืนหยัดในหลักการของอิสลาม เรายืนหยัดในหลักการของอิสลามหรือยัง? และต่อไปเราจะยืนหยัดในหลักการอิสลาม หรือเราจะเป็นผู้บิดพลิ้ว พวกมุนาฟิกีนที่ได้ยืนหยัดในหลักการอิสลามวันหนึ่ง และได้สัญญากับท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าจะยืนหยัดแต่ระยะเวลาผ่านไป เขาก็จะบิดพลิ้ว และจะเปลี่ยนชีวิตของเขาจากคนดี สู่สภาพของคนชั่ว จากคนที่ยืนหยัดในหลักการสู่สภาพคนที่ไม่ยอมในหลักการของอิสลาม

وَمِنْهُم مَّنْ عَاهَدَ اللّهَ لَئِنْ آتَانَا مِن فَضْلِهِ لَنَصَّدَّقَنَّ وَلَنَكُونَنَّ مِنَ الصَّالِحِينَ  * فَلَمَّا آتَاهُم مِّن فَضْلِهِ بَخِلُواْ بِهِ وَتَوَلَّواْ وَّهُم مُّعْرِضُونَ * فَأَعْقَبَهُمْ نِفَاقًا فِي قُلُوبِهِمْ إِلَى يَوْمِ يَلْقَوْنَهُ بِمَا أَخْلَفُواْ اللّهَ مَا وَعَدُوهُ وَبِمَا كَانُواْ يَكْذِبُونَ
ความว่า “และในหมู่พวกเขา(มุนาฟิกีน) นั้นมีผู้ที่ได้สัญญาแก่อัลลอฮฺว่า ถ้าหากพระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเรา ซึ่งส่วนหนึ่งจากความกรุณาของพระองค์แล้วไซร้ แน่นอนเหลือเกิน พวกเราจะบริจาคทานและแน่นอนพวกเราจะได้เป็นผู้อยู่ในหมู่คนดี *ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงประทานให้แก่พวกเขา ซึ่งส่วนหนึ่งจากความกรุณาของพระองค์พวกเขาก็ตระหนี่ในส่วนนั้นและได้ผินหลังให้ โดยที่พวกเขาเป็นผู้ผินหลังให้อยู่แล้ว * แล้วพระองค์ก็ทรงให้การกลับกลอกในหัวใจของพวกเขาเป็นผลลัพธ์ แก่พวกเขา จนกระทั่งถึงวันที่พวกเขาจะพบพระองค์ เนื่องจากการที่พวกเขาบิดพลิ้วต่ออัลลอฮฺ ในสิ่งที่พวกเขาให้สัญญาไว้แก่พระองค์ และเนื่องจากการที่พวกเขาปฏิเสธ” [สูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ :75-77]

เราอย่าได้เป็นเหมือนคนมุนาฟิก ที่ได้สัญญากับอัลลอฮฺอย่างหนึ่งแล้วปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง สัญญากับอัลลอฮฺว่าจะเป็นคนดี ก็อย่าได้เปลี่ยนชีวิตสู่สภาพของคนชั่ว เพราะคนเหล่านั้นเปรียบเสมือนกับคนที่เย็บเสื้อผ้า และพออีกวันหนึ่งก็เอาเสื้อผ้าตัวนั้นมาตัด ฉีกให้ขาด

وَلاَ تَكُونُواْ كَالَّتِي نَقَضَتْ غَزْلَهَا مِن بَعْدِ قُوَّةٍ أَنكَاثًا تَتَّخِذُونَ أَيْمَانَكُمْ دَخَلاً بَيْنَكُمْ أَن تَكُونَ أُمَّةٌ هِيَ أَرْبَى مِنْ أُمَّةٍ إِنَّمَا يَبْلُوكُمُ اللّهُ بِهِ وَلَيُبَيِّنَنَّ لَكُمْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ مَا كُنتُمْ فِيهِ تَخْتَلِفُونَ
ความว่า “และพวกเจ้าอย่าเป็นเช่นนางที่คลายเกลียวด้ายของนาง หลังจากที่ได้ปั่นให้มันแน่นแล้วโดยถือเอาการสาบานของพวกเจ้าเป็นการล่อลวงระหว่างพวกเจ้า เพื่อที่จะให้ชาติหนึ่งเข้มแข็งกว่าอีกชาติหนึ่ง แท้จริง อัลลอฮฺทรงทดลองพวกเจ้าด้วยการสาบาน และแน่นอน พระองค์จะทรงชี้แจงแก่พวกเจ้าในวันกิยามะฮฺ ถึงสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องนั้น” [สูเราะฮฺอันนะหฺลี :92]

وَلاَ تَكُونُواْ كَالَّتِي نَقَضَتْ غَزْلَهَا مِن بَعْدِ قُوَّةٍ أَنكَاثًا تَتَّخِذُونَ أَيْمَانَكُمْ دَخَلاً بَيْنَكُمْ أَن تَكُونَ أُمَّةٌ هِيَ أَرْبَى مِنْ أُمَّةٍ إِنَّمَا يَبْلُوكُمُ اللّهُ بِهِ وَلَيُبَيِّنَنَّ لَكُمْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ مَا كُنتُمْ فِيهِ تَخْتَلِفُونَ
ความว่า “และพวกเจ้าอย่าถือเอาการสาบานของพวกเจ้า เป็นการล่อลวงระหว่างพวกเจ้า แล้วเท้าก็จะก้าวพลาดได้หลังจากที่มันมั่นคงแล้ว และพวกเจ้าจะได้ลิ้มรสความชั่ว เพราะพวกเจ้าได้ปิดกั้นทางของอัลลอฮฺ และสำหรับพวกเจ้าจะได้รับการลงโทษอย่างมหันต์” [สูเราะฮฺอันนะหฺลี :94]
   
ขอต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลาให้เราเป็นคนที่ยอมรับในหลักการของศาสนาอิสลาม คำสั่งสอนของอัลลอฮฺ และท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นบุคคลที่น้อมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ บรรจุในชีวิตของเรา กิจวัตรของเรา ให้เป็นธรรมนูญที่ปฏิบัติตลอดไป “อัลลอฮุมมะอามีน”
บันทึกการเข้า

Abuibanah

  • บรรณาธิการวิชาการ
  • Super Master Member
  • *
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 1370
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:16:28 am »
คำอธิบายจากอิหม่ามอันนะวาวีย์

แปะไว้ก่อน ขอกลับตรวจทานอีกครั้ง

อินชาอัลลอฮฺจะกลับมานำเสนอในเร็วๆนี้

ปล.เนื้อหาดังกล่าวทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรหะลาเกาะฮฺอัลหะดีษ ค่ายร็อบบานีย์ครั้งที่  3 แต่ฉบับสมบูรณ์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นะครับ
ยังมีรายละเอียดในส่วนของกระบวนการได้มาซึ่งหะดีษ การตรวจสอบหะดีษและนักรายงาน และอื่นๆ อินชาอัลลอฮฺจะมานำเสนอในโอกาสต่อไป
ดุอาอฺให้ด้วยนะครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 01:45:31 am โดย muhtadeen alhaq »
บันทึกการเข้า

abu_mustaqfir

  • Full Member
  • ***
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 125
    • อีเมล์
Re: “อิสติกอมะฮฺ” | |
« Reply #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 08:24:00 am »
 ):+
บันทึกการเข้า
 

แบ่งปันหัวข้อนี้...
BBCode
HTML