เรื่องที่ 3 เรื่องการมีมรรยาทต่อกันและกันภายในค่าย
เรื่องนี้ผมเน้นทุกครั้งที่มีการพบปะกัน ทำบ้างไม่ทำบ้าง ก็ต้องปรับปรุงกันไปนะครับ ที่ต้องเน้นเรื่องนี้กับพวกเรา เพราะการมีมรรยาทที่ดีงามเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมไม่ได้หมายความว่าผมจะมีมรรยาทที่ดีงามแล้วนะครับ ที่ต้องมาเน้นนี้ก็เน้นกับตัวเองด้วยครับ คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่จะต้องมีสำหรับคนที่จะทำงานดะอฺวะฮฺให้ประสบความสำเร็จคือ การมีมรรยาทที่ดีงาม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นห่วงซึ่งกันและกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกันให้มาก เพราะมันจะทำให้การทำงานของพวกเรามีความสุข มีการเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ค่ายพี่เลี้ยงครั้งนี้อยากจะให้ถูกนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดนะครับ เพราะสิ่งเหล่านี้แหล่ะครับ ที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีๆแก่น้องๆ ถ้าเราไม่ลองฝึกปฏิบัติแล้วเราจะนำไปสอนน้องได้อย่างไร ให้เป็นเพียงแต่ดีแต่พูด แต่ไม่มีการปฏิบัตินะครับ เพราะอัลลอฮฺก็ทรงตำหนิบุคคลที่พูดอย่างเดียว แต่ไม่มีการปฏิบัตินะครับ
3 กลุ่มคนเป็นอย่างน้อยที่อยากจะให้นำไปใช้สำหรับการมีมรรยาทซึ่งกันในค่ายนะครับ
1. ให้เกียรติคนอวุโส
ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินผ่านไปผ่านมาในค่ายของเรา หากเป็นคนที่อวุโสเราควรจะให้ความเคารพนะครับ อย่างน้อยที่สุดก็ควรเดินเข้าไปให้สลามแล้วจับมือ หรืออาจจะหาน้ำ หาท่าที่ทางค่ายพอจะมีเตรียมอยู่บ้าง นำไปให้ท่านได้ดื่มนะครับ การที่เราทำตัวน่ารัก น่าเอ็นดูนี่หล่ะครับ จะเป็นวิธีการทำงานดะอฺวะฮฺย่างหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ เค้าอาจจะกล่าวขานกันต่อๆกันไปเรื่อยๆก็ได้ว่า มีกลุ่มนักศึกษามาจัดค่ายที่นี้ มีมรรยาทที่ดีมาก อยากจะให้กลับมาที่นี่อีก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นช่องทางในการจะดะอฺวะฮฺของในเรื่องต่อไปที่มากกว่านี้ได้ครับ
2. ให้เกียรติอุลามาอฺ (ผู้รู้)
จะเป็นผู้รู้ที่มาบรรยายภายในค่ายของเรา หรือเป็นผู้รู้ในท้องถิ่นนั้น เราควรจะทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยเอาไว้ให้มาก อย่างน้อยก็ควรลุกขึ้นให้สลามนะครับ มิใช่นั่งมองอย่างเดียว อยากให้ปรับปรุงเรื่องนี้ด้วยครับ นิสัยอย่างหนึ่งของพวกเราที่ไม่ยอมเปลี่ยนคือ กลัวการพูดคุยสนทนากับผู้รู้ครับ ถามหน่อยกลัวอะไร? ก็จะมีคนตอบว่า ไม่ได้กลัวแต่ไม่รู้จะคุยอะไรครับ! แต่พอหลังจากผู้รับกลับจากค่าย กลับมีคำถามและเรื่องจะพูดคุยมากเลย ! เป็นอะไรกันมากมั๊ยครับ?