ผู้เขียน หัวข้อ: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"  (อ่าน 11808 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
"สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« เมื่อ: กันยายน 06, 2011, 08:45:50 PM »


"สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
โดย อะหฺมัด อบู ฟาซา
แปลและเรียบเรียงโดย อบูฮันซอละฮฺ ซุนนูร อุษมาน บิน อิสหาก



เนื้อหาสาระ :

# ผู้จดบันทึกและรวบรวมอัล-กุรอาน
# ผู้เขียนและบรรดาหนังสือหะดีษ
# อบูฮุร็อยเราะฮฺ ผู้รายงานหะดีษมากที่สุด
# จำนวนหะดีษ(อบู ดาวูด , นะสาอีย์ , ติรมีซีย์ , อิบนุ มาญะฮฺ)
# เศาะฮีหฺบุคอรีย์และเศาะฮีหฺมุสลิม หนังสือหะดีษที่มีความถูกต้องมากที่สุด
# อุละมาอ์ อะฮฺลุล หะดีษ คือใคร?
# อัศหาบุลหะดีษ
# ตาบิอีน : ผู้เจริญรอยตามหะดีษ
# ความรู้วิชา อัล-ญะเราะหฺ วัต-ตะอ์ดีล

    * วิชา อัล-ญะเราะห์ วัต-ตะอ์ดีล
    * ระดับขั้นของ อัล-ญะเราะห์ วัต-ตะอ์ดีล
    * มุศเฏาะลาห์หะดีษ
    * หะดีษมะตะวาติร
    * หะดีษอาฮาด
    * หะดีษเฎาะอีฟ
    * หะดีษมุอัลลัก
    * หะดีษมุรสัล
    * หะดีษมุดัลลัส
    * หะดีษมุรสัล คอฟีย์
    * หะดีษมุอ์ฏ็อล
    * หะดีษมุงเกาะฏิอฺ
    * หะดีษมัรดูด
    * หะดีษเมาฎูอ์
    * หะดีษมัตรูก
    * หะดีษมุงกัร
    * หะดีษมะอฺรูฟ
    * หะดีษมุเศาะหฺหัฟ
    * หะดีษชาซ และมะหฺฟูฎ
    * ไม่ทราบสถานภาพของนักรายงาน(ญะฮาละตุร รอวีย์)
    * บิดอะฮฺและความจำไม่ดี(สูอุล หิฟซฺ)
    * หะดีษกุดซีย์
    * หะดีษมัรฟูอ์
    * หะดีษเมากูฟ และ มักฏูอฺ
    * ซิญาดะฮฺ อัษ-ษิเกาะฮฺ
    * หะดีษเศาะฮีหฺ
    * ความแตกต่างระหว่างหะดีษ เคาะบัร(เรื่องเล่า) และอะษาร(รายงาน)
    * มักลูบ
    * อัล-มะซีด ฟี มุตตะศิล อัล-อะสานิด(นักรายงานที่ถูกเพิ่มเข้าไปในสายรายงาน)
    * มุฎฏะริบ(การเพิ่ม/แทนที่คำลงในตัวบทหะดีษ)
    * วิชา ริญาลุล หะดีษ
    * วิชา เฆาะรีบีล หะดีษ
    * วิชา อิลัล หะดีษ
    * แนวทางการรับหะดีษ(ฏุรุก อัต-ตะหัมมุล)
    * อัล-มุหฺกัม และ มุคตะลิฟุล หะดีษ()
    * หะดีษนาศิค วัล มันศูค
    * วิชา ตัครีจญ์ หะดีษ และ การศึกษาสายรายงาน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 12, 2011, 07:08:59 PM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 08, 2011, 10:37:34 AM »

ผู้จดบันทึกและรวบรวมอัล-กุรอาน

    อัลหัมดุลิลลาฮฺ.....อัล-กุรอานที่มีอยู่กับอุมมะฮฺอิสลามในปัจจุบันนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด และศัตรูของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ที่ต้องการทำลายศาสนาอิสลามอันประเสริฐนี้ก็มิอาจสร้างความเสียหายใดๆได้ด้วย ความพยายามในการปกปักษ์รักษาอัล-กุรอานนั้น ได้เดินผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่เราทุกคนจำเป็นต้องรู้ ประวัติศาสตร์การจดบันทึกและการรวบรวมอัล-กุรอานสามารถแบ่งออกตามกระบวนการทางประวัติศาสตร์ได้ 3 ช่วง

ช่วงที่ 1
    ช่วงที่หนึ่งเกิดขึ้นในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม โดยส่วนใหญ่จะใช้การท่องจำมากกว่าการจดบันทึก ในสมัยนั้น บรรดาเศาะหาบะฮฺเป็นที่รู้กันดีว่ามีความจำดีและท่องจำได้เร็ว แต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำการจดบันทึก เอกสารบันทึก(หรือแผ่นบันทึก)จึงมีน้อย อายะฮฺอัล-กุรอานในช่วงนั้นจึงมิได้รวบรวมไว้ในมุศหัฟ แต่ทว่า เมื่อใดที่อัล-กุรอานถูกประทานลงมา บรรดาเศาะหาบะฮฺก็จะท่องจำทันที และจดบันทึกบนสิ่งของบางอย่าง เช่น ลำตันปาล์ม , หนัง , ก้อนหิน และอื่นๆ  แต่จะมีบรรดากุรรออ์(นักอ่าน-ท่องจำ-เข้าใจอัลกุรอาน)เป็นจำนวนมาก
    ในเศาะฮีหฺบุคอรีย์ มีรายงานจากท่านอนัส บิน มาลิก ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ส่งบรรดากุรรออ์ 70 คน ในขณะการเดินทางนั้น ถูกบนีสาลิม เราะยฺ และซักวาน ขัดขวางที่มะอูนะฮฺ แล้วพวกเขาทั้งหมดถูกสังหาร
    ส่วนหนึ่งจากบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ท่องจำอัล-กุรอาน ได้แก่ บรรดาคุละฟาอ์อัร-รอชิดีน , ท่านอับดุลลอฮ บิน มัสอูด , สาลิม เมาลา อบี ฮุซัยฟะฮฺ , อุบัย บิน กะอบฺ , มุอ๊าซ บิน ญะบัล , ซัยดฺ บิน ษาบิต , อบู ดัรดาอ์ และคนอื่นๆ

ช่วงที่ 2
    ช่วงที่สองเกิดขึ้นในสมัยการปกครอง(คิลาฟะฮฺ)ของท่านอบูบักรฺ คือ ปีฮิจเราะฮฺที่ 12 โดยสืบเนื่องมาจากการทีบรรดากุรรออ์จำนวนมากถูกฆ่าตายในสงครามยะมามะฮฺ ในหมู่พวกเขามีท่านสาลิม เมาลา อบี ฮุซัยฟะฮฺ บุคคลที่ท่านนบีรับรองว่าสามารถรับความรู้เกี่ยวกับอัล-กุรอานจากเขาได้ด้วย
    ท่านอบูบักร จึงมีรับสั่งให้ทำการรวบรวมอัล-กุรอาน ในเศาะฮีหฺบุคอรีย์ ภายหลังสิ้นสงครามยะมาอะฮฺ ท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏ็อบ ได้เสนอความเห็นแก่ท่านอบูบักรว่า เราควรรวบรวมอัล-กุรอาน ท่านอบูบักรได้ปฏิเสธในช่วงแรก แต่ท่านอุมัรพยายามกระตุ้นบอก(และชี้แจงเหตุผลแก่ท่านอบูบักร)อยู่บ่อยครั้ง (จนท่านอบูบักรเข้าใจและยอมรับ) ท่านจึงได้เรียกท่านซัยดฺ บิน ษาบิน เมื่อท่านซัยดฺมาถึง ซึ่งท่านอุมัรก็อยู่ได้ ท่านอบูบักรจึงได้กล่าวกับท่านซัยดฺว่า
     “แท้จริง ท่านคือชายหนุ่มที่ฉลาดหลักแหลม เราไม่เคยกล่าวหาใดๆต่อท่านเลย และท่านคือผู้บันทึกวะฮีย์ของท่านเราะสูลุลลอฮ ดังนั้น จงตรวจสอบอัล-กุรอานที่มีอยู่ขณะนี้ และจงรวบรวมมันเถิด” ท่านซัยดฺได้เล่าถึงตัวเองว่า “ฉันจึงทำการตรวจสอบอัล-กุรอาน และทำการรวบรวมมันจากเปลือกต้นปาล์ม , กระดูก และจากความจำของผู้อื่น” เมื่อรวบรวมได้แล้ว อัล-กุรอานฉบับดังกล่าวจึงถูกเก็บรักษาไว้กับท่านอบูบักรจนท่านเสียชีวิต และส่งต่อไปยังท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏ็อบ(จนท่านเสียชีวิต) และส่งต่อให้กับท่านหญิงหัฟเศาะฮฺ บินติ อุมัร....หะดีษที่ยืดยาวนี้ถูกรายงานไว้ในบันทึกของอิมามบุคอรีย์
    บรรดามุสลิมีนต่างยอมรับในผลแห่งความพยายามนี้ของท่านอบูบักร และถือว่านี่คือคุณงามความดี(ที่ยิ่งใหญ่)ของท่าน ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ กล่าวว่า “ผู้ที่มีคุณความดีต่อมุศหัฟ(อัล-กุรอาน)มากที่สุด คือ ท่านอบูบักร ท่านคือคนแรกที่รวบรวมคัมภีร์ของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา”

ช่วงที่ 3
    ช่วงที่สามเกิดขึ้นในสมัยของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน บิน อัฟฟาน ปีฮิจเราะฮฺที่ 25 สืบเนื่องมาจาก รับทราบว่าอุมมะฮฺอิสลามเกิดความแตกต่างในการอ่านอัล-กุรอาน ซึ่งเกิดจากมุศหัฟต่างๆที่มีอยู่กับบรรดาเศาะหาบะฮฺ(ซึ่งบันทึกรูปแบบการอ่านแตกต่างกันไป ตามที่ได้รับมาจากท่านนบี) ด้วยเกรงว่าจะเกิดฟิตนะฮฺที่กว้างขว้างขึ้น ท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมานจึงรับสั่งให้รวบรวมมุศหัฟต่างๆเหล่านั้นให้เป็นหนึ่งเดียว โดยหวังว่าอุมมะฮฺอิสลามจะไม่เกิดข้อแตกต่างกันอีกในการอ่านอัล-กุรอาน ซึ่งอาจทำให้เกิดความแตกแยกได้
    ในเศาะฮีหฺบุคอรีย์ รายงายว่า หลังการปลดปล่อยอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจัน ท่านฮุซัยฟะฮฺ บิน ยะมาน ได้เข้าพบท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน ท่านฮุซัยฟะฮฺกังวลกับความแตกต่างในการอ่านอัล-กุรอานของอุมมะฮฺอิสลามเป็นอยางมาก ท่านกล่าวกับท่านอุษมานว่า “จงสร้างความเป็นหนึ่งแก่อุมมะฮฺนี้ก่อนที่พวกเขาแตกแยกออกจากกันเช่นเดียวกับการแตกแยกของพวกยะฮุดและนะศอรอเถิด” ท่านอุษมานจึงได้แจ้งไปยังท่านหัฟเศาะฮฺว่า
     “โปรดมอบบันทึกอัล-กุรอานที่มีอยู่กับท่านแก่เราเถิด เพื่อที่เราจะได้โยกย้าย(คัดลอก)สู่มุศหัฟเดียว แล้วเราจะส่งบันทึกนั้นคืนแก่ท่านภายหลัง” ท่านหญิงหัฟเศาะฮฺได้สนองตอบความต้องการของท่านอุษมาน แล้วท่านอุษมานก็ได้แต่งตั้งท่านซัยดฺ บิน ษาบิน , ท่านอับดุลลอฮ บิน ซุบัยรฺ , ท่านสะอีด บิน อัล-อาศ และท่านอับดุรเราะหฺมาน บิน หาริษ บิน ฮิชาม เพื่อคัดลอกเนื้อความในบันทึกนั้นสู่มุศหัฟ ท่านซัยดฺ บิน ษาบิตคือชาวอันศอร ส่วนสามคนที่เหลือนั้น มาจากเผ่ากุร็อยชฺ
    ท่านอุษมานได้กำชับแก่ทั้งสามคนว่า “หากพวกท่านทั้งสามและซัยดฺขัดแย้งกันสิ่งหนึ่งจากอัล-กุรอาน ก็จงเขียนอัล-กุรอานด้วยภาษาของชาวกุร็อยชฺเถิด เพราะมันถูกประทานลงมาด้วยภาษาของพวกเขา” เหล่าผู้รวบรวมอัล-กุรอานต่างตอบสนองการกำชับของท่านอุษมาน จนกระทั่งบันทึกดังกล่าวถูกคัดลอกไปยังมุศหัฟเสร็จสมบูรณ์ และบันทึกดังกล่าวก็ถูกส่งคืนไปยังท่านหญิงหัฟเศาะฮฺ ทุกภาคส่วนของแผ่นดินอิสลามจะได้รับมุศหัฟหนึ่งเล่มเพื่อเป็นมาตรฐาน และท่านอุษมานก็ได้มีรับสั่งให้ทำลายมุศหัฟอื่นๆที่นอกเหนือจากมุศหัฟมาตรฐานนี้
    ท่านอุษมานมิได้ดำเนินการรวบรวมอัล-กุรอานนี้ตามความต้องการของตนเองแต่เพียงผู้เดียว แต่ท่านดำเนินการเรื่องนี้ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับบรรดาเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆแล้ว
    อิบนุ อบี ดาวูด รายงานจากท่านอลี บิน อบีฏอลิบ ท่านกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา อุษมานมิได้ทำสิ่งนี้ เว้นแต่ต่อหน้าเรา(บรรดาเศาะหาบะฮฺ)” ท่านกล่าวว่า “ฉันหมายถึงว่า เขาได้รวมผู้คนทั้งหลาย(อุมมะฮฺอิสลาม)ไว้ในมุศหัฟหนึ่งเดียว จนเป็นเหตุให้พวกเขาไม่เกิดความแตกแยกและเป็นปรปักษ์ต่อกัน” ฉันตอบกลับว่า “สิ่งที่ท่านนำเสนอนั้นช่างดีเยี่ยมเสียจริง”
    ท่านมุศอับ บิน สะอดฺ กล่าวว่า “ฉันเห็นผู้คนมากมายขณะที่ท่านอุษมานทำการเผามุศหัฟต่างๆ(ที่ไม่ใช่มุศหัฟที่ถูกรวมเป็นหนึ่งแล้ว) พวกเขาประหลาดใจต่อการตัดสินของท่านอุษมาน” หรือด้วยสำนวนพูดอื่นว่า “ไม่มีใครปฏิเสธสิ่งดังกล่าว แม้แต่คนเดียว(จากบรรดาเศาะหาบะฮฺ)” การตัดสินใจนี้ถือเป็นคุณงามความดีของท่านอมีรุล มุอ์มินีน อุษมาน บิน อัฟฟาน ที่บรรดามุสลิมีนต่างๆเห็นเป็นมติเดียวกัน อีกทั้ง ยังทำให้การรวบรวมอัล-กุรอานที่ดำเนินการโดยเคาะลีฟะฮฺอบูบักรเสร็จสมบูรณ์ด้วย
 
    ข้อแตกต่างระหว่างการรวบรวมทั้งสองครั้ง(คือครั้งที่ 2 และ3) ก็คือ

    เป้าหมายของการรวบรวมอัล-กุรอานในสมัยของท่านอบูบักรนั้น ก็เพื่อมิอัล-กุรอานตกหล่นหายไป แต่มิได้ทำให้อุมมะฮฺอิสลามยืนอยู่บนมุศหัฟเดียวกัน เพราะยังมิได้เล็งเห็นถึงความแตกต่างในการอ่านซึ่งอาจทำให้เกิดความแตกแยกได้
    แต่เป้าหมายของการรวบรวมอัล-กุรอานในสัมยของท่านอุษมานนั้น ก็เพื่อรวบรวมอัล-กุรอานทั้งหมดสู่มุศหัฟเดียว โดยหวั่นเกรงว่าการขัดแย้งในการอ่านของอุมมะฮฺอิสลามนั้นจะนำไปสู่ความแตกแยก
    ด้วยความพยายามของท่านอุษมาน บิน อัฟฟานครั้งนี้ จึงทำให้ประชาคมมุสลิมเกิดความปรองดองขึ้นภายใต้กะลีมะฮฺเดียวกัน ความแตกแยกและการเป็นปรปักษ์ต่อกันก็ถูกทำลายสิ้นไป
    หลักฐานบ่งชี้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวของประชาคมมุสลิม ก็คือ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ พวกเขาก็ยังคงยึดมั่นและเรียนรู้จากมุศหัฟอัล-กุรอานมาตรฐานนี้โดยพร้อมเพรียงกัน และผู้บ่อนทำลายมิอาจสร้างความเสียหายได้เลยแม้แต่น้อย แท้จริง มวลการสรรเสริญทั้งหมดเป็นของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา พระผู้เป็นเจ้าแห่งชั้นฟ้า แผ่นดิน และสากลจักรวาล

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 09, 2011, 08:09:50 AM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 08, 2011, 11:53:09 AM »

ผู้เขียนและบรรดาหนังสือหะดีษ


เศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่รายงานหะดีษมากที่สุด ตามลำดับต่อไปนี้

1.   ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ      5,374    หะดีษ
2.   ท่านอิบนุ อุมัร         2,630   หะดีษ
3.   ท่านอนัส บิน มาลิก      2,286   หะดีษ
4.   ท่านหญิงอาอิชะฮฺ อุมมุล มุอ์มินีน   2,210   หะดีษ
5.   ท่านอิบนุ อับบาส      1,660   หะดีษ
6.   ท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ   1,540   หะดีษ

เศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่เขียน(บันทึก)หนังสือหะดีษ ได้แก่

1.   ท่านอับดุลลอฮ บิน อัมรฺ บิน อัล-อาศ(ปีฮิจเราะฮฺที่ 7-65) : อัศ-เศาะหีฟะฮฺ อัศ-ศอดิเกาะฮฺ
2.   ท่านอับดุลลอฮ บิน อับบาส(ปีฮิจเราะฮฺที่ 3-68)
3.   ท่านญาบิน บิน อับดุลลอฮ อัล-อันศอรีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 16-78) : อัศ-เศาะหีฟะฮฺ
4.   ท่านหะมาม บิน มุนับบิหฺ(ปีฮิจเราะฮฺที่ 40-131)

ท่านเคาะลีฟะฮฺอุมัร บิน อับดุลอะซีซ คือ ผู้ริเริ่มการทำหนังสือและการจัดให้มีการเรียนการสอนหะดีษนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านมีรับสั่งแก่อบูบักร บิน มุหัมมัด บิน อัมรฺ บิน หัซมฺ ว่า
 “จงใส่ใจพิจารณาหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วเขียนมันเถิด เพราะแท้จริง ฉันเกรงว่าความรู้จะสูญหายและผู้รู้จะชีพสิ้นไป และจงอย่ารับเอาสิ่งใดเว้นแต่หะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม(ที่แท้จริง)เท่านั้น”(บุคอรีย์ 1/33 และอัด-ดาริมีย์ 1/126)

    แล้วอิบนุ อัซมฺ ก็ได้แนะนำให้อุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ ท่านอิบนุ ชิฮาบ อัซ-ซุฮฺรีย์ให้เปิดการเรียนการสอนวิชาหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านทั้งสองถือเป็นอุละมาอ์อาวุโสผู้ริเริ่มการเขียนหนังสือหะดีษ และอิบนุ หัซมฺ ยังเป็นผู้ริเริ่มวิชา ริวายะฮฺ อัล-หะดีษด้วย คือ วิชาว่าด้วยการรายงานคำพูด ถ้อยคำ และการยอมรับ และคุณลักษณะของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม วิชานี้เน้นกระบวนวิธีการรวบรวมหะดีษเท่านั้น โดยมิได้ตรวจสอบ(กล่าวถึง)รายละเอียดความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องของหะดีษ ที่คนๆหนึ่งอ้างกลับไปยังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

ประโยชน์ของวิชา ริวายะฮฺ อัล-หะดีษ ได้แก่

1.   เพื่อเราจะได้ทราบความแตกต่างว่า ใครที่อ้างกลับไปยังท่านนบี และใครที่อ้างกลับไปยังผู้อื่นจากท่าน
2.   เพื่อให้หะดีษไม่ถูกส่งผ่านปากต่อปาก หรือจากข้อเขียนหนึ่งไปยังข้อเขียนหนึ่งโดยไม่มีสายรายงาน
3.   เพื่อให้ทราบจำนวนหะดีษที่ผู้คนอ้างกลับไปยังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
4.   เพื่อให้สามารถตรวจสอบสายรายงานและตัวบทของมันได้ว่าถูกต้องหรือไม่

รายนามบรรดาอุละมาอ์ผู้จดบันทึกและรายงานหะดีษที่มีชื่อเสียงในสมัยตาบิอีน

1.   สะอีด บิน มุสัยยับ(ปีฮิจเราะฮฺที่ 15-94)
2.   อุรวะฮฺ บิน ซุบัยรฺ(ปีฮิจเราะฮฺที่ 22-94)
3.   อบูบักร บิน มุหัมมัด บิน อัมรฺ บิน อัซมฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 117)
4.   มุหัมมัด บิน มุสลิม บิน ชิฮาบ อัซ-ซุฮฺรีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 50-124)
5.   อิมาม นาฟิอฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 117)
6.   อุบัยดิลลาฮ บิน อับดุลลอฮ บิน อุตบะฮฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 98)
7.   สาลิม บิน อับดุลลอฮ บิน อุมัร(ปีฮิจเราะฮฺที่ 46-96)
8.   อิบรอฮีม บิน ยะซีด อัน-นะคออีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 46-96)
9.   อามิร บิน ชะรอฮิล อัช-ชะอฺบีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 19-103)
10.   อัลกอมะฮฺ บิน ก็อยสฺ อัน-นะคออีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 28-62)
11.   มุหัมมัด บิน สิรรีน(ปีฮิจเราะฮฺที่ 33-110)
12.   อิบนุ ญุร็อยจญ์ อับดุลอะซีซ บิน ญุร็อยจญ์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 150)
13.   สะอีด บิน อะรูบะฮฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 156)
14.   อัล-เอาซาอีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 156)
15.   สุฟยาน อัษ-เษารีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 161)
16.   อับดุลลอฮ บิน มุบาร็อก(ปีฮิจเราะฮฺที่ 118-181)
17.   หัมมาด บิน สะลามะฮฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 176)
18.   หุชัยมฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 188)

รายนามบรรดาอุละมาอ์ผู้จดบันทึกและรายงานหะดีษที่มีชื่อเสียงในสมัยตาบิอิต ตาบิอีน

1.   บุคอรีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 194-256) หนังสือ อัล-ญามิอฺ อัศ-เศาะฮีหฺ หรือ เศาะฮีหฺ บุคอรีย์
2.   มุสลิม(ปีฮิจเราะฮฺที่ 204-261) หนังสือ เศาะฮีหฺ มุสลิม
3.   อบูดาวูด(ปีฮิจเราะฮฺที่ 202-275)หนังสือ อัส-สุนัน อบีดาวูด
4.   อัต-ติรมีซีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 209-279) หนังสือ อัส-สุนัน อัต-ติรมีซีย์
5.   อัน-นะสาอีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 215-303) หนังสือ อัส-สุนัน อัน-นะสาอีย์
6.   อิบนุ มาญะฮฺ(ปีฮิจเราะฮฺที่ 207-275) หนังสือ อัส-สุนัน อิบนุ มาญะฮฺ
7.   มาลิก บิน อนัส(ปีฮิจเราะฮฺที่ 90/93-169) หนังสือ อัล-มุวัฏฏ็ออ์
8.   อัช-ชาฟิอีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 150-204) หนังสือ อัล-อุมมฺ
9.   อะหฺมัด บิน หัมบัล(ปีฮิจเราะฮฺที่ 164-241) หนังสือ อัล-มุสนัด อะหฺมัด
10.   อิบนุ คุซัยมะฮฺ(ปีฮิจเราะฮฺที่ 223-311) หนังสือ เศาะฮีหฺ อิบนุ คุซัยมะฮฺ
11.   อิบนุ หิบบาน(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 354) หนังสือ เศาะฮีหฺ อิบนุ หิบบาน
12.   หากิม(ปีฮิจเราะฮฺที่ 320-405) หนังสือ อัล-มุสตัดร็อก
13.   อัด-ดารุกุฏนีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 306-385) หนังสือ สุนัน ดารุกุฏนีย์
14.   อัล-บัยหากีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 384-458) หนังสือ สุนัน อัล-กุบรอ
15.   อัด-ดาริมีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 181-255) หนังสือ สุนัน อัด-ดาริมีย์
16.   อบูดาวูด อัฏ-เฏาะยาลิสีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 204) หนังสือ มุสนัด อัฏ-เฏาะยาลิสีย์
17.   อัล-หุมัยดีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 219) หนังสือ มุสนัด อัล-หุมัยดีย์
18.   อัฏ-ฏ็อบรอนีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 260-360) หนังสือ มุอฺญัม อัล-กะบีร , มุอฺญัม อัล-เอาสาษ , มุอฺญัม อัศ-เศาะฆีร
19.   อับดุรร็อซซ็าก(ปีฮิจเราะฮฺที่ 126-211) หนังสือ มุศ็อนนัฟ อับดุรร็อซซ็าก
20.   อิบนุ อบีชัยบะฮฺ(เสียชิวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 235) หนังสือ มุศ็อนนัฟ อิบนุ อบีชัยบะฮฺ
21.   อับดุลลอฮ บิน อะหฺมัด(ปีฮิจเราะฮฺที่ 203-209) หนังสือ อัซ-ซะอาอิดุล มุสนัด
22.    อิบนุ ญะรูด(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 307) หนังสือ อัล-มุนตะกอ
23.   อัฏ-เฏาะหาวีย์(ปีฮิจเราะฮฺที่ 239-321) หนังสือ ชัรหฺ มะอานิล อะษาร , มุชกิลุล อะษาร
24.   อบูยะอฺลา(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 307) หนังสือ มุสนัด อบูยะอฺลา
25.   อบูอะวานะฮฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 316) หนังสือ เศาะฮีหฺ อบูอะวานะฮฺ
26.   สะอีด บิน มันศูร(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 227) หนังสือ อัส-สุนัน สะอีด บิน มันศูร
27.   อิบนุ สุนนีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ ) หนังสือ อะมาลุล เยามฺ วัล ลัยละฮฺ
28.   อิบนุ อบีอาศิม(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 287) หนังสือ กิตาบ อัส-สุนนะฮฺ , กิตาบ ซุฮุด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2011, 08:35:49 PM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 08, 2011, 12:23:00 PM »


อบูฮุร็อยเราะฮฺ ผู้รายงานหะดีษมากที่สุด
(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 57)


       ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ คือเศาะหาบะฮฺที่รายงานหะดีษจากท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมมากที่สุด ท่านรายงานหะดีษเป็นจำนวนมากถึง 5,374 บท
       ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเข้ารับอิสลามในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 7 ช่วงสงครามค็อยบัร ท่านเราะสูลุลลอฮเป็นผู้ตั้งฉายาให้ท่านว่า “อบูฮุร็อยเราะฮฺ” เมื่อท่านเห็นท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺพร้อมกับแมวเล็กตัวหนึ่ง ฉายาที่ท่านได้รับจากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมนี้ ก็อันเนื่องมาจากความรักใคร่ เอ็นดูของท่านที่มีต่อแมวนั่นเอง
       อัลลอฮ สุบหานะฮุวะอาลา ทรงตอบรับดุอาอ์ของท่านเราะสูลุลลอฮ ที่ขอให้ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺมีความสามารถในการท่องจำ ท่านจึงเป็นผู้ที่ท่องจำ(หะดีษของท่านนบี)มากที่สุดในหมู่บรรดาเศาะหาบะฮฺทั้งหลาย
       ในช่วงสมัยที่ท่านอุมัรเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺได้เป็นผู้ดูแลเมืองบะหฺเรน เพราะท่านเป็นผู้ที่รายงานหะดีษ(ของท่านเราะสูล)เป็นจำนวนมาก ท่านอุมัร บืน ค็อฏฏ็อบต้องการที่จะทดสอบท่าน และเมื่อท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺได้รายงานหะดีษของท่านเราะสูลบทหนึ่ง ที่กล่าวว่า “ผู้ใดที่กล่าวเท็จต่อฉันโดยตั้งใจ ดังนั้น เขาจงเตรียมที่พำนักของเขาในนรกเถิด” ดังนั้น ท่านอุมัรจึงกล่าวว่า ท่านไปได้และจงบอกเล่าหะดีษเถิด
       ชุอฺบะฮฺ บิน อัลฮัจญาจญ์ได้สังเกตเห็นว่า ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺได้รายงานหะดีษจากกะอบฺ อัล-อะหฺบาร และรายงานจากท่านเราะสูลุลอฮ ซึ่งทั้งสองรายงานนี้ไม่มีความแตกต่างใดๆเลย ชุอฺบะฮฺจึงได้ใส่ร้ายท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺว่าเป็นพวก“ตัดลีส”(ปกปิดหะดีษ) แต่ว่า บิชรฺ บิน สะอีด ปฏิเสธคำใส่ร้ายของชุอฺบะฮฺที่มีต่อท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ และกล่าวตอบโต้ว่า จงยำเกรงอัลลอฮเถิด และจงระมัดระวังต่อหะดีษ ขอสาบานต่ออัลลอฮ ฉันเห็นพวกเราได้นั่งร่วมอยู่ในมัจญลิสของท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เขาได้รายงานหะดีษจากท่านเราะสูลุลลอฮ และได้บอกเล่าต่อแก่พวกเราด้วยรายงานจากกะอบฺ อัล-อะหฺบาร หลังจากนั้น เขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วฉันก็ได้ยินบางคนที่นั่งอยู่ด้วยกับเราเปลี่ยนแปลงหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮด้วยรายงานจากกะอบฺ และ(หะดีษที่ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺรายงาน)จากกะอบฺจึงกลายเป็นจากท่านเราะสูลุลลอฮ" ฉะนั้น หะดีษดังกล่าวมิได้ออกมาจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺแต่อย่างใด แต่มาจากผู้ที่รายงานต่อจากท่านต่างหาก
       เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเรา ในการรับฟังคำกล่าวจากอิมามชาฟีอีย์ ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า
“ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ คือ ผู้ที่รายงานหะดีษมากที่สุดในบรรดานักรายงานหะดีษในสมัยของท่าน”
      มัรวาน บิน หะกัม เคยขออนุญาตท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเพื่อเขียนรายงานหะดีษจากท่าน แล้วเขาได้ก็ถามท่าน(อบูฮุร็อยเราะฮฺ)เกี่ยวกับสิ่งที่จะเขียน ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺจึงตอบว่า “ไม่เกิน ไม่ขาด และเรียงลำดับ”(คือ จงจัดบันทึกหะดีษอย่าให้เกินหรือขาดจากที่ฉันได้รายงาน และจงบันทึกตามลำดับที่ถูกต้องด้วย-ผู้แปล-)
      ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺรายงานหะดีษจากท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุษมาน ท่านอุบัย บิน กะอบฺ ท่านอุษมาน บินซัยดฺ ท่านหญิงอาอีชะฮฺ และเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆ
       แต่ทว่า ผู้คนที่รายงานหะดีษต่อจากท่านนั้นมีมากกว่า 800 คน ทั้งจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ และตาบิอีน ส่วนหนึ่งจากบรรดาเศาะหาบะฮฺที่รายงานหะดีษจากท่าน ก็คือ ท่านอับดุลลอฮ บิน อับบาส ท่านอับดุลลอฮ บิน อุมัร ท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ และท่านอนัส บิน มาลิก ส่วนจากบรรดาตาบิอีนนั้น ได้แก่ สะอีด บิน อัลมัสยยับ  , อิบนุ สีรีน , อิกริมะฮฺ  , อะฏออ์ , มุญาฮิด และอัชชะอฺบีย์
       สายรางานที่น่าเชื่อถือมากที่สุด(เศาะหีหฺ)ของท่าน คือ ที่รายงานจากอิบนุ ชิฮาบ อัซซุฮรฺ จากสะอีด บิน อัลมุสัยยับ จากท่านเอง(อบูฮุร็อยเราะฮฺ)
       ส่วนสายรานที่อ่อนที่สุดนั้น คือ ที่รายงานจากอัสสารีย์ บิน สุลัยมาน จากดาวูด บิน ยาซีด อัลอูดียฺ จากบิดาของเขา จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ
       ท่านเสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 57 ที่อะกีก

(คัดลอกจาก ชีวประวัติท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ ในหนังสือ อัลอิศอบะฮฺ ของอิบนุ หะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ หมายเลขที่ 1179 และจากหนังสือตะหฺซีบ อัลอัสมาอ์ ของอิมามนะวาวี 2 : 270)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2011, 12:49:03 PM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2011, 01:14:24 PM »



จำนวนหะดีษ
(อบูดาวูด , นะสาอีย์ , ติรมีซีย์ , อิบนุ มาญะฮฺ)

จำนวนหะดีษในสุนันอบูดาวูด

    ผู้เขียน คือ สุลัยมาน บิน อัล-อัชอาษ บิน อิสหาก บิน บะชีร บิน ชิดดะฮฺ บิน อะมาร บิน อัซดีย์ อัส-สิญิสตนีย์ หรือรู้จักกันในฉายานามว่า อบูดาวูด อัส-สิญิสตานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ท่านคืออิมามและผู้รู้ในสาขาวิชาหะดีษจากเมืองสิญิสตาน บัศเราะฮฺ ท่านเกิดในปีฮิจเราะฮฺที่ 202 และเสียชีวิตในปี 275 ท่านมีหนังสือหลายเล่ม เช่น อัล-มะรอสิล , กิตาบ อัลเกาะดัร , อัน-นาสิค วัล มันสูค , ฟะฎออิลุล อะมาล , กิตาบ อัซ-ซุฮุด , ดะลัยลุน นุบูวะฮฺ , อิบดะอ์อุล วะหฺยี และอัคบารุล เคาะวาริจญ์
    อัล-อิมาม อบูดาวูดมิได้รวบรวมหะดีษเศาะฮีหฺไว้ในหนังสือเล่มนี้เพียงเท่านั้น เพราะยังมีหะดีษหะสันและเฎาะอีฟที่ไม่ได้ถูกคัดออกอยู่ด้วย อุละมาอ์บางท่านจึงวิพากษ์วิจารณ์สุนันอบูดาวูด อันเนื่องจากได้บรรจุหดีษเมาฎูอ์เข้าไป เช่น ท่านอิบนุล เญาซีย์ ท่านกล่าวว่า ในสุนันอบูดาวูดมีหะดีษเมาฎูอ์อยู่ด้วย แต่การวิพากษ์ของท่านก็ถูกตอบโต้โดยอิมามญะลาลุดดีน  อัส-สุยูฏีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 911) จะอย่างไรก็ตาม หะดีษเศาะฮีหฺมากมายที่มีอยู่ในสุนันอบูดาวูด ก็มิได้ทำให้สถานภาพของสุนันอบูดาวูดในฐานะหนังสือหะดีษที่ดีเป็นลำดับที่สามรองมาจากเศาะฮีหฺบุคอรีย์และมุสลิม ซึ่งเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญของประชาคมมุสลิมทั้งหมดถูกลดหย่อนลงไปเลย และสุนันอบูดาวูดยังเป็นหนังสือสุนันที่ดีเยี่ยมที่สุดจากบรรดาสุนันทั้งหลายด้วย
    จำนวนหะดีษในสุนันอบูดาวูด มีทั้งสิ้น 4,800 บท อุละมาอ์บางท่านนับได้ทั้งสิ้น 5,274 บท  ความแตกต่างนี้เกิดจากการที่บางท่านนับหะดีษที่ถูกกล่าวซ้ำเป็นหนึ่งบท และอีกบางท่านนับเป็นสองบท ท่านอบูดาวูดได้จัดแบ่งสุนันของท่านเป็นบทต่างๆและในทุกๆบทก็จะเป็นหมวดต่างๆอีกทอดหนึ่ง จำนวนบททั้งหมดมีทั้งสิ้น 35 บท จากบรรดาบททั้งหลายนั้น มีจำนวน 3 บทที่มิได้แบ่งหมวดไว้ ส่วนจำนวนหมวดนั้นมีทั้งสิ้น 1,871 หมวด
    ชัยคฺ อับดุลมุหฺสิน อัล-อับบาด อัล-บัดรฺ หะฟิเซาะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ กัยฟะ นัสตะฟิดดุ มินัล กุตุบิล หะดีษียะฮฺ(หน้า 18) ว่า “หนังสือสุนันของอบูดาวูด คือ หนังสือที่ยิ่งใหญ่ ผู้เขียนได้ทำให้มันมีคุณค่าด้วยการบรรจุหะดีษอะหฺกาม(หะดีษที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติศาสนา)ทั้งหลาย และได้เรียบเรียงพร้อมกับจัดลำดับบททั้งหลาย ซึ่งบ่งชี้ถึงความรู้และความเข้าใจที่ลึกซึ้งในความรู้เรื่องสายรายงานหะดีษ(ริวายะฮฺ)และความรู้เรื่องการวิเคราะห์ผู้รายงานและตัวบทหะดีษ(ดิรอยะฮฺ)”
    อุละมาอ์บางท่านได้ทำการอธิบายและตรวจทานหนังสือสุนันอบูดาวูด(แล้วเขียนเป็นหนังสือของตนเอง) เช่น มะอาลิมุส สุนัน โดย อิมาม อบู สุลัยมาน อะหฺมัด บิน อิบรอฮีม อัล-บุสตี อัล-ค็อฏฏ็อบีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 388) เป็นการอธิบายที่ง่ายต่อการเข้าใจภาษา , มีการตรวจสอบสายรายงาน , วิเคราะห์หุก่มจากตัวบทหะดีษ และการอภิปรายหลักจริยธรรม
    เอานุล มะอฺบูด อะลา สุนัน อบีดาวูด โดย อิมาม ชัมสุลฮัก มุหัมมัด อัชรอฟ บิน อลี หัยฏัร อัศ-ศิดดีกีย์ อัล-อาซิม อะบาดี อัส-สะละฟีย์(อุละมาอ์ในช่วงศตวรรษที่ 14)  4 เล่มใหญ่
    อัล-มันหาลุ อัซบุ อัล-เมารีด โดย ชัยคฺ มะหฺมูด บิน ค็อฏฏ็อบ อัส-สุบกีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 1352) ท่านได้ตรวจทานและจัดลำดับ พร้อมกับระบุสถานภาพหะดีษเศาะฮีหฺ หะสัน และเฎาะอีฟ
    อัล-มุจญ์ตะบา ตะหฺซีบ สุนัน อบีดาวูด โดย อัล-อิมาม อัล-หาฟิซ อับดุลอะซีม อัล-มุนซิรีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 656) ท่านได้คัดย่อและเรียบเรียงขึ้นใหม่ และได้ระบุชื่อนักรายงานคนอื่นๆที่ได้รายงานหะดีษที่มีอยู่ในสุนันอบูดาวูด พร้อมกับได้ชี้หะดีษเฎาะอีฟทั้งหลายที่มีอยู่ในสุนันอาบูดาวูดด้วย
    ตะอฺลีก อัล-มุจญ์ตะบา โดย ชัยคุลอิสลามที่สอง : ท่านอิมาม อิบนุล ก็อยยิม(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 751) ท่านได้แสดงความเห็นต่อหะดีษอ่อนสถานะที่อัล-มุนซิรีย์ได้ระบุไว้ และได้รับรองความเศาะฮีหฺแก่หะดีษเศาะฮีหฺที่ยังไม่ได้รับการรับรอง พร้อมกับอภิปรายตัวบทหะดีษที่มีความละเอียดอ่อน
    ดังกล่าวนั้น คือหนังสือที่อธิบายสุนันอบูดาวูด และเป็นที่แน่ชัดว่าท่านอิมาม อบูดาวูด อัส-สิญิสตานีย์ มิได้บรรจุเฉพาะหะดีษเศาะฮีหฺลงในสุนันของท่านเท่านั้น(เพราะยังมีหะดีษอื่นๆอยู่ด้วย ทั้งหะสันและเฎาะอีฟ) ดังนั้น ท่านอัล-มุหัดดิษ มุหัมมัด นะศีรุดดีน อัล-อัลบานีย์ จึงได้ตรวจทานสถานะหะดีษทั้งหลายที่มีอยู่ในสุนันอบูดาวูด และเขียนเป็นหนังสือของท่านเองในชื่อว่า “เศาะฮีหฺ วะ เฎาะอีฟ สุนัน อบูดาวูด”

จำนวนหะดีษในสุนันอัน-นะสาอีย์

    ผู้เขียนคือ อบู อับดุรเราะหฺมาน อะหฺมัด บิน อลี บิน ชุอัยบฺ บิน อลี บิน สินาน อัล-คุเราะสานีย์ เกิดในปีฮิจเราะฮฺที่ 215 และเสียชีวิตในปีที่ 303 ตามทัศนะของชัมสุดดีน อัซ-ซะฮะบีย์ และอบูญะอฺฟัร อัฏ-เฏาะหาวีย์. ท่านคืออุละมาอ์หะดีษที่มีชื่อเสียงในสมัยของท่าน มีการตรวจสอบและเงื่อนไขที่เข้มงวดในการรับหะดีษ ท่านเขียนหนังสือหลายเล่ เช่น อัส-สุนะนุล กุบรอ , อัส-สุนะนุศ ศุฆรอ(หรือ อัล-มุจญ์ตะบา) , อุล-เคาะศออิศ , ฟะฎออิลุศ เศาะหาบะฮฺ และอัล-มะนาสิก
    อิมาม อัน-นะสาอีย์ มีความระวังระวังอย่างยิ่งในการเรียบเรียงสุนะนุศ ศุฆรอ ที่ท่านได้เขียนขึ้นถัดจากสุนะนุล กุบรอ ท่านพยายามที่จะให้มันเป็นแหล่งรวมหะดีษเศาะฮีหฺเท่านั้น แต่ชัยคฺ อบุลฟะญัร อิบนุ เญาซีย์ ได้กล่าวว่า มีหะดีษเมาฎูอ์นับสิบอยู่ในหนังสือเล่มนั้น แต่อิมาม ญะลาลุดดีน อัส-สุยูฏีย์ ก็ได้ตอบโต้ในเรื่องนี้ จะอย่างไรก็ตาม หะดีษเฎาะอีฟ(หรือเมาฎูอ์)ก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ชัยคฺ อับดุล มุหฺสิน อัล-อับบาด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ กัยฟะ นัสตะฟิดดุฯ (หน้า 22) ว่า
     “หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่มีสถานะที่ยิ่งใหญ่ มีบทมากมาย การคำอธิบายต่อจำนวนบททั้งหลาย ก็บ่งบอกถึงความรู้ที่ลึกซึ้งของผู้เขียนเป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังให้เห็นถึงความล้ำเลิศและความเข้มงวดของอิมามนะสาอีย์ในการวิเคราะห์ตัวบทหะดีษอีกด้วย”
    สุนัน อัน-นะสาอีย์ นี้ได้รวบรวมมาจากหนังสือ 51 เล่ม และจำนวนหะดีษในเล่มมีทั้งสิ้น 5,774 บท แต่ที่ถูกอธิบายโดยอัน-นะสาอีย์นั้นน้อยมาก แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะมีอายุถึง 600 ปีแล้วก็ตาม อัล-หาฟิซ ญะลาลุดดีน อัส-สุยูฏีย์ ได้ทำการอธิบาย(สุนัน อัน-นะสาอีย์)อย่างรวบรัดในหนังสือชื่อ ซิฮาร อัร-รุบบา อะลัล มุจตะบา ซึ่งได้ทำการตรวจสอบนักรายงานหะดีษ , ขยายความสำนวนหะดีษ(บางบท)และหะดีษเฆาะรีบ รวมถึงได้อธิบายหุก่มและจริยธรรมที่มีอยู่ในหะดีษในสุนัน นอกจากอัส-สุยูฏีย์แล้ว ก็ยังมีอัล-มุหัดดิษอีกท่าน ชื่อ อัล-ลามะฮฺ อบุล หะสัน มุหัมมัด บิน อับดุลฮาดีย์ อัล-หะนะฟีย์ อัส-สินดีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 1138) ก็ได้ทำการอธิบายสุนันอัน-นะสาอีย์อย่างความสมบูรณ์กว่า เมื่อเทียบกับการอธิบายของอัส-สุยูฏีย์

จำนวนหะดีษในสุนันอัต-ติรมีซีย์

    ผู้เขียน คือ อัล-อิมาม อบูอีซา มุหัมมัด บิน มูซา บิน อัฏ-เฏาะหาก อัส-สุลัยมีย์ อัต-ตัรมูซีย์ จากเมืองติรมีซ อีหร่านตอนเหนือ ท่านคืออิมามอะฮฺลุลหะดีษที่มีความสามารถในการท่องจำสูง มีอมานะฮฺและรอบคอบ ท่านเกิดในปีฮิจเราะฮฺที่ 209 ท่านตาบอตในบั้นปลายชีวิตและวายชนม์ในปีฮิจเราะฮฺที่ 279 ท่านเขียนหนังสือมากมาย เช่น กิตาบุล ญามิอ์(รู้จักในชื่อว่า สุนัน อัต-ติรมีซีย์) , อัล-อิลลาต , อัต-ตารค , อุช-ชะมาอิล อัน-นะบะวียะฮฺ , อัซ-ซุฮดฺ และอัล-อัสมาอ์ วัล กุนยา
    ท่านอัล-อิมาม ในการเรียบเรียงหนังสืออัล-ญามิอ์นั้น ท่านมิได้รายงานเฉพาะหะดีษเศาะฮีหฺเท่านั้น แต่ยังมีหะดีษหะสัน เฎาะอีฟ เฆาะรีบ และมุอัลลัล โดยชี้แจงความอ่อนสถานะของมันด้วย ท่านรวบรวมจากหนังสือเกือบ 50 เล่ม และหะดีษที่มีอยู่ในสุนันของท่านนั้นมีจำนวนทั้งสิ้น 3,956 บท
    คำวิพากษ์ที่สำคัญต่ออัล-ญามิอ์ อัต-ติรมีซีย์ เล่มนี้ ก็คือ ท่านรับสายรายงานจากอัล-มุสลับ และอัล-กัลบี  นักรายงานผู้ปลอมแปลง/กุหะดีษ จึงทำให้สถานะของสุนันอัต-ติรมีซีย์ด้อยกว่าสุนันอบูดาวูดและสุนันอัน-นะสาอีย์ อัล-อิมาม อบุล ฟะญัร อิบนุล เญาซีย์ ได้วิพากษ์หะดีษ(ในสุนันอัต-ติรมีซีย์)จำนวน 30 หะดีษ  ซึ่งถูกรวมอยู่ในหะดีษเมาฎูอาต(หะดีษเมาฎูอ์ทั้งหลาย) แต่ก็ถูกคัดค้านจากท่านญะลาลุดดีน อัส-สุยูฏีย์. ท่านชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ อัล-หัรรอนีย์ และท่านชัมสุดดีน อัซ-ซะฮะบีย์ ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์สุนัน อัต-ติรมีซีย์ด้วยเช่นกัน
    ส่วนหนึ่งจากบรรดาอุละมาอ์ที่ได้ทำการอธิบาย อัล-ญามิอ์ อัต-ติรมีซีย์ ก็คือ อัล-หาฟิซ อบูบักร มุหัมมัด บิน อับดิลลาฮฺ อัล-อิศบิลีย์ ซึ่งเป็นรู้จักดีในชื่อว่า อิบนุล อะรอบีย์ อัล-มาลิกีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 543) ซึ่งได้เขียนหนังสืออธิบายโดยใช้ชื่อว่า อะรีดะตุล อะหฺวาซิย์ ฟี ชัรหฺ สุนะนิต ติรมีซีย์
    ท่านญะลาลุดดีน อัส-สุยูฏีย์ ก็ได้อธิบายสุนัน อัต-ติรมีซีย์เช่นกัน ด้วยหนังสือชื่อ กุตุล มุฆตะซิอ์ อะลา ญามิอิต ติรมีซีย์ ส่วนหนังสือที่อธิบายสุนัน อัต-ติรมีย์ได้ดีที่สุด ก็คือ ตุหฺฟะตุล อะหฺวาซีย์ ของท่านอัล-อัลลามะฮฺ อับดุรเราะหฺมาน อัล-มะบัรกะปูนีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 1353)

จำนวนหะดีษในสุนันอิบนุมาญะฮฺ

    ผู้เขียน คือ อบู อับดุลลอฮ มุหัมมัด บิน ยะซีด บิน มาญะฮฺ อัร-รอบิอฺ อัล-ก็อซวินีย์ จากหมู่บ้านก็อซวิน ประเทศอีหร่าน ท่านเกิดในปีฮิจเราะฮฺที่ 209 และเสียชีวิตในปี 273 ท่านคือมุหัดดิษ(นักการหะดีษ)ที่ประสบความสำเร็จ คือมุฟัสสิร(นักตัฟสีร)และเป็นผู้รู้ ท่านเขียนหนังสือมากมาย เช่น กิตาบุส สุนัน , ตัฟสีร และตารีค อิบนุ มาญะฮฺ
    ท่านเรียบเรียงหนังสือด้วยกระบวนการทางวิชาการ ซึ่งแบ่งได้เป็น 32 บท และ 1,500 หมวด และจำนวนหะดีษทั้งหมดมีประมาณ 4,000 บท ท่านชัยคฺ มุหัมมัด ฟุอ๊าด อับดุลบากีย์ ทำการนับจำนวนหะดีษได้ทั้งสิ้น 4,241 บท สุนันอิบนุมาญะฮฺมีทั้งหะดีษเศาะฮีหฺ หะสัน เฎาะอีฟ รวมถึงหะดีษเมาฎูอ์ด้วย อัล-อิมาม อบุล ฟะญัร อิบนุล เญาซีย์ ได้ระบุว่าในสุนันอิบนุมาญะฮฺนั้น มีหะดีษเมาฎูอ์ประมาณ 30 บท แต่ก็ถูกท่านอัส-สุยูฏีย์ตอบโต้
    อัล-อิมาม อัล-บุชีรีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 840) ได้เขียนหะดีษที่มีอยู่ในสุนันอบูดาวูด ที่ไม่พบในหนังสือหะดีษทั้งห้า(ได้แก่ เศาะฮีหฺบุคอรีย์ , เศาะฮีหฺมุสลิม , สุนัน อบูดาวูด , สุนัน อัน-นะสาอีย์ และสุนัน อัต-ติรมีซีย์) จำนวน 1,552 บทเพิ่มเติมลงในหนังสือของท่าน ชื่อ มิสบาหฺ อัซ-ซุญาญะฮฺ ฟี ซะวาอิด อิบนิ มาญะฮฺ พร้อมกับระบุสถานะเศาะฮีหฺ หะสัน เฎาะอีฟ และเมาฎูอ์แก่หะดีษด้วย ดังนั้น การตรวจสอบหะดีษในหนังสือของท่านจึงมีความเร่งด่วนและจำเป็นยิ่ง


ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2011, 08:46:59 AM »


เศาะฮีหฺบุคอรีย์และเศาะฮีหฺมุสลิม คือหนังสือหะดีษที่เศาะฮีหฺ(ถูกต้อง)ที่สุด
เขียนโดย อัล-อุซตาซ อะหฺมัด อัมดานีย์ อิบนุ มุสลิม


   อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า


وَأَنزَلْنَا إِلَيْكَ الذِّكْرَ لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ مَا نُزِّلَ إِلَيْهِمْ

และเราได้ให้อัลกุรอานแก่เจ้า(มุหัมมัด)เพื่อเจ้าจะได้ชี้แจง(ให้กระจ่าง)
แก่มนุษย์ซึ่งสิ่งที่ได้ถูกประทานมาแก่พวกเขา

(สูเราะฮฺอัน-นะหลฺ 16 : 44)

   อัลกุรอานจะกล่าวถึงชะรีอะฮฺไว้อย่างกว้างๆ แต่อัส-สุนนะฮฺ(อัล-หะดีษ)จะเข้ามาอธิบายและแจกแจงรายละเอียด อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงรักษาศาสนานี้ด้วยการปกปักษ์รักษาอัล-กุรอานและอัส-สุนะฮฺไว้ โดยที่พระองค์ ทรงตรัสว่า


إِنَّا نَحْنُ نَزَّلْنَا الذِّكْرَ وَإِنَّا لَهُ لَحَافِظُونَ

แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือนลงมา และแท้จริงเราเป็นผุ้รักษามันอย่างแน่นอน

(สูเราะฮฺอัล-หิจรฺ 15 : 9)

   ตามความเห็นของอุละมาอ์แล้ว ข้อตกเตือน(อัซ-ซิกรฺ) หมายถึง อัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ  พระองค์จะทรงปกปักษ์รักษามันผ่านบรรดาอุละมาอ์และอะฮฺลุลหะดีษที่มีความยำเกรง ความจำดี และได้ทุ่มเทชีวิตของตนเองทั้งหมดเพื่อการตรวจสอบและคัดแยกหะดีษเศาะฮีหฺ , เฎาะอีฟ และเมาฎูอ์ อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา จะทรงรักษาทั้งสองสิ่งนี้จนถึงวันกิยามะฮฺ
   ท่านอิมาม อัล-บุคอรีย์ และอิมามมุสลิม คืออุละมาอ์ อะฮฺลุล หะดีษ สองท่านแรกที่เริ่มต้นเขียนหนังสือหะดีษที่บรรจุหะดีษเศาะฮีหฺมากมายที่ตรงตามเงื่อนไขของท่าน กระบวนการในการเรียบเรียงหนังสือดังกล่าว คือ คัดเลือกสายรายงานที่เพียบพร้อมตรงตามเงื่อนไขของหะดีษเศาะฮีหฺครบถ้วนสมบูรณืเท่านั้น นั่นก็คือ สายรายงานจะต้องเชื่อมต่อกันไปจนถึงท่านเราะสูลุลลอฮ , นำมาจากนักรายงานที่ความยำเกรง ความจำดี ไม่ขี้ลืม หะดีษที่รายงานจะต้องไม่ขัดแย้งกับหะดีษเศาะฮีหฺอื่นๆ และไม่พิการ
    แต่สำหรับอิมาม อัล-บุคอรีย์แล้ว การเรียบเรียงหนังสือของท่านนั้นมีเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า(ท่านอิมามมุสลิม) เช่น นักรายงานหะดีษ(แต่ละคนที่รับหะดีษมา)จะต้องอยู่ในยุคสมัยเดียวกันและต้องได้ยินหะดีษจากนักรายงานหะดีษคนดังกล่าวด้วยตัวเอง หนังสือเศาะฮีหฺบุคอรีย์จึงดีกว่าหนังสือหะดีษอื่นๆ ในเรื่องบทบัญญัติทางนิติศาสตร์(หุกุ่มฟิกฮฺ) ,  นักรายงานหะดีษมีความน่าเชื่อถือกว่า และมีหิกมะฮฺบางประการ ซึ่งจะไม่พบในเศาะฮีหฺมุสลิม
   ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว หนังสือเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์ จึงดีกว่าหนังสือเศาะฮีหฺมุสลิม แต่มีสายรายงานบางสายในเศาะฮีหฺมุสลิมมีความเข้มแข็ง หนักแน่นกว่าสายรางานในเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์ แต่เป็นการเพียงพอแล้วในมติเอกฉันท์ของอุมมะฮฺ(บรรดาอุละมาอ์)ภายหลังพวกท่านถึงความเศาะฮีหฺ(ความถูกต้อง)ของหนังสือทั้งสองเล่มนี้ และถือว่า หนังสือทั้งสองเล่มนี้คือหนังสือที่เศาะฮีหฺที่สุดถัดจากอัล-กุรอาน
   เว้นแต่พวกชีอะฮฺที่ไม่ยอมรับในหนังสือทั้งสอง!!
    แต่ถึงกระนั้น(หมายถึง แม้นว่า เศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์และเศาะฮีหฺมุสลิมจะเป็นหนังสือที่มีความถูกต้องที่สุดถัดจากอัล-กุรอาน) ก็มิใช่ว่าเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์และเศาะฮีหฺมุสลิมจะมีแต่เพียงหะดีษเศาะฮีหฺเท่านั้นดังที่อิมามอัล-บุคอรีย์ได้กล่าวไว้(เพราะก็ยังพบเจอหะดีษอื่นๆปรากฎอยู่ในเศาะฮีหฺทั้งสอง) ท่านอิมามอัล-บุคอรีย์ได้รวบรวมหะดีษเป็นจำนวนมากไว้ในหนังสือที่หนามากของท่าน อิมามมุสลิมก็เช่นกัน ท่านได้บอกว่าท่านเพียงแค่รวบรวมหะดีษทั้งหลายได้รับการยอมรับในความเศาะฮีหฺของมัน
   ยังมีหะดีษเศาะฮีหฺอีกมากที่ไม่พบในหนังสือทั้งสอง ท่านอิมามอัล-บุคอรีย์กล่าวว่าหะดีษเศาะฮีหฺจำนวนมากที่ท่านทิ้งนั้น(คือไม่ได้บรรจุใส่ในหนังสือ) เพราะว่า ท่านท่องจำหะดีษเศาะฮีหฺ 100,000 บท และหะดีษเฎาะอีฟอีก 200,000 บท ในขณะที่หนังสือเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์นั้นบรรจุหะดีษเศาะฮีหฺโดยไม่กล่าวซ้ำจำนวน 4,000 บท และระบุหะดีษเศาะฮีหฺพร้มแก่กล่าวซ้ำอีก 7,275 บท
   ส่วนหนังสือเศาะฮีหฺมุสลิมนั้นบรรจุหะดีษเศาะฮีหฺโดยไม่กล่าวซ้ำไว้ 4,000 บท และหะดีษเศาะฮีหฺที่กล่าวซ้ำอีก 12,000 บท แล้ว(มากมาย)เช่นนี้ เราจะยังพบเจอหะดีษเศาะฮีหฺที่มิได้อยู่ในการคลังหะดีษของอิมามอัล-บุคอรีย์และอิมามมุสลิมอีกหรือ?
   แน่นอน เราสามารถพบเจอมันได้ในหนังสือหะดีษอื่นๆที่มีชื่อเสียง เช่น เศาะฮีหฺ อิบนุ คุซัยมะฮฺ , เศาะฮีหฺ อิบนุ หิบบาน , หนังสือสุนันทั้งสี่(สุนันอบูดาวูด/อัน-นะสาอีย์/อัต-ติรมีซีย์/อิบนุ มาญะฮฺ) , อัล-มุสตัดร็อก อัล-หากิม , สุนัน อัล-บัยฮากีย์ , สุนัน ดารุกุฎนีย์ และอื่นๆ แต่ถึงกระนั้น บรรดาอุละมาอ์ภายหลังพวกท่านก็ยังคงทำการตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือ อัล-มุสตัดร็อก อัล-หากิมและสุนัน อัต-ติรมีซีย์ ที่ผู้เขียนไม่ค่อยมีความเข้มงวดเสียเท่าไหร่นักในการตรวจสอบ(ความถูกต้อง)หะดีษ วัลลอฮุ อะอฺลัม

   จาก วารสาร อัช-ชะรีอะฮฺ หน้า 50 เล่ม 1 หมายเลขที่ 2  กันยายน 2003/ชะอฺบาน 1423

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 10, 2011, 11:45:26 AM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2011, 11:58:39 AM »


อุละมาอ์ อะฮฺลุล หะดีษ คือใคร?


    มีคำจำกัดความจากบรรดาผู้รู้ในการอธิบายความหมายของคำว่า “อุละมาอ์”
    ท่านอิบนุ ญุร็อจญ์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้นำเสนอความเห็นจากท่านอะฏออ์ ว่า “ใครที่รู้จักอัลลอฮ เขาก็คือ อาลิม(ผู้รู้)”(ญามิอฺ อัล-บะยาน อิลมฺ วะ ฟัฎลิฮฺ หน้า 2/49)
    อัช-ชุยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ในกิตาบุล อิลมฺ ของท่านไว้ว่า “อุละมาอ์ คือ ผู้ที่ความรู้ของเขาทำให้เขายำเกรงต่ออัลลอฮ”(กิตาบุล อิลมฺ หน้า 147)
    ท่านบัดรุดดีน อัล-กินานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “พวกเขา(อุละมาอ์) คือ ผู้แจ้ง/สาธยายสิ่งที่อนุมัติ(หะลาล)และต้องห้าม(หะรอม) และเรียกร้องไปสู่สิ่งดีงาม พร้อมกับปฏิเสธสิ่งที่นำไปสู่ภยันตราย(คือ สิ่งชั่วร้าย)ทั้งหลาย” (ตัซกิเราะตุส สะมีอ์ หน้า 31)
    ท่านอับดุสสลาม บิน บัรญาส เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า "ผู้ที่สมควรได้รับการเรียกขานว่า อาลิม(ผู้รู้)นั้น จำนวนของพวกเขามีน้อย และไม่ถือเป็นการเกินเลยเลยหากจะบอกว่า เกือบจะไม่มีเลย ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า คุณลักษณะของผู้รู้นั้น แทบจะไม่พบในตัวของผู้คนส่วนใหญ่ที่มีความรู้ในปัจจุบันนี้ ใช่เพียงแค่ว่า พูดเก่ง เขียนเก่ง มีงานเขียนมากมายหรือสามารถตรวจทานหนังสือดีๆได้(แล้วจะถือว่าเป็น อุละมาอ์) หากการเป็นอุละมาอ์ถูกประเมินจากสิ่งนี้ ก็จบกัน(อุละมาอ์ก็จะมีอย่างมากมายเหลือคณา) แต่การฉายภาพเช่นนี้แหล่ะที่ผู้ไม่มีความรู้ทั้งหลายต่างเข้าใจกัน ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงถูกหลอกด้วยความรู้และความสามารถในการเขียนของคนหนึ่ง ทั้งที่ เขาไม่ใช่อุละมาอ์ สิ่งนี้ทั้งหมดทำให้ผู้คนฉงน ผู้รู้ที่แท้จริง คือ ผู้ที่มีความรู้อย่างลึกซึ้งในศาสนา รู้บทบัญญัติแห่งอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ มีความรู้ในวิชาอุศูล ฟิกฮฺ เช่น นะศีค และมันศูค , มุฏลัก , มุก็อยยัด , มุจญ์มัล , มัฟัสสัร และนำเสนอ(และยึดมั่นต่อ)คำกล่าว(ความเห็น)จากชาวสะลัฟในความขัดแย้งที่เขาประสบ"(วุญูบุล อิรติบาฏ บิล อุละมาอ์)
    อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ได้กล่าวถึงลักษณะเฉพาะของผู้รู้ที่แตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ที่อ้างตนว่ามีความรู้หรือที่แอบอ้างว่าเป็นอุละมาอ์ หรืออาจจะอ้างต้นเป็นวลีของอัลลอฮเสียด้วยซ้ำไป พระองค์ทรงตรัสว่า

إِنَّماَ يَخْشَى اللهَ مِنْ عِباَدِهِ الْعُلَمآءُ

บรรดาผู้ที่มีความรู้จากปวงบ่าวของพระองค์เท่านั้นที่เกรงกลัวอัลลอฮ
(สูเราะฮฺฟาฏิร 35 : 28)

คุณลักษณะของอุละมาอ์

    บทความนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เราได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่สมควรได้รับการเรียกขานว่าคือ อุละมาอ์ และบุญคุณที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาในการปกป้องอิสลามและพี่น้องมุสลิมจากศัตรูศาสนาเป็นอย่างไรบ้าง? เริ่มตั้งแต่ยุคสมัยของกลุ่มชนที่ดีที่สุด นั่นก็คือ ยุคเศาะหาบะฮฺจนถึงปัจจุบัน
    และบทความชิ้นนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อการฉายภาพ(ที่ถูกต้อง)แก่พี่น้องมุสลิมที่(เข้าใจผิดและ)เรียกขานตำแหน่งอุละมาอ์แก่บุคคลที่ไม่คู่ควรได้รับมันด้วย
-   ประชาคมมุสลิมส่วนหนึ่งละเลยสิทธิของบรรดาอุละมาอ์ สำหรับพวกเขาแล้ว อุละมาอ์ ก็คือ คนที่สะบัดถ้อยวาจาเก่ง และมีความสามารถในการนำเสนอถ้อยคำที่สวยงามด้วยเรื่องราวและโคลงกลอนต่างๆ หรือด้วยความรู้บำบัดจิตใจ
-   ประชาคมมุสลิมส่วนหนึ่งเข้าใจว่า อุละมาอ์ คือ ผู้ที่เข้าใจความจริงแห่งชีวิตและมีความลึกซึ้งกับมัน , คือคนที่กล้าหาญในการต่อต้านผู้นำ(แต่ไม่มีความรู้)
-   ส่วนหนึ่งของพวกเขา เข้าใจว่า อุละมาอ์ คือ นักอ่านหนังสือ(หนอนหนังสือ) แม้ว่าจะไม่เข้าใจในเนื้อหาของมัน ตามความเข้าใจของชาวสะลัฟ
-   ส่วนหนึ่งของพวกเขาเข้าใจว่า อุละมาอ์ คือ ผู้ที่อพยพจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อทำการดะอฺวะฮฺผู้คน พวกเขากล่าวว่า เราไม่ต้องการหนังสือหรือตำรับตำรา เราต้องการนักดาอีย์และการดะอฺวะฮฺ
-   มุสลิมบ่างส่วนไม่สามารถแยกแยะผู้รู้กับนักเล่าเรื่องและนักตักเตือนได้ รวมถึงไม่สามารถแยกแยะระหว่างนักศึกษาหาความรู้กับอุละมาอ์ได้ด้วย สำหรับพวกเขาแล้ว นักเล่าเรื่อง(นักพูด)นั้น คือ อุละมาอ์ ที่เขาจะสอบถามคำถามต่างๆและรับความรู้จากเขา
คุณลักษณะบางประการของอุละมาอ์ ได้แก่

    1.ท่านอิบนุ หะญัร อัล-หัมบาลีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า "พวกเขา คือ คนที่ไม่ต้องการตำแหน่งยศฐา และรังเกียจคำสรรเสริญทั้งหลาย และพวกเขาจะยกตนเหนือผู้อื่น(หยิ่งยโส)"
    อัล-หะสัน กล่าวว่า "ผู้รู้ คือ ผู้สันโดษ(สมถะ)ต่อดุนยาและรักใคร่ต่ออะคีเราะฮฺ มีความรู้ศาสนาอย่างลึกซึ้ง และทำการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮอยู่เสมอ" ในรายงานอื่นกล่าวว่า "คือผู้ที่ไม่อิจฉาริษยาต่อใครก็ตามที่อยู่เหนือเขา และไม่ดูถูกคนที่อยู่ข้างล่างเขา และจะไม่รับค่าจ้างแม้แต่น้อยในการเผยแพร่ความรู้ของอัลลอฮ"(อัล-คิฏอบุล มินบาริยยะฮฺ 1/177)
    2.ท่านอิบนุ เราะญับ อัล-หัมบาลีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “พวกเขา คือ ผู้ที่ไม่ยอมรับว่าตนเองมีความรู้ ไม่หยิ่งยโสในความรู้ที่มี และไม่มุ่งตัดสินคนโง่เขลาว่าคือคนที่ปฏิเสธ(ไม่เอา)อัส-สุนนะฮฺ”
    3.ท่านอิบนุ เราะญับ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า "พวกเขา คือ ผู้ที่คิดร้าย(ประณาม)ต่อตัวของพวกเขาเอง(ก่อนผู้อื่นเสมอ) และคิดในแง่ดีต่ออุละมาอ์ในยุคสะลัฟ และพวกเขายอมรับในบรรดาอุละมาอ์ก่อนหน้าพวกเขา และยอมรับว่าพวกเขานั้นไม่สามารถบรรลุหรือเข้าใกล้ตำแหน่งของพวกเขา(อุละมาอ์ยุคสะลัฟ)ได้"
    4.พวกเขาเชื่อว่า สัจธรรมและทางนำมีอยู่ในสิ่งที่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลาทรงประทานลงมา อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَيَرَى الَّذِيْنَ أُوْتُوْا الْعِلْمَ الَّذِي أُنْزِلَ إِلَيْكَ مِنْ رَبِّكَ هُوَ الْحَقَّ وَيَهْدِي إِلَى صِرَاطِ الْعَزِيْزِ الْحَمِيْدِ

ตระหนักดีว่า สิ่งที่ได้ถูกประทานแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นสัจธรรม และจะชี้นำไปสู่แนวทางแห่งพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
(สูเราะฮฺสะบะอฺ 34 : 6)
 
    5.พวกเขา คือ ผู้ที่เข้าใจในการเปรียบเปรยทั้งหลายของอัลลอฮในอัล-กุรอาน รวมถึง สิ่งที่อัลลลอฮและเราะสูลของพระองค์ประสงค์ด้วย อัลลอ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَتِلْكَ اْلأَمْثاَلُ نَضْرِبُهاَ لِلنَّاسِ وَماَ يَعْقِلُهاَ إِلاَّ الْعاَلِمُوْنَ

และเหล่านี้คืออุปมาทั้งหลายที่เราได้เปรียบเทียบมัน สำหรับปวงมนุษย์แต่ไม่มีผู้ใดตระหนักมันหรอก นอกจากผู้มีความรู้
(สูเราะฮฺอัล-อังกะบูต 29 : 43)

    6.พวกเขา คือ ผู้มีความสามาถในการวินิจฉัยบทบัญญัติศาสนาและเข้าใจในมันอย่างดี อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَإِذَا جآءَهُمْ أَمْرٌ مِنَ اْلأَمْنِ أَوْ الْخَوْفِ أَذَاعُوْا بِهِ وَلَوْ رَدُّوْهُ إِلَى الرَّسُوْلِ وَإِلَى أُولِي اْلأَمْرِ مِنْهُمْ لَعَلِمَهُ الَّذِيْنَ يَسْتَنْبِطُوْنًهُ مِنْهُمْ وَلَوْ لاَ فَضْلَ اللهِ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَتُهُ لاَتَّبَعْتُمُ الشَّيْطاَنَ إِلاَّ قَلِيْلاً

และเมื่อมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมายังพวกเขาจะเป็นความปลอดภัยก็ดีหรือความกลัวก็ดี พวกเขาก็จะแพร่มันออกไปและหากว่าพวกเขาให้มันกลับไปยังร่อซู้ล และยังผู้ปกครองการงานในหมู่พวกเขาแล้ว แน่นอนบรรดาผู้ที่วินิจฉัยมันในหมู่พวกเขาก็ย่อมรู้มันได้ และหากมิใช่ความเมตตาของอัลลอฮที่มีต่อพวกเจ้าแล้ว แน่นอน พวกเจ้าก็คงปฏิบัติตามชัยตอนไปแล้ว นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
(สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 83)

    7.พวกเขา คือ ผู้ที่น้อบน้อมและคุชูอ์ในการดำรงปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

قُلْ آمَنُوا بِهِ أَوْ لاَ تُؤْمِنُوا إِنَّ الَّذِيْنَ أَوْتُوا الْعِلْمَ مِنْ قَبْلِهِ إِذِا يُتْلَى عَلَيْهِمْ يَخِرُّوْنَ لِلأًذْقاَنِ سُجَّدًا. وَيَقُوْلُوْنَ سُبْحاَنَ رَبِّناَ إِنْ كاَنَ وَعْدُ رَبِّناَ لَمَفْعُوْلاً. وَيَخِرُّوْنَ لِلأَذْقاَنِ يَبْكُوْنَ وَيَزِيْدُهُمْ خُشُوْعاً

จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พวกท่านจะศรัทธาในมันหรือไม่ศรัทธาก็ตามแท้จริง บรรดาผู้ได้รับความรู้ก่อนหน้ามันนั้นเมื่อมันได้ถูกอ่านแก่พวกเขาพวกเขาจะหมอบราบลง ใบหน้าจรดพื้นเพื่อสุญด  และพวกเขาจะกล่าวว่า มหาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าของเรา สัญญาของพระเจ้าของเรานั้นแน่นอน ย่อมถูกปฏิบัติให้ครบถ้วน  และพวกเขาจะหมอบราบลงใบหน้าจรดพื้นพลางร้องไห้และมันจะเพิ่มการสำรวมแก่พวกเขา
(สูเราะฮฺอัล-อิสรออ์ 17 : 107-109)

    (มุอามะละตุล อุละมาอ์ เขียนโดย อัช-ชัยคฺ มุหัมมัด บิน อุมัร บิน สะลีม บัซมูล , วุญุบ อัล-อิรติบาฎ บิล อุละมาอ์ เขียนโดย อัช-ชัยคฺ หะสัน บิน กอศิม อัร-ริมีย์)
    นี่คือคุณลักษณะส่วนหนึ่งของอุละมาอ์ที่แท้จริง ตามพระประสงค์ของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ที่มีอยู่ในอัล-กุรอาน และสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัท ด้วยสิ่งดังกล่าวนี้ ที่ทำให้เห็นผู้แอบอ้างตนเป็นอุละมาอ์และสวมชุดของพวกเขาทั้งที่ตนเองมิได้คู่ควรที่จะได้ใส่มันเลยถูกจับกุมตัว และด้วยสิ่งดังกล่าวนี้เช่นกัน ที่ธาติแท้ของอุละมาอ์อะฮฺลุลบิดอะฮฺผู้ไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้ได้ถูกเปิดเผยตัวตนออกมา พวกเขาห่างไกลจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺเป็นอย่างมากและยังออกนอกแนวทางแห่งชนสะลัฟอีกด้วย

    ที่มา : วารสาร อัช-ชะรีอะฮฺ-มีการดัดแปลงปรับปรุงเล็กน้อย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 10, 2011, 02:58:59 PM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2011, 03:26:19 PM »


อัศหาบุล หะดีษ
(ทำความรู้จักบรรดาอิมาม อะฮฺลุสสุนนะฮฺ อัศหาบุล หะดีษ)
โดย อุซตาซ มุหัมมัด อุมัร อัส-สุวัยดฺ


    แท้จริง ไม่มีความปลอดภัย เว้นแต่ด้วยการปฏิบัติตามอัล-กุรอานและสุนนะฮฺด้วยความเข้าใจของสะละฟุลอุมมะฮฺ(ชนรุ่นแรกของประชาชาติ) แต่เราไม่อาจได้ยินหรือฟังสุนนะฮฺและความเข้าใจของพวกเขาได้ เว้นแต่ด้วยสายรายงาน และสายรายงานนั้นคือส่วนหนึ่งของศาสนา ดังนั้น จงดูเถิดว่าท่านรับศาสนามาจากใคร ผู้ที่เข้าใจที่สุดในเรื่องสายรายงาน ก็คือ อะฮฺลุลหะดีษ ดังนั้น ในงานเขียนนี้ เราจะได้ศึกษาถึงสถานภาพของพวกเขาที่สูงส่งยิ่งนัก
    ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

نَضَّرَ اللهُ امْرَأً سَمِعَ مِنَّا حَدِيْثًا فَبَلَّغَهُ

“อัลลอฮจะทรงทำให้สว่างแก่(ใบหน้าของ)คนๆหนึ่งที่ได้ฟังหะดีษจากเรา แล้วเขาก็เผยแพร่มัน”

(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อะหฺมัด , อบูดาวูด)

    ชัยคฺ รอบิอฺ บิน ฮาดีย์ อัล-มัดเคาะลีย์ กล่าวว่า “หะดีษนี้เศาะฮีหฺ รายงานโดย อิมามอะหฺมัด ในมุสนัด 5/183 , อิมาม อบูดาวูด ใน อัส-สุนัน 3/322 , อิมามอัต-ติรมีซีย์ ในมุสนัด 5/33 , อิมามอิบนุ มาญะฮฺ ในอัส-สุนัน 1/84 , อิมามอัด-ดาริมีย์ ในอัส-สุนัน 1/86 , อิมามอิบนุ อบีอาศิม ในอัส-สุนัน 1/45 , อิบนุ อับดิลบัรรฺ ในญามิอฺ บะยานิล อิลมิ วะ ฟัฎลิฮี 1/38-39 , ดู อัศ-เศาะฮีหะฮฺ โดย อัล-อัลลามะฮฺ อัล-อัลบานีย์(404) รายงานหลายทางจนถึงท่านซัยดฺ บิน ษาบิต , ญุบัยรฺ บิน มุฏอิม และอับดุลลอฮ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม”
    หะดีษถูกนำเสนอโดยตัวท่าน(ชัยคฺ รอบิอฺ)เองในหนังสือเล่มเล็กชื่อ มะนานะตุ อะฮฺลิล หะดีษ คือ เมื่อท่านนำเสนอคำพูดของอิมามผู้ยิ่งใหญ่ อบูบักรฺ อะหฺมัด บิน อลี อัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 463)จากหนังสือของท่านที่ชื่อว่า ชะรอฟุล อัศหาบิล หะดีษ ซึ่งมีความหมายว่า “ความประเสริฐของอัศหาบุลหะดีษ”
    ในหนังสือดังกล่าว ท่านได้อธิบายถึงความประเสริฐและตำแหน่งที่สูงศักดิ์ของอะฮฺลุลหะดีษ และท่านยังกล่าวถึงบุญคุณและความพยายามในการรับใช้ศาสนานี้(อิสลาม)ของพวกเขาด้วย อีกทั้งการปกป้องศาสนานี้จากอุตริกรรมทั้งหลาย ท่านได้กล่าวยกย่องพวกเขาว่า “แท้จริง อัลลอฮทรงทำให้พวกเขา(อะฮฺลุลหะดีษ)เป็นกำแพงแห่งชะรีอะฮฺ ด้วยความพยายามของพวกเขา พระองค์จึงทรงทำลายความชั่วแห่งบิดอะฮฺทั้งหมด พวกเขาคือผู้ไว้วางใจของอัลลอฮท่ามกลางสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์ พวกเขาเป็นดั่งสะพานเชื่อมระหว่างท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กับอุมมะฮฺของท่าน และพวกเขาคือผู้ที่มุ่งมั่น จริงจัง ในการปกป้องศาสนาของพระองค์ รัศมีของพวกเขานั่นเปล่งประกาย ความประเสริฐของพวกเขามีมากมาย สัญญาณของพวกเขาชัดเจน มัซฮับของพวกเขายอดเยี่ยม หลักฐานของพวกเขาหนักแน่น....”
    หลังจากที่ได้กล่าวถึงหะดีษข้างต้นแล้ว ท่านอัล-เคาะฏีบ เราะหิมะฮุลลอฮ ก็ได้นำเสนอคำพูดของท่านสุฟยาน บิน อุยัยนะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮพร้อมสายรายงานว่า ท่านกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่แสวงหาหะดีษ(ศึกษาหะดีษ) เว้นแต่ ใบหน้าของเขาจะมีรัศมี เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า : “อัลลอฮจะทรงทำให้สว่างแก่(ใบหน้า)ของคนๆหนึ่งที่ได้ฟังหะดีษจากเรา แล้วเขาก็เผยแพร่มัน”
     หลังจากที่ได้รายงานหะดีษซึ่งเป็นคำสั่งเสียของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ให้เราให้เกียรติแก่อัศหาบุลหะดีษแล้ว ท่านก็ได้รายงานหะดีษต่อมาว่า

بَدَأَ اْلإِسْلاَمُ غَرِيْبًا وَسَيَعُوْدُ غَرِيْبًا فَطُوْبَى لِلْغُرَبَاءِ

“อิสลามเริ่มต้นอย่างคนแปลกหน้า และจะกลับมาอีกครั้งอย่างแปลกหน้า
ดังนั้น จงแจ้งข่าวดีแก่คนแปลกหน้าเถิด”

(บันทึกโดย มุสลิม , อะหฺมัด , ติรมีซีย์ และอิบนุ มาญะฮฺ)

    ชัยคฺ รอบิอฺ กล่าวว่า “หะดีษนี้เศาะฮีหฺ บันทึกโดย อิมามมุสลิม ในเศาะฮีหฺของท่าน 1/130 , อิมาม อะหฺมัด ในมุสนัดของท่าน 1/398 , อิมาม ติรมีซีย์ ในอัส-สุนันของท่าน 5/19 , อิมาม อิบนุ มาญะฮฺ ในอัส-สุนันของท่าน 2/1319 และอิมาม อัด-ดาริมีย์ ในอัส-สุนันของท่าน 2/402”
    หลังจากรายงานหะดีษนี้แล้ว ท่านอัล-เคาะฏีบก็ได้นำคำพูดของท่านอับดาน เราะหิมะฮุลลอฮ ว่าท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺและท่านอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า “พวกเขาคือ อัศหาบุลหะดีษรุ่นแรก” แล้วก็รายงานหะดีษที่ว่า “อุมมะฮฺของฮันจะแตกออกเป็น 70 กว่าพวก ทั้งหมดจะเข้านรก ยกเว้นกลุ่มเดียว”
    ชัยคฺ รอบิอฺ กล่าวว่า “หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อิมามอะหฺมัด ในมุสนัด 2/332 , อิมาม อบูดาวูด ในอัส-สุนัน 4/197 และอัลหากิม ในมุสตัดร็อก 1/128 ดู อัศ-เศาะฮีหะฮฺ โดยชัยคฺ อัล-อัลลามะฮฺ อัล-บานีย์ 203”
    ท่าน(อัล-เคาะฏีบ)ได้กล่าวต่อไปพร้อมกับสายรายงานถึงท่านอิมาม อะหฺมัด บิน หัมบัล เราะหิมะฮุลลอฮ ว่าท่านกล่าวว่า “เกี่ยวกับกลุ่มชนที่ปลอดภัยนั้น หากไม่ใช่อะหฺลุลหะดีษแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเขาคือใคร”(หน้า 13 , ชะรอฟุล อัศหาบิล หะดีษ โดย อัล-เคาะฏีบ)
    หลังจากนั้น ชัยคฺ อัล-เคาะฏีบ ก็กล่าวถึงหะดีษเกี่ยวกับ ฏออิฟะฮฺ มันศูเราะฮฺ(กลุ่มชนแห่งชัยชนะ)ที่กล่าวว่า : “จะมีกลุ่มหนึ่งจากอุมมะฮฺของฉันที่ดำรงมั่นอยู่บนสัจธรรม พวกเขาจะไม่ได้รับอันตรายจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเขา จนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ”(บันทึกโดย มุสลิม , อะหฺมัด , อบูดาวูด)
    ชัยคฺ รอบิอฺ กล่าวว่า “หะดีษนี้เศาะฮีหฺ บันทึกโดย อิมามมุสลิม ในเศาะฮีหฺของท่าน 3/1523 , อิมาม อะหฺมัด ในมุสนัด 5/278-279 , อิมาม อบูดาวูด ในสุนัน 4/420 , อิมามอิบนุ มาญะฮฺ ในสุนัน 1/4-5 , อัล-หากิม ในมุสตัดร็อก 4/449-450 , ฏ็อบรอนีย์ ในมุอ์ญามุล กะบีร 7643 และอัฏ-เฏาะยาลิสีย์ ในมุสนัด หน้า 94 หมายเลขที่ 689 ดู อัศ-เศาะฮีหะฮฺ โดย อัล-อัลลามะฮฺ อัล-อัลบานีย์ 270-1955”
    แล้วท่าน(อัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์)ก็กล่าวว่า : ยาซีด บิน ฮารูน กล่าวว่า “หากพวกเขาไม่ใช่อัศหาบุล หะดีษแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นใคร” หลังจากนั้น ท่านได้รายงานพร้อมกับสายรายงานของมัน ถึงท่านอิมามอะหฺมัด บิน สินาน และอลี อิบนุ มาดินีย์ ว่า พวกเขากล่าวว่า “แท้จริง พวกเขาคือ อัศหาบุลหะดีษ , อุละมาอ์ และนักรายงาน” (หน้า 14-15)
    เช่นนั้นแหล่ะ ที่บรรดาอุละมาอ์ต่างกล่าวว่า ฟิรเกาะตุน นาญิยะฮฺ(กลุ่มชนที่ปลอดภัย)นั้น คือ กลุ่มชนที่ดำรงอยู่บนสัจธรรมและได้รับความช่วยเหลือ(ฏออิฟะฮฺ มันศูเราะฮฺ) คือ คนแปลกหน้า(ฆุเราะบาอ์)ท่ามกลางประชามคมมุสลิมที่แปดเปื้อนไปด้วยนานาอุตริกรรมและแยกออกจากมันฮัจญ์อัส-สุนนะฮฺ พวกเขาคือ อัศหาบุลหะดีษ

ใครคือ อัศหาบุลหะดีษ?

    หะดีษบทแรกที่เรากล่าวถึงนั้น ชี้ถึงคุณลักษณะเฉพาะของอัศหาบุลหะดีษ คือ ฟัง(เรียนรู้)หะดีษและเผยแพร่มัน ด้วยสิ่งดังกล่าวนี้ พวกเขาจึงสมควรได้รับการกล่าวถึงว่า คือ อุละมาอ์ผู้ศึกษาวิชาหะดีษ เข้าใจสายรายงาน วิเคราะห์ว่าบทใดเศาะฮีหฺและบทใดเฎาะอีฟ หลังจากนั้น ก็นำไปปฏิบัติและเผยแพร่มันออกไป พวกเขาคือผู้ปกปักษ์รักษาอัส-สุนนะฮฺ ผู้ดูแลศาสนา และผู้รับมรดกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
    ท่านเราะสูลุลลอฮไม่ทิ้งมรดกที่เป็นดิรฮัมหรือดินาร(หมายถึง ทรัพย์สิน) แต่ท่านทิ้งมรดกแห่งความรู้ ซึ่งอัศหาบุลหะดีษแบกรับมันไว้ นักฟิกฮฺที่ปราศจากความรู้หะดีษ เขาคือ อักลานีย์(พวกชอบใช้สติปัญญาของตัวเองเป็นหลัก) และนักตัฟสีรที่ไร้ความรู้หะดีษหะด๊า เขาคือ อะฮฺลิก ตะอ์วีล(พวกชอบตีความด้วยตัวเอง)
    อิมาม อบู มุหัมมัด อับดุลลอฮ บิน มุสลิม กุตัยบะฮฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 276)กล่าวว่า “...แต่อัศหาบุลหะดีษนั้น แท้จริง พวกเขาแสวงหาสัจธรรมจากความจริง และปฏิบัติตามมันตามตำแหน่งของมัน พวกเขาสร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลาด้วยการปฏิบติตามสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ และทุ่มเทค้นหาร่องรอยและเรื่องราวของมัน(คือตรวจสอบความถูกต้องของมันว่ามาจากท่านนบีจริงหรือไม่ด้วย) ไม่ว่าจะบนผืนดินและใต้น้ำ จากฝั่งตะวันออกและตะวันตก
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่เดินทางไกลแสนไกลด้วยการเดินเท้า เพื่อแสวงหาหะดีษเพียงแค่บทเดียว เพื่อรับมันมาจากผู้สืบทอดมันโดยตรง พวกเขาตรวจสอบและอภิปรายรายงานดังกล่าว จนกระทั่งเข้าใจว่า บทใดที่เศาะฮีหฺ และบทใดที่เฎาะอีฟ บทใดที่หักล้าง และบทใดที่ถูกหักล้าง และรู้ว่าผู้ใดในหมู่ฟุเกาะฮาอ์(นักนิติศาสตร์)ที่สวนทางกับรายงานหะดีษดังกล่าวด้วยทัศนะ(ความคิด)ของตนเอง แล้วก็ทำการตักเตือนพวกเขาเหล่านั้น
    ด้วยเหตุนี้ สัจธรรมที่สลัวจึงเปล่งแสง ที่กระจัดกระจายจึงรวมเป็นหนึ่ง และเช่นเดียวกันนั้น ผู้คนที่ห่างไกลจากสุนนะฮฺจึงได้ใกล้ชิด ที่ไม่ใส่ใจจึงระลึกถึง และจากเมื่อก่อนที่ตัดสินด้วยคำพูดของบุคคล จึงกลับกลายมาตัดสินด้วยคำกล่าวของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม”
(ในบทนำ , ตะอ์วีล มุคตะลาฟิล หะดีษ)
    อิมาม อบูหาติม มุหัมมัด อิบนุ หิบบาน บิน มุอ๊าซ บิน มะอฺบัด บิน สะอีด อัต-ตะมีมีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 354)กล่าวว่า “...แล้วอัลลอฮก็ทรงคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่งจากหมู่ผู้ปฏิบัติตามความดีจากผู้เจริญตามสุนนะฮฺและหลักฐาน(อัล-กุรอาน) เพื่อชี้นำพวกเขา(มนุษย์)ให้เชื่อฟังต่อมัน(อัล-กุรอานและสุนนะฮฺ)
    อัลลอฮทรงประดับประดาหัวใจของพวกเขาให้สวยงามด้วยอีมาน และทรงประทานแก่ลิ้นของพวกเขาซึ่งความชัดเจน พวกเขาคือผู้เผยแพร่สัญญาณแห่งศาสนา ผู้ติดตามสุนนะฮฺของท่านนบีด้วยการติดตามบนเส้นทางอันยาวไกล ต้องทิ้งครอบครัวและประเทศของตนเอง เพื่อรวบรวมสุนนะฮฺและปฏิเสธอารมณ์ใฝ่ต่ำ(บิดอะฮฺ)
    พวกเขาศึกษาสุนนะฮฺอย่างลึกซึ้งโดยห่างไกลจากการคิดวิเคราะห์ทุกสิ่งด้วยสติปัญญา(ที่คับแคบ)ของตนเอง...”

    ในช่วงท้าย ท่านกล่าวว่า “จนกระทั่ง อัลลอฮทรงคุ้มครองศาสนานี้ด้วยพวกเขาเพื่อประชาคมมุสลิมและปกป้องพวกเขาจากการล่อลวงของผู้สาปแช่ง อัลลอฮทำให้พวกเขาเป็นอีมาม(ผู้นำ)ที่ได้รับทางนำในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง และทรงทำให้พวกเขาเป็นดวงไฟยามค่ำคืน เมื่อความวุ่นวายปะทุขึ้น ดังนั้น พวกเขาคือ ผู้สืบทอดมรดกของบรรดานบีและผู้ถูกเลือกสรรทั้งหลาย...”(อัล-อิหฺสาน 1/20-23)
    อิมาม อบูมุหัมมัด อัล-หะสัน อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน บิน เคาะลัด อัร-ร็อมหุรมูซีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 360)กล่าวว่า “อัลลอฮทรงสรรเสริญหะดีษและเทิดเกียรติแก่กลุ่มชนของมัน(อะฮฺลุลหะดีษ) และอัลลอฮทรงยกตำแหน่งของมันและทรงให้มันเป็นสิ่งตัดสินเหนือทุกแนวทาง ทรงให้มัน(หะดีษ)อยู่เหนือความรู้อื่นทั้งมวล พร้อมกับยกมันให้(มีเกียรติที่)สูงขึ้น ด้วยชื่อของบรรดาผู้นำพามันที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ดังนั้น พวกเขา(อะฮฺลุลหะดีษ)จึงเป็นหัวใจของศาสนา และคือผู้ฉายแสงแห่งหลักฐาน แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ได้รับการให้เกียรติและไม่ได้รับสิทธิแห่งตำแหน่งที่สูงส่ง(จากผู้คน) ทั้งที่พวกเขาคือผู้ปกป้องศาสนานี้แก่อุมมะฮฺ...”(อัล-มุหัดดิษุล ฟาศิล 1-4)
    อิมาม อบูอับดิลลาฮ มุหัมมัด บิน อับดิลลาฮ อัล-หากิม อัน-นัยสะบูรีย์(เสียชีวิตปีฮิจเราะฮฺที่ 405)ได้กล่าวภายหลังการรายงานพร้อมสายรายงานของมันถึงสองคำที่เกี่ยวข้องกับอะฮฺลุลหะดีษ ว่า : อุมัร บิน หัฟสฺ บิน ก็อยยาษ กล่าวว่า ฉันได้ยินคนถามพ่อของฉันว่า “ท่านไม่เคยเห็นอัศหาบุลหะดีษและสิ่งที่มีอยู่ในตัวพวกเขาหรือ?” ท่านกล่าวว่า “พวกเขาคือชาวโลกที่ดีที่สุด” และมีรายงานจากท่านอบูบักร บิน อัยยาศ กล่าวว่า“แท้จริง ฉันคิดว่า อะฮฺลุลหะดีษ คือ มนุษย์ที่ดีที่สุด”
    หลังจากนั้น ท่าน(อบูอับดิลลาฮ อัล-หากิม)กล่าวว่า "ทั้งสองยืนยันว่า อัสหาบุลหะดีษ คือ มนุษย์ที่ดีที่สุด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? (นั่นก็เพราะว่า)พวกเขาได้สละดุนยาของเขาทั้งหมดไว้ข้างหลังพวกเขา แล้วให้งานเขียนเป็นอาหาร ให้การวิเคราะห์วิจัยเป็นสำรับ และการทบทวน(สิ้งดังกล่าว)เป็นการพักผ่อน..."
    และสุดท้ายท่านกล่าวว่า "ดังนั้น ความนึกคิดของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความหอมวานต่อสุนนะฮฺ หัวใจของพวกเขาอัดแน่นอนไปด้วยความพึงพอใจต่อทุกสภาพการณ์ ความสุขของพวกเขา ก็คือ การได้ศึกษาเรียนรู้สุนนะฮฺ งานรักของเขาคือการเข้าร่วมมัจญ์ลิส(สถานชุมนุม)แห่งความรู้ พี่น้องของเขา คือ อะฮฺลุสสุนนะฮฺ และศัตรูของพวกเขา คือ อะฮฺลุลอิลฮาด (พวกปฏิเสธพระเจ้า)และอะฮฺลุลบิดอะฮฺ" (มะอฺริฟะตุล อุลูมุล หะดีษ 1-4)
    ชัยคฺ รอบิอฺ บิน ฮาดีย์ อัล-มัดเคาะลีย์ กล่าวถึงอัศหาบุลหะดีษไว้ว่า "พวกเขาคือผู้เดินตามแนวทางของบรรดาเศาะหาบะฮฺและตาบิอีน ซึ่งปฏิบัติตามพวกเขาด้วยความดีงามในการยึดมั่นต่ออัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ และกัดมันอย่างหนักแน่นด้วยฟันกราม ให้ทั้งสองสิ่งอยู่เหนือกว่าคำพูดและคำชี้นำอื่นทั้งมวล ไม่ว่าจะในเรื่องอะกีดะฮฺ อิบาดะฮฺ มุอามะละฮฺ อัคลาค การเมือง หรือสังคม
    ดังนั้น พวกเขาจึงเป็นผู้ที่มั่นคงในหลักพื้นฐานและสิ่งปลีกย่อยของศาสนานี้ อย่างถูกต้องสอดคล้องกับสิ่งที่อัลลอฮทรงประทานลงมาและวะฮีย์แก่เราะสูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปวงบ่าวของพระองค์ พวกเขาดำรงอยู่บนการทำงานดะอฺวะฮฺ เรียกร้องไปสู่สิ่งดังกล่าวอย่างจริงจังและซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณ(แห่งงานดะอฺวะฮฺ)อย่างมั่นคง พวกเขาคือผู้นำพาความรู้ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทำความสะอาดมันให้บริสุทธิ์จากการบิดเบือนของผู้ละเมิดขอบเขต จากความมดเท็จของคนมดเท็จ และจากการตีความของคนโง่เขลา ด้วยเหตุนี้  พวกเขาจึงคอยสอดส่อง ระมัดระวังกลุ่มชนที่หลงออกจากครรลองอิสลาม เช่น ญะฮฺมียะฮฺ , เคาะวาริจญ์ , รอฟิเฎาะฮฺ , มุรญิอะฮฺ , เกาะดะรียะฮฺ และทุกแนวทางที่แยกออกจากแนวทางของอัลลอฮในทุกยุคทุกสมัยและทุกพื้นที่ พวกเขา(อัศหาบุลหะดีษ)จะไม่สนใจต่อคำกล่าวร้าย(และสาปแช่ง)ของผู้กล่าวร้าย...."
    และในตอนท้าย ท่านกล่าวว่า พวกเขาคือกลุ่มชนที่ปลอดภัย/ประสบความสำเร็จ(ฟิรเกาะฮฺ นาญิยะฮฺ) ซึ่งยืนหยัดอยู่บนสัจธรรม และได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา(ฏออิฟะฮฺ มันศูเราะฮฺ) แล้วกล่าวว่า "พวกเขา  มาภายหลังบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ด้วยการปกครองดูแลของอัล-คุละฟาอ์ อัร-รอชิดีน พวกเขาคือ ตาบิอีน , พวกเขาคือ : ผู้ปกป้องอากิดะฮฺ
    ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น พวกเขาคือนำพาความรู้จากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม พวกเขาคือผู้ปกป้องและชำระมันให้บริสุทธิ์จากการบิดเบือน สิ่งมดเท็จ และการตีความของอะฮฺลุลบิดอะฮฺ
    ดังนั้น เมื่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺกลุ่มแรก คือ เคาะวาริจญ์ปรากฏตัวขึ้น ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ และบรรดาเศาะหาบะฮฺจึงลุกขึ้นต่อต้านพวกเขา ต่อสู้และปฏิบัติตามรายงานจากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่สั่งให้สังหารพวกเขา และแจ้งข่าวดีว่า การสังหารพวกเขา คือ การสร้างความใกล้ชิด(อิบาดะฮฺ)กับอัลลอฮ(เพราะพวกเคาะวาริจญ์ คือ ผู้บ่อนทำลายศาสนาของอัลลอฮและสร้างความวุ่นวายในแผ่นดิน)”
(ดู มะวากิฟุศ เศาะหาบะฮฺ ฟิล ฟิตนะฮฺ บทที่ 3 เล่ม 2 หน้า 191 โดย ดร.มุหัมมัด อะหฺมาซูน)
    เมื่อชีอะฮฺเกิดขึ้น ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ลงโทษด้วยแส้ต่อคนที่กล่าวว่าท่านดีกว่าท่านอบูบักรฺ และอุมัรด้วยการเขี่ยน 80 ครั้ง และผู้ที่เลยเถิดในหมู่พวกเขา ที่ยกย่องท่านอลีจนถึงขึ้นของอุลูฮิยะฮฺ(การเป็นพระเจ้า) ก็ถูกท่านเผาไฟ(ดู ฟะตาวา ชัยคุลอิสลาม)
    เช่นเดียวกัน เมื่อมีข่าวมาถึงท่านอับดุลลอฮ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่ามีกลุ่มชนนั้นปฏิเสธตักดีร(การกำหนดสภาวการณ์)ของอัลลอฮ และกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ท่านจึงกล่าวแก่ผู้นำข่าวนั้นมาว่า “เมื่อท่านพบพวกเขา จงแจ้งแก่พวกเขาว่า ฉันขอแยกตัว(อัล-บะรออ์)จากพวกเขา และพวกเขาก็แยกตัวจากฉันด้วย! ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ หากคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขาครอบครองทองคำเท่าภูเขาอุหุด และใช้จ่ายไปในหนทางของอัลลอฮ อัลลอฮก็จะมิทรงตอบรับจากพวกเขา จนกว่าเขาจะศรัทธาต่อตักดีรแห่งความดีและความชั่วของพระองค์”(บันทึกโดย มุสลิม 1/36)
    อิมามมาลิกเอง เมื่อถูกถามเกี่ยวกับคนที่กล่าวว่า อัล-กุรอาน คือ มัคลูก(สิ่งถูกสร้าง) ท่านกล่าวว่า “เขาปฏิบัติตามความคิดของกาฟิร(หมายถึง เขาเป็นกาฟิร) จงฆ่าเขา!!”
    ท่านอิบนุล มุบาร็อก , อัล-ลัษลฺ บิน สะอดฺ , อิบนุ อุยัยนะฮฺ ,  ฮาชิม , อลี บิน อาศิม , หัฟสฺ บิน เกาะยาษ รวมถึงวากิอฺ บิน ญัรรอหฺ ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับท่านอิมามาลิก ทัศนะเช่นนี้ยังมีรายงานมาจากอิมามอัษ-เษารีย์ , วะฮฺฮาบ บิน ญะรีร และยาซีด บิน ฮารูน อีกด้วย (โดยพวกเขากล่าว)ว่า “พวกเขาจะต้องทำการเตาบะฮฺ(กลับเนื้อกลับตัว) หากปฏิเสธ ก็จงตัดคอพวกเขาเสีย”(ชัรหฺ อุศูล อิอฺติกอด 494 , ค็อลกุ อัฟอาลิล บิอาด หน้า 25 , อัชอะรียยะฮฺ โดย อัล-อะญุรรีย์ หน้า 79 และชัรหุส สุนนะฮฺ-อัล-บะฆอวีย์ 1/187)
    ท่านรอบิอฺ บิน สุลัยมาน อัล-มุรอดีย์ สหายของอิมามชาฟิอีย์ กล่าวว่า “เมื่อหัฟสฺ อัล-ฟัรดีย์ ชวนอิมามชาฟิอีย์พูดคุยด้วย และเขากล่าวว่า อัล-กุรอาน คือ มัคลูก” อิมามชาฟิอีย์จึงกล่าวแก่เขาว่า “อิมามชาฟิอีย์เคยถูกถามถึงการอิสตะวา(ประทับ)ของอัลลอฮบนอรัช(บัลลังถ์)ของพระองค์ ท่านกล่าวว่า : อิสตะวา เป็นที่รู้กัน แต่อย่างไรนั้นไม่ทราบ และการถามถึงสิ่งนั้น คือ บิดอะฮฺ และฉันไม่มองท่าน เว้นแต่คือ อะฮฺลุลบิดอะฮฺ! หลังจากนั้น(ผู้ถาม)ก็ถูกสั่งให้ออกไปและท่านก็ยืนยันว่า อัลลอฮทรงอยู่บนท้องฟ้า และท่านก็เคยไล่คนๆหนึ่งออกจากมัจญ์ลิสของท่าน เพราะเขาคือมุรญิอะฮฺ”(ชัรหฺ อุศูล อิอฺติกอด 664)
    สะอีด บิน อะมีร กล่าวว่า “อัล-ญะฮฺมียยะฮฺ มีถ้อยคำที่เลวทรามยิ่งกว่ายะฮูด(ยิว)และนะศอรอ(คริศต์)เสียอีก ยะฮูดและนะศอร และพวกนับถือศาสนา(ที่เชื่อในพระเจ้า)ทั้งหมด ต่างก็ยอมรับตรงกันว่า พระเจ้าอยู่บนบัลลังถ์(ข้างบน) แต่พวกเขา(อัล-ญะฮฺมียยะฮฺ)กลับกล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดทั้งนั้นบนอรัชฺ!!”(ค็อลกุ อัฟอาลิล อิบาด หน้า 15)
    ท่านอิบนุล มุบาร็อก กล่าวว่า “เราจะไม่กล่าวเช่นคำกล่าวของพวกญะฮฺมียยะฮฺที่ว่า พระองค์(อัลลอฮ)ทรงอยู่บนแผ่นดิน แต่(เราจะกล่าวว่า)อัลลอฮทรงอิสตะวาบนอรัชของพระองค์” เมื่อถูกถามว่า “เราจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าของเราได้อย่างไร?” ท่านตอบว่า “พระองค์ทรงอยู่บนอรัช....แท้จริง เราเคยเล่าคำพูดของพวกยะฮูดและนะศอร แต่เราไม่อยากเล่าถึงคำพูดของพวกญะฮฺมียยะฮฺเลย”(ค็อลกุ อัฟอาลิล อิบาด-อัลบุคอรีย์ หน้า 15 , อัส-สุนนะฮฺ-อับดุลลอฮ บิน อะหฺมัด บิน อัมบัล 1/111 และร็อบบฺ อะลัล ญะฮฺมียยะฮฺ-อัดดาริมีย์ หน้า 21 และ 184)
    อิมามอัล-บุคอรีย์ กล่าวว่า “ฉันได้เห็นคำพูดของยะฮูด นะศอรอ และมะญูสีย์ แต่ฉันไม่เคยพบเห็นพวกที่หลงผิดในการปฏิเสธศรัทธายิ่งกว่าพวกเขา(ญะฮฺมียยะฮฺ) และแท้จริง ฉันถือว่าคนที่ไม่ตักฟีรพวกเขา คือ คนโง่เขลา ยกเว้นผู้ที่ไม่รู้ถึงการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาเท่านั้น”(ค็อลกุ อุฟอาลิล อิบาด หน้า 19)
    รายงานจากบันทึกของอัล-บัยฮากีย์ด้วยสายรายงานที่ดี จากท่านอัล-เอาซาอีย์ ท่านกล่าวว่า “ฉันและตาบิอีนทั้งหมด กล่าวว่า แท้จริง อัลลอฮทรงอยู่บนอรัชของพระองค์ และเราศรัทธาต่อคุณลักษณะทั้งหมดที่มีรายงานอยู่ในสุนนะฮฺ”
    อบุลกอศิมกล่าวสายรายงานไปถึงมุหัมมัด บิน หะสัน อัช-ชัยบานีย์ ว่า เขากล่าวว่า “บรรดาฟุเกาะฮาอ์(อุละมาอ์)ทั้งหมดจากตะวันออกและตะวันตกต่างมีมติพ้องกันบนการศรัทธาต่ออัล-กุรอานและอัล-หะดีษที่นำมาโดยนักรายงานที่ษิเกาะฮฺ(เชื่อถือในคุณธรรมของเขาได้) จากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกี่ยวกับคุณลักษณะของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา โดยไม่มีการตัชบิฮฺ(เปรียบเทียบ)และตัฟสีร(อรรถาธิบาย/ตีความ) ผู้ใดที่ตีความสิ่งหนึ่งจากคุณลักษณะของอัลลอฮ และเอ่นกล่าวถ้อยคำเช่นเดียวกับคำกล่าวของญะฮมฺ(บิน สุฟยาน) ดังนั้น เขาได้แยกออกจากสิ่งที่มีอยู่ ณ ที่เราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเศาะหาบะฮฺของท่านแล้ว และเขาได้แยกตัวเองออกจากอัล-ญะมาอ์ เพราะตีความอัลลอฮด้วยคุณลักษณะที่หามีอยู่ไม่”(ชัรหฺ อุศูล อิอฺติกอด อะฮฺลุสสุนนะฮฺ  740)
    ท่านอิบนุ อบีหาติม บันทึกในมะนากิบ ชาฟิอีย์ จากยูสุน บิน อับดุลอะอฺลา ว่า ฉันได้ยินอิมามชาฟิอีย์ กล่าวว่า “อัลลอฮทรงคัดเลือกพระนามและคุณลักษณะที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ ผู้ใดปฏิเสธมันภายหลังที่หลักฐานได้ถูกนำเสนอแก่เขาแล้ว ดังนั้น เขากลายเป็นกาฟิรแล้ว แต่หากปฏิเสธก่อนได้รับหลักฐาน ก็เป็นที่เข้าใจว่าเขาโง่เขลา เพราะความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยเหตุผล ความฝัน และความคิด ดังนั้น เราขอยืนยันในคุณลักษณะทั้งหลายนี้(ของพระองค์)และขอปฏิเสธการเปรียบเทียบ ดังเช่นที่อัลลอฮทรงปฏิเสธด้วยตัวของพระองค์เอง”(ดู ฟัตหุล บารีย์ 13/406-407)
    อบูอีซา มุหัมมัด บิน อีซา อัต-ติรมีซีย กล่าวภายหลังได้รายงานหะดีษเกี่ยวกับการที่อัลลอฮทรงรับการเศาะดะเกาะฮฺด้วยพระหัตถ์ของพระองค์(มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ)ว่า “ไม่มีอะฮฺลุลอิลมฺ(อุละมาอ์)สักคนเดียวที่กล่าวถึงหะดีษนี้และที่คล้ายคลึงนี้ จากรายงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของอัลลอฮ เช่น การเสด็จลงมาของพระองค์สู่โลกดุนยาในทุก(ช่วงท้ายของ)ค่ำคืน  พวกเขาทั้งหมดกล่าวว่า : รายงานต่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดเจน , ได้รับการศรัทธา , (ต้อง)ไม่สุ่มเดา และไม่กล่าวว่า "อย่างไร" และนั่นคือคำพูดของอุละมาอ์จากอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺทั้งหมดด้วย”
    นั่นคือตัวอย่างคำพูดของพวกเขาในการปกป้องและคุ้มครองอะกีดะฮฺที่มาจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ อัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์ เราะหิมะฮุลลอ นำเสนอจากท่านอบูหาติม จากท่านอับดุลลอฮ บิน ดาวูด อัล-คูร็อยบีย์ ว่า “อัศหาบุลหะดีษ และผู้นำพาความรู้นี้ คือ ผู้ไว้วางใจของอัลลอฮสำหรับศาสนาของพระองค์ และคือผู้ปกป้องคุ้มครองสุนนะฮฺของเราะสูลุลลอฮ ตราบเท่าที่เขาดำรงบนความรู้และการปฏิบัติตาม”
    อิมามอัษ-เษารีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ยืนยันว่า “มลาอิกะฮฺ คือ ผู้ดูแลชั้นฟ้า ส่วนอัศหาบุลหะดีษนั้น คือ ผู้ดูแลแผ่นดิน”
    อิบนุ ซุร็อย เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกศาสนาจะมีทหารม้า และทหารม้าสำหรับศาสนานี้ ก็คือ อัศหาบุลอะสานีด(อัศหาบุลหะดีษ)”
    ถูกต้องแล้ว อัศหาบุลหะดีษ คือ กำลังพลสำคัญของศาสนานี้ พวกเขาคือผู้ปกป้องและดูแลศาสนาจากการบิดเบือน ความหลงผิด และการมดเท็ของพวกมุนาฟิกและอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ถึงขนาดว่า อัศหาบุลหะดีษทั้งหมดต่างก็ประพันธ์หนังสือมากมายเกี่ยวกับอะกีดะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ พร้อมกับตอบโต้/หลักล้างอะกีดะฮฺและความเข้าใจที่เป็นบิดอะฮฺและหลงทางทั้งมวล ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นฟุเกาะฮาอ์ หรือมุฟัสสิร หรืออุละมาอ์ ต่างก็คือ อะฮฺลุลหะดีษ ขออัลลอฮทรงประทานผลบุญแก่พวกเขาด้วยการงานของพวกเขา และทรงตอบแทนผลบุญแก่ความพยายามของพวกเขาซึ่งประชาคมมุสลิมจะได้รับประโยชน์จากความรู้ที่พวกเขาบันทึก รายงานที่พวกเขารวบรวม และหะดีษที่พวกเขาตรวจสอบอย่างแน่นอน
    สุดท้าย เรามาใคร่ครวญคำพูดของท่านอิมามชาฟิอีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺต่อไปนี้กันเถิด ท่านกล่าวว่า "เมื่อใดที่ฉันมองไปยังคนหนึ่งคนใดจากอัศหาบุลหะดีษ เสมือนว่าฉันกำลังมองเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฟื้นชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง"(บันทึกโดย อัล-เคาะฏีบ ด้วยสายรายงานที่เศาะฮีหฺ , ชะรอฟุล อัศหาบุล หะดีษ หน้า 26)

رَبَّنَا اغْفِرْ لَنَا وَلِإِخْوَانِنَا الَّذِينَ سَبَقُونَا بِالْإِيمَانِ وَلَا تَجْعَلْ فِي قُلُوبِنَا غِلًّا لِّلَّذِينَ آمَنُوا رَبَّنَا إِنَّكَ رَؤُوفٌ رَّحِيمٌ

ข้าแต่พระเจ้าของเราทรงโปรดอภัยให้แก่เราและพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา และขอพระองค์อย่าได้ให้มีการเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา ข้าแต่พระเจ้าของเรา แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ

(สูเราะฮฺอัล-หัชรฺ 59 : 10)

ที่มา : วารสาร สะละฟีย์ ฉบับที่ 4 ซุลเกาะอฺดะฮฺ 1415
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 01, 2011, 05:27:28 PM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2011, 05:46:19 PM »



ตาบิอีน : ผู้เจริญรอยตามหะดีษ


คำจำกัดความ

    ในด้านภาษา คำว่า ตาบิอีน คือ คำพหูกจน์ จากคำว่า ตาบิอี หรือตาบิอฺ  ตาบิอฺ คือ  ประธาน จากคำกริยาว่า ตาบิอะ เมื่อกล่าวว่า ตาบิอะฮู ฟุลาน ก็หมายถึงว่า มาชา ค็อลฟะฮุ(ชายคนนั้นเดินอยู่ข้างหลังเขา)
ในด้านการนำมาใช้ หมายถึง บุคคลที่ทันพบเจอกับเศาะหาบะฮฺในสภาพที่เป็นมุสลิมและเสียชีวิตในฐานะของมุสลิม(คือ อยู่ในอิสลาม) มีกล่าวว่า ตาบิอีน คือ บุคคลที่มาแทนที่เศาะหาบะฮฺ

ประโยชน์

    ส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่ได้รู้จักตาบิอีน ก็คือ สามารถแยกแยะหะดีษมุรสัล(คำพูของตาบิอีนที่รายงานตรงไปยังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม โดยไม่เอ่ยชื่อเศาะหาบะฮฺ)และหะดีษมุตตะศิล(สายรายงานเชื่อมต่อกันโดยไม่ขาดสายจนถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้

ระดับขั้นของตาบิอีน

    บรรดาอุละมาอ์มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องระดับขั้นของตาบิอีน ด้วยเหตุนี้  พวกเขาจึงแบ่งไปตามความคิดเห็นของตนเองไป เช่น
1.   อิมามมุสลิม แบ่งเป็น 3 ระดับ
2.   อิบนุ สะอดฺ แบ่งเป็น 4 ระดับ
3.   อัล-หากิม แบ่งเป็น 15 ระดับ ระดับแรกคือ กลุ่มที่ทันพบเจอกับเศาะหาบะฮฺสิบท่านได้รับแจ้งข่าวดีว่าได้เข้าสวรรค์

มุค็อดเราะมีน คือใคร?

    คำว่า มุค็อดเราะมีน เป็นคำพหูพจน์ของคำว่า มุค็อดร็อม ซึ่งมีความหมายว่า บุคคลที่มีชีวิตในสมัยญาฮิลียยะฮฺและสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และได้เข้ารับอิสลาม แต่ว่า ไม่เคยพบเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทัศนะที่ถูกต้องนั้น มุค็อดเราะมีน จัดอยู่ในบรรดาตาบิอีน จำนวนของพวกเขามีจำนวนประมาณ 20 คนตามการนับของอิมามมุสลิม
    แต่ทัศนะที่ดูเหมาะสมกว่า จำนวนของพวกเขามีมากกว่านั้น ส่วนหนึ่งของพวกเขา เช่น อบูอุษมาน อัน-นะหฺดีย์ และอัล-อัสวัด บิน ยะซีด อัน-นะคออีย์ (เป็นต้น)

ฟุเกาะฮาอ์ทั้งเจ็ด คือใคร?

    ในบรรดาอุละมาอ์ที่ยิ่งใหญ่มากมายจากตาบิอีนนั้น มีกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่า อัล-ฟะเกาะฮาอ์ อัส-สับอะฮฺ(ฟุเกาะฮาอ์ทั้งเจ็ด) พวกเขาคืออุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ในรุ่นตาบิอีน และทั้งหมดมาจากมะดีนะฮฺ ได้แก่
1.   สะอีด บิน อัล-มุสัยยับ
2.   อัล-กอศิม บิน มุหัมมัด
3.   อุรวะฮฺ บิน อัซ-ซุบัยรฺ
4.   คอริญะฮฺ บิน ซัยดฺ
5.   อบูสะละมฺ บิน อับดุรเราะหฺมาน
6.   อุบัยดิลลาฮ บิน อับดุลลอฮ บิน อุตบะฮฺ
7.   สุลัยมาน บิน ยะสาร
     (ในเรื่องนี้ ท่านอิบนุล มุบาร็อกจัดให้สาลิม บิน อับดุลลอฮ บิน อุมัร แทนที่อบูสะละมะฮฺ ส่วนท่านอบูอัซ-ซินาด บรรจุท่านอบูบักรฺ บิน อับดุรเราะหฺมาน แทนที่ทั้งสองคน คือ สาลิม และอบูสะละมะฮฺ)

ใครคือตาบิอีนที่ประเสริฐที่สุด
 
    อุละมาอ์มีความเห็นแตกต่างกันว่า ในหมู่ตาบิอีนนั้น ใครคือผู้ที่ประเสริฐที่สุด ทัศนะส่วนมาก(มัชฮูร)กล่าวว่า ผู้ที่ประเสริฐที่สุด คือ “สะอีด บิน อัล-มุสัยยับ” อบูอับดิลลาฮ  บิน คอฟิฟ อัช-ชัยรอซีย์ กล่าวว่า “ชาวเมืองมะดีนะฮฺกล่าวว่า ตาบิอีนที่ประเสริฐที่สุด คือ สะอีด บิน อัล-มุสัยยับ ชาวเมืองกูฟะฮฺกล่าวว่า อุวัยสฺ อัล-ก็อรนีย์ ชาวเมืองบัศเราะฮฺกล่าวว่า อัล-หะสัน อัล-บัศรีย์”

ใครคือตาบิอียาต(ตาบิอีนหญิง)ที่ประเสริฐที่สุด

    อบูบักรฺ บิน อบูดาวูด กล่าวว่า “หญิงสองคนจากตาบิอียาตที่ประเสริฐที่สุด คือ หัฟเศาะฮฺ บินติ สิรีน และอัมเราะฮฺ บินติ อับดุรเราะหฺมาน และหลังจากนั้น คือ อุมมุด ดัรดาอ์” (ในที่นี้ หมายถึง อุมมุด ดัรดาอ์ อัศ-ศุฆรอ(ภรรยาสาวของท่านอบูดัรดาด์) ชื่อว่า ฮุญัยมะฮฺ(บางคนก็บอกว่าชื่อ ญุฮัยมะฮฺ) ส่วนอุมมุด ดัรด์ อัล-กุบรอ(ภรรยาใหญ่ของท่านอบูดัรดาอ์)นั้น ชื่อว่า ค็อยเราะฮฺ เธอคือเศาะหาบิยะฮฺ)

หนังสือที่โด่งดังที่สุดเกี่ยวกับตาบิอีน

    ส่วนหนึ่ง คือ หนังสือ มะอฺริฟะฮฺ อัต-ตาบิอีน เขียนโดย อบูอัล-มิษร็อฟ บิน ฟุฏ็อยสฺ อัล-อันดะลูสีย์(อัร-ริสาละฮฺ อัล-มุสตัฏรีฟะฮฺ หน้า 105)


    ที่มา : ตัยสีร มุศเฏาะลาหฺ อัล-หะดีษ เขียนโดย ดร.มะหฺมูด อัฏ-เฏาะฮฺฮาน หน้า 202-203 พิมพ์โดย มักตะบะฮฺ อัล-มะอาริฟ , ริยาฎ ปี 1997/1417 ฮศ.

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 01, 2011, 08:06:41 PM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2011, 08:40:55 PM »


ความรู้วิชา อัล-ญะเราะหฺ วัต-ตะอ์ดีล

วิชา อัล-ญะเราะหฺ วัต-ตะอ์ดีล

    อัล-ญะเราะหฺ ในทางภาษาแล้ว เป็นคำ อิสมฺ มัศดัร(คำนามเดิม) ซึ่งมีความหมายว่า แผลที่มีเลือดไหล หรือสิ่งที่ทำให้อะดาละฮฺของคนๆหนึ่งลดลง(ลิสานุล อรับ ค้นหาคำว่า “ญะเราะหะ”)
    *อะดาละฮฺ ผันมาจากคำว่า อัดลฺ มีความหมายว่า ความเที่ยงธรรม หรือความยุติธรรม
    อัล-ญะเราะหฺ ในทางการนำไปใช้ คือ การมองถึงคุณลักษณะของนักรายงานหะดีษที่ลดความมีอะดาละฮฺของเขา และที่ทำลายความจำของเขา จนเป็นสาเหตุให้การรายงานของเขาไม่ถูกตอบรับ หรือลดความน่าเชื่อถือ จนกระทั่งถูกปฏิเสธไปเลย
    -อัต-ตัจญ์ริหฺ คือ การให้คุณลักษณะแก่นักรายงานหะดีษด้วยคุณลักษณะที่ทำให้รายงานของเขาอ่อนน้ำหนักลง หรือไม่ถูกตอบรับ

    อัล-อัดลุ ในทางภาษา หมายถึง ความเที่ยงตรงในหัวใจ ; ตรงข้ามกับการอธรรม/เนรคุณ และคนที่อาดิล(ผู้ยุติธรรม)นั้น หมายถึงว่า การเป็นพยานของเขาถูกตอบรับ ส่วนคำว่า อัต-ตะอ์ดีล หมายถึง การชำระและการทำความสะอาดให้บริสุทธิ์
    อัล-อัดลุ ในทางการนำไปใช้ คือ ผู้ที่ไม่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาสนาและบุคลิกภาพของเขา ดังนั้น การรายงานและการเป็นพยานของจึงถูกตอบรับ เมื่อครบเงื่อนไขการรายงานหะดีษ(ได้แก่ อิสลาม(เป็นมุสลิม)/บาลิฆ(บรรลุศาสนภาวะ)/อากิ้ล(สติสัมปชัญญะสมบูรณ์)และความจำดี)
    -อัต-ตะอ์ดีล คือ การให้คุณลักษณะแก่นักรายงานหะดีษด้วยคุณลักษณะที่ทำให้เขามีความบริสุทธ์ ซึ่งทำให้เขามีอะดาละฮฺ และการรายงานของเขาก็จะถูกตอบรับ

    และด้วยพื้นฐาน/ความเข้าใจอันนี้  วิชาอัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล จึงหมายถึงว่า วิชาที่ว่าด้วยความบกพร่องและความเที่ยงธรรม(อะดาละฮฺ)ของนักรายงานหะดีษ ด้วยการใช้ถ้อยคำเฉพาะต่างๆในการเรียกขาน เพื่อการตอบรับหรือการปฏิเสธรายงานของพวกเขา(อุศูลุ อัล-หะดีษ หน้า 260 และบทนำหนังสือ อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล 3/1)

การพัฒนาวิชา อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล

    บรรดาอุละมาอ์สนับสนุนให้ทำการญะเราะหฺและดะอ์ดีล และไม่ถือว่าสิ่งดังกล่าวเป็นการนินทาซึ่งต้องห้ามแต่อย่างใด โดยมีหลักฐานสนับสนุนดังนี้
1.   ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวแก่ชายคนหนึ่งว่า “(และ)นั่นคือพี่น้องที่ชั่วที่สุดในครอบครัวของเขา”(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์)
2.   ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวแก่ฟาฏิมะฮฺ บินติ ก็อยสฺ ที่ถามถึงท่านมุอาวิยะฮฺ บิน อบีสุฟยาน และอบูญะฮม ซึ่งก็ได้รับคำตอบมาว่า
“อบูญะฮมฺนั้น เขาไม่เคยวางไม้เท้าลงจากไหล่ของตัวเองเลย(ชอบตีภรรยา) แต่มุอาวิยะฮฺนั้น เขาเป็นมิสกีน(คนจน) และไม่มีทรัพย์สิน”(บันทึกโดย มุสลิม)

สองหะดีษข้างต้น ถือเป็นหลักฐาน อัล-ญะเราะหฺ ในเชิงนะศีหะฮฺและการก่อผลดี ส่วน อัต-ตะอ์ดีล นั้น มีหลักฐานดังนี้
1.   ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กว่าวว่า “บ่าวที่ดีที่สุดคนหนึ่งของอัลลอฮ คือ คอลิด บิน วะลีด เขาคือหนึ่งในดาบทั้งหลายของอัลลอฮ”(บันทึกโดย อะหฺมัด และอัต-ติรมีซีย์ จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ)

    ดังนั้น บรรดาอุละมาอ์จึงอนุญาต อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล เพื่อดูแปลปกป้องชะรีอะฮฺและศาสนานี้ มิใช่เพื่อการเหยียดหยามมนุษย์ อนุญาตให้กระทำการ ญะเราะหฺ ต่อพยานในชั้นศาลฉันใด การญะเราะหฺต่อนักรายงานหะดีษก็เป็นที่อนุญาติฉันนั้น ใช่เพียงแค่นั้น การสนับสนุนและค้นหาความจริงในปัญหาศาสนานั้น ย่อมสำคัญยิ่งกว่าปัญหาสิทธิและทรัพย์สินอย่างแน่นอน
    อัล-ญะเราะหฺ และอัต-ตะอ์ดีล ในวิชาหะดีษเป็นสิ่งที่แพร่หลายในหมู่เศาะหาบะฮฺ ตาบิอีน และบรรดาอุละมาอ์ภายหลังของเขาจนถึงปัจจุบัน เพราะหวั่นกลัวต่อสิ่งที่ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ตักเตือนไว้ ความว่า
     “จะมีขึ้นแก่อุมมะฮฺรุ่นสุดท้ายของฉัน บุคคลซึ่งบอกเล่าหะดีษแก่พวกท่านในสิ่งที่พวกท่านและบิดาของพวกท่านไม่เคยได้ยินมันมาก่อน ดังนั้น จงระมัดระวังพวกเขาเถิด และจงระมัดระวังพวกเขาเถิด”(บทนำเศาะฮีห มุสลิม)
    จากท่านยะหฺยา บิน สะอีด อัล-เกาะฮฺฏอน กล่าวว่า ฉันเคยถามท่านสุฟยาน อัษ-เษารีย์ ,ชุอฺบะฮฺ และมาลิก และท่านสุฟยาน บิน อุยัยนะฮฺ เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ไม่เคร่งครัดในหะดีษ แล้วก็มีชายคนหนึ่งมาหาฉันและถามเกี่ยวกับเขา พวกเขากล่าวว่า “จงประกาศเถิดว่า หะดีษของเขาไม่แข็งแรง(เชื่อถือไม่ได้)”(บทนำเศาะฮีหฺ มุสลิม)
    จากอบูอิสหาก อัล-ฟะซารีย์ กล่าวว่า “จงบันทึกจากบากิยยะฮฺ ในสิ่งที่เขารายงานจากผู้คนที่เป็นที่รู้จัก และจงอย่าบันทึกจากเขา ซึ่งสิ่งที่เขารายงานผู้คนที่ไม่เป็นที่รู้จัก และท่านจงอย่าเขียนสิ่งที่มาจากอิสมาอีล บิน อิยาศ ที่เขารายงานมาจากบุคคลที่เป็นที่รู้จักหรือนอกเหนือจากนั้น”(บากิยยะฮฺ บิน อัล-วะลีด กระทำการดัดลีส-ปิดบังรายชื่อนักรายงานที่เฎาะอีฟ-บ่อยครั้งมาก)
    เราสามารถรับรู้ถึงหะดีษเศาะฮีหฺและเฎาะอีฟได้ ก็ด้วยการตรวจสอบของบรรดาอุละมาอ์ผู้ทรงความรู้ที่อัลลอฮทรงประทานความเมตตาและความสามารถแก่เขาให้ได้รู้ถึงสถานภาพของนักรายงาน มีผู้กล่าวกับท่านอิบุล มุบาร็อกว่า “(เราจะทำอย่างไรกับ)หะดีษที่ถูกปลอมแปลงนี้?” ท่านตอบว่า “บรรดาอุละมาอ์ผู้มีความรู้จะจัดการกับมันเอง”
    การส่งต่อหะดีษและผู้รายงานมันนั้น ก็คือการส่งต่อศาสนานั่นเอง ดังนั้น จึงจำเป็นสำหรับชะรีอะฮฺนี้ที่จะต้องทำการตรวจสอบสภาพของนักรายงานและความเที่ยงธรรมของพวกเขา นั่นคือ เขาจะต้องเป็นคนที่มีอมานะฮฺ(ความรับผิดชอบ) , เข้าใจศาสนา , มีความตักวา(ยำเกรง) , ท่องจำและตรวจสอบหะดีษได้ , ไม่ขี้ลืมและสงสัย การละเลยต่อสิ่งดังกล่าวทั้งหมดอาจเป็นสาเหตุให้กระทำการมดเท็จต่อท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้
    มีผู้กล่าวกับท่านยะหฺยา บิน สะอีด อัล-เกาะฮฺฏอน ว่า “ท่านไม่กลัวเป็นศัตรูกับบุคคลที่ท่านละทิ้งหะดีษของเขาหรือ?” ท่านกล่าวว่า “การที่พวกเขาเป็นศัตรูกับฉันนั้น เป็นสิ่งดีกว่าสำหรับฉัน ที่จะให้ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม เป็นศัตรูต่อฉัน ซึ่งท่านจะกล่าวว่า : ทำไมพวกท่านพวกท่านรับเอาหะดีษในนามของฉัน ทั้งที่ท่านก็รู้ว่าสิ่งนั้นคือ ความมดเท็จ”(อัล-กิฟายะฮฺ หน้า 144)

ความแตกต่างของระดับชั้นนักรายงาน

    ระดับชั้นของนักรายงานมีความแตกต่างกัน :
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่ อัษ-ษับตฺ(มั่นคง) , อัล-หาฟิซ(ความจำดี) , อัล-วาริอฺ(คนดี/เคร่งครัด) , อัล-มุตกิน(เข้มงวด) , อัน-นะกิด(ให้ความสำคัญกับหะดีษ) ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ ไม่มีความขัดแย้งใดๆต่อตัวเขา และถูก อัล-ญะเราะหฺ วัต-ตะอ์ดีลของเขานั้นได้รับการรับรอง และทัศนะของของเขาต่อนักรายงานนั้น สามารถนำมาเป็นหลักฐาน/สิ่งยืนยันได้
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่มีคุณลักษณะ อัล-อัดลฺ(ยุติธรรม)ในตัวเอง มั่นคงในการรายงาน สัจจริง ซื่อสัตย์และในการเผยแพร่มัน มีความเคร่งครัดในศาสนา มีความจำและให้ความสำคัญต่อหะดีษเป็นอย่างดี ดังกล่าวนี้ คือ นักรายงานหะดีษที่มีความเที่ยงธรรม หะดีษของเขาสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ และบุคลิกภาพของเขาก็เชื่อถือได้
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่พูดจริง เคร่งครัดในศาสนา เป็นคนดี และมีตักวา อีกทั้งยังมั่นคง แต่บางครั้ง เขารายงานผิดไป บรรดาอุละมาอ์ก็จะทำการตรวจสอบหะดีษของเขา แต่หะดีษของเขาก็ยังสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่พูดจริง เคร่งครัด และมีตักวา แต่บางครั้งเผลอเรอ สงสัย ผิดพลาด และหลงลืม ดังกล่าวนี้ สามารถบันทึกหะดีษที่เกี่ยวข้องกับการตัรฆีบ(จูงใจ-เชิญชวนสู่การทำความดี)และตัรฮีบ(การข่มขู่) ได้ รวมถึงเรื่องความสมถะและเรื่องมารยาทด้วย แต่ในเรื่องหะลาลและหะรอมนั้น ไม่อนุญาติให้นำมาเป็นหลักฐานได้
    แต่ใครที่เขามีความโง่เขลาอยู่ หะดีษของเขาจะต้องถูกปล่อยไป(ไม่นำมาใช้)และรายงานของเขาก็จะต้องถูกถอดถอนออกไป(บทนำ อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล 1/10)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2011, 10:04:21 AM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2011, 07:43:03 AM »


ระดับขั้นของอัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล


    นักรายงานหะดีษมิได้อยู่ในระดับขั้นเดียวกันหมด ทั้งในแง่ของความเที่ยงธรรม ความมั่นคง และการท่องจำของพวกเขา ในหมู่พวกเขามีผู้ที่ความจำสมบูรณ์ มีที่บกพร่องในการท่องจำและความแม่นยำ และมีที่ลืมบ่อยครั้งมาก และในหมู่พวกเขามีผู้ที่ยุติธรรมและมีความรับผิดชอบ และมีที่โกหกต่อหะดีษด้วย ดังนั้น อัลลอฮจึงเปิดเผยพฤติกรรมและการกระทำของพวกเขาผ่านบรรดาอุละมาอ์ผู้มีความรู้สมบูรณ์ ดังนั้น บรรดาอุละมาอ์จึงได้แบ่งระดับขั้นของ อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล และคำต่างๆที่บ่งชี้ถึงระดับขั้นเหล่านั้น ระดับของ อัต-ตะอ์ดีล มี 6 ระดับ อัล-ญะเราะหฺก็เช่นเดียวกัน

ระดับขั้นของ อัต-ตะอ์ดีล

ระดับที่ 1
    คือระดับที่ยอดเยี่ยมในการตะอ์ดีล หรือด้วยการใช้สำนวน อัฟ-อะลา (เป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงความเป็นที่สุด) ในประโยคต่างๆ ดังเช่น : “เขาคือคนที่มีความถูกต้องที่สุดในการรายงาน” หรือ “เขาเป็นคนที่ถูกต้องที่สุดในการรายงานและการพูด” หรือ “เขาคือคนที่ท่องจำเก่งและความจำดีที่สุด”(หรือในทำนองนี้)

ระดับที่ 2
    คือ ระดับที่ใช้การกล่าวถึงคุณลักษณะที่จะสนับสนุน/ตอกย้ำความน่าเชื่อถือ ความเที่ยงธรรม และความถูกต้องแม่นยำของเขา ไม่ว่าจะด้วยถ้อยคำหรือด้วยความหมาย เช่น : “ษิเกาะตุษ ษิเกาะฮฺ” หรือ “ษิเกาะตุษ ษับตฺ” หรือ “ษิเกาะฮฺและมะอฺมูน” หรือ “ษิเกาะฮฺและหาฟิซ”

ระดับที่ 3
    คือ การชี้ถึงความน่าเชื่อถือของเขาโดยมิได้ตอกย้ำเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว เช่น ษิเกาะฮฺ , ษับตฺ หรือ หาฟิซ

ระดับที่ 4
    คือ การชี้ถึงการมีความเที่ยงธรรมและความน่าเชื่อถือโดยไม่มีคำชี้นำถึงความเข้มแข็งในการท่องจำและความละเอียดอ่อนของเขา เช่น : ศอดูก , มะอฺมูน(ได้รับความไว้วางใจ) , มะฮัลลุฮุ อัศ-ศิดกฺ(เขาเป็นคนซื่อสัตย์) หรือ ลา บะอ์สา บิฮี(เขาไม่มีปัญหาอะไร-เขาไม่เป็นไร) แต่สำหรับท่านอิบนุ มะอีนแล้ว คำว่า ลา บะอ์สา บิฮี หมายถึง ษิเกาะฮฺ (ท่านอิบนุ มะอีน คือ นักการหะดีษที่มุตะชัดดิด(คือ มีความเข้มงวดเป็นอย่างมาก) กระทั่งว่า คำธรรมดาทั่วไป เมื่อใดถูกเอ่ยมาจากท่านแล้ว นั่นถือเป็นการเพียงพอแล้วในการบ่งชี้ถึงความน่าเชื่อถือของนักรายงานคนดังกล่าว)

ระดับที่ 5
    คือ การไม่ระบุถึงความน่าเชื่อถือและความบกพร่องใดๆของนักรางาน(คือ กล่าวถึงทั่วไป) เช่น เขาคือชัยคฺ , เขารายงาหะดีษ หรือ หะดีษของเขาดี

ระดับที่ 6
    คือ การใช้ถ้อยคำที่เป็นเสมือนเครื่องหมายบ่งชี้ถึงความใกล้เคียงกับความบกพร่องของนักรายงาน(คือ อาจจะบกพร่อง) เช่น หะดีษของเขาใช้ได้ หรือ หะดีษของเขาได้รับการบันทึก

หุกุ่มสำหรับระดับขั้นของ อัต-ตะอ์ดีล

1.   สำหรับสามระดับแรกนั้น สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานได้ แม้นว่าบางคนในหมู่พวกเขาจะเข้มแข็งกว่าอีกบางคนก็ตาม
2.   แต่สำหรับระดับที่4 และระดับที่ 5 นั้น ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ แต่หะดีษพวกเขาอนุญาติให้จดบันทึกได้ และต้องตรวจสอบพวกเขาด้วยการเปรียบเทียบหะดีษของพวกเขากับหะดีษของนักรายงานที่เชื่อถือได้ หากสอดคล้องกับหะดีษของคนกลุ่มนี้ ก็สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ แต่ถ้าไม่ หะดีษของพวกเขาก็จะต้องถูกปฏิเสธไป
3.   ในขณะที่ระดับที่ 6 นั้น ไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานได้ แต่หะดีษของพวกเขาถูกเขียนเพื่อการเปรียบเทียบเท่านั้น  มิใช่เพื่อการตรวจสอบ เพราะพวกเขาเชื่อถือไม่ได้


ระดับขั้นของ อัล-ญะเราะหฺ

ระดับที่ 1
    คือ บ่งชี้ถึงความอ่อนแอของนักรายงาน และนี่คือระดับที่ต่ำที่สุดใน อัล-ญะเราะหฺ เช่น หะดีษของเขาอ่อน หรือ มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเขา หรือ เขามีความอ่อนแอ

ระดับที่ 2
    คือ บ่งชี้ถึงความอ่อนแอของนักรายงาน และไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานได้ เช่น : “ชายคนนั้นไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้” หรือ “เขาอ่อนแอ(เฎาะอีฟ)” หรือ “เขารายงานหะดีษมุงกัร(หะดีษเมาฎูอฺ)” หรือ “มัจญ์ฮูล-เขาไม่เป็นที่รู้จัก”

ระดับที่ 3
    คือ การบอกถึงความอ่อนแอที่สุด และไม่อนุญาตให้เขียนหะดีษของนักรายงานคนนี้ได้ เช่น “เขาเฎาะอีฟญิดดัน(คือ เชื่อถือไม่ได้เลย)” หรือ “หะดีษของเขาไม่ได้รับการบันทึก” หรือ “ไม่อนุญาติให้รายงานหะดีษจากเขา” หรือ “ลัยสะ บิชัยอ์-ไม่มีอะไร”(แต่สำหรับท่านอิบนุ มะอีน คำกล่าวที่ว่า ลัยสะ บิชัยอ์ นั่นหมายถึง นักรายงานคนนั้นมี(รายงาน)หะดีษน้อย)

ระดับที่ 4
    คือ การบอกถึงการถูกตั้งข้อหาว่าโกหกหรือปลอมแปลงหะดีษ เช่น “เขาถูกถือว่าเป็นคนโกหก” หรือ “เขาถูกถือว่าเป็นพวกปลอมแปลง/กุหะดีษ” หรือ “เขาขโมยหะดีษ” หรือ “มัตรูก-ถูกทิ้ง” หรือ “ไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือ”

ระดับที่ 5
    คือ ชี้ถึงลักษณะของคนที่ชอบโกหก หรือปลอดแปลงหะดีษ หรือที่คล้ายคลึงกันนั้น เช่น “กัซซาบ(นักโกหก)” หรือ “ดัจญ์ญาล” หรือ “นักกุหะดีษ” หรือ “เขาโกหก” หรือ “เขาปลอมแปลงหะดีษ”

ระดับที่ 6
    คือ การชี้ถึงการโกหกที่สุด และนี่คือระดับขั้นที่เลวร้ายที่สุด เช่น “เขาคือคนที่ชอบโกหกอย่างที่สุด” หรือ “เขาคือสุดยอดแห่งการโกหก” หรือ “เขาคือเสาหลักของการโกหก”

หุกุมสำหรับระดับขั้นของ อัล-ญะเราะหฺ

1.   สำหรับสองระดับขั้นแรกนั้น หะดีษของพวกเขาไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ แต่อนุญาตให้บันทึกเพื่อการสังเกตุได้ และแน่นอนว่า บุคคลในระดับขั้นที่ 2 ย่อมอ่อนแอ/ต่ำกว่าคนในระดับที่ 1
2.   ส่วนอีกสี่ระดับขั้นที่เหลือนั้น ไม่อนุญาตใช้เป็นหลักฐานได้ และไม่อนุญาติให้ทำการบันทึกหะดีษของพวกเขาด้วย และไม่นำมาพิจารณาด้วย
(ตัดรีบุร รอวีย์ หน้า 229-233 และตัยสีร มุศเฏาะลาหฺ อัล-หะดีษ หน้า 152-154)


หนังสือที่เกี่ยวข้องกับวิชา อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล

    หนังสือที่เกี่ยวข้องกับวิชา อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล ถูกเขียนขึ้นในช่วงศตวรรษที่สามและสี่ และการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับอุละมาอ์ตามกระบวนวิชา อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล ก็ได้ถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน บุคคลที่เริ่มต้นเรียบเรียงความรู้เหล่านี้ ต่างก็อ้างอิงกลับไปยังท่านยะหฺยา บิน มะอีน , อลี บิน อัล-มาดินี และอะหฺมัด บิน หัมบัล แล้วทำการเผยแพร่อย่างแพร่หลายหลังจากนั้น
    ผู้เรียบเรียงต่างก็มีวิธีการที่แตกต่างกันไป
•    บางส่วนในหมู่พวกเขาระบุนักรายงานที่เฎาะอีฟเท่านั้น
•   บางส่วนระบุนักรายงานที่ษิเกาะฮฺเท่านั้น
•   และอีกส่วนหนึ่ง ระบุทั้งนักรายงานที่เฎาะอีฟและษิเกาะฮฺ

    วิธีการส่วนใหญ่ที่พวกเขาใช้ในการเรียบเรียง ก็คือ การเรียบเรียงรายชื่อของนักรายงานหะดีษทั้งหลายตามลำดับพยัญชนะ(มุอฺญัม-สารานุกรม) และต่อไปนี้คือ (ส่วนหนึ่งของ)หนังสือของพวกเขา :

1.   หนังสือ มะอฺริฟะตุร ริญาล เขียนโดย ยะหฺยา บิน มะอีน(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 233) พบต้นฉบับบางส่วน
2.   หนังสือ อัฎ-ฎุอะฟาอุล กะบีร และอัฎ-ฏุอะฟาอุศ เศาะฆีร เขียนโดย อิมามมุหัมมัด บิน อิสมาอีล อัล-บุคอรีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 256)  พิมพ์ที่อินเดียว หนังสือเล่มอื่นของท่าน : อัต-ตารีค อัล-บะบีร , อัล-เอาษาฏ และอัศ-เศาะฆีร
3.   หนังสือ อัษ-ษิกอต เขียนโดย อบุล หะสัน อะหฺมัด บิน อับดิลลาฮฺ บิน ศอลิหฺ อัล-อิจญ์ลีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 261)  ต้นฉบับ
4.   หนังสือ อัฎ-ฎุอฟาอ์ วัล มัตรูกีน เขียนโดย อบูซุรอะฮฺ อุบัยดิลลาฮ บิน อับดิลกะรีม อัร-รอซีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 264) ตันฉบับ
5.   หนังสือ อัฎ-ฎุอะฟาอ์ วัล กัซซาบูน วัล มัตรูกูน มิน อัศหาบิล หะดีษ เขียนโดย อบูอุษมาน สะอีด บิน อัมรฺ อัล-บัรซาล(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 292)
6.   หนังสือ อัฎ-ฎุอะฟาอ์ วัล มัตรูกีน เขียนโดย อิมามอะหฺมัด บิน อลี อัน-นะสาอีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 303)   พิมพ์ที่อินเดียว พร้อมกับหนังสืออัฎ-ฎุอะฟาอ์ เขียนโดย อิมามอัล-บุคอรีย์
7.   หนังสือ อัฎ-ฎุอะฟาอ์ เขียนโดย อบูญะอฺฟัร มุหัมมัด บิน อัมรฺ บิน มูซา บิน หัมมาด อัล-อุกัยลีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 322)  ต้นฉบับ
8.   หนังสือมะอฺริฟะตุน มัจรูฮีน มินัล มุหัดดิษีน เขียนโดย มุหัมมัด บิน อะหฺมัด บิน หิบบาน อัล-บุสตีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 354)  ตันฉบับ และยังเขียนหนังสือ อัษ-ษิกอตด้วย

    และส่วนหนึ่งจากหนังสือของพวกเขา คือ หนังสือประวัติของนักรายงานหะดีษโดยทั่วไป มิได้เจาะจงไปที่ชีวประวัติของพวกเขา หรือชีวประวัติของนักรายงานที่ษิเกาะฮฺ หรือนักรายงานที่เฎาะอีฟแต่อย่างใด เช่น

9.   หนังสือ อัต-ตารีคุล กะบีร เขียนโดย อิมามอัล-บุคอรีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 256)
10.   หนังสือ อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล เขียนโดย อับดุรเราะหฺมาน บิน อบีหาติม อัร-รอซีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 327) มันคือหนึ่งในหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่จากบรรดาหนังสืออัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล ที่มีมาจนถึงเรา และมีคุณูปโยชน์มากมาย : กล่าวถึงคำพูดของบรรดาอิมามอัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีลมากมาย ที่เกี่ยวข้องกับบรรดานักรายงานหะดีษ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือคัดย่อจากความพยายามของบรรดาคนเก่าก่อนที่เข้าใจความรู้เรื่องนี้เกี่ยวกับนักรายงานหะดีษโดยทั่วไป

    ต่อมา คือ หนังสือที่พูดถึงนักรายงานหะดีษที่มีระบุไว้ในกุตูบุส สิตตะฮฺและอื่นๆ บางส่วนของมันนั้นกล่าวถึงนักรายงานเป็นการเฉพาะ และอีกบางส่วนกล่าวถึงหนังสือหะดีษและอื่นๆ

11.   หนังสือ  อัสมาอิ มัน เราะวา อันฮุม อัล-บุคอรีย์ เขียนโดย อิบนุ เกาะฮฺฏอน อับดุลลอฮ บิน อะดีย์  อัล-ญุรญานีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 360) ต้นฉบับ
12.   หนังสือ ซิกริ อัสมาอิต ตาบิอีน วะ มัน บะอฺดะฮุม มิน มัน เศาะหาตุร ริวายาตุฮุ มินัษ ษิกอต อินดัล บุคอรีย์ เขียนโดย อบุล หะสัน อลี บิน อุมัร อัด-ดารุกุฏนีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 385) ต้นฉบับ
13.   หนังสือ อัล-ฮิดายะฮฺ วัล อิรชาด ฟี มะอฺริฟะตี อะฮฺลิษ ษิเกาะฮฺ วัส สะดาด เขียนโดย อบูนัศรฺ อะหฺมัด บิน มุหัมมัด อัล-กะลาบัดซีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 398) เฉพาะเกี่ยวกับนักรายงานของอิมามบุคอรีย์ , ต้นฉบับ
14.   หนังสือ อัต-ตะอ์ดีล วัตตัจญ์รัหฺ ลิ มัน เราะวา อันฮุล บุคอรีย์ วิศ เศาะฮีหฺ เขียนโดย อบุล วะลีด สุลัยมาน บิน เคาะลัฟ อัล-บาญีย์ อัล-อันดะลูสีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 474) ต้นฉบับ
15.   หนังสือ อัต-ตะอฺรีฟ ริญาล อัล-มุวัฏฏออ์ เขียนโดย มุหัมมัด บิน ยะหฺยา บิน อัล-ฮิซซา อัต-ตะมีมีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 416) ต้นฉบับ
16.   หนังสือ ริญาล เศาะฮีหฺ มุสลิม เขียนโดย อบูบักร อะหฺมัด บิน อลี บิน มันญะวัยฮฺ อัศ-อัศฟะฮานีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 247) ต้นฉบับ
17.   หนังสือ ริญาล อัล-บุคอรีย์ วะ มุสลิม เขียนโดย อบุล หะสัน อลี บิน อุมัร อัด-ดารุกุฏนีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 385) ต้นฉบับ
18.   หนังสือ ริญาล อัล-บุคอรีย์ วะ มุสลิม เขียนโดย อบูอับดิลลาฮ อัล-หากิม อัน-นัยสะบูรีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 404)
19.   หนังสือ อัล-ญัมอฺ บัยนะ ริญาลิศ เศาะฮีหัยนฺ เขียนโดย อบุล ฟัฎลฺ มุหัมมัด บิน ฏอฮิร อัล-มักดีสีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 507)
20.   หนังสือ อัล-กะมาล ฟี อัสมาอิร ริญาล เขียนโดย อัล-หาฟิซ อับดุลฆอนีย์ บิน อับดิลวะฮีด อัล-มักดีสีย์ อัล-ญุมมาอิลีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 600) ถือเป็นหนังสือเก่าแก่ที่มีมาถึงเรา ซึ่งพูดถึงนักรายงานในกุตูบุส สิตตะฮฺเป็นการเฉพาะ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นพื้นฐานสำหรับบุคคลภายหลังมันในเรื่องนี้ และอุละมาอ์บางส่วนได้ทำการปรับปรุงและย่อหนังสือเล่มนี้
21.   หนังสือ ตะหฺซีบุล กะมาล เขียนโดย อัล-หาฟิซ อัล-หัจญ์ญาจญ์ ยูสุฟ บิน อัซ-ซากีย์ อัล-มิซซีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 742)
22.   หนังสือ ตัซกิเราะตุล หุฟฟาซ เขียนโดย อบูอับดิลลาฮ มุหัมมัด บิน อะหฺมัด บิน อุษมาน อัซ-ซะฮะบีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 748)
23.   หนังสือ ตะหฺซีบุต ตะหฺซีบ เขียนโดย อิมามอัซ-ซะฮะบีย์เช่นกัน
24.   หนังสือ อัล-กาชิฟ ฟี มะอฺริฟาต มัน ละฮู ริวายาต ฟิล กุตูบิส สิตตะฮฺ เขียนโดย อิมามอัซ-ซะฮะบีย์ อีกเช่นกัน
25.   หนังสือ ตะหฺซีบุต ตะฮฺซีบ เขียนโดย อัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 852) เป็นหนังสือฉบับย่อและปรับปรุงมาจากหนังสือตะหฺซีบุล กะมาล ของท่านอัล-หาฟิซ อัล-มิซซีย์ และเป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงซึ่งได้นับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ในหนังสือ ท่านอิบนุ หะญัรได้ย่อเรื่องต่างๆที่สมควรต้องย่อ และเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดตกบกพร่องไปจากหนังสือต้นฉบับเดิม  และหนังสือตะหฺซีบุต ตะหฺซีบ ถือเป็นหนังสือที่ดีและละเอียดมาก
26.   หนังสือ ตักรีบุต ตะหฺซีบ เขียนโดยท่านอิบนุ หะญัร เช่นกัน
27.   หนังสือ ตุลาเศาะฮฺ ตะหฺซีบุล กะมาล เขียนโดย ชาฟิยยุดดีน อะหฺมัด บิน อับดิลลาฮ อัล-ค็อซรอญีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 934)
28.   หนังสือ ตะอ์ญีลุล มันฟาอะฮฺ บิ ซะวาอิด อัล-กุตุบ อัล-อัรบะอะฮฺ เขียนโดย อัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์
29.   หนังสือ มีซานุล อิอฺติดาล ฟี นักดิร ริญาล เขียนโดย อัล-หาฟิซ อัซ-ซะฮะบีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 748) เป็นหนังสือสำคัญเกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลที่ถูกญะเราะหฺ
30.   หนังสือ ลิสานุล มีซาน เขียนโดย อัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์
31.   หนังสือ อัต-ตัซกิเราะตุล บิร ริญาล อัล-อะชาเราะฮฺ เขียนโดย อบูอับดิลลาฮ มุหัมมัด บิน อลี อัล-หุสัยนีย์ อัด-ดิมัชกีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 765) หนังสือเล่มนี้พูดถึงประวัตินักรายงานหะดีษสิบคนจากหนังสือหะดีษทั้งหลาย คือ อัล-กุตูบุส สิตตะฮฺ ซึ่งเป็นเป้าหมายการอภิปรายในหนังสือ ตะหฺซีบุล กะมาล ของท่านอัล-มิซซีย์ และได้เพิ่มหนังสือหะดีษของอิมาหมะดีษอีกสี่เล่ม คือ อัล-มุวัฏฏอ์ , มุสนัด อัช-ชาฟิอีย์ , มุสนัด อะหฺมัด , อัล-มุสนัดที่รายงานโดย อัล-หุสัยนฺ บิน มุหัมมัด บิน ค็อสรุ จากหะดีษของท่านอบูหะนีฟะฮฺ



ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2011, 09:25:27 AM »



มุศเฏาะลาหฺ หะดีษ


    ก่อนอื่นนี้ เราควรทราบการวิธีการแบ่งประเภทของหะดีษเสียก่อน ดังนี้ (*เราจะอธิบายประเภทของหะดีษในภายหลัง อินชาอัลลอฮ)

1.การแบ่งประเภทของหะดีษตามการมาของหะดีษจนถึงเรา แบ่งได้ดังนี้
   1)   หะดีษมุตะวาติร
       หะดีษมุตาวาติร แบ่งออกได้เป็น มุตะวาติร ลัฟซีย์ และมุตะวาติร มะอฺนาวีย์
   2)   หะดีษอาฮาด
       หะดีษอาฮาดแบ่งออกเป็น
         •   หะดีษมัชฮูร
         •   หะดีษอะซีซ
         •   หะดีษเฆาะรีบ : เฆาะรีบมุฏลัก และเฆาะรีบนิสบีย์

2.การแบ่งประเภทหะดีษตามความเข้มแข็งและอ่อนแอของหะดีษ แบ่งได้ดังนี้
1)   หะดีษมักบูล ได้แก่
     •   หะดีษเศาะฮีหฺ : เศาะฮีหฺ ลิ ซาติฮี และเศาะฮีหฺ ลิ ฆ็อยริฮี
     •   หะดีษหะสัน : หะสัน ลิ ฆ็อยริฮี
การแบ่งหะดีษมักบูลนั้น ดูที่การนำไปใช้ได้และนำไปใช้ไม่ได้ หมายถึง
     •   อัล-มุหฺกัม
     •   อัล-มุคตะลิฟ
2)   หะดีษมัรดูด ได้แก่
     •   หะดีษเฎาะอีฟ และที่ใกล้เคียงกัน
ประเภทของหะดีษเฎาะอีฟ :
   a)   เฎาะอีฟเพราะสายรายงานบกพร่อง
         บกพร่องโดยชัดเจน : มุอัลลัก , มุรสัล และมุงเกาะฏิอฺ
         บกพร่องโดยลับ : มุดัลลัส และมุรสัล
   b)   เฎาะอีฟเพราะนักรายงานหะดีษ
         เมาฎูอฺ
         มัตรูก
         มุงกัร
         มะอฺรูฟ
         มุอัลลัล
         มุคอละฟะฮฺ ลิษ ษิกอต : มุดร็อจญ์ , มักลุบ , อัล-มะซีด ฟี มุตตะศิลิล อะสานีด , มุฎเฏาะริบ และมุเศาะหฺหัฟ
         ชาซ(หรืออาจเรียกว่า มะหฺฟูซ)
         หะดีษเฎาะอีฟ เพราะ ญะลาฮะตุร รอวีย์(มัจญ์ฮูล)
         หะดีษเฎาะอีฟ เพราะ บิดอะตุร รอวีย์

3.การแบ่งประเภทหะดีษตามแหล่งอ้างอิง แบ่งได้ดังนี้
   1)   หะดีษกุดสีย์
   2)   มัรฟูอฺ
   3)   เมากูฟ
   4)   มักฏูอฺ
    และมีการอธิบายอื่นๆเกี่ยวกับ มุตตะบิอฺ และ อัศ-ศอศีย์ พร้อมด้วยการได้มาของทั้งสอง

วิชามุศเฏาะลาหฺ หะดีษ

    วิชามุศเฏาะลาหฺ หะดีษ คือ วิชาว่าด้วยพื้นฐานและหลักการที่ทำให้ทราบถึงสถานะของสายรายงานและตัวบทหะดีษในแง่ของการนำไปใช้และการปฏิเสธมัน
    เป้าหมาย คือ สายรายงานและตัวบทหะดีษ
    ผลที่ได้รับจากวิชานี้ คือ สามารถแยกแยะหะดีษเศาะฮีหฺจากหะดีษที่ไม่เศาะฮีหฺได้

อัล-มุสนัด
    ในทางภาษาแล้ว หมายถึง สิ่งที่อ้างอิงกลับไป แต่ในทางการนำไปใช้นั้น หมายถึง วิชาหะดีษที่มีความหมายหลากหลาย :
     a)   อัล-มุสนัด หมายถึง หนังสือทุกเล่มที่รวบรวมรายงานของบรรดาเศาะหาบะฮฺเท่านั้น
     b)   อัล-มุสนัด หมายถึง หะดีษมัรฟูอฺที่สายรายงานเชื่อมต่อกันหมด
     c)   อัล-มุสนัด หมายถึง สะนัด(สายรายงาน)

อัล-มุหัดดิษ
    คือ บุคคลที่มีความรู้ในสายรายงานและระบบสายรายงานหะดีษ และสามารถตรวจสอบสายรายงานและสถานภาพของนักรายงานหะดีษ

อัล-หาฟิซ คือ
   o   ตามทัศนะของอะฮฺลุลหะดีษส่วนใหญ่แล้ว มีความเดียวกันกับ อัล-มุหัดดิษ
   o   ทัศนะอื่นกล่าวว่า อัล-หาฟิซมีสถานะที่อยู่เหนือกว่าอัล-มุหัดดิษ เพราะ มีความรู้ในทุกๆเฏาะบะกอต(ทุกรุ่นของนักรายงานและการรายงานหะดีษ)

อัล-หากิม
    อุละมาอ์ส่วนหนึ่ง ให้ความหมายว่า คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในหะดีษทั้งหมด ยกเว้นบางส่วนที่เล็กน้อยเท่านั้นที่เขาไม่รู้


ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2011, 10:15:17 AM »

หะดีษมุตะวาติร

    ในทางภาษา มุตะวาติร คือ อิสมฺ ฟาอิล(ประธาน) มาจากคำว่า อัต-ตะวาตุร ซึ่งมีความหมายว่า ติดต่อกัน(ต่อเนื่อง)
    ส่วนมุตะวาติร ในทางการนำไปใช้นั้น หมายถึง “สิ่งที่ได้รับการรายงานโดยคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งไม่น่าจะร่วมกันโกหกได้ โดยที่รายงานติดต่อกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายสุดของสายรายงาน” หรือหมายถึง “หะดีษที่รายงานโดยนักรายงานจำนวนมากในทุกระดับชั้น ซึ่งมิอาจเป็นไปได้โดยเด็ดขาดว่า พวกเขาจะร่วมกันโกหกและปลอมแปลงหะดีษ และพวกเขาอ้างอิงรายงานของตนกลับไปยังสิ่งหนึ่งที่สามารถเข้าใจได้ด้วยความรู้สึก(หมายถึง รับรู้ได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัส ไม่ใช่ด้วยอภินิหาร หรืออะไรในทำนองนั้น) เช่น การได้ยิน และอื่นๆ”

เงื่อนไขของหะดีษมุตะวาติร

    จากคำนิยามข้างต้น จึงเป็นสิ่งชัดเจนว่า จะไม่ถือว่าเป็นหะดีษมุตะวาติร เว้นแต่ด้วยกับเงื่อนไข 4 ประการต่อไปนี้
1.   รายงานโดยคนจำนวนมาก
2.   คนจำนวนมากนี้มีอยู่ในทุกเฎาะบะกอต(รุ่น)ของสายรายงาน
3.   ไม่มีทางเป็นไปได้ว่า พวกเขาจะร่วมกันโกหกหรือกุหะดีษขึ้น
4.   อ้างอิงหะดีษของพวกเขาด้วยการประสาทสัมผัส เช่น การกล่าวว่า : เราได้ยิน หรือ เราได้เห็น หรือ เราไม่สัมผัส หรือที่คล้ายคลึงกันนี้ แต่ถ้าพวกเขาอ้างอิงด้วยการใช้ความคิดหรือการนึดคิด(เช่น ฉันรู้สึกว่า , ฉันคิดว่า , ฉันเข้าใจว่า) เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นหะดีษมุตะวาติร

หะดีษมุตะวาติรมีเงื่อนไขเรื่องจำนวนชัดเจนไหม?

    1.อุละมาอ์ส่วนใหญ่มีทัศนะว่า ไม่มีเงื่อนไขเรื่องจำนวนเฉพาะชัดเจนในการเป็นหะดีษมุตะวาติร แต่ที่จำเป็นคือ มีจำนวนที่สามารถยืนยันหลักฐาน(หะดีษนั้น)ว่ามาจากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จริง
    2.บางส่วนของพวกเขามีกำหนดเงื่อนไขชัดเจน และไม่อนุญาติให้น้อยกว่าที่กำหนดไว้
1)    ส่วนหนึ่งมีทัศนะว่า : จำนวน 4 คน ดังพยานหลักฐานในเรื่องการทำซินา
2)   อีกส่วนหนึ่งมีทัศนะว่า : จำนวน 5 คน ยึดพื้นฐานมาจากเรื่อง ลิอาน()
3)   อีกส่วนหนึ่งมีทัศนะว่า : จำนวน 12 คน  เช่นเดียวกับจำนวนของผู้นำ/ผู้ปกครองในดำรัสของอัลลอฮที่ว่า

َلَقَدْ أَخَذَ اللّهُ مِيثَاقَ بَنِي إِسْرَآئِيلَ وَبَعَثْنَا مِنهُمُ اثْنَيْ عَشَرَ نَقِيبًا

และแท้จริงอัลลอฮได้ทรงเอาสัญญาแก่วงศ์วานอินรออีล
และเราได้แต่งตั้งผู้ดูแลจากหมู่พวกเขาขึ้นสิบสองคน
(สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5 : 12)

และยังทัศนะอื่นๆอีก ซึ่งยึดจำนวนพยานเฉพาะจากพื้นฐานของแต่ละเรื่อง แต่ทว่า ความจริงแล้ว ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่ระบุเงื่อนไขในเรื่องจำนวนของการรายงานสำหรับหะดีษมุตะวาติรแต่อย่างใด

ประเภทของหะดีษมุตะวาติร

    หะดีษมุตะวาติรแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ มุตะวาติร ลัฟซีย์ และมุตะวาติร มะอฺนาวีย์
    
    1.มุตะวาติร ลัฟซีย์ คือ หะดีษที่มุตะวาติรทั้งตัวบทและความหมาย เช่นหะดีษที่ว่า “ผู้ใดเจตนาโกหกในนามของฉัน(หมายถึง ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) เขาจะพำนักอยู่ในที่ซึ่งมาจากไฟนรา” หะดีษนี้ได้รับการรายงานจากเศาะหาบะฮฺมากกว่า 70 ท่าน และในจำนวนดังกล่าว มีเศาะหาบะฮฺ 10 ท่านที่ถูกสัญญาสวรรค์รวมอยู่ด้วย
    2.มุตะวาติร มะอฺนาวีย์ คือ หะดีษที่มุตะวาติรเฉพาะความหมายหะดีษเท่านั้น ส่วนตัวบทนั้น ไม่มุตะวาติร เช่น หะดีษเกี่ยวกับการยกมือขณะขอดุอาอ์ หะดีษนี้รายงานจากท่านนบีประมาณ 100  รายงาน และแต่ละรายงานดังกล่าวก็มีความแตกต่างกันในเรื่องสำนวน โดยที่แต่ละสำนวนนั้นนับจำนวนแล้วไม่ถึงขั้นของมุตะวาติร  แต่ที่เป็นมุตะวาติร ก็เพราะว่า ได้รับการรายงานมาจากหลายช่องทางและรายงานมีความคล้ายคลึงกัน คือ เกี่ยวกับการยกมือขณะขอดุอาอ์

จำนวนของหะดีษมุตะวาติร

    หะดีษมุตะวาติรมีจำนวนมาก แต่จะน้อยมากเมื่อนำไปเทียบกับหะดีษอาฮาด
    ตัวอย่างหะดีษมุตะวาติร เช่น หะดีษเช็ดคุฟ , หะดีษยกมือในละหมาด , หะดีษเกี่ยวกับบ่อน้ำ , หะดีษ “อัลลอฮรู้สึกดีกับผู้ที่ฟังคำพูดของฉัน... ” , หะดีษ “อัล-กุรอานถูกประทานลงมาบนเจ็ดอักษร” , หะดีษ “ผู้ใดสร้างมัสญิดเพื่ออัลลอฮ อัลลอฮก็จะทรงสร้างบ้านให้เขาในสวนสวรรค์” , หะดีษ “ทุกสิ่งมึนเมานั้นหะรอม” , หะดีษเกี่ยวกับการมองเห็นอัลลอฮในอาคิเราะฮฺ และหะดีษเกี่ยวกับห้ามทำให้กุบูรกลายเป็นมัสญิด (เป็นต้น)
    อุละมาอ์ที่กล่าวว่า หะดีษมุตะวาติรมีจำนวนน้อยนั้น พวกเขาน่าจะหมายถึง มุตะวาติร ลัฟซีย์

หุกุ่มสำหรับหะดีษมุตะวาติร

    หะดีษมุตะวาติร เป็นความรู้ทื่เชื่อถือได้ ซึ่งมนุษย์สามารถเชื่อมั่นในมันได้อย่างเต็มหัวอก โดยไม่จำเป็นต้องสำรวรตรวจสอบอีกแล้ว เช่น ความรู้ของเราต่อการมีอยู่ของเมืองมักกะฮฺ อัล-มุกัรเราะมะฮฺ , มะดีนะฮฺ อัล-มุเนาวะเราะฮฺ  , จะกะตาร์ , นิวยอร์ค และอื่นๆ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบหรือวิจัยอีกแล้ว ซึ่งหะดีษมุตะวาติรนั้น คือ หะดีษที่ชัดเจนที่สุด ไม่จำเป็นหรือมีความต้องการการสำรวจตรวจสอบใดๆเกี่ยวกับสถานะและนักรายงานมันอีกแล้ว

หนังสือเกี่ยวกับหะดีษมุตะวาติร

    อุละมาอ์บางส่วนได้รวบรวมหะดีษมุตะวาติรในหนังสือเล่มเดียว ส่วนหนึ่งจากหนังสือดังกล่าว ก็คือ
1.   อัล-อัซฮัร อัล-มุตะนาษิเราะฮฺ ฟิล อัคบาร อัล-มุตะวาติเราะฮฺ เขียนโดย อัส-สุยูฏีย์
2.   ก็อซฟุล อัซฮัร เขียนโดย อัส-สุยูฏีย์ เป็นหนังสือฉบับของหนังสือข้างบน
3.   อัล-ละอาลิอ์ อัล-มุตะนาษิเราะฮฺ ฟิล อะหาดีษ อัล-มุตะวาติเราะฮฺ เขียนโดย อบู อับดิลลาฮ มุหัมมัด บิน ซูลูน อัด-ดิมัชกีย์
4.   นัฎมุล มุตะนาษิเราะฮฺ มินัล หะดีษ อัล-มุตะติเราะฮฺ เขียนโดย มุหัมมัด บิน ญะอฺฟัร อัล-กิตตานีย์


    ที่มา : นุเฎาะตุน นัฎรฺ ชัรหฺ นุคบะตุล ฟิกรฺ โดย อิบนุ หะญัร อัล-อัษเกาะลานีย์ หน้า 24 , ตัยสีร มุศเฏาะลาหฺ หะดีษ โดย ดร.มะหฺมูด อัฏ-เฏาะหฺหาน หน้า 19 ,ตัดรีบุร รอวีย์ หน้า 533
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 12, 2011, 10:18:33 AM โดย zunnur@islamicsibling »

ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2011, 01:40:54 PM »


หะดีษอาฮาด


    อาฮาด ในทางภาษา หมายถึง หนึ่ง และคำว่า เคาะบะรุล วาฮิด หมายถึง เคาะบัร(ข่าว/เรื่องราว)ที่ถูกรายงานหรือบอกเล่าโดยคนๆเดียว ส่วนหะดีษอาฮาด ในทางการนำไปใช้ คือ หะดีษที่ไม่ครบเงื่อนไขของมุตะวาติร หะดีษอาฮาดแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ มัชฮูร , อะซีซ และเฆาะรีบ

1.หะดีษมัชฮูร

    มัชฮูร ในทางภาษาหมายถึง “เห็น”
    แต่ในทางการนำไปใช้จริงนั้น หมายถึง หะดีษที่ถูกรายงานโดยนักรายงาน 3 คนหรือมากกว่านั้นจากทุกๆเฏาะบะเกาะฮฺ(ช่วงสมัยของนักรายงานหะดีษ) แต่ยังไม่ถึงขั้นมุตะวาติร
    เช่น หะดีษที่กล่าวว่า “แท้จริง อัลลอฮจะทรงยึดความรู้ด้วยการดึงมันมาจากหัวอกของบ่าวคนหนึ่ง แต่พระองค์จะทรงยึดความรู้ด้วยการยึด(ปลิดชีวิตของ)บรรดาอุละมาอ์ เมื่อไม่มีผู้รู้เหลืออยู่อีกแล้ว คนโง่เขลาก็จะถูกเลือกให้เป็นผู้นำ เขาก็จะวินิจฉัยโดยปราศจากความรู้ เขาหลงทางและทำให้ผู้อื่นหลงทาง”(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ , มุสลิม และอัต-ติรมีซีย์)
    หะดีษมัชฮูรบทนี้ ยังถูกเรียกด้วยชื่อว่า อัล-มุสตาฟิฎ
    หะดีษมัชฮูร นอกเหนือจากนิยามดังกล่าว(ข้างต้น)แล้ว สามารถแบ่งได้ออกเป็นหลากหลายประเภท ซึ่งมีทั้งที่มีสายรายงานเดียว , หลายสายรายงาน และไม่มีสายรายงานเลย เช่น
a)   มัชฮูรในหมู่อะฮฺลุลหะดีษโดยเฉพาะ เช่น หะดีษจากท่านอนัส กล่าวว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกุนูตนานหนึ่งเดือนภายหลังรุกูอฺ เพื่อ(สาปแช่ง)พวกเราะอฺลและซักวาน”(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม)
b)   มัชฮูรในหมู่อะฮฺลุลหะดีษ , อุละมาอ์ และคนทั่วไป เช่น หะดีษ “มุสลิมที่แท้จริง คือ คนที่พี่น้องมุสลิมปลอดภัยจากลิ้นและมือของเขา”(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม)
c)   มัชฮูรในหมู่อะฮฺลุลฟิกฮฺ เช่น หะดีษ “สิ่งหะลาลที่อัลลอฮทรงรังเกียจ คือ เฏาะลาก(การหย่าร้าง)”(บันทึกโดย อัล-หากิม แต่หะดีษนี้เฎาะอีฟ)
d)   มัชฮูรในหมู่บรรดาอุละมาอ์อุศูลุล ฟิกฮฺ เช่น หะดีษ “อุมมะฮฺของฉันได้รับการปลดปล่อยจากความผิดพลาดและหลงลืม”(บันทึกโดย อัล-หากิม และอิบนุ หิบบาน)
a)   มัชฮูรในสังคมโดยรวม เช่น หะดีษ “ความเร่งรีบมาจากชัยฏอน”(บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ ด้วยสายรายงานหะสัน)
    (ดู นุเฎาะตุน นัฎรฺ หน้า 26 และตัดรีบุร รอวีย์ หน้า 533)

หนังสือรวบรวมหะดีษมัชฮูร เช่น
1.   อัล-มะกอศิดุล หะสะนะฮฺ ฟี มา อิชตะฮะรอ อะลัล อัล-สินะฮฺ เขียนโดย อัล-หาฟิซ อัส-สะคอวีย์
2.   กัชฟุล เคาะฟาอฺ วะ มูซิลุล อิลบาส ฟี มา อิชตะฮะรอ มินัล หะดีษ อะลัล อัล-สินะติน นาส เขียนโดย อัล-อัจญ์ลูนีย์
3.   ตัมยีซุฏ ฏ็อยิบี มินัล คอบิซี ฟี มา ยะดุรรุ อะลา อัล-สินะติน นาส มินัล หะดีษ เขียนโดย อิบนุ ดัยบะอฺ อัช-ชัยบานีย์

2.หะดีษอะซีซ

    อะซีซ หมายถึง น้อย , แข็งแรง หรือ มีพลัง
    ส่วนอะซีซ ในความหมายทางวิชาการหะดีษนั้น คือ หะดีษที่ถูกรายงานอย่างน้อย 2 รายงานโดยนักรายงานที่แตกต่างกัน
    เช่น หะดีษที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านจะยังไม่มีศรัทธา จนกว่า ฉันจะเป็นที่รักสำหรับเขามากกว่าบิดาของเขา ลูกของเขา และมนุษย์ทั้งหมด”(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม ด้วยสายรายงานที่ไม่เหมือนกัน)
    อธิบาย : หะดีษนี้บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม ด้วยสายรายงานจากท่านอนัส และด้วยสายรายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺด้วย
    เส้นสายรายงานจากสองทางดังกล่าว คือ ที่รายงานจากท่านอนัส คือ ท่านเกาะตาดะฮฺและอับดุลอะซีซ บิน ศูหัยบฺ ส่วนที่รายงานจากท่านเกาะตาดะฮฺ คือ ชุอฺบะฮฺและสะอีด และที่รายงานจากท่านอับดุลอะซีซ คือ อิสมาอีล บิน อิลลิยะฮฺและอับดุลวาริษ

3.หะดีษเฆาะรีบ

    เฆาะรีบ ในทางภาษา หมายถึง ห่างไกลจากเครือญาติ ส่วนหะดีษเฆาะรีบนั้น หมายถึง หะดีษที่รายงานโดยนักรายงานเพียงคนเดียว
    และไม่ได้เป็นเงื่อนไขว่า นักรายงานเพียงคนเดียวนั้นจะต้องเป็นคนเดียวตลอดในทุกเฏาะบะเกาะฮฺของนักรายงาน เพียงแค่ในเฏาะบะเกาะฮฺเดียวหรือมากกว่าก็ได้ และหากในเฏาะบะเกาะฮฺอื่นมีจำนวนนักรายงานที่มากกว่าหนึ่ง นั่นก็ไม่ทำให้สถานะของมันเปลี่ยนไปจากเดิม(คือ หะดีษเฆาะรีบ)
    อุละมาอ์บางท่านเรียกหะดีษนี้ว่า อัล-ฟัรดฺ

ประเภทของหะดีษเฆาะรีบ

    หะดีษเฆาะรีบพิจารณาที่ตำแหน่งโดดของมัน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.   เฆาะรีบ มุฏลัก หรือเรียกว่า อัล-ฟัรดุล มุฏลัก คือ เมื่อนักรายงานคนเดียวนั้น คือต้นสายของรายงาน เช่น หะดีษที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ทุกการงาน ขึ้นอยู่กับเจตนา...”(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม)

    หะดีษนี้รายงานโดยท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏ็อบ เพียงคนเดียวเท่านั้น และถูกรายงานต่อโดย อัลกอมะฮฺ  แล้วมุหัมมัด บิน อิบรอฮีมก็รายงานจากท่านอัลกอมะฮฺต่อ แล้วยะหฺยา บิน สะอีดก็รายงานจากมุหัมมัด บิน อิบรอฮม และหลังจากนั้น หะดีษนี้ก็ถูกรายงานโดยนักรายงานมากมายจากท่านยะหฺยา บิน สะอีด หลักของหะดีษเฆาะรีบมุฏลัก ก็คือ เมื่อหะดีษบทใดบทหนึ่งถูกรายงานโดยเศาะหาบะฮฺเพียงคนเดียวเท่านั้น

2.   เฆาะรีบ นิสบีย์ หรือเรียกว่า อัล-ฟัรดุน นิสบีย์ คือ เมื่อนักรายงานคนเดียวนั้น อยู่ที่ส่วนกลางของสายรายงาน มิใช่อยู่ที่ต้นสายของรายงาน หมายถึงว่า หะดีษบทหนึ่งที่ได้รับการรายงานจากนักรายงานมากกว่าหนึ่งคนในตอนต้นของสายรายงาน แล้วหลังจาก หะดีษดังกล่าวก็ได้รับการรายงานต่อโดยนักรายงานเพียงคนเดียวซึ่งรับหะดีษมาจากนักรายงานจำนวนมากดังกล่าว เช่น หะดีษจากมาลิก จากท่านอัซ-ซุฮฺรีย์(อิบนุ ชิฮาบ) จากท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เข้าเมืองมักกะฮฺโดยสวมผ้าโพกศรีษะไว้บนหัวของท่าน”(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม)

    หะดีษนี้รายงานจากมาลิก จากอัซ-ซุฮฺรีย์ หะดีษบทเรียนเป็นหะดีษเฆาะรีบนิสบีย์ ก็เพราะว่า นักรายงานโดด(คนเดียว)นั้น เกิดขึ้นที่นักรายงานคนดังกล่าว(คือ ท่านมาลิก)

     (ดู นุเฎาะตุน นัฎรฺ หน้า 28 และ ตัยสีร มุศเฏาะลาหฺ อัล-หะดีษ หน้า 28)


ออฟไลน์ Zunnur Abu Hanzalah

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Master Member
  • *
  • กระทู้: 1046
  • เพศ: ชาย
  • zunnur_islamicsibling
    • ZunnurMedia
Re: "สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2011, 05:07:14 PM »


หะดีษเฎาะอีฟ


นิยาม

    เฎาะอีฟ ในทางภาษา หมายถึง อ่อนแอ ตรงข้ามกับคำว่า เข้มแข็ง
    หะดีษเฎาะอีฟ ในทางการนำไปใช้จริง จึงหมายถึง หะดีษที่ไม่พบเงื่อนไข(หรือคุณลักษณะ)ของหะดีษเศาะฮีหฺและหะดีษหะสันในมัน
    เพราะเงื่อนไขในการรับหะดีษบทหนึ่งนั้นมีหลายประการ ระดับความอ่อนแอของหะดีษจึงขึ้นอยู่การหายไปของเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งหรือมากกว่านั้น ดังนั้น ด้วยหลักอันนี้ หะดีษเฎาะอีฟจึงถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท

ระดับขั้นของหะดีษเฎาะอีฟ

    หะดีษเฎาะอีฟมีหลายระดับขั้น ขึ้นอยู่กับความเฎาะอีฟ(อ่อนแอในคุณลักษณะ)ของนักรายงาน เช่น เฎาะอีฟ , เฎาะอีฟ ญิดดัน , วาฮี , มุงกัร และระดับที่เลวร้ายที่สุด คือ เมาฎูอ์(หะดีษปลอม)
    ในหะดีษเศาะฮีหฺ บรรดาอุละมาอ์มีการระบุถึงอัศฮาหุล หะสานีด(สายรายงานที่ถูกต้องที่สุด)ฉันใด ในหะดีษเฎาะอีฟก็มีการกล่าวถึงเอาฮาล อะสานิด(สายรายงานอ่อนแอที่สุด)ฉันนั้น โดยเฉพาะเมื่ออ้างอิงไปยังเศาะหาบะฮฺหรือเมือง เช่น
   1.   สายรายงานที่อ่อนที่สุดที่มาจากท่านอบูบักร อัศ-ศิดดี้ก คือ เศาะดะเกาะฮฺ บิน มูซา อัด-ดะกีกีย์ จากฟัรก็อด อัส-สะบาคีย์ จากมุรเราะฮฺ อัฏ-ฏิบ จากท่านอบูบักร
   2.   สายรายงานอ่อนที่สุดที่มาจากท่านอิบนุ อับบาส คือ มุหัมมัด บิน มัรวาน จากกะลาบีย์ จากอบูศอลิหฺ จากท่านอิบนุ อับบาส ท่านอัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัร กล่าวว่า “นี่คือสายสืบที่มดเท็จ ไม่ใช่สาบสืบทองคำ(หมายถึง ถูกต้อง)”
   3.   สายรายงานที่อ่อนที่สุดที่มาจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ คือ สะรีรีย์ บิน อิสมาอีล จากดาวูด บิน ยะซีด อัล-อัซดีย์ จากบิดาของเขา จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ
   4.   สายรายงานที่อ่อนที่สุดที่มาจากชามิยยีน(ผู้คนในเมืองชาม) คือ มุหัมมัด บิน ก็อยสฺ อัล-มัสลูบ จากอุบัยดิลลาฮ บิน ซะฮรฺ จากอลี บิน ยะซีด จากอบูอุมามะฮฺ
(ตัดรีบุร รอวีย์ หน้า 106)

    ตัวอย่าง   หะดีษบทหนึ่งที่กล่าวว่า “ผู้ใดละหมาด 6 ร็อกอะฮฺภายหลังละหมาดมัฏริบ และไม่สนทนาใดๆระหว่างละหมาดดังกล่าว สำหรับเขาคือผลบุญของการอิบาดะฮฺนาน 12 ปี”
    หะดีษนี้รายงานโดย อุมัร บิน เราะชีด จากยะหฺยา บิน อบีกะษีร จากอบูสะละมะฮฺ จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ. อิมาม อะหฺมัด , ยะหฺยา บิน มะอีน และอัด-ดารุกุฎนีย์ กล่าวว่า “อุมัรผู้นี้เฎาะอีฟ” อิมามอะหฺมัด กล่าวว่า “หะดีษของเขาไม่มีค่าใดๆทั้งสิ้น” อิมามอัล-บุคอรีย์ กล่าวว่า “(คือ)หะดีษมุงกัรและเฎาะอีฟญิดดีน(อ่อนแอมาก)” อิบนุ หิบบาน  กล่าวว่า “ไม่อนุญาตให้รายงานหะดีษนี้ ยกเว้นเพื่อการจดบันทึกเท่านั้น เพราะมันคือหะดีษที่ถูกกุขึ้นมาในนามของมาลิกและอิบนุ อบีซิอบฺ และอื่นจากทั้งสองที่เป็นผู้มีษิเกาะฮฺ(เชื่อถือได้)”

หนังสือที่มีหะดีษเฎาะอีฟ(จำนวนมาก)

หะดีษเฎาะอีฟจำนวนมากมีอยู่ในหนังสือบางเล่ม ดังต่อไปนี้
  1.   มุอฺญัมของอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ทั้ง 3 เล่ม คือ อัล-กะบีร , อัล-เอาษาฎ และอัศ-เศาะฆีร
  2.   หนังสืออัฟรอด เขียนโดย อัด-ดารุกุฎนีย์ ในจำนวนหะดีษที่มีอยู่ในอัฟรอดนี้ มีหะดีษอัล-ฟัรดุล มุฏลัก และอัล-ฟัรดุน นิสบีย์ด้วย
  3.   กลุ่มหนังสือของอัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์
  4.   หนังสือ หิลยะตุล เอาลิยาอ์ วะ เฏาะบะกอตุล อัศฟิยาอ์ เขียนโดย อบูนุอัยมฺ อัล-อัศบะหานีย์
      และอื่นๆ

หะดีษที่ถูกปฏิเสธเพราะสายรายงานบกพร่อง

ความบกพร่องของสายรายงานมี 2 รูปแบบ
     1.   บกพร่องโดยชัดเจน และสามารถรับรู้ได้โดยอุละมาอ์หะดีษ โดยมีสาเหตุมาจากการที่นักรายงานมิได้พบเจอกับชัยคฺ หรือไม่ได้มีชีวิตในยุคสมัยเดียวกัน ความบกพร่องของสายรายงานเช่นนี้ มีทั้งบกพร่องตั้งแต่ช่วงต้นของสายรายงานและบกพร่องในช่วงปลายของสายรายงาน หรือแม้กระทั่งในช่วงกลางก็ตาม บรรดาอุละมาอ์ได้ระบุชื่อของหะดีษที่สายรายงานบกพร่องโดยชัดเจนดังกล่าว 4 ชื่อตามความเหมาะสมของตำแหน่งและจำนวนของนักรายงานที่บกพร่อง ดังนี้
         a.   มุอัลลัก
         b.   มุรสัล
         c.   มุอฺฏ็อล
         d.   มุงเกาะฏิอฺ

     2.   บกพร่องโดยไม่ชัดเจนและถูกปกปิด รูปแบบนี้ไม่สามารถรู้ได้ เว้นแต่เฉพาะบรรดาอุละมาอ์ที่มีความเชี่ยมชาญในสายรายงานหะดีษและสถานะของสายรายงาน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
         a.   มุดัลลัส
         b.   มุรสัล