ห้องสมุด > อัลกุรอาน และซุนนะฮฺ

"สาระความรู้ว่าด้วยวิชาหะดีษ"

<< < (2/4) > >>

Zunnur Abu Hanzalah:


เศาะฮีหฺบุคอรีย์และเศาะฮีหฺมุสลิม คือหนังสือหะดีษที่เศาะฮีหฺ(ถูกต้อง)ที่สุด
เขียนโดย อัล-อุซตาซ อะหฺมัด อัมดานีย์ อิบนุ มุสลิม

   อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า


وَأَنزَلْنَا إِلَيْكَ الذِّكْرَ لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ مَا نُزِّلَ إِلَيْهِمْ

และเราได้ให้อัลกุรอานแก่เจ้า(มุหัมมัด)เพื่อเจ้าจะได้ชี้แจง(ให้กระจ่าง)
แก่มนุษย์ซึ่งสิ่งที่ได้ถูกประทานมาแก่พวกเขา
(สูเราะฮฺอัน-นะหลฺ 16 : 44)
   อัลกุรอานจะกล่าวถึงชะรีอะฮฺไว้อย่างกว้างๆ แต่อัส-สุนนะฮฺ(อัล-หะดีษ)จะเข้ามาอธิบายและแจกแจงรายละเอียด อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงรักษาศาสนานี้ด้วยการปกปักษ์รักษาอัล-กุรอานและอัส-สุนะฮฺไว้ โดยที่พระองค์ ทรงตรัสว่า


إِنَّا نَحْنُ نَزَّلْنَا الذِّكْرَ وَإِنَّا لَهُ لَحَافِظُونَ

แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือนลงมา และแท้จริงเราเป็นผุ้รักษามันอย่างแน่นอน
(สูเราะฮฺอัล-หิจรฺ 15 : 9)
   ตามความเห็นของอุละมาอ์แล้ว ข้อตกเตือน(อัซ-ซิกรฺ) หมายถึง อัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ  พระองค์จะทรงปกปักษ์รักษามันผ่านบรรดาอุละมาอ์และอะฮฺลุลหะดีษที่มีความยำเกรง ความจำดี และได้ทุ่มเทชีวิตของตนเองทั้งหมดเพื่อการตรวจสอบและคัดแยกหะดีษเศาะฮีหฺ , เฎาะอีฟ และเมาฎูอ์ อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา จะทรงรักษาทั้งสองสิ่งนี้จนถึงวันกิยามะฮฺ
   ท่านอิมาม อัล-บุคอรีย์ และอิมามมุสลิม คืออุละมาอ์ อะฮฺลุล หะดีษ สองท่านแรกที่เริ่มต้นเขียนหนังสือหะดีษที่บรรจุหะดีษเศาะฮีหฺมากมายที่ตรงตามเงื่อนไขของท่าน กระบวนการในการเรียบเรียงหนังสือดังกล่าว คือ คัดเลือกสายรายงานที่เพียบพร้อมตรงตามเงื่อนไขของหะดีษเศาะฮีหฺครบถ้วนสมบูรณืเท่านั้น นั่นก็คือ สายรายงานจะต้องเชื่อมต่อกันไปจนถึงท่านเราะสูลุลลอฮ , นำมาจากนักรายงานที่ความยำเกรง ความจำดี ไม่ขี้ลืม หะดีษที่รายงานจะต้องไม่ขัดแย้งกับหะดีษเศาะฮีหฺอื่นๆ และไม่พิการ
    แต่สำหรับอิมาม อัล-บุคอรีย์แล้ว การเรียบเรียงหนังสือของท่านนั้นมีเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า(ท่านอิมามมุสลิม) เช่น นักรายงานหะดีษ(แต่ละคนที่รับหะดีษมา)จะต้องอยู่ในยุคสมัยเดียวกันและต้องได้ยินหะดีษจากนักรายงานหะดีษคนดังกล่าวด้วยตัวเอง หนังสือเศาะฮีหฺบุคอรีย์จึงดีกว่าหนังสือหะดีษอื่นๆ ในเรื่องบทบัญญัติทางนิติศาสตร์(หุกุ่มฟิกฮฺ) ,  นักรายงานหะดีษมีความน่าเชื่อถือกว่า และมีหิกมะฮฺบางประการ ซึ่งจะไม่พบในเศาะฮีหฺมุสลิม
   ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว หนังสือเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์ จึงดีกว่าหนังสือเศาะฮีหฺมุสลิม แต่มีสายรายงานบางสายในเศาะฮีหฺมุสลิมมีความเข้มแข็ง หนักแน่นกว่าสายรางานในเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์ แต่เป็นการเพียงพอแล้วในมติเอกฉันท์ของอุมมะฮฺ(บรรดาอุละมาอ์)ภายหลังพวกท่านถึงความเศาะฮีหฺ(ความถูกต้อง)ของหนังสือทั้งสองเล่มนี้ และถือว่า หนังสือทั้งสองเล่มนี้คือหนังสือที่เศาะฮีหฺที่สุดถัดจากอัล-กุรอาน
   เว้นแต่พวกชีอะฮฺที่ไม่ยอมรับในหนังสือทั้งสอง!!
    แต่ถึงกระนั้น(หมายถึง แม้นว่า เศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์และเศาะฮีหฺมุสลิมจะเป็นหนังสือที่มีความถูกต้องที่สุดถัดจากอัล-กุรอาน) ก็มิใช่ว่าเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์และเศาะฮีหฺมุสลิมจะมีแต่เพียงหะดีษเศาะฮีหฺเท่านั้นดังที่อิมามอัล-บุคอรีย์ได้กล่าวไว้(เพราะก็ยังพบเจอหะดีษอื่นๆปรากฎอยู่ในเศาะฮีหฺทั้งสอง) ท่านอิมามอัล-บุคอรีย์ได้รวบรวมหะดีษเป็นจำนวนมากไว้ในหนังสือที่หนามากของท่าน อิมามมุสลิมก็เช่นกัน ท่านได้บอกว่าท่านเพียงแค่รวบรวมหะดีษทั้งหลายได้รับการยอมรับในความเศาะฮีหฺของมัน
   ยังมีหะดีษเศาะฮีหฺอีกมากที่ไม่พบในหนังสือทั้งสอง ท่านอิมามอัล-บุคอรีย์กล่าวว่าหะดีษเศาะฮีหฺจำนวนมากที่ท่านทิ้งนั้น(คือไม่ได้บรรจุใส่ในหนังสือ) เพราะว่า ท่านท่องจำหะดีษเศาะฮีหฺ 100,000 บท และหะดีษเฎาะอีฟอีก 200,000 บท ในขณะที่หนังสือเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์นั้นบรรจุหะดีษเศาะฮีหฺโดยไม่กล่าวซ้ำจำนวน 4,000 บท และระบุหะดีษเศาะฮีหฺพร้มแก่กล่าวซ้ำอีก 7,275 บท
   ส่วนหนังสือเศาะฮีหฺมุสลิมนั้นบรรจุหะดีษเศาะฮีหฺโดยไม่กล่าวซ้ำไว้ 4,000 บท และหะดีษเศาะฮีหฺที่กล่าวซ้ำอีก 12,000 บท แล้ว(มากมาย)เช่นนี้ เราจะยังพบเจอหะดีษเศาะฮีหฺที่มิได้อยู่ในการคลังหะดีษของอิมามอัล-บุคอรีย์และอิมามมุสลิมอีกหรือ?
   แน่นอน เราสามารถพบเจอมันได้ในหนังสือหะดีษอื่นๆที่มีชื่อเสียง เช่น เศาะฮีหฺ อิบนุ คุซัยมะฮฺ , เศาะฮีหฺ อิบนุ หิบบาน , หนังสือสุนันทั้งสี่(สุนันอบูดาวูด/อัน-นะสาอีย์/อัต-ติรมีซีย์/อิบนุ มาญะฮฺ) , อัล-มุสตัดร็อก อัล-หากิม , สุนัน อัล-บัยฮากีย์ , สุนัน ดารุกุฎนีย์ และอื่นๆ แต่ถึงกระนั้น บรรดาอุละมาอ์ภายหลังพวกท่านก็ยังคงทำการตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือ อัล-มุสตัดร็อก อัล-หากิมและสุนัน อัต-ติรมีซีย์ ที่ผู้เขียนไม่ค่อยมีความเข้มงวดเสียเท่าไหร่นักในการตรวจสอบ(ความถูกต้อง)หะดีษ วัลลอฮุ อะอฺลัม

   จาก วารสาร อัช-ชะรีอะฮฺ หน้า 50 เล่ม 1 หมายเลขที่ 2  กันยายน 2003/ชะอฺบาน 1423

Zunnur Abu Hanzalah:


อุละมาอ์ อะฮฺลุล หะดีษ คือใคร?

    มีคำจำกัดความจากบรรดาผู้รู้ในการอธิบายความหมายของคำว่า “อุละมาอ์”
    ท่านอิบนุ ญุร็อจญ์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้นำเสนอความเห็นจากท่านอะฏออ์ ว่า “ใครที่รู้จักอัลลอฮ เขาก็คือ อาลิม(ผู้รู้)”(ญามิอฺ อัล-บะยาน อิลมฺ วะ ฟัฎลิฮฺ หน้า 2/49)
    อัช-ชุยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ในกิตาบุล อิลมฺ ของท่านไว้ว่า “อุละมาอ์ คือ ผู้ที่ความรู้ของเขาทำให้เขายำเกรงต่ออัลลอฮ”(กิตาบุล อิลมฺ หน้า 147)
    ท่านบัดรุดดีน อัล-กินานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “พวกเขา(อุละมาอ์) คือ ผู้แจ้ง/สาธยายสิ่งที่อนุมัติ(หะลาล)และต้องห้าม(หะรอม) และเรียกร้องไปสู่สิ่งดีงาม พร้อมกับปฏิเสธสิ่งที่นำไปสู่ภยันตราย(คือ สิ่งชั่วร้าย)ทั้งหลาย” (ตัซกิเราะตุส สะมีอ์ หน้า 31)
    ท่านอับดุสสลาม บิน บัรญาส เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า "ผู้ที่สมควรได้รับการเรียกขานว่า อาลิม(ผู้รู้)นั้น จำนวนของพวกเขามีน้อย และไม่ถือเป็นการเกินเลยเลยหากจะบอกว่า เกือบจะไม่มีเลย ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า คุณลักษณะของผู้รู้นั้น แทบจะไม่พบในตัวของผู้คนส่วนใหญ่ที่มีความรู้ในปัจจุบันนี้ ใช่เพียงแค่ว่า พูดเก่ง เขียนเก่ง มีงานเขียนมากมายหรือสามารถตรวจทานหนังสือดีๆได้(แล้วจะถือว่าเป็น อุละมาอ์) หากการเป็นอุละมาอ์ถูกประเมินจากสิ่งนี้ ก็จบกัน(อุละมาอ์ก็จะมีอย่างมากมายเหลือคณา) แต่การฉายภาพเช่นนี้แหล่ะที่ผู้ไม่มีความรู้ทั้งหลายต่างเข้าใจกัน ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงถูกหลอกด้วยความรู้และความสามารถในการเขียนของคนหนึ่ง ทั้งที่ เขาไม่ใช่อุละมาอ์ สิ่งนี้ทั้งหมดทำให้ผู้คนฉงน ผู้รู้ที่แท้จริง คือ ผู้ที่มีความรู้อย่างลึกซึ้งในศาสนา รู้บทบัญญัติแห่งอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ มีความรู้ในวิชาอุศูล ฟิกฮฺ เช่น นะศีค และมันศูค , มุฏลัก , มุก็อยยัด , มุจญ์มัล , มัฟัสสัร และนำเสนอ(และยึดมั่นต่อ)คำกล่าว(ความเห็น)จากชาวสะลัฟในความขัดแย้งที่เขาประสบ"(วุญูบุล อิรติบาฏ บิล อุละมาอ์)
    อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ได้กล่าวถึงลักษณะเฉพาะของผู้รู้ที่แตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ที่อ้างตนว่ามีความรู้หรือที่แอบอ้างว่าเป็นอุละมาอ์ หรืออาจจะอ้างต้นเป็นวลีของอัลลอฮเสียด้วยซ้ำไป พระองค์ทรงตรัสว่า

إِنَّماَ يَخْشَى اللهَ مِنْ عِباَدِهِ الْعُلَمآءُ

บรรดาผู้ที่มีความรู้จากปวงบ่าวของพระองค์เท่านั้นที่เกรงกลัวอัลลอฮ
(สูเราะฮฺฟาฏิร 35 : 28)

คุณลักษณะของอุละมาอ์

    บทความนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เราได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่สมควรได้รับการเรียกขานว่าคือ อุละมาอ์ และบุญคุณที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาในการปกป้องอิสลามและพี่น้องมุสลิมจากศัตรูศาสนาเป็นอย่างไรบ้าง? เริ่มตั้งแต่ยุคสมัยของกลุ่มชนที่ดีที่สุด นั่นก็คือ ยุคเศาะหาบะฮฺจนถึงปัจจุบัน
    และบทความชิ้นนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อการฉายภาพ(ที่ถูกต้อง)แก่พี่น้องมุสลิมที่(เข้าใจผิดและ)เรียกขานตำแหน่งอุละมาอ์แก่บุคคลที่ไม่คู่ควรได้รับมันด้วย
-   ประชาคมมุสลิมส่วนหนึ่งละเลยสิทธิของบรรดาอุละมาอ์ สำหรับพวกเขาแล้ว อุละมาอ์ ก็คือ คนที่สะบัดถ้อยวาจาเก่ง และมีความสามารถในการนำเสนอถ้อยคำที่สวยงามด้วยเรื่องราวและโคลงกลอนต่างๆ หรือด้วยความรู้บำบัดจิตใจ
-   ประชาคมมุสลิมส่วนหนึ่งเข้าใจว่า อุละมาอ์ คือ ผู้ที่เข้าใจความจริงแห่งชีวิตและมีความลึกซึ้งกับมัน , คือคนที่กล้าหาญในการต่อต้านผู้นำ(แต่ไม่มีความรู้)
-   ส่วนหนึ่งของพวกเขา เข้าใจว่า อุละมาอ์ คือ นักอ่านหนังสือ(หนอนหนังสือ) แม้ว่าจะไม่เข้าใจในเนื้อหาของมัน ตามความเข้าใจของชาวสะลัฟ
-   ส่วนหนึ่งของพวกเขาเข้าใจว่า อุละมาอ์ คือ ผู้ที่อพยพจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อทำการดะอฺวะฮฺผู้คน พวกเขากล่าวว่า เราไม่ต้องการหนังสือหรือตำรับตำรา เราต้องการนักดาอีย์และการดะอฺวะฮฺ
-   มุสลิมบ่างส่วนไม่สามารถแยกแยะผู้รู้กับนักเล่าเรื่องและนักตักเตือนได้ รวมถึงไม่สามารถแยกแยะระหว่างนักศึกษาหาความรู้กับอุละมาอ์ได้ด้วย สำหรับพวกเขาแล้ว นักเล่าเรื่อง(นักพูด)นั้น คือ อุละมาอ์ ที่เขาจะสอบถามคำถามต่างๆและรับความรู้จากเขา
คุณลักษณะบางประการของอุละมาอ์ ได้แก่

    1.ท่านอิบนุ หะญัร อัล-หัมบาลีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า "พวกเขา คือ คนที่ไม่ต้องการตำแหน่งยศฐา และรังเกียจคำสรรเสริญทั้งหลาย และพวกเขาจะยกตนเหนือผู้อื่น(หยิ่งยโส)"
    อัล-หะสัน กล่าวว่า "ผู้รู้ คือ ผู้สันโดษ(สมถะ)ต่อดุนยาและรักใคร่ต่ออะคีเราะฮฺ มีความรู้ศาสนาอย่างลึกซึ้ง และทำการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮอยู่เสมอ" ในรายงานอื่นกล่าวว่า "คือผู้ที่ไม่อิจฉาริษยาต่อใครก็ตามที่อยู่เหนือเขา และไม่ดูถูกคนที่อยู่ข้างล่างเขา และจะไม่รับค่าจ้างแม้แต่น้อยในการเผยแพร่ความรู้ของอัลลอฮ"(อัล-คิฏอบุล มินบาริยยะฮฺ 1/177)
    2.ท่านอิบนุ เราะญับ อัล-หัมบาลีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “พวกเขา คือ ผู้ที่ไม่ยอมรับว่าตนเองมีความรู้ ไม่หยิ่งยโสในความรู้ที่มี และไม่มุ่งตัดสินคนโง่เขลาว่าคือคนที่ปฏิเสธ(ไม่เอา)อัส-สุนนะฮฺ”
    3.ท่านอิบนุ เราะญับ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า "พวกเขา คือ ผู้ที่คิดร้าย(ประณาม)ต่อตัวของพวกเขาเอง(ก่อนผู้อื่นเสมอ) และคิดในแง่ดีต่ออุละมาอ์ในยุคสะลัฟ และพวกเขายอมรับในบรรดาอุละมาอ์ก่อนหน้าพวกเขา และยอมรับว่าพวกเขานั้นไม่สามารถบรรลุหรือเข้าใกล้ตำแหน่งของพวกเขา(อุละมาอ์ยุคสะลัฟ)ได้"
    4.พวกเขาเชื่อว่า สัจธรรมและทางนำมีอยู่ในสิ่งที่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลาทรงประทานลงมา อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَيَرَى الَّذِيْنَ أُوْتُوْا الْعِلْمَ الَّذِي أُنْزِلَ إِلَيْكَ مِنْ رَبِّكَ هُوَ الْحَقَّ وَيَهْدِي إِلَى صِرَاطِ الْعَزِيْزِ الْحَمِيْدِ

ตระหนักดีว่า สิ่งที่ได้ถูกประทานแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นสัจธรรม และจะชี้นำไปสู่แนวทางแห่งพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
(สูเราะฮฺสะบะอฺ 34 : 6)
 
    5.พวกเขา คือ ผู้ที่เข้าใจในการเปรียบเปรยทั้งหลายของอัลลอฮในอัล-กุรอาน รวมถึง สิ่งที่อัลลลอฮและเราะสูลของพระองค์ประสงค์ด้วย อัลลอ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَتِلْكَ اْلأَمْثاَلُ نَضْرِبُهاَ لِلنَّاسِ وَماَ يَعْقِلُهاَ إِلاَّ الْعاَلِمُوْنَ

และเหล่านี้คืออุปมาทั้งหลายที่เราได้เปรียบเทียบมัน สำหรับปวงมนุษย์แต่ไม่มีผู้ใดตระหนักมันหรอก นอกจากผู้มีความรู้
(สูเราะฮฺอัล-อังกะบูต 29 : 43)

    6.พวกเขา คือ ผู้มีความสามาถในการวินิจฉัยบทบัญญัติศาสนาและเข้าใจในมันอย่างดี อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَإِذَا جآءَهُمْ أَمْرٌ مِنَ اْلأَمْنِ أَوْ الْخَوْفِ أَذَاعُوْا بِهِ وَلَوْ رَدُّوْهُ إِلَى الرَّسُوْلِ وَإِلَى أُولِي اْلأَمْرِ مِنْهُمْ لَعَلِمَهُ الَّذِيْنَ يَسْتَنْبِطُوْنًهُ مِنْهُمْ وَلَوْ لاَ فَضْلَ اللهِ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَتُهُ لاَتَّبَعْتُمُ الشَّيْطاَنَ إِلاَّ قَلِيْلاً

และเมื่อมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมายังพวกเขาจะเป็นความปลอดภัยก็ดีหรือความกลัวก็ดี พวกเขาก็จะแพร่มันออกไปและหากว่าพวกเขาให้มันกลับไปยังร่อซู้ล และยังผู้ปกครองการงานในหมู่พวกเขาแล้ว แน่นอนบรรดาผู้ที่วินิจฉัยมันในหมู่พวกเขาก็ย่อมรู้มันได้ และหากมิใช่ความเมตตาของอัลลอฮที่มีต่อพวกเจ้าแล้ว แน่นอน พวกเจ้าก็คงปฏิบัติตามชัยตอนไปแล้ว นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
(สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 83)

    7.พวกเขา คือ ผู้ที่น้อบน้อมและคุชูอ์ในการดำรงปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสว่า

قُلْ آمَنُوا بِهِ أَوْ لاَ تُؤْمِنُوا إِنَّ الَّذِيْنَ أَوْتُوا الْعِلْمَ مِنْ قَبْلِهِ إِذِا يُتْلَى عَلَيْهِمْ يَخِرُّوْنَ لِلأًذْقاَنِ سُجَّدًا. وَيَقُوْلُوْنَ سُبْحاَنَ رَبِّناَ إِنْ كاَنَ وَعْدُ رَبِّناَ لَمَفْعُوْلاً. وَيَخِرُّوْنَ لِلأَذْقاَنِ يَبْكُوْنَ وَيَزِيْدُهُمْ خُشُوْعاً

จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พวกท่านจะศรัทธาในมันหรือไม่ศรัทธาก็ตามแท้จริง บรรดาผู้ได้รับความรู้ก่อนหน้ามันนั้นเมื่อมันได้ถูกอ่านแก่พวกเขาพวกเขาจะหมอบราบลง ใบหน้าจรดพื้นเพื่อสุญด  และพวกเขาจะกล่าวว่า มหาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าของเรา สัญญาของพระเจ้าของเรานั้นแน่นอน ย่อมถูกปฏิบัติให้ครบถ้วน  และพวกเขาจะหมอบราบลงใบหน้าจรดพื้นพลางร้องไห้และมันจะเพิ่มการสำรวมแก่พวกเขา
(สูเราะฮฺอัล-อิสรออ์ 17 : 107-109)

    (มุอามะละตุล อุละมาอ์ เขียนโดย อัช-ชัยคฺ มุหัมมัด บิน อุมัร บิน สะลีม บัซมูล , วุญุบ อัล-อิรติบาฎ บิล อุละมาอ์ เขียนโดย อัช-ชัยคฺ หะสัน บิน กอศิม อัร-ริมีย์)
    นี่คือคุณลักษณะส่วนหนึ่งของอุละมาอ์ที่แท้จริง ตามพระประสงค์ของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ที่มีอยู่ในอัล-กุรอาน และสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัท ด้วยสิ่งดังกล่าวนี้ ที่ทำให้เห็นผู้แอบอ้างตนเป็นอุละมาอ์และสวมชุดของพวกเขาทั้งที่ตนเองมิได้คู่ควรที่จะได้ใส่มันเลยถูกจับกุมตัว และด้วยสิ่งดังกล่าวนี้เช่นกัน ที่ธาติแท้ของอุละมาอ์อะฮฺลุลบิดอะฮฺผู้ไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้ได้ถูกเปิดเผยตัวตนออกมา พวกเขาห่างไกลจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺเป็นอย่างมากและยังออกนอกแนวทางแห่งชนสะลัฟอีกด้วย

    ที่มา : วารสาร อัช-ชะรีอะฮฺ-มีการดัดแปลงปรับปรุงเล็กน้อย

Zunnur Abu Hanzalah:


อัศหาบุล หะดีษ
(ทำความรู้จักบรรดาอิมาม อะฮฺลุสสุนนะฮฺ อัศหาบุล หะดีษ)
โดย อุซตาซ มุหัมมัด อุมัร อัส-สุวัยดฺ

    แท้จริง ไม่มีความปลอดภัย เว้นแต่ด้วยการปฏิบัติตามอัล-กุรอานและสุนนะฮฺด้วยความเข้าใจของสะละฟุลอุมมะฮฺ(ชนรุ่นแรกของประชาชาติ) แต่เราไม่อาจได้ยินหรือฟังสุนนะฮฺและความเข้าใจของพวกเขาได้ เว้นแต่ด้วยสายรายงาน และสายรายงานนั้นคือส่วนหนึ่งของศาสนา ดังนั้น จงดูเถิดว่าท่านรับศาสนามาจากใคร ผู้ที่เข้าใจที่สุดในเรื่องสายรายงาน ก็คือ อะฮฺลุลหะดีษ ดังนั้น ในงานเขียนนี้ เราจะได้ศึกษาถึงสถานภาพของพวกเขาที่สูงส่งยิ่งนัก
    ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

نَضَّرَ اللهُ امْرَأً سَمِعَ مِنَّا حَدِيْثًا فَبَلَّغَهُ

“อัลลอฮจะทรงทำให้สว่างแก่(ใบหน้าของ)คนๆหนึ่งที่ได้ฟังหะดีษจากเรา แล้วเขาก็เผยแพร่มัน”
(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อะหฺมัด , อบูดาวูด)
    ชัยคฺ รอบิอฺ บิน ฮาดีย์ อัล-มัดเคาะลีย์ กล่าวว่า “หะดีษนี้เศาะฮีหฺ รายงานโดย อิมามอะหฺมัด ในมุสนัด 5/183 , อิมาม อบูดาวูด ใน อัส-สุนัน 3/322 , อิมามอัต-ติรมีซีย์ ในมุสนัด 5/33 , อิมามอิบนุ มาญะฮฺ ในอัส-สุนัน 1/84 , อิมามอัด-ดาริมีย์ ในอัส-สุนัน 1/86 , อิมามอิบนุ อบีอาศิม ในอัส-สุนัน 1/45 , อิบนุ อับดิลบัรรฺ ในญามิอฺ บะยานิล อิลมิ วะ ฟัฎลิฮี 1/38-39 , ดู อัศ-เศาะฮีหะฮฺ โดย อัล-อัลลามะฮฺ อัล-อัลบานีย์(404) รายงานหลายทางจนถึงท่านซัยดฺ บิน ษาบิต , ญุบัยรฺ บิน มุฏอิม และอับดุลลอฮ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม”
    หะดีษถูกนำเสนอโดยตัวท่าน(ชัยคฺ รอบิอฺ)เองในหนังสือเล่มเล็กชื่อ มะนานะตุ อะฮฺลิล หะดีษ คือ เมื่อท่านนำเสนอคำพูดของอิมามผู้ยิ่งใหญ่ อบูบักรฺ อะหฺมัด บิน อลี อัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 463)จากหนังสือของท่านที่ชื่อว่า ชะรอฟุล อัศหาบิล หะดีษ ซึ่งมีความหมายว่า “ความประเสริฐของอัศหาบุลหะดีษ”
    ในหนังสือดังกล่าว ท่านได้อธิบายถึงความประเสริฐและตำแหน่งที่สูงศักดิ์ของอะฮฺลุลหะดีษ และท่านยังกล่าวถึงบุญคุณและความพยายามในการรับใช้ศาสนานี้(อิสลาม)ของพวกเขาด้วย อีกทั้งการปกป้องศาสนานี้จากอุตริกรรมทั้งหลาย ท่านได้กล่าวยกย่องพวกเขาว่า “แท้จริง อัลลอฮทรงทำให้พวกเขา(อะฮฺลุลหะดีษ)เป็นกำแพงแห่งชะรีอะฮฺ ด้วยความพยายามของพวกเขา พระองค์จึงทรงทำลายความชั่วแห่งบิดอะฮฺทั้งหมด พวกเขาคือผู้ไว้วางใจของอัลลอฮท่ามกลางสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์ พวกเขาเป็นดั่งสะพานเชื่อมระหว่างท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กับอุมมะฮฺของท่าน และพวกเขาคือผู้ที่มุ่งมั่น จริงจัง ในการปกป้องศาสนาของพระองค์ รัศมีของพวกเขานั่นเปล่งประกาย ความประเสริฐของพวกเขามีมากมาย สัญญาณของพวกเขาชัดเจน มัซฮับของพวกเขายอดเยี่ยม หลักฐานของพวกเขาหนักแน่น....”
    หลังจากที่ได้กล่าวถึงหะดีษข้างต้นแล้ว ท่านอัล-เคาะฏีบ เราะหิมะฮุลลอฮ ก็ได้นำเสนอคำพูดของท่านสุฟยาน บิน อุยัยนะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮพร้อมสายรายงานว่า ท่านกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่แสวงหาหะดีษ(ศึกษาหะดีษ) เว้นแต่ ใบหน้าของเขาจะมีรัศมี เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า : “อัลลอฮจะทรงทำให้สว่างแก่(ใบหน้า)ของคนๆหนึ่งที่ได้ฟังหะดีษจากเรา แล้วเขาก็เผยแพร่มัน”
     หลังจากที่ได้รายงานหะดีษซึ่งเป็นคำสั่งเสียของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ให้เราให้เกียรติแก่อัศหาบุลหะดีษแล้ว ท่านก็ได้รายงานหะดีษต่อมาว่า

بَدَأَ اْلإِسْلاَمُ غَرِيْبًا وَسَيَعُوْدُ غَرِيْبًا فَطُوْبَى لِلْغُرَبَاءِ

“อิสลามเริ่มต้นอย่างคนแปลกหน้า และจะกลับมาอีกครั้งอย่างแปลกหน้า
ดังนั้น จงแจ้งข่าวดีแก่คนแปลกหน้าเถิด”
(บันทึกโดย มุสลิม , อะหฺมัด , ติรมีซีย์ และอิบนุ มาญะฮฺ)
    ชัยคฺ รอบิอฺ กล่าวว่า “หะดีษนี้เศาะฮีหฺ บันทึกโดย อิมามมุสลิม ในเศาะฮีหฺของท่าน 1/130 , อิมาม อะหฺมัด ในมุสนัดของท่าน 1/398 , อิมาม ติรมีซีย์ ในอัส-สุนันของท่าน 5/19 , อิมาม อิบนุ มาญะฮฺ ในอัส-สุนันของท่าน 2/1319 และอิมาม อัด-ดาริมีย์ ในอัส-สุนันของท่าน 2/402”
    หลังจากรายงานหะดีษนี้แล้ว ท่านอัล-เคาะฏีบก็ได้นำคำพูดของท่านอับดาน เราะหิมะฮุลลอฮ ว่าท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺและท่านอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า “พวกเขาคือ อัศหาบุลหะดีษรุ่นแรก” แล้วก็รายงานหะดีษที่ว่า “อุมมะฮฺของฮันจะแตกออกเป็น 70 กว่าพวก ทั้งหมดจะเข้านรก ยกเว้นกลุ่มเดียว”
    ชัยคฺ รอบิอฺ กล่าวว่า “หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อิมามอะหฺมัด ในมุสนัด 2/332 , อิมาม อบูดาวูด ในอัส-สุนัน 4/197 และอัลหากิม ในมุสตัดร็อก 1/128 ดู อัศ-เศาะฮีหะฮฺ โดยชัยคฺ อัล-อัลลามะฮฺ อัล-บานีย์ 203”
    ท่าน(อัล-เคาะฏีบ)ได้กล่าวต่อไปพร้อมกับสายรายงานถึงท่านอิมาม อะหฺมัด บิน หัมบัล เราะหิมะฮุลลอฮ ว่าท่านกล่าวว่า “เกี่ยวกับกลุ่มชนที่ปลอดภัยนั้น หากไม่ใช่อะหฺลุลหะดีษแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเขาคือใคร”(หน้า 13 , ชะรอฟุล อัศหาบิล หะดีษ โดย อัล-เคาะฏีบ)
    หลังจากนั้น ชัยคฺ อัล-เคาะฏีบ ก็กล่าวถึงหะดีษเกี่ยวกับ ฏออิฟะฮฺ มันศูเราะฮฺ(กลุ่มชนแห่งชัยชนะ)ที่กล่าวว่า : “จะมีกลุ่มหนึ่งจากอุมมะฮฺของฉันที่ดำรงมั่นอยู่บนสัจธรรม พวกเขาจะไม่ได้รับอันตรายจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเขา จนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ”(บันทึกโดย มุสลิม , อะหฺมัด , อบูดาวูด)
    ชัยคฺ รอบิอฺ กล่าวว่า “หะดีษนี้เศาะฮีหฺ บันทึกโดย อิมามมุสลิม ในเศาะฮีหฺของท่าน 3/1523 , อิมาม อะหฺมัด ในมุสนัด 5/278-279 , อิมาม อบูดาวูด ในสุนัน 4/420 , อิมามอิบนุ มาญะฮฺ ในสุนัน 1/4-5 , อัล-หากิม ในมุสตัดร็อก 4/449-450 , ฏ็อบรอนีย์ ในมุอ์ญามุล กะบีร 7643 และอัฏ-เฏาะยาลิสีย์ ในมุสนัด หน้า 94 หมายเลขที่ 689 ดู อัศ-เศาะฮีหะฮฺ โดย อัล-อัลลามะฮฺ อัล-อัลบานีย์ 270-1955”
    แล้วท่าน(อัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์)ก็กล่าวว่า : ยาซีด บิน ฮารูน กล่าวว่า “หากพวกเขาไม่ใช่อัศหาบุล หะดีษแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นใคร” หลังจากนั้น ท่านได้รายงานพร้อมกับสายรายงานของมัน ถึงท่านอิมามอะหฺมัด บิน สินาน และอลี อิบนุ มาดินีย์ ว่า พวกเขากล่าวว่า “แท้จริง พวกเขาคือ อัศหาบุลหะดีษ , อุละมาอ์ และนักรายงาน” (หน้า 14-15)
    เช่นนั้นแหล่ะ ที่บรรดาอุละมาอ์ต่างกล่าวว่า ฟิรเกาะตุน นาญิยะฮฺ(กลุ่มชนที่ปลอดภัย)นั้น คือ กลุ่มชนที่ดำรงอยู่บนสัจธรรมและได้รับความช่วยเหลือ(ฏออิฟะฮฺ มันศูเราะฮฺ) คือ คนแปลกหน้า(ฆุเราะบาอ์)ท่ามกลางประชามคมมุสลิมที่แปดเปื้อนไปด้วยนานาอุตริกรรมและแยกออกจากมันฮัจญ์อัส-สุนนะฮฺ พวกเขาคือ อัศหาบุลหะดีษ

ใครคือ อัศหาบุลหะดีษ?

    หะดีษบทแรกที่เรากล่าวถึงนั้น ชี้ถึงคุณลักษณะเฉพาะของอัศหาบุลหะดีษ คือ ฟัง(เรียนรู้)หะดีษและเผยแพร่มัน ด้วยสิ่งดังกล่าวนี้ พวกเขาจึงสมควรได้รับการกล่าวถึงว่า คือ อุละมาอ์ผู้ศึกษาวิชาหะดีษ เข้าใจสายรายงาน วิเคราะห์ว่าบทใดเศาะฮีหฺและบทใดเฎาะอีฟ หลังจากนั้น ก็นำไปปฏิบัติและเผยแพร่มันออกไป พวกเขาคือผู้ปกปักษ์รักษาอัส-สุนนะฮฺ ผู้ดูแลศาสนา และผู้รับมรดกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
    ท่านเราะสูลุลลอฮไม่ทิ้งมรดกที่เป็นดิรฮัมหรือดินาร(หมายถึง ทรัพย์สิน) แต่ท่านทิ้งมรดกแห่งความรู้ ซึ่งอัศหาบุลหะดีษแบกรับมันไว้ นักฟิกฮฺที่ปราศจากความรู้หะดีษ เขาคือ อักลานีย์(พวกชอบใช้สติปัญญาของตัวเองเป็นหลัก) และนักตัฟสีรที่ไร้ความรู้หะดีษหะด๊า เขาคือ อะฮฺลิก ตะอ์วีล(พวกชอบตีความด้วยตัวเอง)
    อิมาม อบู มุหัมมัด อับดุลลอฮ บิน มุสลิม กุตัยบะฮฺ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 276)กล่าวว่า “...แต่อัศหาบุลหะดีษนั้น แท้จริง พวกเขาแสวงหาสัจธรรมจากความจริง และปฏิบัติตามมันตามตำแหน่งของมัน พวกเขาสร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลาด้วยการปฏิบติตามสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ และทุ่มเทค้นหาร่องรอยและเรื่องราวของมัน(คือตรวจสอบความถูกต้องของมันว่ามาจากท่านนบีจริงหรือไม่ด้วย) ไม่ว่าจะบนผืนดินและใต้น้ำ จากฝั่งตะวันออกและตะวันตก
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่เดินทางไกลแสนไกลด้วยการเดินเท้า เพื่อแสวงหาหะดีษเพียงแค่บทเดียว เพื่อรับมันมาจากผู้สืบทอดมันโดยตรง พวกเขาตรวจสอบและอภิปรายรายงานดังกล่าว จนกระทั่งเข้าใจว่า บทใดที่เศาะฮีหฺ และบทใดที่เฎาะอีฟ บทใดที่หักล้าง และบทใดที่ถูกหักล้าง และรู้ว่าผู้ใดในหมู่ฟุเกาะฮาอ์(นักนิติศาสตร์)ที่สวนทางกับรายงานหะดีษดังกล่าวด้วยทัศนะ(ความคิด)ของตนเอง แล้วก็ทำการตักเตือนพวกเขาเหล่านั้น
    ด้วยเหตุนี้ สัจธรรมที่สลัวจึงเปล่งแสง ที่กระจัดกระจายจึงรวมเป็นหนึ่ง และเช่นเดียวกันนั้น ผู้คนที่ห่างไกลจากสุนนะฮฺจึงได้ใกล้ชิด ที่ไม่ใส่ใจจึงระลึกถึง และจากเมื่อก่อนที่ตัดสินด้วยคำพูดของบุคคล จึงกลับกลายมาตัดสินด้วยคำกล่าวของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม”(ในบทนำ , ตะอ์วีล มุคตะลาฟิล หะดีษ)
    อิมาม อบูหาติม มุหัมมัด อิบนุ หิบบาน บิน มุอ๊าซ บิน มะอฺบัด บิน สะอีด อัต-ตะมีมีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 354)กล่าวว่า “...แล้วอัลลอฮก็ทรงคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่งจากหมู่ผู้ปฏิบัติตามความดีจากผู้เจริญตามสุนนะฮฺและหลักฐาน(อัล-กุรอาน) เพื่อชี้นำพวกเขา(มนุษย์)ให้เชื่อฟังต่อมัน(อัล-กุรอานและสุนนะฮฺ)
    อัลลอฮทรงประดับประดาหัวใจของพวกเขาให้สวยงามด้วยอีมาน และทรงประทานแก่ลิ้นของพวกเขาซึ่งความชัดเจน พวกเขาคือผู้เผยแพร่สัญญาณแห่งศาสนา ผู้ติดตามสุนนะฮฺของท่านนบีด้วยการติดตามบนเส้นทางอันยาวไกล ต้องทิ้งครอบครัวและประเทศของตนเอง เพื่อรวบรวมสุนนะฮฺและปฏิเสธอารมณ์ใฝ่ต่ำ(บิดอะฮฺ)
    พวกเขาศึกษาสุนนะฮฺอย่างลึกซึ้งโดยห่างไกลจากการคิดวิเคราะห์ทุกสิ่งด้วยสติปัญญา(ที่คับแคบ)ของตนเอง...”
    ในช่วงท้าย ท่านกล่าวว่า “จนกระทั่ง อัลลอฮทรงคุ้มครองศาสนานี้ด้วยพวกเขาเพื่อประชาคมมุสลิมและปกป้องพวกเขาจากการล่อลวงของผู้สาปแช่ง อัลลอฮทำให้พวกเขาเป็นอีมาม(ผู้นำ)ที่ได้รับทางนำในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง และทรงทำให้พวกเขาเป็นดวงไฟยามค่ำคืน เมื่อความวุ่นวายปะทุขึ้น ดังนั้น พวกเขาคือ ผู้สืบทอดมรดกของบรรดานบีและผู้ถูกเลือกสรรทั้งหลาย...”(อัล-อิหฺสาน 1/20-23)
    อิมาม อบูมุหัมมัด อัล-หะสัน อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน บิน เคาะลัด อัร-ร็อมหุรมูซีย์(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 360)กล่าวว่า “อัลลอฮทรงสรรเสริญหะดีษและเทิดเกียรติแก่กลุ่มชนของมัน(อะฮฺลุลหะดีษ) และอัลลอฮทรงยกตำแหน่งของมันและทรงให้มันเป็นสิ่งตัดสินเหนือทุกแนวทาง ทรงให้มัน(หะดีษ)อยู่เหนือความรู้อื่นทั้งมวล พร้อมกับยกมันให้(มีเกียรติที่)สูงขึ้น ด้วยชื่อของบรรดาผู้นำพามันที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ดังนั้น พวกเขา(อะฮฺลุลหะดีษ)จึงเป็นหัวใจของศาสนา และคือผู้ฉายแสงแห่งหลักฐาน แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ได้รับการให้เกียรติและไม่ได้รับสิทธิแห่งตำแหน่งที่สูงส่ง(จากผู้คน) ทั้งที่พวกเขาคือผู้ปกป้องศาสนานี้แก่อุมมะฮฺ...”(อัล-มุหัดดิษุล ฟาศิล 1-4)
    อิมาม อบูอับดิลลาฮ มุหัมมัด บิน อับดิลลาฮ อัล-หากิม อัน-นัยสะบูรีย์(เสียชีวิตปีฮิจเราะฮฺที่ 405)ได้กล่าวภายหลังการรายงานพร้อมสายรายงานของมันถึงสองคำที่เกี่ยวข้องกับอะฮฺลุลหะดีษ ว่า : อุมัร บิน หัฟสฺ บิน ก็อยยาษ กล่าวว่า ฉันได้ยินคนถามพ่อของฉันว่า “ท่านไม่เคยเห็นอัศหาบุลหะดีษและสิ่งที่มีอยู่ในตัวพวกเขาหรือ?” ท่านกล่าวว่า “พวกเขาคือชาวโลกที่ดีที่สุด” และมีรายงานจากท่านอบูบักร บิน อัยยาศ กล่าวว่า“แท้จริง ฉันคิดว่า อะฮฺลุลหะดีษ คือ มนุษย์ที่ดีที่สุด”
    หลังจากนั้น ท่าน(อบูอับดิลลาฮ อัล-หากิม)กล่าวว่า "ทั้งสองยืนยันว่า อัสหาบุลหะดีษ คือ มนุษย์ที่ดีที่สุด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? (นั่นก็เพราะว่า)พวกเขาได้สละดุนยาของเขาทั้งหมดไว้ข้างหลังพวกเขา แล้วให้งานเขียนเป็นอาหาร ให้การวิเคราะห์วิจัยเป็นสำรับ และการทบทวน(สิ้งดังกล่าว)เป็นการพักผ่อน..."
    และสุดท้ายท่านกล่าวว่า "ดังนั้น ความนึกคิดของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความหอมวานต่อสุนนะฮฺ หัวใจของพวกเขาอัดแน่นอนไปด้วยความพึงพอใจต่อทุกสภาพการณ์ ความสุขของพวกเขา ก็คือ การได้ศึกษาเรียนรู้สุนนะฮฺ งานรักของเขาคือการเข้าร่วมมัจญ์ลิส(สถานชุมนุม)แห่งความรู้ พี่น้องของเขา คือ อะฮฺลุสสุนนะฮฺ และศัตรูของพวกเขา คือ อะฮฺลุลอิลฮาด (พวกปฏิเสธพระเจ้า)และอะฮฺลุลบิดอะฮฺ" (มะอฺริฟะตุล อุลูมุล หะดีษ 1-4)
    ชัยคฺ รอบิอฺ บิน ฮาดีย์ อัล-มัดเคาะลีย์ กล่าวถึงอัศหาบุลหะดีษไว้ว่า "พวกเขาคือผู้เดินตามแนวทางของบรรดาเศาะหาบะฮฺและตาบิอีน ซึ่งปฏิบัติตามพวกเขาด้วยความดีงามในการยึดมั่นต่ออัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ และกัดมันอย่างหนักแน่นด้วยฟันกราม ให้ทั้งสองสิ่งอยู่เหนือกว่าคำพูดและคำชี้นำอื่นทั้งมวล ไม่ว่าจะในเรื่องอะกีดะฮฺ อิบาดะฮฺ มุอามะละฮฺ อัคลาค การเมือง หรือสังคม
    ดังนั้น พวกเขาจึงเป็นผู้ที่มั่นคงในหลักพื้นฐานและสิ่งปลีกย่อยของศาสนานี้ อย่างถูกต้องสอดคล้องกับสิ่งที่อัลลอฮทรงประทานลงมาและวะฮีย์แก่เราะสูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปวงบ่าวของพระองค์ พวกเขาดำรงอยู่บนการทำงานดะอฺวะฮฺ เรียกร้องไปสู่สิ่งดังกล่าวอย่างจริงจังและซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณ(แห่งงานดะอฺวะฮฺ)อย่างมั่นคง พวกเขาคือผู้นำพาความรู้ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทำความสะอาดมันให้บริสุทธิ์จากการบิดเบือนของผู้ละเมิดขอบเขต จากความมดเท็จของคนมดเท็จ และจากการตีความของคนโง่เขลา ด้วยเหตุนี้  พวกเขาจึงคอยสอดส่อง ระมัดระวังกลุ่มชนที่หลงออกจากครรลองอิสลาม เช่น ญะฮฺมียะฮฺ , เคาะวาริจญ์ , รอฟิเฎาะฮฺ , มุรญิอะฮฺ , เกาะดะรียะฮฺ และทุกแนวทางที่แยกออกจากแนวทางของอัลลอฮในทุกยุคทุกสมัยและทุกพื้นที่ พวกเขา(อัศหาบุลหะดีษ)จะไม่สนใจต่อคำกล่าวร้าย(และสาปแช่ง)ของผู้กล่าวร้าย...."
    และในตอนท้าย ท่านกล่าวว่า พวกเขาคือกลุ่มชนที่ปลอดภัย/ประสบความสำเร็จ(ฟิรเกาะฮฺ นาญิยะฮฺ) ซึ่งยืนหยัดอยู่บนสัจธรรม และได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา(ฏออิฟะฮฺ มันศูเราะฮฺ) แล้วกล่าวว่า "พวกเขา  มาภายหลังบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ด้วยการปกครองดูแลของอัล-คุละฟาอ์ อัร-รอชิดีน พวกเขาคือ ตาบิอีน , พวกเขาคือ : ผู้ปกป้องอากิดะฮฺ
    ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น พวกเขาคือนำพาความรู้จากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม พวกเขาคือผู้ปกป้องและชำระมันให้บริสุทธิ์จากการบิดเบือน สิ่งมดเท็จ และการตีความของอะฮฺลุลบิดอะฮฺ
    ดังนั้น เมื่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺกลุ่มแรก คือ เคาะวาริจญ์ปรากฏตัวขึ้น ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ และบรรดาเศาะหาบะฮฺจึงลุกขึ้นต่อต้านพวกเขา ต่อสู้และปฏิบัติตามรายงานจากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่สั่งให้สังหารพวกเขา และแจ้งข่าวดีว่า การสังหารพวกเขา คือ การสร้างความใกล้ชิด(อิบาดะฮฺ)กับอัลลอฮ(เพราะพวกเคาะวาริจญ์ คือ ผู้บ่อนทำลายศาสนาของอัลลอฮและสร้างความวุ่นวายในแผ่นดิน)” (ดู มะวากิฟุศ เศาะหาบะฮฺ ฟิล ฟิตนะฮฺ บทที่ 3 เล่ม 2 หน้า 191 โดย ดร.มุหัมมัด อะหฺมาซูน)
    เมื่อชีอะฮฺเกิดขึ้น ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ลงโทษด้วยแส้ต่อคนที่กล่าวว่าท่านดีกว่าท่านอบูบักรฺ และอุมัรด้วยการเขี่ยน 80 ครั้ง และผู้ที่เลยเถิดในหมู่พวกเขา ที่ยกย่องท่านอลีจนถึงขึ้นของอุลูฮิยะฮฺ(การเป็นพระเจ้า) ก็ถูกท่านเผาไฟ(ดู ฟะตาวา ชัยคุลอิสลาม)
    เช่นเดียวกัน เมื่อมีข่าวมาถึงท่านอับดุลลอฮ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่ามีกลุ่มชนนั้นปฏิเสธตักดีร(การกำหนดสภาวการณ์)ของอัลลอฮ และกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ท่านจึงกล่าวแก่ผู้นำข่าวนั้นมาว่า “เมื่อท่านพบพวกเขา จงแจ้งแก่พวกเขาว่า ฉันขอแยกตัว(อัล-บะรออ์)จากพวกเขา และพวกเขาก็แยกตัวจากฉันด้วย! ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ หากคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขาครอบครองทองคำเท่าภูเขาอุหุด และใช้จ่ายไปในหนทางของอัลลอฮ อัลลอฮก็จะมิทรงตอบรับจากพวกเขา จนกว่าเขาจะศรัทธาต่อตักดีรแห่งความดีและความชั่วของพระองค์”(บันทึกโดย มุสลิม 1/36)
    อิมามมาลิกเอง เมื่อถูกถามเกี่ยวกับคนที่กล่าวว่า อัล-กุรอาน คือ มัคลูก(สิ่งถูกสร้าง) ท่านกล่าวว่า “เขาปฏิบัติตามความคิดของกาฟิร(หมายถึง เขาเป็นกาฟิร) จงฆ่าเขา!!”
    ท่านอิบนุล มุบาร็อก , อัล-ลัษลฺ บิน สะอดฺ , อิบนุ อุยัยนะฮฺ ,  ฮาชิม , อลี บิน อาศิม , หัฟสฺ บิน เกาะยาษ รวมถึงวากิอฺ บิน ญัรรอหฺ ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับท่านอิมามาลิก ทัศนะเช่นนี้ยังมีรายงานมาจากอิมามอัษ-เษารีย์ , วะฮฺฮาบ บิน ญะรีร และยาซีด บิน ฮารูน อีกด้วย (โดยพวกเขากล่าว)ว่า “พวกเขาจะต้องทำการเตาบะฮฺ(กลับเนื้อกลับตัว) หากปฏิเสธ ก็จงตัดคอพวกเขาเสีย”(ชัรหฺ อุศูล อิอฺติกอด 494 , ค็อลกุ อัฟอาลิล บิอาด หน้า 25 , อัชอะรียยะฮฺ โดย อัล-อะญุรรีย์ หน้า 79 และชัรหุส สุนนะฮฺ-อัล-บะฆอวีย์ 1/187)
    ท่านรอบิอฺ บิน สุลัยมาน อัล-มุรอดีย์ สหายของอิมามชาฟิอีย์ กล่าวว่า “เมื่อหัฟสฺ อัล-ฟัรดีย์ ชวนอิมามชาฟิอีย์พูดคุยด้วย และเขากล่าวว่า อัล-กุรอาน คือ มัคลูก” อิมามชาฟิอีย์จึงกล่าวแก่เขาว่า “อิมามชาฟิอีย์เคยถูกถามถึงการอิสตะวา(ประทับ)ของอัลลอฮบนอรัช(บัลลังถ์)ของพระองค์ ท่านกล่าวว่า : อิสตะวา เป็นที่รู้กัน แต่อย่างไรนั้นไม่ทราบ และการถามถึงสิ่งนั้น คือ บิดอะฮฺ และฉันไม่มองท่าน เว้นแต่คือ อะฮฺลุลบิดอะฮฺ! หลังจากนั้น(ผู้ถาม)ก็ถูกสั่งให้ออกไปและท่านก็ยืนยันว่า อัลลอฮทรงอยู่บนท้องฟ้า และท่านก็เคยไล่คนๆหนึ่งออกจากมัจญ์ลิสของท่าน เพราะเขาคือมุรญิอะฮฺ”(ชัรหฺ อุศูล อิอฺติกอด 664)
    สะอีด บิน อะมีร กล่าวว่า “อัล-ญะฮฺมียยะฮฺ มีถ้อยคำที่เลวทรามยิ่งกว่ายะฮูด(ยิว)และนะศอรอ(คริศต์)เสียอีก ยะฮูดและนะศอร และพวกนับถือศาสนา(ที่เชื่อในพระเจ้า)ทั้งหมด ต่างก็ยอมรับตรงกันว่า พระเจ้าอยู่บนบัลลังถ์(ข้างบน) แต่พวกเขา(อัล-ญะฮฺมียยะฮฺ)กลับกล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดทั้งนั้นบนอรัชฺ!!”(ค็อลกุ อัฟอาลิล อิบาด หน้า 15)
    ท่านอิบนุล มุบาร็อก กล่าวว่า “เราจะไม่กล่าวเช่นคำกล่าวของพวกญะฮฺมียยะฮฺที่ว่า พระองค์(อัลลอฮ)ทรงอยู่บนแผ่นดิน แต่(เราจะกล่าวว่า)อัลลอฮทรงอิสตะวาบนอรัชของพระองค์” เมื่อถูกถามว่า “เราจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าของเราได้อย่างไร?” ท่านตอบว่า “พระองค์ทรงอยู่บนอรัช....แท้จริง เราเคยเล่าคำพูดของพวกยะฮูดและนะศอร แต่เราไม่อยากเล่าถึงคำพูดของพวกญะฮฺมียยะฮฺเลย”(ค็อลกุ อัฟอาลิล อิบาด-อัลบุคอรีย์ หน้า 15 , อัส-สุนนะฮฺ-อับดุลลอฮ บิน อะหฺมัด บิน อัมบัล 1/111 และร็อบบฺ อะลัล ญะฮฺมียยะฮฺ-อัดดาริมีย์ หน้า 21 และ 184)
    อิมามอัล-บุคอรีย์ กล่าวว่า “ฉันได้เห็นคำพูดของยะฮูด นะศอรอ และมะญูสีย์ แต่ฉันไม่เคยพบเห็นพวกที่หลงผิดในการปฏิเสธศรัทธายิ่งกว่าพวกเขา(ญะฮฺมียยะฮฺ) และแท้จริง ฉันถือว่าคนที่ไม่ตักฟีรพวกเขา คือ คนโง่เขลา ยกเว้นผู้ที่ไม่รู้ถึงการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาเท่านั้น”(ค็อลกุ อุฟอาลิล อิบาด หน้า 19)
    รายงานจากบันทึกของอัล-บัยฮากีย์ด้วยสายรายงานที่ดี จากท่านอัล-เอาซาอีย์ ท่านกล่าวว่า “ฉันและตาบิอีนทั้งหมด กล่าวว่า แท้จริง อัลลอฮทรงอยู่บนอรัชของพระองค์ และเราศรัทธาต่อคุณลักษณะทั้งหมดที่มีรายงานอยู่ในสุนนะฮฺ”
    อบุลกอศิมกล่าวสายรายงานไปถึงมุหัมมัด บิน หะสัน อัช-ชัยบานีย์ ว่า เขากล่าวว่า “บรรดาฟุเกาะฮาอ์(อุละมาอ์)ทั้งหมดจากตะวันออกและตะวันตกต่างมีมติพ้องกันบนการศรัทธาต่ออัล-กุรอานและอัล-หะดีษที่นำมาโดยนักรายงานที่ษิเกาะฮฺ(เชื่อถือในคุณธรรมของเขาได้) จากท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกี่ยวกับคุณลักษณะของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา โดยไม่มีการตัชบิฮฺ(เปรียบเทียบ)และตัฟสีร(อรรถาธิบาย/ตีความ) ผู้ใดที่ตีความสิ่งหนึ่งจากคุณลักษณะของอัลลอฮ และเอ่นกล่าวถ้อยคำเช่นเดียวกับคำกล่าวของญะฮมฺ(บิน สุฟยาน) ดังนั้น เขาได้แยกออกจากสิ่งที่มีอยู่ ณ ที่เราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเศาะหาบะฮฺของท่านแล้ว และเขาได้แยกตัวเองออกจากอัล-ญะมาอ์ เพราะตีความอัลลอฮด้วยคุณลักษณะที่หามีอยู่ไม่”(ชัรหฺ อุศูล อิอฺติกอด อะฮฺลุสสุนนะฮฺ  740)
    ท่านอิบนุ อบีหาติม บันทึกในมะนากิบ ชาฟิอีย์ จากยูสุน บิน อับดุลอะอฺลา ว่า ฉันได้ยินอิมามชาฟิอีย์ กล่าวว่า “อัลลอฮทรงคัดเลือกพระนามและคุณลักษณะที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ ผู้ใดปฏิเสธมันภายหลังที่หลักฐานได้ถูกนำเสนอแก่เขาแล้ว ดังนั้น เขากลายเป็นกาฟิรแล้ว แต่หากปฏิเสธก่อนได้รับหลักฐาน ก็เป็นที่เข้าใจว่าเขาโง่เขลา เพราะความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยเหตุผล ความฝัน และความคิด ดังนั้น เราขอยืนยันในคุณลักษณะทั้งหลายนี้(ของพระองค์)และขอปฏิเสธการเปรียบเทียบ ดังเช่นที่อัลลอฮทรงปฏิเสธด้วยตัวของพระองค์เอง”(ดู ฟัตหุล บารีย์ 13/406-407)
    อบูอีซา มุหัมมัด บิน อีซา อัต-ติรมีซีย กล่าวภายหลังได้รายงานหะดีษเกี่ยวกับการที่อัลลอฮทรงรับการเศาะดะเกาะฮฺด้วยพระหัตถ์ของพระองค์(มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ)ว่า “ไม่มีอะฮฺลุลอิลมฺ(อุละมาอ์)สักคนเดียวที่กล่าวถึงหะดีษนี้และที่คล้ายคลึงนี้ จากรายงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของอัลลอฮ เช่น การเสด็จลงมาของพระองค์สู่โลกดุนยาในทุก(ช่วงท้ายของ)ค่ำคืน  พวกเขาทั้งหมดกล่าวว่า : รายงานต่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดเจน , ได้รับการศรัทธา , (ต้อง)ไม่สุ่มเดา และไม่กล่าวว่า "อย่างไร" และนั่นคือคำพูดของอุละมาอ์จากอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺทั้งหมดด้วย”
    นั่นคือตัวอย่างคำพูดของพวกเขาในการปกป้องและคุ้มครองอะกีดะฮฺที่มาจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ อัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์ เราะหิมะฮุลลอ นำเสนอจากท่านอบูหาติม จากท่านอับดุลลอฮ บิน ดาวูด อัล-คูร็อยบีย์ ว่า “อัศหาบุลหะดีษ และผู้นำพาความรู้นี้ คือ ผู้ไว้วางใจของอัลลอฮสำหรับศาสนาของพระองค์ และคือผู้ปกป้องคุ้มครองสุนนะฮฺของเราะสูลุลลอฮ ตราบเท่าที่เขาดำรงบนความรู้และการปฏิบัติตาม”
    อิมามอัษ-เษารีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ยืนยันว่า “มลาอิกะฮฺ คือ ผู้ดูแลชั้นฟ้า ส่วนอัศหาบุลหะดีษนั้น คือ ผู้ดูแลแผ่นดิน”
    อิบนุ ซุร็อย เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกศาสนาจะมีทหารม้า และทหารม้าสำหรับศาสนานี้ ก็คือ อัศหาบุลอะสานีด(อัศหาบุลหะดีษ)”
    ถูกต้องแล้ว อัศหาบุลหะดีษ คือ กำลังพลสำคัญของศาสนานี้ พวกเขาคือผู้ปกป้องและดูแลศาสนาจากการบิดเบือน ความหลงผิด และการมดเท็ของพวกมุนาฟิกและอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ถึงขนาดว่า อัศหาบุลหะดีษทั้งหมดต่างก็ประพันธ์หนังสือมากมายเกี่ยวกับอะกีดะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ พร้อมกับตอบโต้/หลักล้างอะกีดะฮฺและความเข้าใจที่เป็นบิดอะฮฺและหลงทางทั้งมวล ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นฟุเกาะฮาอ์ หรือมุฟัสสิร หรืออุละมาอ์ ต่างก็คือ อะฮฺลุลหะดีษ ขออัลลอฮทรงประทานผลบุญแก่พวกเขาด้วยการงานของพวกเขา และทรงตอบแทนผลบุญแก่ความพยายามของพวกเขาซึ่งประชาคมมุสลิมจะได้รับประโยชน์จากความรู้ที่พวกเขาบันทึก รายงานที่พวกเขารวบรวม และหะดีษที่พวกเขาตรวจสอบอย่างแน่นอน
    สุดท้าย เรามาใคร่ครวญคำพูดของท่านอิมามชาฟิอีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺต่อไปนี้กันเถิด ท่านกล่าวว่า "เมื่อใดที่ฉันมองไปยังคนหนึ่งคนใดจากอัศหาบุลหะดีษ เสมือนว่าฉันกำลังมองเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฟื้นชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง"(บันทึกโดย อัล-เคาะฏีบ ด้วยสายรายงานที่เศาะฮีหฺ , ชะรอฟุล อัศหาบุล หะดีษ หน้า 26)

رَبَّنَا اغْفِرْ لَنَا وَلِإِخْوَانِنَا الَّذِينَ سَبَقُونَا بِالْإِيمَانِ وَلَا تَجْعَلْ فِي قُلُوبِنَا غِلًّا لِّلَّذِينَ آمَنُوا رَبَّنَا إِنَّكَ رَؤُوفٌ رَّحِيمٌ

ข้าแต่พระเจ้าของเราทรงโปรดอภัยให้แก่เราและพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา และขอพระองค์อย่าได้ให้มีการเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา ข้าแต่พระเจ้าของเรา แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ
(สูเราะฮฺอัล-หัชรฺ 59 : 10)
ที่มา : วารสาร สะละฟีย์ ฉบับที่ 4 ซุลเกาะอฺดะฮฺ 1415

Zunnur Abu Hanzalah:



ตาบิอีน : ผู้เจริญรอยตามหะดีษ

คำจำกัดความ

    ในด้านภาษา คำว่า ตาบิอีน คือ คำพหูกจน์ จากคำว่า ตาบิอี หรือตาบิอฺ  ตาบิอฺ คือ  ประธาน จากคำกริยาว่า ตาบิอะ เมื่อกล่าวว่า ตาบิอะฮู ฟุลาน ก็หมายถึงว่า มาชา ค็อลฟะฮุ(ชายคนนั้นเดินอยู่ข้างหลังเขา)
ในด้านการนำมาใช้ หมายถึง บุคคลที่ทันพบเจอกับเศาะหาบะฮฺในสภาพที่เป็นมุสลิมและเสียชีวิตในฐานะของมุสลิม(คือ อยู่ในอิสลาม) มีกล่าวว่า ตาบิอีน คือ บุคคลที่มาแทนที่เศาะหาบะฮฺ

ประโยชน์

    ส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่ได้รู้จักตาบิอีน ก็คือ สามารถแยกแยะหะดีษมุรสัล(คำพูของตาบิอีนที่รายงานตรงไปยังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม โดยไม่เอ่ยชื่อเศาะหาบะฮฺ)และหะดีษมุตตะศิล(สายรายงานเชื่อมต่อกันโดยไม่ขาดสายจนถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม)ได้

ระดับขั้นของตาบิอีน

    บรรดาอุละมาอ์มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องระดับขั้นของตาบิอีน ด้วยเหตุนี้  พวกเขาจึงแบ่งไปตามความคิดเห็นของตนเองไป เช่น
1.   อิมามมุสลิม แบ่งเป็น 3 ระดับ
2.   อิบนุ สะอดฺ แบ่งเป็น 4 ระดับ
3.   อัล-หากิม แบ่งเป็น 15 ระดับ ระดับแรกคือ กลุ่มที่ทันพบเจอกับเศาะหาบะฮฺสิบท่านได้รับแจ้งข่าวดีว่าได้เข้าสวรรค์

มุค็อดเราะมีน คือใคร?

    คำว่า มุค็อดเราะมีน เป็นคำพหูพจน์ของคำว่า มุค็อดร็อม ซึ่งมีความหมายว่า บุคคลที่มีชีวิตในสมัยญาฮิลียยะฮฺและสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และได้เข้ารับอิสลาม แต่ว่า ไม่เคยพบเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทัศนะที่ถูกต้องนั้น มุค็อดเราะมีน จัดอยู่ในบรรดาตาบิอีน จำนวนของพวกเขามีจำนวนประมาณ 20 คนตามการนับของอิมามมุสลิม
    แต่ทัศนะที่ดูเหมาะสมกว่า จำนวนของพวกเขามีมากกว่านั้น ส่วนหนึ่งของพวกเขา เช่น อบูอุษมาน อัน-นะหฺดีย์ และอัล-อัสวัด บิน ยะซีด อัน-นะคออีย์ (เป็นต้น)

ฟุเกาะฮาอ์ทั้งเจ็ด คือใคร?

    ในบรรดาอุละมาอ์ที่ยิ่งใหญ่มากมายจากตาบิอีนนั้น มีกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่า อัล-ฟะเกาะฮาอ์ อัส-สับอะฮฺ(ฟุเกาะฮาอ์ทั้งเจ็ด) พวกเขาคืออุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ในรุ่นตาบิอีน และทั้งหมดมาจากมะดีนะฮฺ ได้แก่
1.   สะอีด บิน อัล-มุสัยยับ
2.   อัล-กอศิม บิน มุหัมมัด
3.   อุรวะฮฺ บิน อัซ-ซุบัยรฺ
4.   คอริญะฮฺ บิน ซัยดฺ
5.   อบูสะละมฺ บิน อับดุรเราะหฺมาน
6.   อุบัยดิลลาฮ บิน อับดุลลอฮ บิน อุตบะฮฺ
7.   สุลัยมาน บิน ยะสาร
     (ในเรื่องนี้ ท่านอิบนุล มุบาร็อกจัดให้สาลิม บิน อับดุลลอฮ บิน อุมัร แทนที่อบูสะละมะฮฺ ส่วนท่านอบูอัซ-ซินาด บรรจุท่านอบูบักรฺ บิน อับดุรเราะหฺมาน แทนที่ทั้งสองคน คือ สาลิม และอบูสะละมะฮฺ)

ใครคือตาบิอีนที่ประเสริฐที่สุด
 
    อุละมาอ์มีความเห็นแตกต่างกันว่า ในหมู่ตาบิอีนนั้น ใครคือผู้ที่ประเสริฐที่สุด ทัศนะส่วนมาก(มัชฮูร)กล่าวว่า ผู้ที่ประเสริฐที่สุด คือ “สะอีด บิน อัล-มุสัยยับ” อบูอับดิลลาฮ  บิน คอฟิฟ อัช-ชัยรอซีย์ กล่าวว่า “ชาวเมืองมะดีนะฮฺกล่าวว่า ตาบิอีนที่ประเสริฐที่สุด คือ สะอีด บิน อัล-มุสัยยับ ชาวเมืองกูฟะฮฺกล่าวว่า อุวัยสฺ อัล-ก็อรนีย์ ชาวเมืองบัศเราะฮฺกล่าวว่า อัล-หะสัน อัล-บัศรีย์”

ใครคือตาบิอียาต(ตาบิอีนหญิง)ที่ประเสริฐที่สุด

    อบูบักรฺ บิน อบูดาวูด กล่าวว่า “หญิงสองคนจากตาบิอียาตที่ประเสริฐที่สุด คือ หัฟเศาะฮฺ บินติ สิรีน และอัมเราะฮฺ บินติ อับดุรเราะหฺมาน และหลังจากนั้น คือ อุมมุด ดัรดาอ์” (ในที่นี้ หมายถึง อุมมุด ดัรดาอ์ อัศ-ศุฆรอ(ภรรยาสาวของท่านอบูดัรดาด์) ชื่อว่า ฮุญัยมะฮฺ(บางคนก็บอกว่าชื่อ ญุฮัยมะฮฺ) ส่วนอุมมุด ดัรด์ อัล-กุบรอ(ภรรยาใหญ่ของท่านอบูดัรดาอ์)นั้น ชื่อว่า ค็อยเราะฮฺ เธอคือเศาะหาบิยะฮฺ)

หนังสือที่โด่งดังที่สุดเกี่ยวกับตาบิอีน

    ส่วนหนึ่ง คือ หนังสือ มะอฺริฟะฮฺ อัต-ตาบิอีน เขียนโดย อบูอัล-มิษร็อฟ บิน ฟุฏ็อยสฺ อัล-อันดะลูสีย์(อัร-ริสาละฮฺ อัล-มุสตัฏรีฟะฮฺ หน้า 105)


    ที่มา : ตัยสีร มุศเฏาะลาหฺ อัล-หะดีษ เขียนโดย ดร.มะหฺมูด อัฏ-เฏาะฮฺฮาน หน้า 202-203 พิมพ์โดย มักตะบะฮฺ อัล-มะอาริฟ , ริยาฎ ปี 1997/1417 ฮศ.

Zunnur Abu Hanzalah:


ความรู้วิชา อัล-ญะเราะหฺ วัต-ตะอ์ดีล
วิชา อัล-ญะเราะหฺ วัต-ตะอ์ดีล

    อัล-ญะเราะหฺ ในทางภาษาแล้ว เป็นคำ อิสมฺ มัศดัร(คำนามเดิม) ซึ่งมีความหมายว่า แผลที่มีเลือดไหล หรือสิ่งที่ทำให้อะดาละฮฺของคนๆหนึ่งลดลง(ลิสานุล อรับ ค้นหาคำว่า “ญะเราะหะ”)
    *อะดาละฮฺ ผันมาจากคำว่า อัดลฺ มีความหมายว่า ความเที่ยงธรรม หรือความยุติธรรม
    อัล-ญะเราะหฺ ในทางการนำไปใช้ คือ การมองถึงคุณลักษณะของนักรายงานหะดีษที่ลดความมีอะดาละฮฺของเขา และที่ทำลายความจำของเขา จนเป็นสาเหตุให้การรายงานของเขาไม่ถูกตอบรับ หรือลดความน่าเชื่อถือ จนกระทั่งถูกปฏิเสธไปเลย
    -อัต-ตัจญ์ริหฺ คือ การให้คุณลักษณะแก่นักรายงานหะดีษด้วยคุณลักษณะที่ทำให้รายงานของเขาอ่อนน้ำหนักลง หรือไม่ถูกตอบรับ

    อัล-อัดลุ ในทางภาษา หมายถึง ความเที่ยงตรงในหัวใจ ; ตรงข้ามกับการอธรรม/เนรคุณ และคนที่อาดิล(ผู้ยุติธรรม)นั้น หมายถึงว่า การเป็นพยานของเขาถูกตอบรับ ส่วนคำว่า อัต-ตะอ์ดีล หมายถึง การชำระและการทำความสะอาดให้บริสุทธิ์
    อัล-อัดลุ ในทางการนำไปใช้ คือ ผู้ที่ไม่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาสนาและบุคลิกภาพของเขา ดังนั้น การรายงานและการเป็นพยานของจึงถูกตอบรับ เมื่อครบเงื่อนไขการรายงานหะดีษ(ได้แก่ อิสลาม(เป็นมุสลิม)/บาลิฆ(บรรลุศาสนภาวะ)/อากิ้ล(สติสัมปชัญญะสมบูรณ์)และความจำดี)
    -อัต-ตะอ์ดีล คือ การให้คุณลักษณะแก่นักรายงานหะดีษด้วยคุณลักษณะที่ทำให้เขามีความบริสุทธ์ ซึ่งทำให้เขามีอะดาละฮฺ และการรายงานของเขาก็จะถูกตอบรับ

    และด้วยพื้นฐาน/ความเข้าใจอันนี้  วิชาอัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล จึงหมายถึงว่า วิชาที่ว่าด้วยความบกพร่องและความเที่ยงธรรม(อะดาละฮฺ)ของนักรายงานหะดีษ ด้วยการใช้ถ้อยคำเฉพาะต่างๆในการเรียกขาน เพื่อการตอบรับหรือการปฏิเสธรายงานของพวกเขา(อุศูลุ อัล-หะดีษ หน้า 260 และบทนำหนังสือ อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล 3/1)

การพัฒนาวิชา อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล

    บรรดาอุละมาอ์สนับสนุนให้ทำการญะเราะหฺและดะอ์ดีล และไม่ถือว่าสิ่งดังกล่าวเป็นการนินทาซึ่งต้องห้ามแต่อย่างใด โดยมีหลักฐานสนับสนุนดังนี้
1.   ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวแก่ชายคนหนึ่งว่า “(และ)นั่นคือพี่น้องที่ชั่วที่สุดในครอบครัวของเขา”(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์)
2.   ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวแก่ฟาฏิมะฮฺ บินติ ก็อยสฺ ที่ถามถึงท่านมุอาวิยะฮฺ บิน อบีสุฟยาน และอบูญะฮม ซึ่งก็ได้รับคำตอบมาว่า
“อบูญะฮมฺนั้น เขาไม่เคยวางไม้เท้าลงจากไหล่ของตัวเองเลย(ชอบตีภรรยา) แต่มุอาวิยะฮฺนั้น เขาเป็นมิสกีน(คนจน) และไม่มีทรัพย์สิน”(บันทึกโดย มุสลิม)

สองหะดีษข้างต้น ถือเป็นหลักฐาน อัล-ญะเราะหฺ ในเชิงนะศีหะฮฺและการก่อผลดี ส่วน อัต-ตะอ์ดีล นั้น มีหลักฐานดังนี้
1.   ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กว่าวว่า “บ่าวที่ดีที่สุดคนหนึ่งของอัลลอฮ คือ คอลิด บิน วะลีด เขาคือหนึ่งในดาบทั้งหลายของอัลลอฮ”(บันทึกโดย อะหฺมัด และอัต-ติรมีซีย์ จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ)

    ดังนั้น บรรดาอุละมาอ์จึงอนุญาต อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล เพื่อดูแปลปกป้องชะรีอะฮฺและศาสนานี้ มิใช่เพื่อการเหยียดหยามมนุษย์ อนุญาตให้กระทำการ ญะเราะหฺ ต่อพยานในชั้นศาลฉันใด การญะเราะหฺต่อนักรายงานหะดีษก็เป็นที่อนุญาติฉันนั้น ใช่เพียงแค่นั้น การสนับสนุนและค้นหาความจริงในปัญหาศาสนานั้น ย่อมสำคัญยิ่งกว่าปัญหาสิทธิและทรัพย์สินอย่างแน่นอน
    อัล-ญะเราะหฺ และอัต-ตะอ์ดีล ในวิชาหะดีษเป็นสิ่งที่แพร่หลายในหมู่เศาะหาบะฮฺ ตาบิอีน และบรรดาอุละมาอ์ภายหลังของเขาจนถึงปัจจุบัน เพราะหวั่นกลัวต่อสิ่งที่ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ตักเตือนไว้ ความว่า
     “จะมีขึ้นแก่อุมมะฮฺรุ่นสุดท้ายของฉัน บุคคลซึ่งบอกเล่าหะดีษแก่พวกท่านในสิ่งที่พวกท่านและบิดาของพวกท่านไม่เคยได้ยินมันมาก่อน ดังนั้น จงระมัดระวังพวกเขาเถิด และจงระมัดระวังพวกเขาเถิด”(บทนำเศาะฮีห มุสลิม)
    จากท่านยะหฺยา บิน สะอีด อัล-เกาะฮฺฏอน กล่าวว่า ฉันเคยถามท่านสุฟยาน อัษ-เษารีย์ ,ชุอฺบะฮฺ และมาลิก และท่านสุฟยาน บิน อุยัยนะฮฺ เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ไม่เคร่งครัดในหะดีษ แล้วก็มีชายคนหนึ่งมาหาฉันและถามเกี่ยวกับเขา พวกเขากล่าวว่า “จงประกาศเถิดว่า หะดีษของเขาไม่แข็งแรง(เชื่อถือไม่ได้)”(บทนำเศาะฮีหฺ มุสลิม)
    จากอบูอิสหาก อัล-ฟะซารีย์ กล่าวว่า “จงบันทึกจากบากิยยะฮฺ ในสิ่งที่เขารายงานจากผู้คนที่เป็นที่รู้จัก และจงอย่าบันทึกจากเขา ซึ่งสิ่งที่เขารายงานผู้คนที่ไม่เป็นที่รู้จัก และท่านจงอย่าเขียนสิ่งที่มาจากอิสมาอีล บิน อิยาศ ที่เขารายงานมาจากบุคคลที่เป็นที่รู้จักหรือนอกเหนือจากนั้น”(บากิยยะฮฺ บิน อัล-วะลีด กระทำการดัดลีส-ปิดบังรายชื่อนักรายงานที่เฎาะอีฟ-บ่อยครั้งมาก)
    เราสามารถรับรู้ถึงหะดีษเศาะฮีหฺและเฎาะอีฟได้ ก็ด้วยการตรวจสอบของบรรดาอุละมาอ์ผู้ทรงความรู้ที่อัลลอฮทรงประทานความเมตตาและความสามารถแก่เขาให้ได้รู้ถึงสถานภาพของนักรายงาน มีผู้กล่าวกับท่านอิบุล มุบาร็อกว่า “(เราจะทำอย่างไรกับ)หะดีษที่ถูกปลอมแปลงนี้?” ท่านตอบว่า “บรรดาอุละมาอ์ผู้มีความรู้จะจัดการกับมันเอง”
    การส่งต่อหะดีษและผู้รายงานมันนั้น ก็คือการส่งต่อศาสนานั่นเอง ดังนั้น จึงจำเป็นสำหรับชะรีอะฮฺนี้ที่จะต้องทำการตรวจสอบสภาพของนักรายงานและความเที่ยงธรรมของพวกเขา นั่นคือ เขาจะต้องเป็นคนที่มีอมานะฮฺ(ความรับผิดชอบ) , เข้าใจศาสนา , มีความตักวา(ยำเกรง) , ท่องจำและตรวจสอบหะดีษได้ , ไม่ขี้ลืมและสงสัย การละเลยต่อสิ่งดังกล่าวทั้งหมดอาจเป็นสาเหตุให้กระทำการมดเท็จต่อท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้
    มีผู้กล่าวกับท่านยะหฺยา บิน สะอีด อัล-เกาะฮฺฏอน ว่า “ท่านไม่กลัวเป็นศัตรูกับบุคคลที่ท่านละทิ้งหะดีษของเขาหรือ?” ท่านกล่าวว่า “การที่พวกเขาเป็นศัตรูกับฉันนั้น เป็นสิ่งดีกว่าสำหรับฉัน ที่จะให้ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม เป็นศัตรูต่อฉัน ซึ่งท่านจะกล่าวว่า : ทำไมพวกท่านพวกท่านรับเอาหะดีษในนามของฉัน ทั้งที่ท่านก็รู้ว่าสิ่งนั้นคือ ความมดเท็จ”(อัล-กิฟายะฮฺ หน้า 144)

ความแตกต่างของระดับชั้นนักรายงาน

    ระดับชั้นของนักรายงานมีความแตกต่างกัน :
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่ อัษ-ษับตฺ(มั่นคง) , อัล-หาฟิซ(ความจำดี) , อัล-วาริอฺ(คนดี/เคร่งครัด) , อัล-มุตกิน(เข้มงวด) , อัน-นะกิด(ให้ความสำคัญกับหะดีษ) ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ ไม่มีความขัดแย้งใดๆต่อตัวเขา และถูก อัล-ญะเราะหฺ วัต-ตะอ์ดีลของเขานั้นได้รับการรับรอง และทัศนะของของเขาต่อนักรายงานนั้น สามารถนำมาเป็นหลักฐาน/สิ่งยืนยันได้
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่มีคุณลักษณะ อัล-อัดลฺ(ยุติธรรม)ในตัวเอง มั่นคงในการรายงาน สัจจริง ซื่อสัตย์และในการเผยแพร่มัน มีความเคร่งครัดในศาสนา มีความจำและให้ความสำคัญต่อหะดีษเป็นอย่างดี ดังกล่าวนี้ คือ นักรายงานหะดีษที่มีความเที่ยงธรรม หะดีษของเขาสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ และบุคลิกภาพของเขาก็เชื่อถือได้
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่พูดจริง เคร่งครัดในศาสนา เป็นคนดี และมีตักวา อีกทั้งยังมั่นคง แต่บางครั้ง เขารายงานผิดไป บรรดาอุละมาอ์ก็จะทำการตรวจสอบหะดีษของเขา แต่หะดีษของเขาก็ยังสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้
    ในหมู่พวกเขามีผู้ที่พูดจริง เคร่งครัด และมีตักวา แต่บางครั้งเผลอเรอ สงสัย ผิดพลาด และหลงลืม ดังกล่าวนี้ สามารถบันทึกหะดีษที่เกี่ยวข้องกับการตัรฆีบ(จูงใจ-เชิญชวนสู่การทำความดี)และตัรฮีบ(การข่มขู่) ได้ รวมถึงเรื่องความสมถะและเรื่องมารยาทด้วย แต่ในเรื่องหะลาลและหะรอมนั้น ไม่อนุญาติให้นำมาเป็นหลักฐานได้
    แต่ใครที่เขามีความโง่เขลาอยู่ หะดีษของเขาจะต้องถูกปล่อยไป(ไม่นำมาใช้)และรายงานของเขาก็จะต้องถูกถอดถอนออกไป(บทนำ อัล-ญะเราะหฺ วัตตะอ์ดีล 1/10)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version