ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติศาสตร์อิสลาม 1 761-208 Islamic History I : (โดย อ.รอฟลี แวหะมะ)  (อ่าน 7914 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
บทที่ 1

บทนำประวัติศาสตร์อิสลาม

พี่น้องท่านใดต้องการต้นฉบับก็ติดต่อมาได้นะครับ

ในต้นฉบับจะมีแหล่งอ้างอิงของแต่ละเนื้อหาพร้อม

ความหมายของประวัติศาสตร์

   ประวัติศาสตร์ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “ History” ซึ่งมาจากภาษาลาตินว่า “Historia” รากศัพท์เดิมของคำดังกล่าวนี้มาจากภาษากรีกว่า “Histori หรือ Historiai”  แปลว่า ถัก หรือ ทอ  เฮโรโดตัส (Herodotus 484-425 B.C) นักปราชญ์ชาวกรีกเป็นคนแรกที่ใช้คำว่า “Historia” เพื่อเรียกเรื่องราวที่เขาสืบสวนค้นคว้ารวบรวมขึ้นมา ทั้งนี้เพราะว่าการค้นคว้า สืบสวนเรื่องราวในอดีตนั้นมีความยากลำบากต้องอาศัยความประณีต ความอดทนและความสามารถพิเศษ เปรียบเสมือนความยากลำบากในการปั่นด้ายและทอผ้าให้เป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์   ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เฮโร-โดตัสจึงได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์  ในภาษาอาหรับมีคำหนึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่า Histor ในภาษากรีก คือคำว่า Usturah ( ) หมายถึงเรื่องราวต่างๆ และมีใช้อยู่มากในอัลกุรอานแต่ส่วนใหญ่จะใช้ในรูปพหูพจน์คือ  Asatir ตัวอย่างเช่น ในซูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮ์ที่ 25,   ซูเราะฮ์อัลอันฟาล อายะฮ์ที่ 31, ซูเราะฮ์อัลฟุรกอน อายะฮ์ที่ 5 เป็นต้น สองคำนี้มีอิทธิผลต่อกันอย่างไรนั้นจำเป็นจะต้องศึกษาอย่างละเอียดต่อไป

นักวิชาการทั้งอดีตและปัจจุบันได้ให้ความหมายคำว่าประวัติศาสตร์ (History) ไว้มากมาย ตัวอย่างเช่น 

Aristotle ให้ความหมายคำว่าประวัติศาสตร์ว่า การบอกกล่าวอย่างมีระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับเรื่องราวปรากฏการณ์ธรรมชาติ
J.Burckhardt ให้ความหมายคำว่า ประวัติศาสตร์คือ การบันทึกซึ่งยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเห็นคุณค่าว่าควรจะจดจำอีกยุคหนึ่งเอาไว้

Arnold J. Toynbee  กล่าวว่าประวัติศาสตร์คือ ภาพของการที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างโลกและมนุษย์ ภาพนี้จะเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ จากจุดกำเนิดคือพระผู้เป็นเจ้าไปสู่จุดปลายทางคือพระเจ้าอีก

Henry Johnson  กล่าวว่าประวัติศาสตร์คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลก เช่นปรากฏการณ์ธรรมชาติ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น

E.H. Carr  กล่าวว่าประวัติศาสตร์คือ เรื่องราวอันต่อเนื่องของการโต้ตอบกันระหว่างประวัติศาสตร์กับหลักฐานข้อเท็จจริง เป็นเรื่องถกเถียงระหว่างปัจจุบันกับอดีตที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ดร.แถมสุข  นุ่มนนท์  ให้นิยามประวัติศาสตร์ว่า การไต่สวนเข้าไปให้รู้ถึงความเป็นจริงที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของอดีต

ดร.สืบแสง  พรหมบุญ กล่าวว่าประวัติศาสตร์คือ
1. ประสบการณ์ทั้งมวลในอดีตของมนุษย์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
2. การสร้างปรากฏการณ์ในอดีตที่เห็นว่ามีคุณค่าขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยหลักฐานต่างๆประกอบกับความคิดและการตีความของนักประวัติศาสตร์
จากความหมายประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปเป็นนัยสำคัญ 2 ประการ คือ
1. นัยที่เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง หมายถึง การประมวลวิทยาการความรู้ ประสบการณ์ และเรื่องราวทั้งหลายของมนุษย์ ซึ่งได้ก่อกำเนิด วิวัฒนาการและแปรเปลี่ยน ปรับปรุงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตามความเป็นจริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวแปร คือ สติปัญญา ความสามารถ ความรอบรู้ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ ความหวัง และพฤติกรรมของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ
หรือการสร้างประสบการณ์ในอดีตที่พิจารณาเห็นว่ามีคุณค่าขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ประกอบกับการสังเคราะห์และการตีความผสมผสานกันของนักประวัติศาสตร์
2. นัยที่เป็นวิชาความรู้แขนงหนึ่ง หมายถึง   การบันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ของโลกและมนุษยชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องประวัติความเป็นมาของโลก การวิวัฒนาการ ความสามารถ พฤติกรรมและความสัมพันธ์ของมนุษย์ในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและปรัชญา

โดยสรุปแล้ว ประวัติศาสตร์ คือ “การไต่สวนให้รู้ถึงความจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ชาติที่เกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของอดีตที่มีผลมาสู่มนุษย์ส่วนใหญ่ แล้วนำเสนออย่างเป็นระบบ”

   ตั้งแต่อดีตมาในภาษาอาหรับมีศัพท์หลายคำที่ส่อถึงความหมายของประวัติศาสตร์ เช่น  al-Akhbar  , al-Ayyam, al-Riwayah, al-Siyar, al-Ansab, al-Ahadith และ al-Asatir  อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้นิยมใช้คำว่า al-Tarikh ซึ่งตรงกับคำว่า History ในภาษาอังกฤษมากที่สุด และคำว่า al-Ta’rikh ในความหมาย Historiography ในภาษาอังกฤษ  คำว่า al-Tarikh ตามภาษาหมายถึงการกำหนดหน่วยเวลา (The indication of time)   หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับเวลา (Information regarding time)  ส่วนความหมายในทางวิชาการนั้น นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้หลากหลาย เช่น  al-Kafiyaji กล่าวว่า al-Tarikh คือการกำหนดทั่วเกี่ยวกับเวลาเพื่อจุดประสงค์ให้ได้มาซึ่งหน่วยเวลาไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต (The general fixation of time for the purpose of relating to it a time-section, either of the past, the present or the future.) และท่านได้เพิ่มอีกว่า al-Tarikh นั้นเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และเวลารวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทั้งสอง ส่วน al-Sakhawi (d.902) ได้ให้นิยาม al-Tarikh ในทางวิชาการไว้ว่า  The indication of time that serves for an accurate establishment of circumstances affecting transmitter of tradition and religious leaders.  และเป้าหมายของประวัติศาสตร์นั่นคือมนุษย์และหน่วยเวลา จากการให้นิยามของทั้งสองนี้จะเห็นว่า al-Tarikh นั้นจะเน้นความหมายเชิงเวลาในปฏิทินมากกว่าในเชิงเหตุการณ์ในอดีต ทั้งนี้เพราะว่านักวิชาการมุสลิมรู้จักการใช้คำว่า al-Tarikh ในความหมาย History ค่อนข้างจะสายแล้ว คือราวประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่ามุสลิมพึงรู้จักประวัติศาสตร์ เพราะว่าชาวอาหรับนั้นมีความเกี่ยวพันธ์กับประวัติศาสตร์มาแต่อดีตก่อนการกำเนิดอิสลามเสียอีก ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์มุสลิมได้ให้นิยาม al-Tarikh ในเชิงความหมายประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ไว้มากหมาย ซึ่งไม่ค่อยแตกต่างกับคำนิยาม History มากนัก เช่น  Prof. Ihsan Sureyya  Sirma ให้คำนิยาม al-Tarikh ไว้ว่า “คือการศึกษาวิจัยและตีค่าเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตจนถึงปัจจุบันในทุกมิติ”  กล่าวโดยสรุปแล้ว al-Tarikh al-Islam หรือประวัติศาสตร์อิสลามหมายถึง การบันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับประชาชาติและรัฐอิสลาม ซึ่งมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่คำสอนอิสลามถูกประทานลงมาจนถึงปัจจุบัน การบันทึกเหล่านี้อาจกระทำโดยมุสลิมหรือผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ทั้งนี้จะต้องเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการพัฒนาการของอิสลาม 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2009, 06:48:40 AM โดย muhtadeen alhaq »

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار

นักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์มีทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องที่มาของคำว่า al-Tarikh ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้   

1.   มาจากภาษา Semitic ซึ่งแปลว่าดวงจันทร์ (moon) และเดือน (Month)
2.   มาจากภาษา Arcadian จากคำว่า (w)arkhu 
3.   มาจากภาษา Hebrew จากคำว่า  Yarh  หมายถึงดวงจันทร์
4.   มาจากภาษา Aramaic จากคำว่า Yrah
5.   มาจากภาษา Persia  จากคำว่า   Mah- u-roz หมายเดือน (Month) และวัน (Day)
6.   เป็นคำที่ใช้อยู่ในคัมภีร์เก่า (Ahlu al-Kitab)
7.   มาจากภาษา Ethiopic  จากคำว่า warkh
8.   เป็นคำภาษาอาหรับดังเดิม
 
al-Asma’i กล่าวว่า คำว่า al-Tarikh ในภาษาอาหรับมีการใช้มาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเผ่า Tamim มีการใช้คำว่า Tawrikh และเผ่า Qais  ก็มีการใช้คำ Ta’rikh ซึ่งเป็นรากศัพท์ของ al-Tarikh มาตั้งแต่อดีตแล้ว คำว่า al-Tarikh ในความหมายเฉพาะมีการใช้ครั้งแรกในทางใต้ของแหลมอาราเบีย (Yemen) โดย Ya’la B. Umayyah 

นักวิชาการในยุคต้นมีทัศนะที่แตกต่างกันว่าประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงแค่ศิลป์เท่านั้น ทั้งนี้เพราะว่าประวัติศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์เป็นรูปธรรมเหมือนกับวิชาคณิตศาสตร์ได้ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งนี้เกิดจากมุมมองในขอบข่ายของประวัติศาสตร์ ซึ่งในอดีตนั้นประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปตำนานและเรื่องเล่าเท่านั้น เมื่อศาสตร์ดังกล่าวนี้มีการพัฒนาขึ้นประกอบกับมีระเบียบวิธีที่ชัดเจน จึงไม่อาจปฏิเสธว่าประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่สำคัญได้  ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งคือ

1.   มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง
2.   มีการสังเกต จดจำและบันทึก
3.   มีการรวบรวม ตรวจสอบ ไตร่ตรอง วิเคราะห์ วินิจฉัย
4.   มีการตีความ
5.   มีการเรียบเรียง
ถ้าหากเนื้อหาประวัติศาสตร์ขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งข้างต้นนี้ก็ไม่อาจถือเป็นศาสตร์ได้ อาจอยู่ในรูปตำนาน หรือเรื่องเล่าเท่านั้น

ชนิดของประวัติศาสตร์

   ประวัติศาสตร์สามารถแบ่งได้หลายชนิด เช่น
1.   ประวัติศาสตร์การเมือง
2.   ประวัติศาสตร์สังคม
3.   ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ
4.   ประวัติศาสตร์กฎหมาย
5.   ประวัติศาสตร์การทูต
6.   ประวัติศาสตร์การทหาร
7.   ประวัติศาสตร์เหตุผล
8.   ประวัติศาสตร์สากล

ทฤษฎีการกำเนิดประวัติศาสตร์


   นักประวัติศาสตร์ได้แบ่งทฤษฎีการกำเนิดหรือบ่อเกิดแห่งประวัติศาสตร์ไว้ดังนี้
1.   ทฤษฎีแผนการของพระเจ้า
2.   ทฤษฎีหลักเหตุผล
3.   ทฤษฎีว่าด้วยเอกลักษณ์แห่งชาติ
4.   ทฤษฎีว่าด้วยอารมณ์มนุษย์
5.   ทฤษฎีมาร์กซ์
6.   ทฤษฎีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์
7.   ทฤษฎีกลุ่มพหุนิยม

วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Methodology of History)

หลุยส์ ก็อตซอลก์   ได้ให้คำจำกัดความวิธีการทางประวัติศาสตร์ว่า หมายถึงกระบวนการของการรวบรวมสิ่งต่อไปนี้
1. การตรวจสอบและรวบรวมข้อมูล
2. การวิเคราะห์ และวิจารณ์ข้อมูล
3. การบันทึกข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ และสังเคราะห์แล้ว

ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยดังต่อไปนี้

1.   การสืบสวนและรวบรวมข้อมูล
2.   การคัดเลือกหลักฐาน
3.   การวิเคราะห์ และประเมินผล
4.   การตีความ
5.   การผสมผสานและการสังเคราะห์



ประโยชน์และความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์

   มีหลายทัศนะที่กล่าวถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์นั้นนำมาซึ่งคุณประโยชน์และโทษต่างๆ มากมาย
Ray  Lankester ได้ให้ความเห็นถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ไว้ว่า “การเรียนประวัติศาสตร์มีประโยชน์โดยตรงแก่นักอ่านประวัติศาสตร์ และมันสามารถสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้อ่านได้”

J.M. Allen กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์สามารถทำประโยชน์แก่ผู้อ่านโดยทางอ้อม เพราะนักอ่านประวัติศาสตร์สามารถสร้างความตื่นตัวและมีทัศนะที่เปิดกว้าง”

Newtokrosh กล่าวถึงประโยชน์ของการศึกษาประวัติศาสตร์ว่า “ประวัติศาสตร์ทั้งหมดนั้นคือ สิ่งจำเป็นที่ชนรุ่นเราต้องเรียนรู้ เราไม่สามารถเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและไมาสามารถแก้ปัญหาได้ถ้าไม่นำเหตุการณ์ที่มาผ่านมาเป็นบทเรียน”
ท่านเนห์รู ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียได้กล่าวสรุปถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

   “ศึกษาอดีต      เพื่อรู้ปัจจุบัน
    เข้าใจปัจจุบัน      เพื่อหยั่งการณ์อนาคต”

   อิบนุ อัลอะษีร ได้กล่าวไว้ว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น เสมือนหนึ่งเป็นประสบการณ์ของเขา การรับรู้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั้นสามารถให้แนวทางและบทเรียนสำหรับการดำเนินชีวิตในโลกนี้”

   จากคำกล่าวข้างต้น เป็นที่ประจักษ์ว่าประวัติศาสตร์นั้นมีความสำคัญและจำเป็นต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาประวัติศาสตร์อิสลาม ทั้งนี้เพื่อเป็นบทเรียนในการเผชิญกับปัญหาไม่ว่าในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆ นอกจากนี้ประวัติศาสตร์อิสลามยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเข้าใจศาสตร์บางแขนงในอิสลาม ตัวอย่างเช่น วิชาฟิกฮ์ ตัฟซีร (อรรถาธิบายอัลกุรอ่าน) ซีเราะฮ์ และหะดีษเป็นต้น กฎหมายหรือบทบัญญัติอิสลามบางประการอยากที่จะเข้าใจได้ถ้าหากไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ เฉกเช่นเดียวกันกับวิชาตัฟซีร ซึ่งยากที่จะเข้าในโองการใดโองการหนึ่งถ้าหากไม่ได้ศึกษาเบื้องหลังหรือสาเหตุการประทานโองการ ในอัลกุรอานได้เรียกเรื่องราวในอดีตหรือเรื่องราวประวัติศาสตร์ว่า อัลกิศอศ (al-Qisas) หรืออัลอัคบาร (al-Akhbar)  และอัลกุรอานได้บ่งบอกถึงประโยชน์หรือความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ไว้ดังนี้

     1. เพื่อเตือนสติให้แก่ชนรุ่นหลังต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดังที่ซูเราะฮ์ฏอฮา โองการที่ 99 กล่าวไว้ความว่า “ เช่นนี้แหละ เราได้บอกเล่าข่าวคราวที่ได้เกิดขึ้นในกาลก่อนแก่เจ้า และแน่นอนเราได้ให้ข้อเตือนสติจากเราแก่เจ้า”
   2. เพื่อให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์เกิดปัญญาใคร่ครวญและมีความคิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดังที่อัลกุรอานซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ โองการที่ 176 กล่าวไว้ความว่า “ ดังนั้น เจ้าจงเล่าเรื่องเหล่านั้นเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ใคร่ครวญ”
   3. เพื่อเป็นอุทาหรณ์หรือบทเรียนแก่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ ดังที่ซูเราะฮ์ ยูซุฟ โองการที่  111 กล่าวไว้ความว่า “ โดยแน่นอนยิ่ง ในเรื่องราวของพวกเขา เป็นบทเรียนสำหรับบรรดาผู้ที่มีสติปัญญา”
   4. เพื่อให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์เกิดความมั่นใจในศาสนาอิสลามและมีจิตใจที่มั่นคงไม่ไขว่เขวไปตามกระแสหรือกาลเวลา ดังที่อัลกุรอานซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 120 กล่าวไว้ความว่า “ และทั้งหมดนี้เราได้บอกเล่าแก่เจ้า จาเรื่องราวของบรรดารสูล เพื่อทำให้จิตใจของเจ้าหนักแน่น และได้มายังเจ้าแล้วใน (เรื่องราวเหล่า) นี้ ซึ่งความจริงและข้อตักเตือน และข้อรำลึกสำหรับผู้ศรัทธาทั้งหลาย”   

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
การวิพากษ์หลักฐาน (Tanqid)

   การวิพากษ์หลักฐานหมายถึงกระบวนการกลั่นกรอง และแยกแยะหลักฐานเท็จออกจากหลักฐานจริง  การวิพากษ์หลักฐานเป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการคัดเลือกหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิจัยทางประวัติศาสตร์ ความถูกต้องทางข้อมูลขึ้นอยู่กับการวิพากษ์หลักฐาน การวิพากษ์หลักฐานสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้คือ

1.   วิพากษ์ภายนอก (Tanqid al-Khariji)  คือการวิพากษ์และพิจารณาลักษณะภายนอกของหลักฐาน เช่น ชื่อผู้แต่ง สถานที่ และปีที่แต่ง วัสดุที่ใช้ ภาษาและอักษรที่ใช้ เป็นต้น
2.   วิพากษ์ภายใน (Tanqid al-Dakhili)  คือการวิพากษ์และพิจารณาถึงตัวผู้แต่ง กล่าวคือผู้แต่งเป็นใคร สังกัดสำนักไหน มีแนวความคิดอย่างไร เป็นต้น การวิพากษ์ภายในเป็นสิ่งสำคัญมากในการเข้าถึงข้อเท็จจริงของเนื้อหาประวัติศาสตร์ 
   
หลักฐานทางประวัติศาสตร์  (Historical Sources)

หลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถแบ่งได้หลายลักษณะดังนี้
ก. แบ่งตามลักษณะ
1.   หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Maktubat / Written Records ) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดดังนี้
1.1 หลักฐานชั้นต้น หรือแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Records) คือหลักฐานดั้งเดิมเกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์ต่างๆ
1.2 หลักฐานชั้นสอง หรือแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Records) หมายถึงหลักฐานที่ผู้เขียนขึ้นจากหลักฐานชั้นต้น
1.3 หลักฐานชั้นที่สาม หรือแหล่งข้อมูลตติยภูมิ (Tertiary Records) หมายถึงหลักฐานที่ผู้เขียนขึ้นจากหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นที่สอง

2.   หลักฐานที่เป็นวัตถุ (Abidat : Monument / Material Remains )
2.1 ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ
2.2 เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับ สิ่งประดิษฐ์ โบราณวัตถุ และโบราณสถานต่างๆ
3.   หลักฐานประเภทคำบอกเล่า (Oral Sources) คือ หลักฐานที่ได้ข้อเท็จจริงโดยการให้สัมภาษณ์ หรือคำบอกเล่าจากผู้ร่วมรู้เห็นในเหตุการณ์ รวมไปถึงหลักฐานที่บอกเล่าสืบกันมาในอดีต เช่น ตำนาน  นิทาน  นิยาย ตลอดจนภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่งเป็นหลักฐานที่เป็นลักษณะ Marwiyyat หรือ Tradition
             
ข. แบ่งตามเนื้อหา ซึ่งสามารถแบ่งออกดังนี้
1.   Diplomatic Sources
2.   Narrative Sources
3.   Monument Sources
4.   Archive

การแบ่งยุคประวัติศาสตร์
St. Augustinus (ค.ศ.456)  ได้แบ่งยุคประวัติศาสตร์มนุษย์ออกเป็น 6 ยุค กล่าวคือ
1.   ยุคจากท่านนบี Adam ถึงนบี  Nuh
2.   ยุคจากจากท่านนบี  Nuh  จนถึงนบี Ibrahim
3.   ยุคจากท่านนบี Ibrahim ถึงนบี Dawud
4.   ยุคจากท่านนบี Dawud  ถึงชาว Bani Israil ถูกจับเป็นเชลย
5.   ยุคจากชาว Bani Israil ถูกจับเป็นเชลย จนถึงการกำเนิดท่านนบี Isa
6.   ยุคจากการกำเนิดนบี Isa จนถึงวันกิยามัต
การแบ่งยุคประวัติศาสตร์มนุษย์ของ St. Augustinus นี้ ดูเหมือนว่าเป็นการแบ่งยุคประวัติศาสตร์มนุษย์ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์มากเกินไปโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักวิชาการมากนัก

Prof.Christoph Cellarius (มีชีวิตระหว่าง ค.ศ. 1644-1707) แห่งมหาวิทยาลัย Halle ประเทศเยอร์มันได้แบ่งเนื้อหาประวัติศาสตร์ออกเป็น 3 ยุค คือ 
1. ยุคโบราณ หรือ ยุคเก่า ( Old Age)
 คือยุคตั้งแต่ก่อนการล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันตกในปี ค.ศ.476 หรือก่อนการขึ้นมาของอาณาจักร Great Byzantine ( ค.ศ 306-337)

2. ยุกกลาง ( Medieval  Age) 
หมายถึงยุคตั้งแต่การล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันตกในปี ค.ศ.476 หรือการขึ้นมาของอาณาจักร Great Byzantine จนถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกพิชิตและตกเป็นของอาณาจักร Ottoman ในปี ค.ศ. 1453  หรือถึงการค้นพบทวีปอเมริกาในปี ค.ศ.1492

3. ยุคใหม่ ( New Age / Modern Age)
   หมายถึงยุคตั้งแต่อาณาจักร Ottoman สามารถเข้าพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล (ค.ศ. 1453) หรือการค้นพบทวีปอเมริกา (ค.ศ.1492) จนถึงปัจจุบัน

   การแบ่งยุคประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้ถือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุโรปเป็นหลัก ซึ่งต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติอุตสหกรรม (Renaissance) ขึ้นในฝรั่งเศษในปี ค.ศ. 1789 นักประวัติศาสตร์จึงได้เพิ่มยุคประวัติศาสตร์อีกหนึ่งยุคเป็นยุคที่ 4 เรียกว่า ยุคปัจจุบัน (Near Age / Contemporary Age) หมายถึงยุคตั้งแต่การปฏิวัติอุตสหกรรมในฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1789 จนถึงปัจจุบัน 

   เพื่อให้การแบ่งยุคประวัติศาสตร์อิสลามมีความสอดคล้องกับประวัติศาสตร์สากล ท่านHaji Khalifah ได้แบ่งยุคประวัติศาสตร์อิสลามเป็น 4 ยุค ดังนี้
1.   ยุคโบราณ (Old Age)  หมายถึงยุคตั้งแต่ก่อนการประกาศเป็นศาสดาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เป็นต้นไป
2.   ยุคกลาง ( Medieval Age) หมายถึงยุคตั้งแต่การประกาศเป็นศาสดาของท่านศาสดามุฮัมมัด จนถึงอิสลามสามารถพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของ Byzantine ได้ในปี ค.ศ. 1453
3.   ยุคใหม่ ( New Age) หมายถึงยุคตั้งอิสลามสามารถพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของ Byzantine ได้ในปี ค.ศ. 1453 จนถึงการล่มสลายของราชวงศ์อุษมานียะฮ์ (Ottoman Empire) ในปี ค.ศ. 1924
4.   ยุคปัจจุบัน (Near Age)  หมายถึงยุคตั้งการล่มสลายของราชวงศ์อุษมานียะฮ์จนถึงปัจจุบัน

นอกจากการแบ่งยุคประวัติศาสตร์อิสลามตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เราอาจแบ่งยุคประวัติศาสตร์อิสลามตามราชวงศ์ดังต่อไปนี้
1. ยุคบรรดาศาสดา ( Asr al-Anbiya’) คือยุคบรรดาศาสดาต่างๆ ตั้งแต่ท่านนบีอดัมจนถึงการกำเนิดศาสดามุหัมมัด ศ็อล.
2. ยุคท่านศาสดามุหัมมัด (Asr  al-Sa‘adah)  ซึ่งสามารถแยกเป็น 2 ยุค คือ
2.1 ยุคมักกียะฮฺ (Makkiyah) คือยุคที่ศาสดามุหัมมัดพำนักอยู่ในนครมักกะฮฺก่อนอพยพไปยังนครมะดีนะฮฺ
2.2 ยุคมะดะนียะฮฺ (Madaniyyah) คือยุคที่ท่านศาสดามุหัมมัดพำนักอยู่ในนครมะดีนะฮฺ
3. ยุคคอลีฟะฮฺทั้งสี่ (Asr Khulafa’ al-Rashidin) คือระหว่าง ค.ศ. 632-661
4.  ยุคราชวงศ์อุมัยยะฮฺ (The Omayyad Dynasty) ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
4.1 ช่วงที่ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมือง Sham ระหว่างฮิจเราะฮฺศักราช 41-132 หรือ ค.ศ. 661-750 กล่าวคือสมัย Muawiyah b. Abi Sufyan  จนถึงสมัย Marwan Al-Khimar II
4.2 ช่วงที่ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมือง Andalusia หรือสเปนระหว่างฮิจเราะฮฺศักราชที่ 138-422  หรือ ค.ศ. 756-1031 กล่าวคือสมัย Abdurrahman Al-Dakhil  จนถึงสมัย Hisham Al-Mu’tadd III
             5. ยุคราชวงศ์อับบาสียะฮฺ (Abbasid Dynasty) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ
5.1 ช่วงที่ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมือง Baghdad ระหว่างฮิจเราะฮฺศักราชที่ 132-656 หรือ ค.ศ.749-1258 คือสมัย  As-Saffah จนถึงสมัย Al-Mu’tasim
5.2 ช่วงที่ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมือง Qahirah ระหว่างปีฮิจเราะฮฺศักราช 659-923 หรือ ค.ศ.1261-1517คือสมัย Al-Mustansir  จนถึงสมัย  Al-Mutawakkil III
6. ยุคอุษมานียะฮฺ (Ottoman)  ระหว่างฮิจเราะฮฺศักราชที่ 680-1342 หรือ ค.ศ. 1281-1924 คือสมัย Sultan Osman b. Ertugrul  จนถึงสมัย Sultan Abdulmajid II

วิวัฒนาการประวัติศาสตร์อิสลาม
ก. ยุคก่อนอิสลาม

   ถึงแม้ว่าชาวอาหรับก่อนอิสลามมีความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ยังด้อยกว่าอารยธรรมชาติอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน   แต่ก็มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิดทั้งทางตรงและทางอ้อม ศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของชาวอาหรับยุคก่อนอิสลามสามารถสรุปได้ ดังนี้
1.  พงศ์พันธ์สายตระกูล (Ashjar al-Ansab)
   ชาวอาหรับไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเรร่อนหรือกลุ่มที่มีหลักแหล่งต่างก็มีสายตระกูลและเผ่าพันธุ์ที่หลากหลาย วิถีชีวิตของชาวอาหรับจะยึดติดกับเผ่าพันธุ์และสายตระกูลเป็นอย่างมาก ในแต่ละเผ่าจะมีหัวหน้าเผ่าทำหน้าที่ดูแลและปกครองลูกเผ่าอย่างอิสระจากเผ่าอื่นๆ และในแต่ละเผ่าก็จะมีตระกูลแยกย่อยอีกมากมาย เผ่าพันธุ์มีอิทธิพลต่อสถานภาพทางสังคมของชาวอาหรับก่อนอิสลามเป็นอย่างมาก ไม่ว่าในเรื่องอำนาจศักดิ์ศรีและเกียรติยศ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ชาวอาหรับจึงให้ความสำคัญในการจดจำพงศ์พันธุ์สายตระกูลของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตระกูลชั้นนำหรือสายตระกูลที่เคยให้คุณประโยชน์แก่สังคม เมื่อเกิดข้อพิพากระหว่างเผ่าต่างก็จะแต่งตั้งตัวแทนออกมาประชันความสูงส่งแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีของเผ่าตนเองกับเผ่าคู่กรณี หรือที่เรียกกันว่า “Mufakharah” ต่อหน้าผู้ไกล่เกลี่ย ผู้ไกล่เกลี่ยนี้จะต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับพงศ์พันธุ์สายตระกูลของเผ่าต่างๆ เป็นอย่างดี จึงสามารถตัดสินคดีได้อย่างถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
   
ในนครมักกะฮฺก่อนอิสลามมีการจัดตั้งกรมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ ทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์และรัฐประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ   ในสมัยก่อนอิสลามท่านอุมัร อิบนู ค็อตฎอบ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับกรมนี้ ท่านอุมัร นอกจากเป็นผู้หนึ่งที่รอบรู้ในเรื่องพงศ์พันธุ์สายตระกูลแล้ว ท่านยังรอบรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ตลอดจนวัฒนธรรม ประเพณี และกฎเกณฑ์บ้านเมืองของประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ศาสตร์เกี่ยวกับพงศ์พันธุ์สายตระกูลนี้ในยุคก่อนอิสลามยังไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่จะมีการจดจำเล่าสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงลูกหลานโดยปากต่อปากหรือเรียกว่า Shifahi ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประวัติศาสตร์ยุคอิสลาม

2. ตำนานชาวอาหรับ  (Ayyam al-Arab)
เรื่องราวเกี่ยวกับตำนานชาวอาหรับก่อนอิสลามหรือที่เรียกกันว่า Ayyam al-Arab นั้นมีประวัติความเป็นมายาวนานถึงสมัย Semitic  ซึ่งปรากฏในคัมภีร์เก่า (Tawrat) ในรูปของเรื่องราวหรือ Qissah  ตำนานอาหรับมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ชาวอาหรับก่อนอิสลามเป็นอย่างมาก เพราะว่าในตำนานอาหรับนั้นจะสะท้อนถึงวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอาหรับในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี   โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอาหรับในภูมิภาคฮิญาซ และเยแมน ตามหลักฐานศิลาจารึกในยุคสมัย Saba และ Himyar ซึ่งได้ค้นพบในทางตอนใต้ของแหลมอาราเบีย (Yemen) บ่งบอกว่าก่อนอิสลามนั้นมีการบันทึกตำนานชาวอาหรับแล้ว   ทั้งนี้เพราะว่าในภูมิภาคนี้มีอารยธรรมสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ของแหลมอาราเบีย

ในภูมิภาคฮิญาซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครมักกะฮฺเป็นศูนย์กลางศาสนาและการค้าที่กองคาราวานพาณิชย์จากทั่วอารเบียมาพักพิงมาแต่อดีตกาล เพราะมักกะฮฺมีวิหารกะบะฮฺเป็นศูนย์ดึงดูดชาวอาหรับจากทั่วภูมิภาคเข้ามาทำฮัจญ์และเยี่ยมเยียนทุกๆ ปี ชาวอาหรับจากทั่วภูมิภาค หลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีเดินทางเข้ามาสู่นครมักกะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้าวาณิชย์ชาวอาหรับและนักแสวงบุญจากประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วก่อนที่จะแยกย้ายกลับไปสู่ประเทศของตน พวกเขาจะมีการพบปะ สร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน จากจุดนี้ชาวอาหรับมักกะฮฺนอกจากจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติตนเองแล้ว ก็มีโอกาสเรียนรู้รับฟังเรื่องราวชาติเพื่อนบ้านอีกด้วย นอกจากนี้ในนครมักกะฮฺมีศาลาประชาคมต่างๆ ที่ใช้ในการประชุมปรึกษาหารือ และพบปะสร้างสรรค์ระหว่างกัน พ่อค้าวาณิชย์ชาวมักกะฮฺเมื่อกลับจากการค้าในประเทศเพื่อนบ้าน พวกเขาจะไปประชุมพบปะกันที่ศาลาประชาคมนั้น และเล่าสู่กันฟังเหตุการณ์ต่างๆ ที่พวกเขาได้ประสบพบเห็น และได้ยินได้ฟังจากประเทศที่พวกเขาไปค้าขาย ผู้ที่เข้าร่วมในศาลาประชาคมนั้นก็จะเล่าสืบทอดกันไปจนกลายเป็นตำนาน และต่อมาได้มีการรวบรวมตำนานเหล่านั้นเขียนเป็นบันทึกขึ้นมาดังปรากฎในมือของ al-Nadr b. al-Harith ซึ่งครั้งหนึ่งเขาได้แอบฟังท่านศาสดามุหัมมัด (ศ็อลฯ) ขณะที่ชักชวนชาวกุร๊อยซฺกลุ่มหนึ่งให้ภักดีต่อพระเจ้า เมื่อท่านศาสดาได้ทำการชักชวนเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นเดินลับไปจากกลุ่มนั้น al-Nadr ถือโอกาสดังกล่าววิ่งไปหาชาวกุร็อยซฺกลุ่มนั้นพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ชาวกุร๊อยซฺเอ๋ย! ข้าขอสาบานต่อพระเจ้า ข้าสามารถเล่าเรื่องต่างๆ ให้แก่พวกเจ้าดีกว่าเรื่องราวที่ชายคนนั้น (ศาสดามุหัมมัด) เล่าอีก” เสร็จแล้วเขาได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ Persia  เล่าเรื่องเกี่ยวกับ Rustam และ Isfandiyar  แล้วเขากล่าวอย่างโอหังว่า “ มุหัมมัดหรือจะมีเรื่องเล่าดีกว่าข้า …!  คำพูดของเขาคือตำนานเก่าๆ ซึ่งเขาให้สาวกของเขาจดบันทึก ซึ่งก็เหมือนกับข้าบันทึก” จนกระทั่งอัลกุรอานซูเราะอัลฟุรกอน อายะฮฺที่ 5-6 ถูกประทานลงมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของ al-Nadr นี้ 
   สถานภาพประวัติศาสตร์อิสลามในยุคก่อนอิสลามไม่ว่าจะเป็นตำนานอาหรับ พงศ์พันธุ์สายตระกูลหรือบทกวีล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์เชิงเล่าเรื่องในลักษณะมุขปาฐะ หรือ Shifahi กล่าวคือ สืบทอดโดยการท่องจำและเล่าสู่กันจากปากต่อปาก จากชนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกชนรุ่นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง (Shifahi ‘An‘anah) โดยไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ลักษณะเช่นนี้ถึงแม้ว่าไม่ใช่แนวคิดทางประวัติศาตร์ที่สมบูรณ์ตามนัยสมัยใหม่ แต่ก็เป็นลักษณะเฉพาะของประวัติศาสตร์ในสมัยยุคก่อนอิสลาม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์อิสลามในยุคต่อไป

ข. ยุคอิสลาม
   ประวัติศาสตร์ในยุคอิสลามหรือประวัติศาสตร์อิสลามเริ่มต้นจากโองการแรกของอัลกุร อานถูกประทานลงมาหรือจากการประกาศความเป็นศาสดาของท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลฯ) คือราวปี   ค.ศ. 610 เป็นต้นมาจนถึงวันกิยามะฮฺ    อิสลามนอกจากเป็นศาสนาแห่งวิถีชีวิตของมุสลิมแล้วยังเป็นจุดประกายความเป็นอารยธรรมของประชาติมุสลิมอีกด้วย ประวัติศาสตร์อิสลามได้พัฒนาผ่านยุคต่างๆ ตั้งแต่ยุคท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อล. ยุคบรรดาเศาะหาบะฮฺ ยุคอะมะวีย์  ยุคอับบาสีย์ และยุคอุษมานีย์ ในยุคอับบาสีย์ถือว่าเป็นยุคทองและยุค Renaissance ของประวัติศาสตร์อิสลาม ด้วยการสนับสนุนของฝ่ายรัฐมีนักประวัติศาสตร์และงานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลามเกิดขึ้นมากมายในสมัยอับบาสียะฮฺ ในหนังสือ Kashfu’z-Zunun ของ Katib  Chelebi ได้รวบรวมรายชื่อหนังสือประวัติศาสตร์อิสลามเฉพาะที่เกี่ยวกับซีเราะฮฺและมะฆอซีย์ ในสมัยอับบาสียะฮฺมีถึง 1,300 เล่ม ตั้งแต่ยุคของท่านศาสดามุหัมมัด(ศ็อลฯ) จนถึงสมัยอับบาสีย์ศาสตร์ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลามได้มีการวิวัฒนาการเป็นศาสตร์ต่างๆ ดังนี้

1.   ซียารฺ และมะฆอซีย์ (Siyar & Maghazi)
ซียารฺเป็นคำพหูพจน์ของคำว่าซีเราะฮฺ หมายถึงศาสตร์ที่อธิบายถึงความจริงในชีวิตของศาสดามุหัมมัด (ศ็อลฯ).ในทุกมิติและทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ส่วนมะฆอซีย์หมายถึงศาสตร์ที่อธิบายถึงการเผชิญหน้าด้วยกำลังอาวุธของศาสดามุหัมมัดพร้อมด้วยบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านกับกลุ่มที่ต่อต้านการเชิญชวนสู่ศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมุซริกมักกะฮฺ กลุ่มยิวและคริสต์มะดีนะฮฺ  นักประวัติศาสตร์จะเรียกสงครามที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดามุหัมมัดโดยที่ท่านเข้าร่วมรบด้วยตนเองว่า ฆอซเวาะฮฺ (Ghazwah) ส่วนสงครามที่ท่านไม่ได้ลงสนามรบด้วยตนเองแต่จะแต่งตั้งแม่ทัพเข้าร่วมรบนั้นเรียกว่า สะริยะฮฺ (Sariyyah)

ศาสตร์ว่าด้วยซียารฺและมะฆอซีย์มีจุดกำเนิดพร้อมๆ กับศาสตร์หะดีษ ทั้งนี้เพราะว่าหลักฐานที่สำคัญหรือแหล่งข้อมูลที่สำคัญของซีเราะฮฺและมะฆอซีย์นั้นคือหะดีษ อย่างไรก็ตามในยุคเริ่มแรกนั้นมีปัจจัยบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศาสตร์ด้านซีเราะฮฺและมะฆอซีย์ ปัจจัยดังกล่าวนั้นพอที่จะสรุปได้ดังนี้
1.    อิทธิพลของบทหะดีษที่ห้ามบันทึกซีเราะฮฺ
   ในสมัยของท่านศาสดามุหัมมัด(ศ็อลฯ) บรรดาเศาะหาบะฮฺอาวุโสต่างก็ทุ่มเทกับการศึกษา บันทึกและท่องจำอัลกุรอาน เพราะนั้นคือวจนะของพระเจ้าและเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ประกอบกับท่านนบีได้ทรงห้ามมิให้เหล่าเศาะหาบะฮฺของท่านบันทึกสิ่งอื่นใดจากท่านยกเว้นอัล  กุรอานเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อปิดโอกาสไม่ให้สิ่งที่ไม่ใช่วจนะของพระเจ้าปะปนอยู่ในอัลกุรอาน จึงส่งผลทำให้บรรดาเศาะหาบะฮฺไม่ค่อยที่จะให้ความสนใจในศาสตร์สาขาอื่นๆ อย่างเช่นหะดีษ และซีเราะฮฺมากนัก  คำสั่งห้ามนี้ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการในสมัยของอุมัร อิบนุ อัล-อะซีซ   ทั้งนี้เพราะว่าเหตุผลของการห้ามนั้นได้หมดไปแล้ว 

2.    การให้ความสำคัญเฉพาะรายงานที่เกี่ยวกับฟิกฮฺ
ปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้ศาสตร์เกี่ยวกับซีเราะฮฺและมะฆอซีย์ไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควรในยุคต้นนั้นคือ บรรดาเศาะหาบะฮฺในยุคแรกให้ความสำคัญและรวบรวมหะดีษเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฟิกฮฺหรือบทบัญญัติทางศาสนาเท่านั้น ทั้งนี้พวกเขาถือว่าความรับผิดชอบในภาระกิจทางศาสนาจะต้องรู้ในเรื่องหะรอม (สิ่งต้องห้าม) หะลาล (อนุมัติ) สิ่งที่จะต้องปฏิบัติ (วาญิบและฟัรฎู)  และสิ่งที่ควรปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติ เป็นอันดับแรกเหนือกว่าศาสตร์แขนงอื่นๆ  ด้วยเหตุดังกล่าวนี้บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงมุ่งเน้นแต่ศึกษาและรวบรวมหะดีษที่เกี่ยวกับฟิกฮฺเท่านั้น โดยละเลยหะดีษที่ว่าด้วยศาสตร์แขนงอื่นๆ โดยเฉพาะซีเราะฮฺและมะฆอซีย์  แม้แต่เศาะบะฮฺอาวุโสอย่างเช่น อับดุรเราะมาน อิบนุ เอาวฺฟ และฏัลหะฮฺ นอกจากเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามบัดรฺ และอุฮูดแล้วท่านได้รายงานเกี่ยวกับมะฆอซีย์ต่างๆ น้อยมาก 

3.    ความแตกแยกระหว่างค่ายนักหะดีษกับค่ายนักซีเราะฮฺและมะฆอซีย์

   ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศาสตร์แขนงซีเราะฮฺและมะฆอซีย์ในยุคเริ่มแรกอีกประการหนึ่งก็คือการเกิดการแบ่งค่ายระหว่างนักหะดีษกับนักซีเราะฮฺ ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองค่ายนี้ค่อนข้างเป็นไปในทางลบ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 และมีเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช มูลเหตุของความขัดแย้งนั้นเกิดจากความแตกต่างในระเบียบวิธีและธรรมชาติของศาสตร์ทั้งสอง กล่าวคือ ในหะดีษบทหนึ่งนั้นนักหะดีษ นักซีเราะฮฺแม้แต่นักฟิกฮฺจะมีมิติและขอบข่ายการมองที่แตกต่างกัน นักซีเราะฮฺจะให้ความสำคัญในเรื่องราวหรือความต่อเนื่องของเรื่องราวมากกว่าตัวบทหะดีษ เพราะฉนั้น การรวบรวม การบันทึก และการพิสูจน์หะดีษของนักซีเราะฮฺจึงไม่ละเอียดละออหรือพิถีพิถันเหมือนกับนักหะดีษ จากประเด็นนี้นักซีเราะฮฺจะถูกกล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ดังที่ Zaynuddin Iraqi กล่าวว่า “หนังสือซีเราะฮฺนั้นรวบรวมเรื่องราวทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ นักวิจัยทุกท่านจะต้องตระหนักในจุดนี้”
นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการหลายท่านที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงพร้อมทั้งปฎิเสธศาสตร์เกี่ยวซีเราะฮ์รวมทั้งศาสตร์ตัฟซีร์ (การอรรถธิบายอัลกุรอาน) ที่มีรายงานอิสรออีลียาต (Israiliyat)ปะปนอยู่ อย่างไรก็ตามการตำหนิเหล่านี้มีส่วนถูกต้องบ้าง แต่ก็มิได้หมายความว่าศาสตร์เหล่านี้ไม่สามารถยอมรับได้ทั้งหมด การที่มีรายงานอิสรออีลิยะฮฺ (Israiliyah) ปะปนอยู่ในหนังสือซีเราะฮฺ มะฆอซีย์และตัฟซีรอยู่บ้างนั้นมิได้หมายความว่าคุณค่าของหนังสือเหล่านั้นจะสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง การกล่าวเช่นนี้ดูเหมือนว่าไม่ค่อยเป็นธรรมต่อนักซีเราะฮฺ นักมะฆอซีย์และนักฟัตซีรฺมากนัก

   แม้ว่าการพัฒนาการศาสตร์แขนงซีเราะฮฺในยุคต้นจะมีอุปสรรคบางประการตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่มิได้หมายความว่ามุสลิมในยุคนั้นไม่มีใครสนใจในศาสตร์แขนงนี้เลย ด้วยปัจจัยทางแวดล้อมบางประการสามารถเข้าใจได้ว่าศาสตร์แขนงนี้กำเนิดขึ้นในยุคต้นๆ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาอัลกุรอานอย่างน้อยจะต้องรู้ถึงสาเหตุการประทาน (Asbabu’n-Nuzul) การที่จะอธิบายถึงมูลเหตุการประทานได้จำเป็นจะต้องรวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อล. นั้นคือจุดเริ่มต้นของซีเราะฮฺและมะฆอซีย์ ซึ่งเริ่มแรกจะเล่าสู่กันฟังถึงจริยธรรมอันประเสริฐของท่าน เหตุการณ์สำคัญๆ ตลอดจนสงครามต่างๆที่เกิดขึ้นในสมัยของท่าน วิวัฒนาการของซีเราะฮฺและมะฆอซีย์ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงมีการเขียนเป็นศาสตร์ที่สมบูรณ์นั้น โดยสรุปแล้วเริ่มจากการรวบรวมหะดีษในแขนงต่างๆ แล้วจำแนกหะดีษที่เกี่ยวกับซีเราะฮฺและมะฆอซีย์ออกมา เสร็จแล้วมีการจัดเป็นหมวดหมู่ (Tasnif) แบ่งเป็นหัวข้อต่างๆ ต่อมาจึงมีการอธิบาย ตีความ วิเคราะห์ และวิพากษ์วิจารณ์ จนกลายเป็นศาสตร์ที่สมบูรณ์แขนงหนึ่ง      

   นักประวัติศาสตร์มีทัศนะที่แตกต่างกันเกี่ยวกับใครเป็นผู้เขียนเกี่ยวกับซีเราะฮฺและมะฆอซีย์เป็นคนแรก บางทัศนะเห็นว่า Urwah b. Zubair  (มีชีวิตระหว่าง ฮ.ศ. 26-94) เป็นคนแรกที่เขียนเกี่ยวกับศาสตร์แขนงนี้  บางทัศนะก็เห็นว่า Aban b. Osman (เสียชีวต ฮ.ศ.100/718) เป็นคนแรก ส่วน Urwah นั้นเป็นที่สอง  คนที่เขียนมะฆอซีย์แยกออกจากซีเราะฮฺเป็นแรกคือ Shihab az-Zuhri (มีชีวิตระหว่าง ฮ.ศ. 50-124) อย่างไรก็ตามผู้ที่เขียนซีเราะฮฺและมะฆอซีย์อย่างเป็นระบบคนแรกคือ Muhammad b. Ishaq (มีชีวิตระหว่าง 85-150)  ไม่ว่าจะเป็น Urwah หรือ Aban ทั้งสองถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งศาสตร์สาขานี้  หลังจากทั้งสองท่านนี้มีนักซีเราะฮฺและมะฆอซีย์เกิดขึ้นมากมาย อาทิเช่น Shurahbil b. Sa’d (เสียชีวิต ฮ.ศ. 123) , Musa b. Uqbah (เสียชีวิต ฮ.ศ.141) , Wahb b. Munabbih (เสียชีวิต ฮ.ศ.110), Abdullah b. Abi Bakr b. Hazm (เสียชีวิต ฮ.ศ. 130 หรือ 135) เป็นต้น
2.   ศาสตร์เกี่ยวกับ Tabakqat และ Tarajum
3.   ศาสตร์เกี่ยวกับ Futuhat
4.   ศาสตร์เกี่ยวกับภูมิศาสตร์
5.   ศาสตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สากลและเฉพาะ

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
หลักฐานและแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์อิสลาม  (Islamic Historical Sources )

ก. Siyar และ Maghazi  แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับซีเราะฮ์และมะฆอซีย์นั้น สามารถแบ่งออกดังนี้ 

   1.เอกสารทางศาสนา
   1.1 Al-Qur’an
   1.2 Al-Hadith

2. ตำราประเภท Siyar และ Maghazi  ตัวอย่างเช่น
   ตำรา Sirah Ibn Ishaq  ของ Ibn. Ishaq (d.150)
   ตำรา al-Sirat al-Nabawiyyah ของ  Ibn. Hisham (d.218)
   ตำรา Kitab al-Maghazi  ของ al-Waqidi (d.207) :

3.    ตำราประเภท al-Dalail คือตำราที่เสนอเกี่ยวกับหลักฐานการเป็นนบี อาทิเช่น
ตำรา Ayat al-Nabi ของ Ali b. Muhammad al-Madini (เสียชีวิต ฮ.ศ 225)
ตำรา A‘lam al-Nubuwwah ของ Ibn Qutaibah (เสียชีวิต ฮ.ศ 276)

4.    ตำราประเภท Shamail เป็นตำราเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับลักษณะทางสรีระ และจรรยามารยาทของท่านนบี อาทิเช่น

ตำรา Sifat al-Nabi ของ Abu Bukhturi Wahb b. Wahb al-Asadi (เสียชีวิต ฮ.ศ 200)
ตำรา Sifat Akhlaq al-Nabi ของ Daud b. Ali al-Asbihani (เสียชีวิต ฮ.ศ 270)
หนังสือ  Shamail al-Nabi ของ Abu al-Abbas  al-Mustaghrifi (เสียชีวิต ฮ.ศ 432)

5. เอกสารราชการ (Wasaiq  al-Siyasiyyah)

         5.1 จดหมายต่างๆ   อาทิเช่น  Amr b. Hazm  ได้รวบรวมเอกสารราชการในสมัยของท่านนบีที่ได้ส่งไปยังข้าหลวงในหัวเมืองต่างๆ ในเขต Yemen  ได้รวบรวม 21 ฉบับ
Ibn Tolun  ได้รวบรวมเอกสารราชการในสมัยของท่านนบีในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า I’lam al-Sailin an Kutub al-Sayyid al-Mursalin
M.Hamidullah ได้รวบรวมเอกสารราชการในสมัยของท่านนบีและสมัยเคาะลีฟะฮฺทั้งสี่ในหนังสือที่มีชื่อว่า  Majmu‘at al-Wasaiqi al-Siyasiyyah fi al-Ahdi al-Nabawiyyah wa al-Khulafa’ al-Rashidin  นอกจากนี้ท่านได้พิสูจน์ต้นฉบับจริงจดหมาย 6 ฉบับของท่านนบีที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ในหนังสือที่มีชื่อว่า Hz.Peygamber’in Alti Orijinal Diplomatik Mektubu (Six Original Diplomatic  Letters of The Messenger)
   5.2  คำสั่งต่างๆ
   5.3  ข้อสนธิสัญญา
   5.4  รัฐธรรมนูญ
   5.5  สำมโนประชากร

6. เอกสารวรรณกรรมร่วมสมัย
6.1 บทกวีร่วมสมัย
   Ibn Yusuf กล่าวว่า “ถ้าหากไม่มีบทกวีของ Farazdak แน่นอนที่สุดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คงจะหายไปครึ่งหนึ่ง”
 6.2 บันทึกร่วมสมัยของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบันปรากฎอยู่น้อยมาก


ข. ประวัติศาสตร์อิสลามยุคคลาสสิก (Classical Islamic History) 

แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลามในยุคคลาสสิกสามารถจำแนกออกดังนี้    
   1. ตำราประวัติศาสตร์
 ตำรา Tarikh al-Umam wa al-Muluk  ของ Tabari (224-309):
 ตำรา Tarikh al-Ya‘qubi  ของ Ya‘qubi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 284)   
 ตำรา al-Kamil fi al-Tarikh ของ Ibn al-Athir (เสียชีวิต ฮ.ศ 630) 
 ตำรา al-Bidayah wa al-Nihayah ของ  Ibn Kathir (เสียชีวิต ฮ.ศ 774)
 ตำรา Tarikh al-Khulafa’ ของ Jalaluddin al-Sayuti (เสียชีวิต ฮ.ศ 911)

   2. ตำราประเภท Tabaqat  เป็นตำราที่เสนอประวัติบุคคล ตัวอย่างเช่น
   หนังสือ al-Tabaqat al-Kubra ของ Ibn. Sa‘d (เสียชีวิต ฮ.ศ. 230)
   หนังสือ Tazkirat al-Huffaz  ของ al-Zahabi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 748)
ตำรา Tabaqat al-Shuara’ ของ Ibn Qutaibah  (276/889)

   3. ตำราประเภท Tarajum เป็นตำราทำเนียบบุคคล ตัวอย่างเช่น      
หนังสือ Wafayat al-A‘yan ของ Ibn Khallikan (เสียชีวิต ฮ.ศ. 681)
หนังสือ Mu‘jam al-Udaba’ ของ Yaqut al-Hamawi (เสียชีวิต ฮ.ศ 620)
หนังสือ al-Isabah fi Tamyiz al-Sahabah  ของ Ibn Hajar al-Asqalani

            4. ตำราประเภท Futuhat เป็นตำราเสนอเกี่ยวกับการพิชิตและขยายดินแดน ตัวอย่างเช่น
หนังสือ Futuh al-Buldan ของ al-Balazuri (เสียชีวิต ฮ.ศ. 271)
หนังสือ Futuh al-Sham ของ al-Waqidi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 207)
หนังสือ Futuhu Misr  ของ Ibn Abd al-Hakam (เสียชีวิต ฮ.ศ. 257)
หนังสือ Futuhu Misr wa al-Magrib ของ Abu al-Qasim Abdurrahman (เสียชีวิต ฮ.ศ. 257)

             5. ตำราประเภทภูมิศาสตร์ Geography ตัวอย่างเช่น   
หนังสือ Mu‘jam al-Buldan  ของ Yaqut al-Hamawi
หนังสือ Kitab al-Masalik wa al-Mamalik  ของ Ibn Hurdazbih (เสียชีวิต ฮ.ศ. 300)
หนังสือ Kitab al-Akalim ของ al-Istahri
หนังสือ Kitab al-Masalik wa al-Mamalik  ของ Ibn Hawkal

              6. ตำราเกี่ยวกับบันทึกการเดินทาง ตัวอย่างเช่น
หนังสือบันทึกการเดินทางของ Ibn Fadhlan , Abu Dulaf, และ  Ibn  Batutah เป็นต้น

             7. ตำราประเภทประวัติศาสตร์เฉพาะเมือง และประเทศ ตัวอย่างเช่น
หนังสือ Akhbar al-Makkah  ของ al-Azraqi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 223)
หนังสือ Tarikhu Baghdad  ของ al-Khatib al-Baghdadi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 463)
หนังสือ Tarikh Dimashq  ของ Ibn Asakir (เสียชีวิต ฮ.ศ. 571) 
หนังสือ  Tarikhu Bukhara ของ Narshahi

   8. ตำราประเภทพงศ์พันธุ์สายตระกูล  ilm al-Ansab  ตัวอย่างเช่น
หนังสือ Ansab al-Ashraf  ของ al-Balazuri (เสียชีวิต ฮ.ศ. 271)
หนังสือ Kitabu Asnam / Ansabu’l-Arabi  ของ Hisham b. al-Kilbi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 257) 

   9. ตำราประเภทวรรณคดีและสังคม  ตัวอย่างเช่น
หนังสือ Kitab al-Aghani ของ  Abu al-Faraj al-Isfahani (เสียชีวิต ฮ.ศ. 356)
หนังสือ al-Aqd al-Farid  ของ Ibn Abdirabbih


ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار

นักประวัติศาสตร์มุสลิมในยุคคลาสสิกที่ควรรู้จัก

   
นักประวัติศาสตร์และนักรายงานประวัติศาสตร์อิสลามในยุคคลาสสิกมีหลายท่านด้วยกัน ซึ่งควรรู้จักพอสังเขปดังนี้

1.Urwah b. al-Zubair (26-94/644-713)

   Urwah b. al-Zubair มีชีวิตระหว่างปีฮิจเราะฮศักราชที่ 26-94 ในช่วงเกิดการสงครามญะมาลนั้นท่านเพิ่งมีอายุได้ 13 ปี ด้วยอายุยังน้อยอยู่จึงไม่ได้เข้าร่วมสงครามญะมาล  ท่านเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์เกี่ยวกับซีเราะฮพร้อมๆ กับ Aban b. Osman นอกเหนือจากซีเราะฮแล้วชื่อของท่านก็เป็นที่รู้จักในศาสตร์เกี่ยวกับมะฆอซีย์ บิดาของเขาชื่อว่า Zubair b. Awwam (เสียชีวิตในปี ฮ. 35/656) ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้ารับอิสลามในยุคแรกๆ   และเป็นหนึ่งในสิบเศาะหาบะฮฺที่ท่าน นบีแจ้งข่าวดีจะได้รับเข้าสวนสวรรค์ ส่วนมารดาของท่านชื่อว่า Asma’ บุตรีของ Abu Bakr  ครั้งหนึ่ง Urwah เกิดมีปากเสียงกับ Hajjaj (M. 661-714) เขาได้สยบ Hajjaj โดยการประชันสายตระกูลอันทรงเกียรติของเขาโดยกล่าวว่า “ มารดาของข้าคือ Asma’ ผู้เป็นบุตรีของ Abu Bakr ยายของข้าคือ Safiyyah ผู้เป็นบุตรีของ Abdulmuttalib น้าสาวของข้าคือ Aishah และป้าของข้าคือ Khadijah ผู้เป็นบุตรีของ Khuwailid”  พี่ชายของเขาชื่อว่า Abdullah ซึ่งเป็นแม่ทัพและผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงมาก เคยเป็นข้าหลวงในนคร Makkah ในระหว่างปีฮิจเราะฮศักราชที่ 64-73 และเสียชีวิตในขณะที่ทำสงครามกับกลุ่มอะมะวีย์
 
Urwah เคยพำนักอยู่ในอียิปต์ในระหว่างปีฮิเราะศักราชที่ 58-65 แล้วกลับมาอยู่ที่มะดีนะฮหลังจากพี่ชายเขาเสียชีวิตแล้ว  ปีที่เสียชีวิตของ Urwah ไม่เป็นที่ทราบอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามจากเอกสารต่างๆ พอที่จะสันนิษฐานได้ว่าท่านเสียชีวิตในปีฮิจเราะฮศักราชที่ 94 / 713 ท่านมีลูกทั้งหมด 8 คน แต่ทราบชื่อเพียงสองคนเท่านั้นคือ Hisham และ Muhammad

   Urwah นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องซีเราะฮแล้วท่านยังเป็นผู้ที่รอบรู้ในเรื่องหะดีษและยังเป็นหนึ่งใน 7 นักฟิกฮที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองมะดีนะฮอีกด้วย ท่านเป็นผู้รวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยเริ่มแรกของอิสลาม เอกสารที่ท่านเขียนนั้นส่วนใหญ่มาถึงเราปัจจุบันโดยผ่านงานเขียนของ Ibn Ishaq, Waqidi และ Tabari นักประวัติศาสตร์อิสลามในยุคต้นต่างก็ยกย่องท่านเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์อิสลาม ท่านได้รายงานหะดีษเป็นจำนวนมากไม่ว่าหะดีษที่เกี่ยวซีเราะฮ หรือแขนงอื่นๆ  บุตรชายของเขาคือ Hisham และลูกศิษย์ของเขาคือ Zuhri เป็นผู้รับสายรายงานจากเขา หะดีษบทที่เกี่ยวกับชีวประวัติของท่านนบีนั้นส่วนใหญ่ท่านจะรับสายรายงานจากท่านหญิงอาอิซะฮผู้เป็นน้าสาวของเขา

2.Aban b. Osman (เสียชีวิต 100/718)

   Aban เป็นบุตรชายของคอลิฟะฮอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน มารดาของเขาชื่อว่า Ummu Amr เป็นบุตรีของ Jundub  เข้าใจว่าท่านกำเนิดในปีที่ 20 ก่อน ฮิจเราะฮ เพราะในช่วงเกิดสงครามญะมาลนั้นท่านอยู่ร่วมในกองทัพของท่านหญิงของอะอีซะฮ พร้อมกับท่าน Talhah และท่าน Zubair ท่านเป็นคนแรกคนหนึ่งที่รวบรวมศาสตร์เกี่ยวกับมะฆอซีย์  ชีวประวัติในช่วงต้นของท่านไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จนกว่าท่านได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงแห่งนครมะดีนะฮในระหว่างปีฮิจเราะฮศักราช 75-85 ในสมัยสุลต่านอับดุลมะลิก (685-705) และถูกปลดในสมัยของอับดุลมะลิกเช่นกัน  ต่อมาถูกแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านเป็นอัมพาต 1 ปี ก่อนเสียชีวิต

   ในช่วงเป็นข้าหลวงในนครมะดีนะฮนั้น ท่านได้มีโอกาสพบปะกับบรรดาเศาะหาบะฮที่มีชื่อเสียงและชาวมะดีนะฮผู้อาวุโสหลายท่านด้วยกัน เช่น Jabir b. Abdullah, Muhammad b. Hanafiyyah และ Abdullah b. Ja’far  และท่านได้มีโอกาสนำละหมาดญินะซะฮบรรดาเศาะหาบะฮเหล่านี้  นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องปีเสียชีวิตของท่าน  ท่าน Bukhari มีความเห็นว่า Aban เสียชีวิตในสมัยสุลต่าน Walid (ปกครองระหว่างปี 86-96) แห่งราชวงค์อะมะวีย์  ส่วน Ibn Sa’d  มีความเห็นว่า ท่านน่าจะเสียชีวิตในสมัยสุลต่าน Yazid (ปกครองระหว่างปี 100-105) 

   Aban เป็นหนึ่งในบรรดานักฟิกฮที่มีชื่อเสียงแห่งนครมะดีนะฮ พร้อมกันนั้นท่านยังเป็นนักหะดีษอีกด้วย นอกจากบุตรของท่านคือ Abdurrahman แล้ว ท่าน Abu Zinad และ ท่าน Zuhri รับรายงานหะดีษจากท่าน    Aban b. Osman b. Affan กับ Aban b. Osman al-bajali ผู้แต่งตำราที่ชื่อว่า al-Mabda wa al-Mabas wa al-Maghazi  เป็นคนละคนกัน  Aban บุตรของ Osman เคาะลีฟะฮที่ 3 นั้น เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ก่อตั้งศาสตร์แห่ง Siyar และ Maghazi  ท่านเป็นคนแรกที่เขียนและรวบรวม Maghazi แยกกับศาสตร์อื่นๆ

3.Shurahbil B.Sa’d (เสียชีวิต 123/741)
   Shurahbil B.Sa’d เป็นปราชญ์ชาวมะดีนะฮฺที่รอบรู้เกี่ยวกับมะฆอซีย์ท่านหนึ่ง การรายงานหะดีษของท่านส่วนใหญ่จะสืบสายรายงานจากเหล่าเศาะหาบะฮฺอาวุโสสามท่านคือ ท่าน Zaid B. Thabit ท่าน Abu Hurairah และท่าน Abu Sa’id al-Khudri อันเนื่องจากท่านอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกับท่าน Zaid B. Thabit พำนักอยู่ ทำให้การรายงานะดีษของท่านส่วนใหญ่สืบสายรายงานจากท่าน Zaid

   Shurahbil เป็นผู้รวบรวมบัญชีรายชื่อของบรรดาเศาะหาบะฮฺที่อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺ (Muhajirin) รายชื่อผู้เข้าร่วมสงครามบัดรฺและอุหุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบันทึกเกี่ยวกับรายละเอียดของสงครามบัดรฺนั้นไม่มีใครจะเทียบกับท่านได้ สายรายงานของท่านจะปรากฎในหนังสือที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นต้นทั่วไป ท่าน Ibn Ishaq และ al-Wakidi ก็ได้บรรจุสายรายงานของท่านไว้ในงานเขียนของพวกเขาด้วย

4.Wahb b.Munabbih (เสียชีวิต 110/728)

   Wahb b.Munabbih เป็นตาบีอีย์ท่านหนึ่ง เชื้อสายเปอร์เซีย พำนักอยู่ทางตอนใต้ของแหลมอาราเบีย (Yeman) บิดาของเขา Munabbih นั้นเป็นชาว Khorasan (Hirah) ถูกเกณฑ์เป็นทหารร่วมกับกองทัพเปอร์เซียที่ถูกส่งมายังทางใต้ของแหลมอาราเบียและถูกจับเป็นเชลยอยู่ที่นั้น บิดาของเขาเข้ารับอิสลามในปีที่ 10 ฮ.ศ. และเข้าใจว่า Wahb นั้นเข้ารับอิสลามในปีที่ 34 ฮ.ศ. Wahb นั้น อดีตเป็นชาวคัมภีร์ เมื่อเข้ารับอิสลามแล้วเคร่งครัดต่อศาสนาอย่างมากและไม่เคยพลาดโอกาสที่จะร่วมวงศึกษาความรู้กับบรรดาอุลามะอฺที่มีชื่อเสียงในสมัยของท่าน บั้นปลายชีวิตของท่านส่วนใหญ่จะอยู่ในตาราง

   รายงานของท่านถึงแม้ว่าเชื่อถือได้ แต่ด้วยดั้งเดิมเป็นชาวคัมภีร์นั้นท่านได้ให้ความสำคัญรายงานต่างๆ ในคัมภีร์เก่า จึงเกิดรายงานที่เป็น Israiliyat ขึ้นปะปนอยู่ในวรรณกรรมอิสลาม  Wahb ได้เขียนเกี่ยวกับประวัติการกำเนิดของมนุษย์และชีวประวัติบรรดาศาสดาในตำราเล่มหนึ่งชื่อว่า al-Mubtada’ ถึงแม้สายรายงานของท่านเป็นที่เชื่อถือได้แต่ในหมวดชีวประวัติบรรดาศาสดานั้นท่านค่อนข้างจะอิงกับสายรายงานที่อดีตเป็นยิวและคริสต์เป็นสวนมาก  นอกจากนี้ท่านได้เขียนเกี่ยวกับประวัติการเมืองและวัฒนธรรมของชาว Himyar เล่มหนึ่งซึ่งมีนักประวัติศาสตร์รุ่นต่อมาหลายท่านใช้ประโยชน์จากงานเขียนของเขาเล่มนี้ เช่น Ibn Hisham เป็นต้น  นอกจากสองเล่มที่กล่าวมาแล้ว ท่านยังมีผลงานที่มีชื่อว่า Qisasu’l-Anbiya’, Risalah  fi al-Naba’, Hikmatu Wahb , Hikmatu Luqman และ Mawidha   



5.Shihab al-Zuhri (50-124/670-741)
   มีชื่อเต็มว่า Muhammad b. Muslim b. Ubaydullah b. Abdullah b. Shihad al-Zuhri จากเชื่อสาย Zuhrah แห่งนครมักกะฮํ ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ของ Urwah ผู้เป็นอาจารย์ของอาจารย์ของ Imam Bukhari ท่าน Shihab เป็นนักฟิกฮํและนักหะดีษที่โด่งดังและเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่มากในสมัยนั้น ท่านได้พบปะกับบรรดาเศาะหาบะฮํ ตระเวนตามบ้านเรือนของชาวมะดีนะฮํ พบกับเด็ก สตรี ผู้ใหญ่ คนชราเพื่อรวบรวมหะดีษ นักประวัติศาสตร์มีทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องปีกำเนิดของ Shihab  บางท่านมีทัศนะว่าปีที่ 50, 51, 56, 57 และปีที่ 58 ฮิจเราะฮํศักราช  ท่านเป็นนักหะดีษที่มีชื่อเสียงในขณะที่มีอายุเพียงแค่ 23 ปี  ท่านพำนักอยู่ในนครดะมัสกัส ในสมัยการปกครองของ Khalifah Omar b. Abdulaziz และเคยให้คำ Fatwa ในเรื่องฟิกฮํแก่ท่าน  ด้วยการบัญชาของ Khalifah Omar b. Abdulaziz ท่านเป็นคนแรกที่รวบรวมหะดีษอย่างเป็นระบบและเป็นทางการ  และด้วยความประสงค์ของ Omar b. Abdulaziz เช่นกันท่านได้นิพนธ์  “Kitabu al-Maghazi” เล่มหนึ่งถวายให้แก่ท่าน ในช่วงท้ายท่านได้รับเชิญให้เป็นครูสอนแก่บรรดาลูกของ Khalifah Hisham b. Abdulmalik

   ในช่วงที่ท่านพำนักอยู่ในนครมะดีนะฮํนั้น นอกจากแสวงหาความรู้แล้วท่านยังรวบรวมสายตระกูลชาติพันธ์ (Ansab) ของเผ่าต่างๆ  และท่านได้นิพนธ์เกี่ยวกับ Siyar ไว้หลายเล่มด้วยกันนอกจากนี้ท่านยังได้รวบรวมหะดีษพร้อมกับสายรายงานในผลงานของท่านที่มีชื่อว่า “Zuhrriyat“ ซึ่งเป็นผลงานแขนงหะดีษที่สำคัญมาก และเป็นแหล่งอ้างอิงของนักหะดีษในรุ่นต่อมา 
 

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
6.Ka’bu al-Akhbar  (เสียชีวิต 32/652)
   Ka’bu al-Akhbar อดีตเป็นยิวชาวเยแมน เข้ารับอิสลามหลังจากท่านนบีเสียชีวิตแล้ว  ด้วยอดีตเป็นชาวคัมภีร์รายงานของท่านจึงมีอิทธิพลของความเป็นอิสรออีลลิยาตอยู่พอสมควร Ka’b เป็นที่รู้จักในหมู่นักรายงานหะดีษและนักรายงานประวัติศาสตร์ในอดีตเป็นอย่างมาก ผลงานของท่านเกี่ยวกับท่านนบีอดัม (Adam) และท่านหะวาอ์ (Hawwa’) ปรากฏอยู่ในหนังสือ “al-Iqlil” ของ al-Hamadani นอกจากนี้ท่านยังมีผลงานชื่อว่า “ Siratu Iskandar” “Wafayatu Musa” และ “Hadithu Zulkifl”   


7.Abdullah b. Salam  (เสียชีวิต 43/ 663)
   อดีตเป็นชาวยิวแห่งเมืองมะดีนะฮ และเข้ารับอิสลามหลังจากการอพยพของศาสดามายังเมืองมะดีนะฮ ด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมและศาสนายิว ท่านมีความรอบรู้เกี่ยวการกำเนิดของโลก เรื่องราวของบะนีอิสรออีล และประวัติบรรดาศาสดาต่างๆ  เรื่องราวดังกล่าวนี้ในหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือตัฟซีร แม้แต่ในหนังสือหะดีษในยุคต้นๆ ส่วนใหญ่จะอิงรายงานจากท่าน นอกจากนี้ท่านได้รายงานเกี่ยวการต่อสู้ของนบีดันยัล และได้รวบรวมคำถาม-คำตอบของท่านศาสดามุหัมมัดในหนังสือชื่อว่า “al-Masail”   

8.Abdullah b. Abi Bakr b. Hazm (เสียชีวิต 130 หรือ 135)
   ท่านเป็นนักหะดีษชาวมะดียะฮรุ่นหลังจากตาบีอีย์และมีความสนใจในเรื่องมะฆอซีย์เป็นพิเศษ ท่านเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งในสามท่านของ Ibn. Ishaq บรรพบุรุษของท่านเป็นชาวอันศอรที่อุทิศตนต่อศาสนาที่สำคัญท่านหนึ่ง ท่านศาสดาเคยส่งปู่ของท่านที่มีชื่อว่า Muhammad b. Amr  ไปยังเมืองเยแมนเพื่อทำการเผยแพร่ศาสนาและสอนอัลกุรอานให้แก่ชาวเยแมน และเคยได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงแห่งเมือง Najran

   บิดาของท่านชื่อว่า Abu Bakr เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาแห่งเมืองมะดีนะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 86-96 ในสมัยของเคาะลีฟะฮ์  Marwan b. Abdulmalik หลังจากนั้นท่านได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงแห่งเมืองมะดีนะฮ์ ท่านถูกปลดจากตำแหน่งข้าหลวงในสมัยเคาะลีฟะฮ์ Yazid ที่ 2 แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษา  ในปี ฮ.ศ. 118 ท่านถูกแต่งตั้งเป็นข้าหลวงแห่งเมืองมะดีนะฮ์อีกครั้งหนึ่งแต่อยู่ในตำแหน่งไม่ได้นาน 

   ในช่วงบิดาของท่านมีชีวิตอยู่นั้น Abdullah ได้มีโอกาสเรียนหะดีษจากนักหะดีษที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น  ท่านไม่เพียงแต่สนใจในเรื่องมะฆอซีย์เท่านั้น ท่านยังได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ในทุกมิติที่เกี่ยวกับท่านศาสดามุหัมมัด  นอกจากนี้ท่านยังได้รวบรวมเหตุการณ์อิรติดาด (Irtidad) ต่างๆ  และเหตุการณ์ฟิตนะห์ที่เกิดขึ้นในสมัยของเคาะลีฟะฮ์อุษมาน  เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ท่านได้เรียบเรียงไว้ตามลำดับวัน เดือน ปี ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ( Chronology ) ในเรื่องมะฆอซีย์ของท่านศาสดามุหัมมัดท่านก็ได้รวบรวมจัดเรียงลำดับตามปีที่เกิดขึ้นเช่นกัน ในรายงานของท่านนอกจากเป็นร้อยแก้วแล้วยังมีบทกวีมากมายอีกด้วย   

9.Ma’mar b. Rashid  (มีชีวิตระหว่าง 96-154)
   ท่านเป็นคนจากเผ่า Azd เกิดในเมือง Basrah ท่านได้มีโอกาสเรียนหะดีษจากท่าน Qatadah b. Diyamah (เสียชีวิต 114) ซึ่งเป็นนักหะดีษที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ท่านได้เดินทางไปเมืองต่างๆ เพื่อแสวงหาความรู้ สุดท้ายท่านได้พำนักอยู่ในเมืองเยแมนและเสียชีวิตที่นั้นในขณะที่มีอายุได้ 58 ปี  ท่านเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องหะดีษ ท่านได้รวบรวมเกี่ยวกับมะฆอซีย์ของท่านศาสดาโดยใช้ชื่อว่า “ Kitabu al-Maghazi”  รายงานของท่านส่วนใหญ่จะอิงกับ Zuhri  นอกจากนี้ท่านยังสนใจเกี่ยวกับคัมภีร์เก่าและประวัติบรรดาศาสดาต่างๆ  รายงานของท่านส่วนหนึ่งอยู่ในผลงานของ Tabari

10.Musa b. Uqbah  (เสียชีวิต 141)
     ท่านเป็นลูกศิษย์ของ Zuhri  และเคยพบกับท่าน Abdullah b.Omar  บุตรเคาะลีฟะฮ์คนที่สอง ท่านเป็นทาสของลูกหลานของ Zubair b. al-Awwam  ปีเกิดของท่านไม่ทราบเป็นที่แน่นอน แต่ท่านเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 114    Musa b. Uqbah  มีชื่อเสียงในเรื่องหะดีษและรอบรู้ในเรื่องมะฆอซีย์ แม้แต่  Imam Malik ก็ยังเป็นลูกศิษย์ท่านในเรื่องหะดีษ  Imam Malik เคยกล่าวว่าผู้ใดก็ตามที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับมะฆอซีย์จงไปหาท่าน Musa b. Uqbah
   
รายงานของท่าน Musa ส่วนใหญ่จะสืบทอดโดย Ismail b.Ibrahim (เสียชีวิต 158)  ซึ่งเป็นหลานชาย (ลูกน้องชาย) ของท่าน ถึงแม้ว่าผลงานของท่าน Musa ได้สูญหายไปไม่ถึงมือเราปัจจุบัน แต่ว่าเราทราบจากนักประวัติศาสตร์หลายท่านว่าได้ใช้ประโยชน์จากท่าน Musa

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
11.Jabir al-Ju’fi (เสียชีวิต 128)
   ท่านเป็นชาวกูฟะฮ์ เป็นนักอรรถาธิบายอัลกุรอาน และเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ฝักฝ่ายชีอะฮ์ ในเรื่องประวัติศาสตร์ท่านมีทัศนะที่แหวกแนวกับคนอื่นๆ ท่านได้แต่งตำราหลายเล่มด้วยกัน เช่น Kitabu al-Nawadir, Kitabu al-Fadhail, Kitabu al-Jamal, Kitabu Siffin, Kitabu Nahrawan, Maktalu Ali, Kaktalu Husain เป็นต้น  แต่ตำราของท่านถึงมือเราปัจจุบันโดยผ่านตำราคลาสสิกยุคต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำรา “Kitabu Siffin” ของ Nasr b. Muzahim และในตำรา “Tarikhu al-Umam wa al-Muluk” ของ Tabari ก็มีการอ้างถึงตำราของเขา

12.Awanah b.Hakam (เสียชีวิต 147 / 764)
   ท่านเป็นชาวกูฟะฮ์ เป็นนักประวัติศาสตร์และนักพงศ์พันธ์สายตระกูล (Nasab) ในสมัยอะมะวีย์ที่มีชื่อเสียงมาก ท่านมีความรอบรู้เกี่ยวกับบทกวีและเรื่องราวของชาวอาหรับสมัยก่อน บิดาของท่าน Hakam นั้นมีความเชียวชาญในประวัติศาสตร์ยุคญะฮิลิยะฮ์ ท่านเป็นผู้รวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงศตวรรษแรกของอิสลาม เหตุการณ์พิชิตเมืองต่างๆ เหตุการณ์อิรติดาด จนถึงสมัยเคาะลีฟะฮ์ Abdulmalik แห่งราชวงค์อะมะวีย์  ปัจจุบันเราได้ค้นพบตำราของท่าน 2 เล่มด้วยกัน คือ Kitabu al-Tarikh และ Siratu Muawiyah wa Bani Umayyah มีนักประวัติศาสตร์หลายท่านรับสายรายงานจากท่าน เช่น Abu Ubaidah, al-Asmai, Haisam b.Adiy, Madaini, Hisham b.Kalbi เป็นต้น ในตำราของ Tabari ก็มีการอ้างถึงรายงานของ Awanah เช่นกัน

13.Ibn. Ishaq ( มีชีวิตระหว่าง 85-151 / 704-768)
   Ibn Ishaq มีชื่อจริงว่า Muhammad b.Ishaq b.Yasar ท่านเป็นลูกศิษย์ที่สำคัญคนหนึ่งของท่าน Zuhri  ท่านเกิดที่เมืองมะดีนะฮ์ในปี ฮ.ศ.ที่ 85 และเสียชีวิตที่เมืองแบกแดดในปี ฮ.ศ.ที่ 151 ปู่ของท่านคือ Yasar  เป็นเชลยศึกในสงคราม Aynu at-Tamr ซึ่งเกิดขึ้นใน ฮ.ศ.ที่ 12 สมัยเคาะลีฟะฮ์ Abu Bakr  และถูกควบคุมตัวโดยแม่ทัพ Khalid b. al-Walid ส่งตัวมายังเมืองมะดีนะฮ์ และมอบให้แก่ท่าน Qais b. Mahramah b.al-Muttalib ในฐานะเป็นทาส ประมาณปี ฮ.ศ.ที่ 50 Yasar ได้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่า Ishaq  ซึ่งมีความสนใจเรื่องหะดีษเป็นอย่างมาก
   
Ibn  Ishaq ก็ดำเนินรอยตามบิดาของเขา ตั้งแต่วัยหนุ่มเขาสนใจค้นคว้าเรื่องหะดีษเป็นอย่างมาก ท่านได้มาโอกาสพบปะกับนักหะดีษอาวุโส ดังเช่น ท่าน Muhammad b. Muslim b. al-Zuhri, ท่าน Asim b. Omar b. Qatadah และท่าน Abdullah b.Abi Bakr b. Hazm  เมื่ออายุได้ 30 ปี ท่านได้ออกเดินทางไปยังประเทศอียิปต์และศึกษาหะดีษกับ Yazid b.Habib  หลังจากนั้นท่านได้กลับไปยังเมืองมะดีนะฮ์ต่อเพื่อรวบรวมหะดีษ   ระหว่างพำนักอยู่เมืองมะดีนะฮ์นั้นท่านมีความขัดแย้งอย่างหนักกับท่าน Malik b.Anas ถึงขั้นจำเป็นจะต้องออกจากเมืองมะดีนะฮ์ ท่านจึงตัดสินใจออกจากเมืองมะดีนะฮ์ไปพำนักอยู่เมืองกูฟะฮ์ช่วงหนึ่ง แล้วก็ย้ายไปอยู่เมือง Ray แล้วสุดท้ายย้ายไปอยู่เมืองแบกแดดและพำนักอยู่ที่นั้นจนจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต

   ลูกศิษย์ของ Ibn. Ishaq ที่สำคัญมีหลายท่านด้วยกัน เช่น Ziyad b.Adullah b.at-Tufayl al-Bakkai (เสียชีวิต 130/749) ซึ่งเป็นอาจารย์ของ Ibn. Hisham  ด้วยเหตุนี้ระหว่างสองนักซีเราะฮ์นี้มีสะพานเชื่อมต่อกันโดยผ่าน al-Bakkai

   ผลงานที่สำคัญของ Ibn Ishaq ที่ท่านได้รวบรวมข้อมูลจากเมืองมะดีนะฮ์และอียิปต์คือ “Kitabu al-Maghazi” ซึ่งท่านได้เขียนขึ้นเสร็จก่อนที่จะย้ายพำนักอยู่ที่เมืองแบกแดด ตำราเล่มนี้ท่านได้เขียนขึ้นตามความประสงค์ของเคาะลีฟะฮ์ Abu Ja’far al-Mansur แห่งราชวงศ์อับบาสีย์ และด้วยความประสงค์ของเคาะลีฟะฮ์เช่นกันท่านได้เขียน “al-Mubtada’” เพิ่มเติมในตำราดังกล่าว  สายรายงานของ Ibn  Ishaq เป็นที่น่าเชื่อถือท่านหนึ่ง และนับว่าเป็นผู้ก่อตั้งศาสตร์แห่ง Siyar และ Maghazi ที่สำคัญท่านหนึ่ง ท่านเป็นคนแรกคนหนึ่งที่รวบรวมชีวประวัติของท่านศาสดามุหัมมัดอย่างสมบูรณ์และเป็นระบบซึ่งนำมาความก้าวหน้าของศาสตร์สาขานี้ในเวลาต่อมา แต่อย่างไรก็ตามท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างหนักโดยนักหะดีษในเรื่องที่ท่านไม่ค่อยประณีตในการคัดเลือกหะดีษและให้ความสนใจในรายงานที่เป็นอิสรออีลิยาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการกำเนิดของมนุษย์และเรื่องชีวประวัติบรรดาศาสดาต่างๆ  ท่าน Zahabi ซึ่งเป็นนักหะดีษและนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งได้ตำหนิท่านในเรื่องดังกล่าวนี้  Ibn Nadim กล่าวว่า Ibn Ishaq  มีโอกาสได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์กับนักปราชญ์ทั้งชาวคริสต์และยิว และรับรู้เรื่องราวต่างๆ ในอดีตจากบุคคลเหล่านี้   

   ในตำรา Kitabu al-Maghazi ของ Ibn  Ishaq  ประกอบด้วย 3 บท  คือ al-Mubtada’, al-Mab’as และ al-Maghazi  ในบท al-Mubtada’ นั้น ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดของมนุษย์ชีวประวัติของบรรดาศาสดาต่างๆ (ส่วนนี้ไม่ปรากฏในตำราซีเราะฮ์ของ Ibn Hisham) เหตุการณ์ต่างๆ ในยุคญาฮิลิยะฮ์ และประวัติศาสตร์ของเยแมน (ส่วนนี้บางส่วนปรากฏอยู่ในตำราซีเราะฮ์ของ Ibn Hisham ซึ่งท่านได้เพิ่มเติมเนื้อหาสมบูรณ์ขึ้น )  ในช่วงท้ายของบทนี้จะกล่าวถึงเผ่าพันธ์อาหรับ เชื้อสายต้นตระกูลของศาสดามุหัมมัด ความเชื่อของชาวอาหรับมุชริก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างศาสนาในมักกะฮ์  ในบท al-Mab’as ว่าด้วยชีวประวัติของศาสดามุหัมมัดในยุคมักกะฮ์  เหตุการณ์อพยพไปยังนครมะดีนะฮ์  สนธิสัญญาต่างๆ ที่ท่านนบีได้ทำขึ้นระหว่างเผ่าพันธ์ต่างๆ ในนครมะดีนะฮ์ ซึ่งบทสนธิสัญญาเหล่านี้ยังไม่เคยปรากฏในตำรามะฆอซีย์ต่างๆ ก่อนหน้านี้  ส่วนในบท al-Maghazi จะกล่าวถึงสงครามต่างๆ ในสมัยของท่านนบีมุหัมมัด เช่น สงครามบัดร  สงครามอุฮูด เป็นต้น รวมทั้งสงครามที่ท่านนบีนำทัพเองและที่ท่านมอบหมายเศาะหาบะฮ์นำทัพแทน พร้อมกับรวบรวมรายชื่อบรรดาเศาะหาบะฮ์ที่เข้าร่วมสงคามต่างๆ และผลของสงคราม  ตำรา Kitabu al-Maghazi ของ Ibn  Ishaq เล่มนี้ได้ถูกรวบรวมใหม่และสรุปย่อโดย  Ibn  Hisham  ซึ่งฉบับที่สรุปย่อเล่มนี้รู้จักในนาม Sirah Ibn Hisham และได้แปลออกมาหลายภาษา เช่นภาษาอังกฤษ  ภาษาเยอรมัน  ภาษาตุรกี เป็นต้น

14.Abu  Mikhnaf  (เสียชีวิต 157 / 774) (เป็นนักรายงานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่อันตรายที่สุด เป็นชีอะฮฺสุดโต่ง )
   ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์ชาวอีรักที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง มีชิวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์ และท่านเป็นผู้หนึ่งที่ต่อต้านการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะฮ์  การรายงานประวัติศาสตร์ของท่านส่วนใหญ่จะอิงรายงานจากบุคคลในยุคก่อนท่านหรือร่วมสมัยกับท่าน  ในการรายงานเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ส่วนใหญ่ท่านจะใช้พยานที่อยู่ในเหตุการณ์  เนื่องจากว่าท่านเป็นชาวอีรัก ประกอบกับสมัยนั้นเมืองอีรักและกูฟะฮ์เป็นศูนย์กลางการต่อต้านการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ส่งผลทำให้สายรายงานของท่านปะปนด้วยการเมือง ความรู้สึกและอุดมการณ์ของชาวอีรักค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้ท่านจึงถูกนักหะดีษวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และถูกกล่าวหาต่างๆ นานา เช่นเป็นชีอะฮ์บ้าง เป็นผู้โกหกบ้าง  เป็นสายรายงานที่ไม่น่าเชื้อถือบ้าง   

   ผลงานของ Abu Mikhnaf ที่มีอยู่ปัจจุบันซึ่งได้รับการยืนยันโดย Wustenfeld ว่าเป็นของท่านจริงคือตำรา “Maqtalu  Husayn” และ “Mukhtaru Saqafi” นอกจากนี้ท่านแต่งตำราที่สำคัญเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการฆาตกรรมท่านอุษมานโดยใช้ชื่อว่า “Maqtalu Osman”  ซึ่งเป็นตำราเล่มแรกที่รวบรวมรายงานที่เกี่ยวกับการฆาตกรรมท่านเคาะลีฟะฮ์อุษมานโดยเฉพาะ  มีนักประวัติศาสตร์ในยุคต่อมาได้อิงรายจาก Abu Mikhnaf เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน Tabari   

15.Sayf b. Omar  (เสียชีวิต 180 หรือ 200 ?)
   ผลงานของ Sayf b. Omar ที่มีชื่อเสียง 2 เล่มด้วยกัน คือ  “Kitabu al-Futuh al-Kabir wa al-Riddah” และ “Kitabu al-Jamal wa Masiru Aishah wa Ali” เป็นที่น่าเสียดายตำราทั้งสองเล่มนี้ได้สูญหายไปไม่ถึงมือเราปัจจุบัน  แนวการเขียนของ Sayf นี้มีความคล้ายคลึงกับ Abu Mikhnaf  มาก กล่าวคือ มีอารมณ์ ความรู้สึกปะปนในสายรายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านมาจากเผ่า Tamim ซึ่งดูเหมือนว่าท่านจะปกป้องเผ่าตนเอง (เผ่านิยม)  ด้วยเหตุนี้ท่านจึงถูกนักประวัติศาสตร์กลุ่มชีอะฮ์และนักหะดีษบางท่านตำหนิเป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ตามรายงานของท่านที่เกี่ยวกับ Futuhat และเหตุการณ์ Irtidad เป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญแก่นักประวัติศาสตร์ในยุคต่อมา 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 06, 2010, 09:06:07 AM โดย muhtadeen alhaq »

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
16.IBN AL-KALBI  (เสียชีวิต 204 /819)
   ชื่อจริงคือ Abu al-Munzir Hisham b. Muhammad al-kalbi เกิดในเมืองกูฟะฮ์ประมาณปี 120 / 737 และอพยพเข้ามายังเมืองแบกแดก และเสียชีวิตลงที่นั่นในปี 204/819 หรือไม่ปี 206/821  ในสมัยเคาะลีฟะฮ์ AL-Ma’ mun  ท่านเป็นลูกนายทหาร  บิดาของท่านเข้าร่วมกับ Ibn al-Ash’as ต่อต้านการปกครองของ Hajjaj แห่งราชวงศ์อะมาวีย์ และเข้าร่วมสงคราม Dair al-Jamajim บิดาของท่านเสียชีวิตในปี 146/763 ซึ่งก่อนเสียชีวิตท่านได้รวบรวมวงศ์วานว่านเครือชาวอาหรับ และเรื่องราวชาวอาหรับในสมัยญาฮิลิยะฮ์ที่สำคัญไว้มาก Ibn Kelbi ได้สานต่อเจตนารมณ์บิดาของเขาต่อโดยเอาข้อมูลที่บิดาของท่านได้รวบรวมไว้เป็นฐาน ท่านได้เขียนผลงานที่สำคัญไว้ 2 เล่ม เล่มแรกเกี่ยวกับพงศ์พันธ์สายตระกูลหรือวงศ์วานว่านเครือชาวอาหรับ (Almu Ansab) ต้นฉบับเขียนมือ (Manuscript) ฉบับหนึ่งมีอยู่ในห้องสมุดที่ปารีส  ส่วนเล่มที่สองเกี่ยวกับเรื่องราวและวัฒนธรรมชาวอาหรับก่อนอิสลามหรือยุคญาฮิลิยะฮ์ ตำราเล่มนี้รู้จักในนาม “Kitab Al-Asnam” ซึ่ง Yaqut al-Hamawi ได้รวบรวมสรุปไว้ในหนังสือ “Mu’jamu al-Buldan”

   ผลงานของท่านมีความสำคัญมากในการศึกษาเรื่องราวและวัฒนธรรมของชาวอาหรับก่อนอิสลามซึ่งท่านได้ชี้แจงเล่าเรื่องอย่างละเอียด ไม่ว่าในเรื่องประเพณี ศาสนาและการบูชารูปเจว็ดต่างๆ  ถึงแม้ว่าท่านจะถูกตำหนิจากนักปราชญ์ร่วมสมัยกับท่านที่ท่านพยายามขุดคุ้ยเรื่องที่ไม่เป็นมงคลนักในสมัยญาฮิลิยะฮ์ แต่ว่าผลงานของท่านมีความสำคัญยิ่งและไม่อาจประเมินค่าได้ในการศึกษาเรื่องราวของชาวอาหรับก่อนอิสลาม นอกจากนี้ผลงานของท่านยังมีคุณค่าทางวรรณคดีอาหรับอีกด้วย

   W.Caskel และ G.Starenzich ได้ตีพิมพ์งานเขียนของเขาจำนวนสองเล่ม โดยใช้ชื่อว่า “Jamharat al-Nasab” เป็นหนังสือที่น่าประทับใจมากเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาวอาหรับก่อนอิสลามอย่างชัดเจน  ส่วนตำรา “al-Asnam” นั้นได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในกรุงไคโรและได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิเช่น ภาษาเยอรมันโดย Rosak Rosenbeger ในปี ค.ศ. 1941 ภาษาฝรั่งเศสโดย M.S. Marmardji ในปี ค.ศ.1952 แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย A.N Faris Princetan ในปี ค.ศ. 1941   

17.Al-WAQIDI (มีชีวิตระหว่าง ฮ.ศ. 130-207)
ชื่อจริงของท่านคือ Abu Abdullah Muhammad b. Umar  al-Waqidi ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์อิสลามจากตระกูลอาหรับโดยแท้และเป็นผู้เขียนมะฆอซีย์ที่เป็นระเบียบสมบูรณ์ที่สุดท่านหนึ่ง ท่านกำเนิดที่นครมะดีนะฮ์ในปี ฮ.ศ. 130 /ค.ศ.747 ในสมัยเคาะลฟะฮ์มัรวานที่ 2 ท่านมีสมญานามว่าอัลวากีดีย์ ซึ่งตามชื่อของปู่ของท่านที่มีชื่อว่า Waqid และบางครั้งได้รับสมญานามว่า Al-Aslami เพราะท่านเคยเป็นทาสภายใต้การปกครองของท่านอับดุลเลาะ บินบูรายดะห์ จากตระกูลอัสลิม 

ชีวิตในช่วงหนุ่มของ al-Waqidi นั้นประกอบธุรกิจเป็นพ่อค้าวาณิชขายแป้งสาลี แต่ท่านไม่มีบุคลิกเป็นพ่อค้ามากนัก มีบุคลิกเป็นนักปราชญ์และนักประวัติศาสตร์มากกว่า  การค้าขายของท่านไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะท่านมีจิตใจที่โอบอ้อมอารีและเมตตาผู้คนมาก ท่านชอบบริจาคทั้งกำไรและต้นทุน  เมื่อธุรกิจการค้าของท่านความล้มเหลว ในปี ค.ศ. 796 ท่านได้โยกย้ายไปพำนักที่เมืองบัฆดาด และพึงบารมีอำมาต Yahya al-Barmaki ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจที่นั้น  Yahya  ชื่นชมความฉลาดและความสามารถท่านมาก  ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาในเมืองหนึ่งทางทิศตะวันตกของเมืองบัฆดาด จนถึงสมัยเคาะลีฟะฮ์อัลมะมูน  หลังจากนั้นเคาะลีฟะฮ์อัลมะมูนได้ย้ายท่านให้เป็นผู้พิพากษาประจำเมือง Rusafah (ทิศตะวันออกของเมืองบัฆดาด) ชีวิตรับราชการของท่านราบรื่นมาก  ท่านเสียชีวิตที่เมือง Rusafah  ในปี ฮ.ศ. 207 / 823 ในสมัยของเคาะลีฟะฮ์อัลมะมูน ซึ่งมีอายุได้ 78 ปี

al-Waqidi มีความทะเยอทะยานในการแสวงหาความรู้มาก ท่านได้มีโอกาสร่ำเรียนจากMalik b. Anas และ Sawri ซึ่งเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น นอกจาก Siyar และ Maghazi แล้ว ท่านยังแต่งตำราเกี่ยวกับตัฟซีร หะดีษ และฟิกฮ์เป็นจำนวนมาก  Al-Waqidi ได้รวบรวมประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองมักกะฮ์และเมืองมะดีนะฮ์  ผลงานของท่านที่สำคัญเล่มหนึ่งคือ “Kitab al-Riddah” ซึ่งรวบรวมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของท่านนบี  เหตุการณ์อิรติดาด (การถอนตัวจากการเป็นมุสลิม)ต่างๆ  การแอบอ้างเป็นศาสดาของฎูลัยหะฮ์และมุซัยละมะฮ์  นอกจากนี้ al-Waqidi ถือว่าเป็นผู้เขียนตำราประเภท Tabaqat คนแรกคนหนึ่งหลังจากท่าน al-Haisam b. Adiy  ตำรา Tabaqat ของท่านมีความคลายคลึงกับตำรา Tabaqat ของ Ibn Sa’d ซึ่งเป็นเลขาและลูกศิษย์ของท่าน  ในตำรา Tabaqat ของท่านนั้นท่านให้ความสำคัญเกี่ยวกับบรรดาเศาะหาบะฮ์  วงศ์วานว่านเครือของชาวมะดีนะฮ์ นักหะดีษชาวกูฟะฮ์และบัศเราะฮ์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ท่านได้จากการตระเวนเยี่ยมเยียนเมืองเหล่านั้น  เป็นที่น่าเสียดายในบรรดาผลงานของ al-Waqidi นั้นมีเพียงตำรา “Kitabu al-Maghazi” เท่านั้นที่มีถึงปัจจุบันอย่างสมบูรณ์  ตำราเล่มนี้เป็นถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลชั้นต้นและเก่าแก่ที่สุดเล่มหนึ่งที่เขียนขึ้นเกี่ยวกับการขยายดินแดนของรัฐอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายดินแดนไปสู่ซีเรีย อีรัก อียิปต์ และแอฟริกา   Kitabu al-Maghazi เล่มนี้เริ่มแรกได้มีการตีพิมพ์ที่ยุโรป ต่อมีมีการตีพิมพ์ต่อที่อียิปต์ และในปี ค.ศ. 1966 Marsden Johns ได้ตีพิมพ์ที่กรุงลอนดอนรวมเป็น 3 เล่ม ซึ่งสมบูรณ์มาก 


18.Ibn Sa‘d  (เสียชีวิต 230/ 845)
   ชื่อจริงของท่านคือ Abu Abdullah b. Muhammad b. Sa’d ท่านกำเนิดที่เมืองบัสเราะฮ์ในปี ฮ.ศ.ที่ 168 และเคยพำนักอยู่ที่นครมะดีนะฮ์ ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังด้วยผลงานที่มีชื่อว่า “Tabaqat al-Kubra“ ซึ่งเป็นตำราประเภท Tabaqat (ชีวประวัติ)  ที่เก่าแก่และสำคัญมากเล่มหนึ่ง   
ท่านได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ มากมาย เพื่อแสวงหาความรู้ ท่านได้มีโอกาสร่ำเรียนวิชากับ ท่าน Ibn Kelbi และเป็นศิษย์และเลขาของท่าน al-Waqidi 
   Ibn Sa’d นับว่าเป็นนักเขียนประวัติศาสตร์ประเภท Tabaqat รุ่นแรกๆ ท่านหนึ่ง ในตำรา Tabaqat al-Kubra ของท่านในเล่มแรกจะขึ้นหัวข้อเป็น “Kitabu Akhbar al-Nabi” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านศาสดามุหัมมัดในทุกแง่มุม ในเล่มแรกบทที่ 2 ว่าด้วยชีวประวัติของบรรดาศาสดา รวมถึงเชื้อสายของท่านศาสดามุหัมมัด และต่อด้วยชีวประวัติของท่านในช่วงเยาวัย  ส่วนบทที่ 3 จะว่าด้วยชีวประวัติของท่านศาสดาในช่วงพำนักอยู่ในนครมะดีนะฮ์ ในเล่มที่ 2 บทที่ 1 จะว่าด้วยสงครามต่างๆ  (Ghazwah) ในสมัยของท่านนบี  ในบทที่ 2 จะว่าด้วยการล้มป่วยของท่านนบี  การเสียชีวิต  การจัดการศพ รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับมรดกของท่าน หลังจากนั้นท่านจะเพิ่มเติมคำพูดของนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงของชาวมะดีนะฮ์ ในส่วนเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านศาสดามุหัมมัดนี้ ท่านได้ให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ มากมายแต่ก็ไม่ค่อยเป็นระเบียบมากนัก ซึ่งบางครั้งไม่ปรากฏอยู่ในตำราซีเราะฮ์ของ  Ibn Ishaq ทำให้นักวิชาการบางท่านมีความสงสัยในรายงานของท่าน  อย่างไรก็ตาม Ibn  Sa’d เป็นนักปราชญ์แนวหน้าท่านหนึ่งที่เขียนตำราประเภท “Shamail” กล่าวคือเกี่ยวกับคุณลักษณะของท่านนบี  หลักฐานการเป็นศาสดา ตลอดจนจรรยามารยาทอันงดงามของท่าน  นอกจากนี้ในตำรา Tabaqat al-Kubra นั้น ท่านได้รวบรวมชีวประวัติ ของบุคคลสำคัญในระดับต่างๆ ไว้ถึง 4,250 คน  เริ่มตั้งแต่ท่านศาสดามุหัมมัด ครอบครัวของท่าน รวมไปถึงบรรดาเศาะหาบะห์  บรรดาตาบีอีย์ จนกระทั่งถึงสมัยของท่าน

ต้นฉบับเขียนมือตำรา Tabaqat al-Kubra เล่มนี้มีอยู่กระจัดกระจายในหอสมุดต่างๆ ต่อมานักบุรพาคดีชาวเยอรมันได้รวบรวมเป็นเล่มและตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 1904  Mr. Sachau ได้ตีพิมพ์ที่ฮอลแลนด์ออกมาเป็น 8 เล่ม และ Index อีก 3 เล่ม รวมเป็น 13 เล่ม นับว่าเป็นฉบับที่ตีพิมพ์ในยุโรปที่สมบูรณ์ที่สุด   หลังจากนั้นก็มีการตีพิมพ์อีกครั้งหนึ่งที่กรุง Bayrut ในปี ค.ศ. 1957   

19.IBN. HISHAM (เสียชีวิต 218/833)
อิบนุ ฮิชาม (Ibn Hisham) มีชื่อเดิมว่า อบูมูฮัมหมัด อับดุลมาลิก อัล-หะมะวีย์ (ABU MUHAMMAD ABD al-HAMAWI) สืบเชื้อสายตระกูลหิมยาร (Himyar) ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์อาหรับเป็นอย่างมาก และเป็นนักหะดีษที่น่าเชื่อถือ  ท่านถือกำเนิดที่เมืองบัสเราะฮ์ (Basrah) และหลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่อียิปต์ (Mesir) และได้ถึงแก่กรรมที่ไคโร (Kahirah) ในวันที่ 13 เดือนรอบีอุลอาเคร (Rabiulakhir) ปี ฮ.ศ.ที่ 218 ตรงกับ ค.ศ. 834
ท่านมีชื่อเสียงกับผลงานเล่มหนึ่งชื่อว่า ”Sirah” ซึ่งท่านได้สรุปย่อจากผลงาน “Sirah” ของ Ibn  Ishaq  ซึ่งเป็นอาจารย์ของอาจารย์ของท่านที่มีชื่อ al-Bakkai  การที่มีบทย่อ “Sirah” ของ Ibn Hisham นี้ ทำให้ผู้คนเกือบลืม “Sirah” ของ Ibn Ishaq   

ตำรา Sirah Ibn Hisham เป็นตำราเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลฯ) เกี่ยวกับการประสูติของท่าน การรับโองการ (Wahyu)  การอพยพ (Hijrah) ไปยังนครมะดีนะฮ์ การทำศึกสงครามในสมัยของท่าน และการถึงแก่กรรมของท่าน และรวมถึงเหตุการณ์บางอย่างในสมัยเคาะลีฟะฮ์ อัลรอซีดีน  ชีวประวัติอิบนู ฮิชาม (Sirah Ibn Hisham) เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวชีวประวัติของท่านนบีที่สำคัญยิ่ง ซึ่งได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย   

20.MADAINI (เสียชีวิต 235/ 850)
   Madaini เกิดที่เมืองบัสเราะห์  เสียชีวิตที่เมืองบัฆดาด ในปี ฮ.ศ. 235 และเคยพำนักอยู่ที่เมืองมะดาอิน จึงได้รับสมญานามว่า Madaini
   
Madaini ได้แต่งตำราไว้มากมาย  Ibn Nadim กล่าวว่า Madaini ได้แต่งตำราไว้ถึง 230 เรื่อง  ซึ่งประกอบด้วยเรื่องชีวประวัติของท่านศาสดามุหัมมัด  การขยายดินแดน ประวัติบรรดาเคาะลีฟะฮ์  ชีวประวัติบรรดานักกวีและเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณกรรมต่างๆ  ผลงานของท่านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง คือ “ Kitabu Akhbari Khulafa’ al-Kabir “ ซึ่งรวบรวมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในสมัยเคาะลีฟะฮ์ต่างๆ จนถึงสมัยเคาะลีฟะห์  al-Mu’tasim  (ครองราชระหว่าง ฮ.ศ. 218-227)  เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์อะมะวีย์ส่วนใหญ่ท่าน Tabari จะอิงรายงานจาก Abu  Mikhnaf  แต่ในส่วนเรื่องราวตอนปลายของเคาะลีฟะฮ์  Hisham (ครองราชระหว่าง ฮ.ศ. 105-125) และตอนต้นของเคาะลีฟะฮ์ al-Walid ที่ 2 (ครองราชระหว่าง ฮ.ศ. 125-126) ท่านจะอิงรายงานจาก Madaini  ส่วนตำรา “ Kitabu Futuhi Kharasan” ของ Madaini ก็เป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญของ Tabari เกี่ยวกับเหตุการณ์ในเอเชียกลาง  และเข้าใจว่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองบัสเราะห์ในตำราของ Tabari นั้นก็รับข้อมูลจาก Madaini เช่นกัน   เรื่องราวเกี่ยวกับการพิชิตและขยายดินแดนในตำรา “Futuhu al-Buldan” ของ Balazuri  ก็อ้างอิงจากตำรา “Tarikh Madinah” ของ Madaini เป็นจำนวนมาก  และในตำรา “Khazanatu al-Adab” ของ Abdulkahir al-Baghdadi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 429) ก็ได้อ้างอิงจากตำราเล่มนี้เป็นจำนวนมากเช่นกัน

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
21.IBN ABDUL-ALHAKAM (เสียชีวิต ฮ.ศ. 257)
   ท่านอิบนุ อับดุลอัลกาม เป็นนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่มีงานเขียนมากมายรวมไปถึงงานเขียนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอียิปต์และแอฟริกาเหนือ ชื่อเดิมของท่านคือ Abu al-Qasim Abdurrahman b. Abdi al-Hakam เป็นชาวอียิปต์จากตระกูลชั้นสูงท่านหนึ่ง ท่านเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. ที่ 257 ที่เมืองฟุสตัต บิดาของท่านเป็นนักหะดีษ และเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งและเป็นผู้นำแนวมัซฮับมาลิกีในสมัยนั้น เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้พิพากษาแห่งเมืองอียิปต์  ท่านเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 214
   
Ibn Abdul al-Hakam  มีลูกทั้งหมด 4 คน คือ Muhammad, Abdulhakam, Sa’d, และ Abdurrahman  ซึ่งทั้ง 4 คน ก็เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในอียิปต์  ท่าน Muhammad  เป็นนักปราชญ์ด้านฟิกฮ์  ส่วนท่าน Abdurrahman  มีชื่อเสียงทางประวัติศาสตร์  ท่านมีผลงานเป็นจำนวนมาก และผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “ Futuhu Misr wa al-Magharib” ซึ่งเป็นตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศอียิปต์และแอฟรีกาใต้ที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดเล่มหนึ่ง  หนังสือเล่มนี้ท่านได้แยกออกเป็น 7 บทด้วยกัน ดังนี้
      บทที่ 1---ประวัติศาสตร์ประเทศอียิปต์ในสมัยโบราณ
      บทที่ 2---การพิชิตอียิปต์
      บทที่ 3---ลักษณะภูมิประเทศของเมืองฟุสตัด (FUSTUT) และเมืองเพื่อนบ้าน
      บทที่ 4---การปกครองของอียิปต์ในสมัย อัมร์ บิน อาซค์
บทที่ 5---การเสียชีวิตของท่าน อัมร์ บิน อาซด์ และการพิชิตแอฟริกาเหนือและเข้าสู่สเปน
      บทที่ 6----ชีวประวัติของผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียงในอียิปต์ตั้งแต่ต้น จนถึง ฮ.ศ. 246
      บทที่ 7----หะดีษต่างๆ ที่รายงานโดยบรรดาเศาะหาบะห์ที่มาพำนักอยู่ในอียิปต์

   นักประวัติศาสตร์อียิปต์ส่วนใหญ่ถือตำราเล่มนี้เป็นที่อ้างอิง แม้แต่ในตำรา “Hitatu Misr “ ของ Makrizi ส่วนหนึ่งก็คัดลอกจากตำราเล่มนี้  ในตำราของ Yaqut  Hamawi ในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติเมืองอียิปต์ก็อ้างอิงจากตำราเล่มนี้เช่นกัน  ตำราเล่มนี้ฉบับเขียนมือปัจจุบันมีอยู่หลายที่ด้วยกัน เช่น ที่พิพิธภัณฑ์ประเทศอังกฤษ  ที่หอสมุดฝรั่งเศส  และหอสมุด Laidan  ตำราเล่มนี้บางบทได้มีการแปลและเผยแพร่โดย Ewald , Karle, Jones, และ Torry ต่อมา  Gibb ได้รวบรวมและจัดพิมพ์ใหม่ที่สมบูรณ์กว่า  ต่อมาเล่มแรกได้มีการตีพิมพ์ในอียิปต์ได้ในปี ค.ศ.  1914   


22.Ibn Qutaibah al-Dinawari  (มีชีวิตระหว่าง 213-276)
   Ibn Quataibah al-Dinawari มีชื่อจริงว่า Abu Muhammad Abdullah bin Qutaibah al-Dinawari เกิดเมื่อปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 213 ซึ่งตรงกับปีคริสตศักราชที่ 828 ที่เมืองบัฆดาด แต่ก็มีบางทัศนะกล่าวว่าท่านเกิดที่เมืองกูฟะฮ์ นอกจากสาขาประวัติศาสตร์แล้วท่านยังมีชื่อเสียงในสาขาหะดีษ ภาษาและวรรณกรรมอาหรับอีกด้วย ท่านมีชีวิตร่วมสมัยเดียวกันกับ Abu Hanifah al-Dinawari เนื่องจากบิดาของท่านเป็นชาวเมือง al-Marwi ทำให้ท่าน Ibn Qutaibah นอกจากจะมีชื่อต่อท้ายว่า al-Dinawari แล้ว บางครั้งท่านจะใช้ชื่อต่อท้ายว่า al-Marwazi แทน al-Dinawari อีกด้วย

   Ibn Qutaibah เคยศึกษากับท่าน  Ishaq bin Rahawayh, Abi Ishaq Ibrahim b. Sufyan และท่าน Abi Khatim al-Sijistani บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น และท่านมีบุตรชายที่มีชื่อเสียงอยู่สองคน คือ Ahmad กับ Ibn Darstavayh al-Farisi 

Ibn Qutaibah นอกจากเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงแล้วยังเป็นบุคคลหนึ่งในบรรดา นักอรรถาธิบายอัลกุรอานและนักหะดีษที่มีความสามารถ และเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้าในเรื่องวรรณกรรมอาหรับอีกด้วย ท่านจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของท่านทุ่มเทกับการเขียนหนังสือและสอนหนังสือที่บัฆดาด และท่านเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาที่เมือง Dinawari แต่ดำรงตำแหน่งนี้ไม่นานท่านก็ลาออกเพราะไม่มีเวลาสำหรับเขียนหนังสือ ท่านเสียชีวิตเมื่อปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 276 ตรงกับคริสตศักราชที่ 889

   หนังสือที่ท่านเขียนทางด้านประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักดี คือ Kitabu al-Maa’rif   ซึ่งท่าน Ibn Jarir กับท่าน Mas’udi เคยใช้ตำราเล่มนี้เป็นหนังสืออ้างอิง ตำราเล่มนี้ร่วมสมัยเดียวกันกับตำรา Akhbar al-Tuwal ของท่าน Abu Hanifah  แต่มีความแตกต่างตรงที่หนังสือของท่าน Abu Hanifah จะเน้นหนักประวัติศาสตร์ของ Iran และ Persia ส่วนตำรา Kitabu al-Maa’rif จะเน้นประวัติศาสตร์ชาวอาหรับเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงพงศ์พันธ์สายตระกูลชาวอาหรับก่อนอิสลาม การจัดตั้งองค์กรต่างๆ  การจัดตั้งรัฐบาลของชาวอาหรับในเยเมนและซีเรีย เป็นต้น และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อิสลามตั้งแต่ชีวประวัติของท่านศาสดามุหัมมัด จนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในสมัยกลางศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮศักราชถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับชีวะประวัติของบรรดาตาบีอีน นักมุญตาฮิด และบรรดานักหะดีษ นักกวี นักภาษา นักวรรณกรรมอาหรับ และนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ซึ่งท่านได้กล่าวถึงบุคคลเหล่านั้นไว้อย่างค่อนข้างละเอียดและเป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญสำหรับนักปราชญ์ในยุคต่อมา

   หนังสือ Kitabu al-Maa’rif นี้ Wustenfelds ได้จัดพิมพ์ขึ้นในปี ค.ศ.1850 ที่ Gottingen ประเทศเยอร์มัน และมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ ต่อมาได้มีการจัดพิมพ์ใหม่ใน Egypt และในปี ค.ศ. 1797  และได้มีการจัดพิมพ์อีกครั้งในกรุงอิสตันบูล  ผลงานของ Ibn Qutaibah นอกจากตำราดังกล่าวแล้วยังมีอีกมากมาย อาทิเช่น 
1.    Gharib al-Qur’an
2.    Gharib al-Hadith
3.    Uyun al-Akhbar
4.    Adab al-Katib
5.    Mushkilat al-Qur’an
6.    Mushkilat al-Hadith
7.    Tabaqat al-Shuara’
8.    Kitab al-Hayl
9.    Kitab fi Dhilalatu al-Nubuwwah
10.    Jami’ al-Nahw al-Kabir
11.    Kitab Ta’wil al-Ru’ya
12.    Kitab al-Masail wa al-Jawabat
13.    Kitab Ta’wil Mukhtalif al-Hadith
14.    Kitab al-Rahl wa al-Manzil
15.    Kitab al-Sharab



23.Al-Dinawari ( เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 282)
   ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะศักราช  นามเดิมของท่านคือ Abu Hanifah Ahmad b. Daud al-Dinawari  ท่านเกิดในหมู่บ้าน Dinawar ประเทศอีรัก  นอกจากประวัติศาสตร์แล้วท่านมีความชำนาญในด้านคณิตศาสตร์  ฟิสิกส์และพืชศาสตร์เป็นอย่างมาก ท่านเป็นลูกศิษย์ของ Ibn Sikkit ซึ่งเป็นนักปราชญ์ด้านภาษาและวรรณคดีที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น 

   ผลงานที่สำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของท่านคือ Kitab al-Akhbar al-Tuwal ซึ่งเป็นตำราบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในประวัติศาสตร์ อาทิเช่น ประวัติศาสตร์ประเทศอีหร่านในอดีต  เรื่องราวสมัยเคาะลีฟะฮ์ทั้ง 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแถบอีหร่าน  เหตุการณ์การขยายดินแดนของกองทัพอิสลามไปสู่อียิปต์และอาณาจักร Sasanid  สงคราม Qadsiyah  ความขัดแย้งระหว่างท่าน Ali กับท่าน Muawiyah  เกี่ยวกับกลุ่ม Khawarij ซึ่งท่านได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มต่างๆ ของ khawarij จุดยืนทางการเมือง ความคิดกลุ่มนิยม และหลักการยึดมั่นของพวกเขา  การขึ้นมาครองราชของตระกูลอะมาวีย์  เหตุการณ์กบฎต่างๆ ภายใต้การปกครองของตระกูลอะมาวีย์ ตลอดจนการล้มสลายของราชวงศ์อะมาวีย์ และการเคลื่อนไหวของกลุ่ม อะลาวีย์ใน Kharasan ซึ่งท่านได้รายละเอียดค่อนข้างมาก  การขึ้นมาครองราชของราชวงศ์อับบาสีย์ และเหตุการณ์ความขัดแย้งซึ่งไปสู่การนองเลือดระหว่างตระกูลอะมาวีย์และตระกูลอับบาสีย์ก็มีการกล่าวในตำราเล่มนี้  สายรายงานของ Dinawari ส่วนใหญ่จะอิงสายรายงานจากอีหร่าน ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากรายงานที่เกี่ยวกับชีวประวัติของท่านศาสดามุหัมมัดนั้น ท่านจะอิงรายงานจาก Abu Shirwan เท่านั้น นอกจากนี้ในเหตุการณ์ Karbala’ ซึ่งเกี่ยวกับชีอะห์ท่านจะนำเสนอค่อนข้างจะเกินความเป็นจริง

   ตำรา Akhbar al-Tuwal เล่มนี้ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ Leiden ในปี ค.ศ. 1888 โดย W. Guirgass ซึ่งต้นฉบับภาษาอาหรับได้รับการตรวจสอบโดยนักบุรพาคดี Wiladimir Geogrgias  และต่อมาในปี ค.ศ. 1912 ได้มีการพิมพ์เผยแพร่อีกครั้งที่ Leiden เช่นกันโดย Kratchawsky ซึ่งเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดพร้อมกับดรรชนีและอื่นๆ   
         
24.AL-Balazuri (เสียชีวิต ฮ.ศ. 284)
   อัลบาลาซูรีย์ (AL-BALAZURI) มีชื่อเดิมว่า Ahmad b. Yahya b. Jabir เป็นชาวอีหร่านดังเดิม ท่านเกิดในช่วงคอลีฟะฮฺมูตาวักกีล (Mutawakkil) สมัยราชวงศ์อับบาสีย์ มีรายงานว่าการที่ท่านมีสมญานามว่า Al-Balazuri นั้น เนื่องจากว่าท่านต้องการให้มีความจำดีและได้ทานสมุนไพร่ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า Balazur มากเกินขนาดทำให้ความจำของท่านหายไป อย่างไรก็ตามมีนักประวัติศาสตร์บางท่านมีความเห็นว่ารายงานดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ และไม่เป็นความจริง

ท่านอัลบาลาซูรีย์ได้มีโอกาสศึกษากับนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น เช่น Ibn Sa’d, Madaini และ Mus’ab al-Zubairi ท่านมีความมุ่งมั่นในการหาความรู้ จนกลายเป็นนักปราชญ์ที่มีความโด่งดังคนหนึ่ง ตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านมีสองเล่มด้วยกันคือ
Kitab al-Ashraf  และ Kitab Futuh al-Buldan
ตำรา Kitab al-Buldan เป็นตำราที่กล่าวถึงการขยายดินแดน สงครามและการพิชิตเมืองต่างๆ ของกองทัพอิสลามในช่วงศตวรรษที่ 1 แห่งฮิจเราะฮศักราช ซึ่งเริ่มด้วยการสงครามของท่านนบีกับบรรดากลุ่มยิว การเปิดนครมักกะฮ์และตออิฟ สงครามกับกลุ่มมุรตัด การพิชิตซีเรีย พิชิตเมโซโตเตเมีย พิชิตอีรัก อีหร่าน เปอร์เซียและอียิปต์ เป็นต้น เนื้อหาในตำราเล่มนี้ส่วนใหญ่ท่านจะอ้างอิงจากตำรา Kitab al-Maghazi และ ตำรา Tarikh al-Khulafa’ ของท่าน Abu al-Hasan Ali al-Madaini (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 235)  ตำราเล่มนี้มีจุดเด่นที่ว่าท่านมิได้เรียบเรียงรายงานเท่านั้น ท่านยังได้วิเคราะห์เกี่ยวกับการเมือง สังคมและเศรษฐกิจในสมัยนั้นๆ อีกด้วย  ท่านพยายามวิเคราะห์โดยทำตัวเป็นกลางมากที่สุด และพยายามรวบรวมพยานที่อยู่ในเหตุการณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ส่วนตำรา Kitab al-Ashraf นั้นก็เป็นตำราประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกเล่มหนึ่ง แต่น่าเสียด้ายตำราเล่มนี้ส่วนใหญ่ได้สูญหายไปมีหลงเหลืออยู่ปัจจุบันแค่สองเล่ม (Volume) เท่านั้น
   
ช่วงท้ายของชีวิตอัลบาลาซูรีย์ได้พำนักอยู่ที่บัฆดาดและเสียชีวิตที่นั้นในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 284 ตรงกับคริสต์ศักราชที่ 892 ท่านเคยพำนักอยู่ในวังในฐานะอาจารย์สอนหนังสือให้แก่ Abdullah ลูกเคาะลีฟะฮฺ al-Mu’tazz เคยเป็นที่ปรึกษาเคาะลีฟะฮ์ al-Mutawakkil และเคาะลีฟะฮ์ al-Musta’in  จากจุดนี้จะเห็นว่าท่านมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์อะมาวีย์พอสมควร 

25.YA’KUBI ( เสียชีวิต ฮ.ศ. 284)
   ท่านยะกูบีย์ ชื่อเต็มของท่านคือ Ahmad bin Abi Ya’qub bin Ja’far bin Wahb bin Wadhih al-Katib al-Abbasi ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์และนักภูมิศาสตร์อิสลามที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 9 เนื่องจากบรรพบุรุษของท่านคือ Wadhih มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเคาะลีฟะฮ์อัลมันซูร (al-Mansur) แห่งราชวงศ์อับบาซีย์ (เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะระหว่างบ่าวกับนาย) ด้วยเหตุนี้บางครั้งท่านยะกูบีย์ได้ถูกขนานนามว่า อัลอับบาสีย์ (al-Abbasi) และบางครั้งเรียกอิบนุวาฎีฮ ( Ibn Wadhih) 

   ในวัยหนุ่มท่านเคยได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอาร์เมเนีย (Armenia) เคยทำงานให้กับราชวงศ์ตอฮีรียะฮฺ (Tahiriyah) และต่อมาได้ย้ายไปอยู่ประเทศอียิปต์ ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับสถานที่และวันเดือนปีเกิดของท่าน  ท่านเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 284 / ค.ศ.897

   ผลงานของท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านประวัติศาสตร์ คือ ตำราตาริกอัลยะกูบีย์ (Tarikh al-Ya’kubi) เป็นตำราประวัติศาสตร์สากลรวบรวมเหตุการณ์ตั้งแต่กำเนิดนบีอาดัม จนกระทั่งถึง ฮ.ศ. 259 (ค.ศ.872) ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วยประวัติศาสตร์และอารยธรรมอาหรับก่อนอิสลาม ประวัติศาสตร์เปอร์เซีย บาบิโลน อินเดีย ยูนาน โรมัน อียิปต์ บาบาร์ อบิสซีเนีย อัฟริกา และชาวเตอร์ก ส่วนเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนท่านอาลีกับกลุ่มสนับสนุนตระกูลอะมาวีย์นั้นดูเหมือนว่าท่านจะเข้าค้างกลุ่มสนับสนุนท่านอาลี ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์บางท่านกล่าวหาท่านว่าเป็นชีอะฮ์ ท่านเคยเดินทางไปแสวงหาความรู้ยังประเทศต่างๆ เช่น เปอร์เซีย อินเดีย ซีเรีย โมร๊อคโค อียิปต์ และสเปน (อันดาลูเซีย)    ตำราดังกล่าวนี้ได้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ฮ.ศ.1358 


ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
26.Tabari (มีชีวิตระหว่างปี ฮ.ศ. 224-309)
    ท่านเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังท่านหนึ่งในศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮ์ศักราช ไม่ว่าในสาขาตัฟซีร หะดีษ ฟิกฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาประวัติศาสตร์อิสลามถือว่าท่านเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์อิสลามท่านหนึ่ง ชื่อจริงของท่านคือ Abu Ja’far Muhammad b. Jarir b. Rustam al-Tabari เกิดในปี ฮ.ศ. 224 (ค.ศ.839) ที่เมือง Amul ในแถบ Tabaristan จากครอบครัวปางกลางแต่ได้รับการอบรมสั่งสอนตั้งแต่ยังเยาว์วัย โดยที่ท่านสามารถท่องจำอัลกุรอ่านทั้งเล่มตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ประจวบกับในช่วงนั้นเป็นยุครุ่งเรื้องของราชวงศ์ตอฮีรียะห์ใน Khorasan  หลังจากรับการศึกษาขั้นต้นที่ Amul แล้วท่านได้เดินทางไปแสวงหาความรู้ต่อยังประเทศอียิปต์ ซีเรีย และประเทศเพื่อนบ้านทำให้ท่านมีโอกาสพบปะและศึกษาหาความรู้จากนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นค่อนข้างมาก  เมื่อแก่ความรู้แล้ว ท่านได้เดินทางเข้าสู่เมืองบัฆดาดซึ่งเป็นเมืองหลวง ในสมัยนั้นและเป็นอาจารย์สอนหะดีษและฟิกฮอยู่ที่นั้น ทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักและโด่งดังมากขึ้น  จากการที่ท่านพำนักอยู่ในเมืองหลวงสามารถแลเห็นสภาพการเสื่อมถ้อยของราชวงศ์อับบาสีย์ทำให้ท่านมีความสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้นและได้จับปากกาเขียนตำราประวัติศาสตร์ที่สำคัญเล่มหนึ่ง คือ Kitab Akhbar al-Rasul wa al-Muluk  หรือ Tarikh al-Umam wa al-Muluk
   
เนื้อหาในตำรา Kitab Akhbar al-Rasul wa al-Muluk  หรือเรียกสั้นๆ ว่า Tarikh al-Tabari นั้นประกอบด้วยสองส่วนใหญ่ ส่วนที่หนึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ก่อนอิสลาม ซึ่งตั้งแต่การกำเนิดนบีอาดัม ชีวประวัติบรรดาบนีและรซูลต่างๆ กษัตริย์ต่างๆ พร้อมกับประวัติศาสตร์ชนชาติต่างๆ  ส่วนที่สองประกอบด้วยเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มแรกของศาสนาอิสลามจนถึงเดือนซุลหิญญะห์ ฮ.ศ.ที่ 302 หรือ ค.ศ. 914 กล่าวคือก่อนท่านเสียชีวิตประมาณ 8 ปี โดยลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ชีวประวัติและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดามุหัมมัด เหตุการณ์ในสมัยเคาะลีฟะฮ์อัรรอซิดีน ราชวงศ์อะมาวีย์ ตลอดจนถึงเหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์อับบาสีย์ ส่วนนี้ถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญมากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลาม ท่านจะรวบรวมเหตุการณ์โดยยึดปีที่เกิด โดยไม่ได้เน้นหัวข้อ ในเรื่องเดี่ยวกันท่านพยายามรวบรวมรายงานเป็นจำนวนมากและหลากลายซึ่งบางครั้งอาจไม่ต่อเนื่องกัน หรือขัดแย้งกัน อะไรก็ตามที่ท่านได้ยิน ได้ฟังหรือรับรายงานท่านจะรวบรวมบรรจุไว้ในตำราเล่มนี้หมดโดยมิได้พิจารณา จำแนก วิพากษ์หรือวิเคราะห์แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ผลงานของท่านถือว่าเป็นคลังข้อมูลดิบที่สำคัญยิ่ง       
   
ตำรา Kitab Akhbar al-Rasul wa al-Muluk  เล่มนี้ได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ ซึ่งครั้งแรกได้มีการแปลเป็นภาษาเปอร์เซียโดย Ali Muhammad al-Bal’ami แต่ว่าการแปลในครั้งนี้เป็นการแปลสรุปและมีการต่อเติมรายงานสายอีหร่านทั้งที่เป็นชาวยิวและชาวโซโรเอสเตอร์โดยปะป่นกับกับเรื่องเล่าและตำนานค่อนข้างมาก และในปี ฮ.ศ. 710 / ค.ศ.1310 ฉบับแปลดังกล่าวนี้มีการแปลเป็นภาษาอุษมานีย์ (ภาษาตุรกีเก่า) ต่อโดย Husamettin Chelebi และได้มีการตีพิมพ์ที่กรุงอิสตันบูลและอียิปต์ประมาณ 5 ครั้ง  ในปี ค.ศ.1867 ฉบับแปลของ al-Bal’ami เล่มนี้เช่นกันได้มีการแปลต่อเป็นภาษาฝรั่งเศลครั้งแรกโดย Dubeux โดยได้การช่วยเหลือจาก M. de Goeje จนสามารถตีพิมพ์ได้ในปี ค.ศ.1874

Tarikh al-Tabari ได้มีการแปลเป็นภาษาลาตินครั้งแรกโดย Erpenius ซึ่งตามทัศนะของ D’Herblot ว่า การแปลฉบับนี้ได้ยึดต้นฉบับที่สรุปย่อโดย Ibn al-Amid  และ Tarikh Tabari ได้มีการแปลเป็นภาษาเยอร์มันครั้งแรกโดย Noldeke ซึ่งได้จัดพิมพ์ที่ Leiden ในปี ค.ศ. 1879

ตำราประวัติศาสตร์ของท่าน Tabari เล่มนี้ได้มีการเขียนต่อเติมโดยนักประวัติศาสตร์รุ่นต่อมาหลายท่านด้วยกัน อาทิเช่น ฉบับต่อเติมที่เขียนโดย Abu Muhammad Abdullah b. Muhammad al-Farghani ฉบับต่อเติมที่เขียนโดย Abu Hasan Muhammad b. Abdulmalik b. Ibrahim b. Ahmad al-Hamadani (เสียชีวิต ฮ.ศ.521)  แต่ฉบับต่อเติมที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดน่าจะเป็นฉบับที่เขียนโดย Arib b. Sa’d al-Qurtubi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 369)  ซึ่งต่อเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงฮิเราะฮ์ศักราช 291 จนถึงช่วงท้ายของเคาะลีฟะฮ์อัลมุกตาดีร์ (al-Muqtadir) ที่ Tabari ไม่ได้กล่าวถึงหรือตกหล่นไป โดยใช้ชื่อว่า Sillatu Tarikh al-Tabari   
   
ในระหว่างปี ค.ศ. 1879-1900 โดยความพยายามของ M. de Goeje และได้รับความร่วมมือในการตรวจสอบความถูกต้องจากบรรดานักบูรพาคดีที่มีชื่อเสียง อาทิเช่น Jong, Prym, Thorbecke, Fraenkel, Guidi, Muller, Houtsma, Guyard และ Bosen จึงได้มีการจัดพิมพ์ตำรา Tarikh al-Umam wa al-Muluk  อีกครั้งหนึ่งที่เมือง Leiden โดยจัดรูปเล่มเป็น 11 เล่ม (Volumes) ซึ่งถือว่าเป็นฉบับที่สมบูรณ์และถูกต้องที่สุด
   
ต่อมา Sayyid Muhammad Abdullatif al-Khatib โดยถือต้นฉบับภาษาอาหรับที่จัดพิมพ์ที่ Leiden ฉบับนั้นมาพิมพ์อีกครั้งหนึ่งที่อียิปต์ โดยเพิ่มเติมฉบับต่อเติมที่เขียนโดย Arib b. Sa’d al-Qurtubi อีกเล่มหนึ่ง และเพิ่มตำรา “Zayl al-Muzayyal” ของท่าน Tabari ที่เกี่ยวกับชีวประวัติบรรดาเศาะหาบะฮ์และบรรดาตาบิอีย์อีกเล่มหนึ่งรวมเป็น 13 เล่ม 
   
ผลงานของท่าน Tabari ที่มีชื่อเสียงอีกเล่มหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับการอรรถาธิบายอัลกุรอานคือ Jami’ al-Bayan fi Tafsir al-Qur’an

27.Mas’udi (เสียชีวิตปี ฮ.ศ.345/956)
   ท่านมัสอูดีมีชื่อเต็มๆ ว่า Abu al-Husain Ali b. Ali al-Mas’udi ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์และนักภูมิศาสตร์ของอาหรับที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 4 ฮิจเราะฮฺศักราช (10 คริสตศักราช)   จากการค้นคว้าสมัยใหม่เกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ซึ่งจะถือได้ว่าท่านมัสอูดีย์เป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์สมัยใหม่คนหนึ่ง ท่านพากเพียรในการที่จะรวบรวมวิทยาศาสตร์และปรัชญาในการจะศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามเพื่อต้องการให้ประวัติศาสตร์อิสลามนั้นมีระบบครบถ้วนและง่ายต่อบุคคลทั่วไปในการที่จะเข้าใจ
   
ท่านมัสอูดีย์เกิดที่เมืองบัฆดาด (Baghdad) มีต้นตระกูลมาจากอาหรับ และท่านสืบเชื้อสายจาก Ibn Mas’ud เศาะหาบะฮฺอาวุโสท่านหนึ่งจึงมีสมญานามเรียกท่านว่า Mas’udi  หลังจากได้รับการศึกษาขั้นต้นที่เมืองบัฆดาดแล้วท่านได้ออกเดินทางไปยังเมืองและประเทศต่างๆ ในปี ค.ศ. 300 ท่านเริ่มออกเดินทางจากเมืองบัฆดาดแวะเยี่ยม Mansurah และ Multan หลังจากนั้นท่านได้เดินทางต่อไปยัง Faris และ Kirman  3 ปีต่อมาท่านปรากฏอยู่ประเทศอินเดีย ท่านได้พำนักอยู่ที่เมือง Hindin Cambay และเมือง Saymur ชั่วคราว หลังจากนั้นท่านได้ออกเดินทางต่อโดยทางเรือไปยัง Cylon จนถึงทะเลจีน และเข้าใจว่าท่านคงแวะเยี่ยมแหลมมะลายูด้วย ท่านได้เปลี่ยนทิศทางการเดินทางทางน้ำของท่านกลับไปยัง Zangibar และได้เลยไปยัง Amman หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยัง ปาเลสไตน์  บัสเราะฮฺ ซีเรีย อียิปต์ โมร็อกโก อันดาลุเซีย  และปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 345 (956 ค.ศ.) ท่านได้เสียชีวิตที่เมือง Al-Fustat
   นอกจากในสาขาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์แล้ว ท่านมัสอูดีย์ยังมีความรู้ในสาขาวิชาอื่นๆ อย่างกว้างขวาง เช่น ในสาขาปรัชญา วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์และกฎหมาย แม้แต่ในทำเนียบนักการแพทย์มุสลิมก็มีรายชื่อของท่านปรากฏอยู่ด้วย 
   
ท่านมัสอูดีย์มีผลงานมากมายซึ่งในตำรา al-Tanbih wa al-Ashraf ของท่านได้อ้างถึงผลงานของท่านจำนวน 19 เล่มด้วยกันดังนี้
1.   Kitab Ahkbar al-Zaman wa man Abadahu al-Hidsan min al-Uman al-Maziyah wa al-Ajyal al-Haliyah wa al-Mamalik al-Dasirah
2.   Kitab al-Aswat
3.   Kitab Muruj al-Zahab wa Ma’adin al-Jawahir fi Tahiff al-Ishraf min al-Muluk wa Ahl al-Dirayat
4.   Kitab Funun al-Ma’arif wa ma Jara fi al-Duhuri al-Sawalif
5.   Kitab Zahayir al-Ulum wa ma Kana fi Salifi al-Duhur
6.   Kitab Nazm al-Jawahir fi Tadbir al-Mamalik wa al-Asakir
7.   Kitab al-Ustazkar lima jara fi Salifi al-A’sar
8.   Kitab Nazm al-A’lam fi Usul al-Ahkam
9.   Kitab Nazm al-Adillah fi Usul al-Milal
10.   Kitab al-Masail wa I’lal fi al-Mazahib wa al-Milal
11.   Kitab Hazayin al-Din wa Sirru al-Alamin
12.   Al-Makalat fi Usul al-Diyanat
13.   Kitab Sirr al-Hayat
14.   Risalah al-Bayan fi Asmai al-Aimmah
15.   Al-Akhbar al-Mas’udiyat
16.   Kitab Wasl al-Majalis
17.   Kitab Taghallub al-Duwal wa Taghayyir al-Arai wa al-Milal
18.   Kitab al-Ibanah fi Usul al-Diyanah
19.   Kitab al-Tanbih wa al-Ashraf

แต่น่าเสียด้ายตำราของเขาส่วนใหญ่ได้สูญหายไปเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์นั้นมีอยู่ปัจจุบันแค่ 2 เล่มเท่านั้นเอง คือ Kitab Muruj al-Zahab และ  Kitab al-Tanbih และเข้าใจว่า Kitab al-Tanbih wa al-Ashraf เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของท่านซึ่งท่านได้เขียนที่ฟุสตัตในปี ฮ.ศ. 344 / ค.ศ.955 ตำราเล่มนี้ได้รวบรวมโดย M.J.de Goeje และจัดพิมพ์เผยแพร่ที่ Leiden ในปี ค.ศ. 1894 ต่อมาได้มีการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดย Baron Carra de Vaux โดยใช้ชื่อว่า Le Livere de L’Avertissement และจัดพิมพ์ที่ปารีสในปี ค.ศ. 1897

Kitab Akhbar al-Zaman เป็นตำราเล่มใหญ่ที่สุดของ Mas’udi ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ ซึ่งเขาใจว่ามีความหนาไม่น้อยกว่า 20-30 เล่ม เป็นผลงานที่ท่านได้รวมรวบจากการเดินทางไปยังเมืองและประเทศต่างๆ ทั้งตะวันออกและตะวันตก ในเล่มท้ายๆ ท่านได้บันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยเคาะลีฟะฮ์อัรรอซีดีน เหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์อะมะวีย์ และราชวงศ์อับบาสีย์จนถึงสมัยเคาะลีฟะฮ์ al-Muttaqi Billah กล่าวคือจนถึงเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. 332 / ค.ศ. 943  ต่อมา Mas’udi ได้เขียนตำรา Kitab al-Aswat ซึ่งเป็นการสรุปย่อเนื้อหาจากตำรา Kitab Akhbar al-Zaman จากตำราทั้งสองเล่มนี้ท่านได้สรุปย่อเนื้อหาสำคัญโดยใช้ชื่อว่า Kitab Muruj al-Zahab  ซึ่งเป็นผลงานของท่านเล่มหนึ่งที่มีอยู่ถึงปัจจุบันนี้

Kitab Muruj al-Zahab  เป็นตำราประวัติศาสตร์โลกที่ยิ่งใหญ่เล่มหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาโดยรวมแล้วจะประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกจะเป็นประวัติศาสตร์สากลโดยมีเนื้อหาตั้งแต่การกำเนิดของมนุษย์ ชีวประวัติบรรดาศาสดา ประวัติชนชาติต่างๆ การกำเนิดศาสนาและอารยธรรมต่างๆ ความสำคัญด้านภูมิศาสตร์ จนถึงการกำเนิดศาสดามุหัมมัด (ศ็อลฯ)  เนื้อหาส่วนที่สองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลามซึ่งรวบรวมเหตุการณ์ตั้งแต่ศาสดามุหัมมัดจนถึงสมัยเคาะลีฟะฮ์ al-Muttaqi Billah แห่งราชวงศ์อับบาสีย์  ตำรา Kitab Muruj al-Zahab นี้ได้มีการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1841 โดย Barbier de Meynard และ Pavat de Courtcille โดย Societe Asintique รับจะตีพิมพ์ในกรุงปารีสพร้อมกับฉบับภาษาอาหรับในรูปแบบ 9 เล่ม  ซึ่งได้ตีพิมพ์เล่มแรกในปี 1861 ด้วยอุปสรรคบางประการโครงการพิมพ์ตำราดังกล่าวได้หยุดชะงัดไปชั่วคราว จนถึงปี ค.ศ. 1877 ได้สานต่อการพิมพ์ที่เหลืออีก 8 เล่มจนสำเร็จ  ต่อมาในปี ฮ.ศ. 1303 / ค.ศ. 1885 โรงพิมพ์อัซหะรียะห์ (Azharyyah) ที่อียิปต์ได้จัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่งในรูปแบบ 2 เล่ม พร้อมกับรอบขอบหน้าหนังสือนั้นได้เพิ่มงานเขียนด้านประวัติศาสตร์ของ Ibn Shihnah

28.Ibn Miskawayh (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 421)
   Ibn Miskawyh เป็นทั้งนักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ เกิดที่เมือง Ray ประเทศอีหร่าน มีจริงว่า Abu Ali Ahmad b. Muhammad b. Ya’qub b. Miskawayh ด้วยที่ท่านมีความสนิดสนมกับ Abu Muhammad Muhallabi ซึ่งเป็นวิเซียร์ (Wazzir) ของกษัตริย์ Mu’izuddawlah Daylami จึงถูกดึงตัวเข้ามาอยู่ในพระราชวัง ต่อมาท่านได้ไปอยู่กับ Adudud Dawlah และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นพระคลัง ในระหว่างนั้นท่านได้แต่งตำราประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ามากเล่มหนึ่งชื่อว่า Tajarib al-Umam wa Ta’akib al-Himam  และเข้าใจว่าในการเขียนตำราเล่มนี้ได้รับแรงหนุน Ibn al-Amid ผู้เป็นอาจารย์ของท่านซึ่งเป็นนักเขียน นักภาษาและวรรณคดี และนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น  หลังจาก Adudud Dawlah เสียชีวิต Ibn Miskawayh ได้ตัดสินใจเดินทางออกจากอีรักไปสู่แถบ Mawara’unahr (Transoxiana)  และไปพึ่งพิงราชวงศ์ Harazm ซึ่ง ณ ที่นั่นมีนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงพำนักอยู่ในพระราชวังของ Harazm อยู่หลายท่านด้วยกัน อาทิเช่น Ibn Sina, Abu Sahl Masihi, Abu Rayhan Biruni, Abu Nasr Iraqi และ Abu al-Khair Hummar ถึงแม้มีรายงานว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Ibn Sina และ Ibn Miskawayh ไม่สู่จะดีนักในทำนองที่ว่าเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ แต่ในช่วงท้ายทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมเดินทางหนีชีวิตกันจาก Harazm มายังเมืองอีรัก จนทำให้ Ibn Miskawayh ต้องสังเวยชีวิตในกลางทะเลทราย เหตุการณ์นี้มีอยู่ว่า Sultan Mahmut Ghaznawi ไม่ทรงพระทัยอย่างยิ่งที่กษัติย์ Harazm ให้ที่พักพิงแก่นักปราชญ์หลายท่านซึ่งต่อต้านการปกครองของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน Ibn Sina และ Ibn Miskawayh พระองค์ได้ทรงทูตมีชื่อว่า Abu al-Fadhl Hasan b. Mikal มายัง Harazm เพื่อส่งตัวทั้งสองให้แก่พระองค์ กษัตริย์แห่ง Harazm ทราบข่าวนี้ก่อนที่ทูตจะมาถึง จึงแจ้งข่าวร้ายนี้ให้ทั้งสองทราบ ทั้งสองจึงตัดสินใจหนีออกจากเมืองนั้นไปสู่อีรักโดยจ้างผู้นำทางสองคน เนื่องจากทัศนียภาพไม่ค่อยเอื้ออำนวยผู้นำทางทั้งสองนำทั้งท่านสองหลงทางในทะเลทราย เมื่อเสบียงอาหารและน้ำหมด Ibn Miskawayh ซึ่งช่วงนั้นมีอายุมากแล้วทนต่อความหิวโหยและกระหายน้ำไม่ได้ จนหมดแรงและเสียชีวิตไปในที่สุดท่ามกลางทะเลทราย ส่วนผู้นำทางทั้งสองคนก็ทดต่อความกระหายไม่ได้จนเสียชีวิต ที่รอดมาได้เพียง Ibn Sina คนเดียวเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามมีกระแสบางรายงานว่าผู้เสียชีวิตในกลางทะเลทรายนั้นไม่ใช่ Ibn Miskawayh แต่เป็น Abu Sahl Masihi ส่วน Ibn Miskawayh นั้นเสียชีวิตที่หมู่บ้าน Hoca เมือง Isfahan ท่านเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 420 บางรายงานว่าปี ฮ.ศ. 421
   
ผลงานของ Ibn Miskawayh มีหลายเล่มทั้งที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์ ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์และมะฆอสีย์ อาทิเช่น
1.   Kitab Jawidan Hirad
2.   Kitab Adab al-Arab wa al-Fars
3.   Kitab Tartib al-Saadat
4.   Kitab al-Siyasah
5.   Uns al-Farid
6.   Kitab al-Fawz al-Kabir
7.   Kitab al-Fawz al-Asghar
8.   Kitab Mustawfa
9.   Kitab Majmuat al-Khawatir
10.   Kitab al-Jami’
11.   Kitab al-Siyar
12.   Kitab al-Taharah (หรือ Tahzib al-Akhlaq)
13.   Kitab Tajarib al-Umam wa Ta’akib al-Himam

ตำรา Tajarib al-Umam wa Ta’akib al-Himam เล่มนี้ เป็นตำราประวัติศาสตร์รวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ จนถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตของ Sultan Adudud Dawlah ในปี ฮ.ศ.ที่ 372 ในแง่ประวัติศาสตร์แล้วตำราเล่มนี้มีความสำคัญยิ่งโดยเฉพาะการบันทึกอารยธรรมอิสลามในช่วง ศ.ต.ที่ 4 แห่งฮิจเราะฮศักราชอย่างละเอียด  ทั้งที่เกี่ยวกับจริยธรรม การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม แต่เป็นที่น่าเสียด้ายท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้นิยมรับสายรายงานแนวชีอะฮ์ทั้งนี้เพราะว่าท่านมีความสัมพัธ์ใกล้ชิดกับเผ่า Buwayb นอกจากนี้ท่านค่อนข้างมีความเป็นชาตินิยมอีหร่าน

ตำรา Tajarib al-Umam wa Ta’akib al-Himam ได้มีการแปลสรุปโดย Gibb และพิมพ์เผยแพร่พร้อมกับต้นฉบับภาษาอาหรับ ต่อมาได้มีการพิมพ์อีกครั้งหนึ่งที่อียิปต์โดย Farajullah Zaki al-Kurdi การพิมพ์ในครั้งนี้เป็นการพิมพ์ต่อเติมในตำราประวัติศาสตร์ของ Ibn Jarir เป็นเล่มที่ 5 และ6 ทั้งนี้เพราะว่าตำราของ Ibn Jarir สิ้นสุดที่เหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. 302/ ค.ศ. 914 ส่วนตำรา Tajarib al-Umam wa Ta’akib al-Himam เล่มที่ 5 นี้เริ่มด้วยเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. 295 / ค.ศ. 907 ต่อมาได้มีแต่งต่อเติมโดย Abu Shuja’ah Muhammad b. al-Husain (เสียชีวิต ฮ.ศ. 488/ค.ศ.1095) ซึ่งรวบรวมเหตุการณ์ตั้งแต่ ฮ.ศ. 369 จนถึงปี ฮ.ศ. 389 ต่อมา Muhammad b. Abdulmalik al-Hamadani ได้เขียนต่อเติมอีกครั้ง 
 
29.Bayhaqi (เสียชีวิต ฮ.ศ. 470/ ค.ศ. 1077)
   Bayhaqi มีชื่อจริงว่า Abu Fadhl Muhammad b. Husain al-Bayhaqi เกิดที่หมู่บ้าน Harisabad ซึ่งอยู่ในตำบล Bayhaq ใน Khorasan จึงได้รับสมญานามว่า Bayhaqi ท่านเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 470/ ค.ศ. 1077
   
ในปี ฮ.ศ. 412 Bayhaqi เข้าทำงานเป็นข้าราชการใน Diwan al-Risalah แห่งราชวงศ์ Ghaznavid ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจาก Abu Nasr ผู้เป็นหัวหน้าใน Diwan ดังกล่าวและเป็นอาจารย์ของท่านด้วย เมื่อ Abu Nasr เสียชีวิต Abu Sahl Zuzeni ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน และไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้ Bayhaqi ทำงานใน Diwan ดังกล่าวเพราะอายุยังน้อยอยู่ จึงบีบบังคับให้ลาออก เมื่อ Abd al-Rashid Jamal al-Daelah พระราชโอรสของ Sultan Mahmud ขึ้นมาครองราช (ระหว่างปี ค.ศ. 1049-1053) Bayhaqi ถูกเชิญเข้ามาทำงานใน Diwan al-Risalah อีกครั้ง โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้า แต่ก็อยู่ในตำแหน่งไม่นานนักถูกพิพากษาจำคุกในคดีทำให้ประทับตราของ Diwan เสียหาย ในระหว่างที่ท่านถูกกักขังอยู่นั้นเป็นช่วงที่ราชวงศ์ Ghaznavid มีความวุ่นวาย เสื่อมถอยมาก เพราะเกิดศึกแย่งราชบัลลังก์ เมื่อ Sayfud Dawlah Farruhzad  พระราชโอรสของ Sultan Mas’ud ขึ้นมาครองราช Bayhaqi ถูกนำออกมาจากคุกและให้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าใน Diwan ต่อ จนถึง Sultan Farruhzad เสียชีวิต  หลังจากนั้นช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ Bayhaqi ได้ทุ่มเทเกี่ยวกับการเขียนตำราต่างๆ ผลงานของท่านที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งเล่มหนึ่งคือ “Tarikh Bayhaqi”

   ตำรา Tarikh Bayhaqi เขียนขึ้นในสมัย Sultan Farruhzad แห่งราชวงศ์ Ghaznavid มีความหนาถึง 30 เล่ม แต่น่าเสียดายในช่วงการล่าอาณานิคมของชาวมองโกลตำราดังกล่าวส่วนใหญ่ได้สูญหายหมด ยกเว้นช่วงท้ายของเล่มที่ 5 ถึงเล่มที่ 10 ที่หลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบันนี้  เล่มที่เหลืออยู่นี้เป็นการรวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ ฮ.ศ. 421 จนถึง ปี ฮ.ศ. 432 ตำรา Bayhaqi ในฐานะข้าราชการท่านหนึ่งในราชวงศ์ Ghaznavid ท่านได้บันทึกเกี่ยวกับกิจการภายในและความสัมพันธ์กับต่างประเทศของอาณาจักร Ghazvanid อย่างละเอียดซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญมากในฐานะท่านเป็นพยานบุคคลในราชวงศ์ Ghaznavid ทั้งในยุครุ่งเรือง ยุคเสื่อมถอดถอย และวุ่นวาย

   ตำราเล่มนี้ได้จัดพิมพ์ครั้งแรกโดย Morley ในปี ค.ศ. 1862 โดยจัดพิมพ์เป็นตอนๆ ลงใน Bibliothecas Indias ต่อมาใน ฮ.ศ. 1307 ได้จัดรูปเล่มพิมพ์เผยแพร่อีกครั้งหนึ่งที่ Tahran เนื่องจากว่าตำราเล่มนี้ส่วนใหญ่ได้สูญหายไปจึงไม่ทราบว่า Bayhaqi ตั้งชื่อตำราเล่มนี้ว่าอะไร จงตกลงกันใช้ชื่อว่า “Tarikh Bayhaqi”

30.Ibn al-Athir (เสียชีวิต ฮ.ศ. 630)
   Ibn al-Athir เป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงใน ศ.ต. ที่ 6 แห่ง ฮิจเราะฮ์ศักราช ท่านเกิดในปี ฮ.ศ.ที่ 555 ที่หมู่บ้าน Jazirah Ibn Omar ในเขต Mawsil ต่อมาครอบครัวของท่านได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่ Mawsil (Musul) และเสียชีวิตที่นั่นในปี ฮ.ศ. 630 / ค.ศ. 1232 ท่านมีชื่อจริงว่า Ibn al-Athir Abu al-Hasan Izzaddin Ali b. Abi al-Karam  ท่านเป็นคนที่ 2 ในบรรดา 3 พี่น้อง คือ Majiduddin และ Ziyauddin ซึ่งทั้ง 3 ล้วนแต่เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น พี่ชายของท่าน คือ Majiduddin เชี่ยวชาญด้านหะดีษ น้องชาย Ziyauddin เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณคดี ส่วนตัวท่านเองนั้นเชี่ยวชาญและมีความสนใจด้านประวัติศาสตร์ พี่น้องทั้งสามท่านล้วนใช้สมญานามว่า Ibn al-Athir  ผลงานที่สร้างชื่อเสียงของท่านให้โด่งดังมี 3 เล่มด้วยกัน คือ Kitab al-Ansab, Usdu al-Ghabah fi Ma’rifati al-Sahabah และ al-Kamil fi al-Tarikh (หรือ Tarikh al-Kamil) ตำราทั้งสามเล่มนี้ท่านเขียนขึ้นที่ Mawsil

   ตำรา al-Kamil fi al-Tarikh  เป็นตำราประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์อิสลามที่สำคัญเล่มหนึ่ง เริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์การกำเนิดของมนุษย์จนถึงเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. 628 เนื้อหาจัดเรียงตามปีฮิจเราะฮ์ศักราชเหมือนกับตำราประวัติศาสตร์ของ Tabari สายรายงานส่วนใหญ่ท่านจะอิงของท่าน Tabari แต่มีเนื้อหาค่อนข้างมากกว่า บางตอนก็เหมือนกับของ Tabari อย่างตัวต่อตัว ส่วนบางตอนเป็นการเรียบเรียงเป็นภาษาของท่านเอง ตำราเล่มนี้ได้มีการตีพิมพ์โดย Tornberg ในระหว่างปี ค.ศ. 1851-1876 ที่กรุง Leiden มีความหนา 14 เล่ม ต่อมามีการจัดพิมพ์เผยแพร่ที่โรงพิมพ์ Bulag ประเทศอียิปต์อีก 2 ครั้ง ซึ่งพิมพ์ครั้งที่สองในปี ฮ.ศ. 1290/ ค.ศ. 1873

   ตำราของ Ibn al-Athir อีกเล่มหนึ่งคือ Kitab al-Ansab เป็นตำราเกี่ยวกับประวัติวงศ์ตระกูล วงศ์ว่านวานเครือ ซึ่งได้มีการวิพากษ์และตีพิมพ์โดย Abu Said Abdulkarim b.Sam’ani ในรูปเล่มความหนา 8 เล่ม  ส่วนตำรา Usdu al-Ghabah fi Ma’rifati al-Sahabah เป็นตำรารวบรวมชีวประวัติของบรรดาเศาะหาบะฮ์ท่านนบีซึ่งบรรจุประมาณ 7,500 ท่าน และถือว่าเป็นตำราที่สำคัญสำหหรับนักวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และหะดีษเป็นอย่างยิ่ง ตำราเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ที่อียิปต์โดยโรงพิมพ์ Wahbiyah ในรูปเล่มหนา 5 เล่ม

31.Ibn Kathir (มีเสียระหว่าง ฮ.ศ. ที่ 701-774)
Ibn Kathir เป็นทั้งนักหะดีษและนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง เกิดที่หมู่บ้านมูญัยดิลลาฮ ซึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง Busra ประเทศซีเรีย (ชาม)  ในปี ฮ.ศ.ที่ 701 ท่านมีชื่อจริงว่า Al-Imam al-Alim al-Hafiz ‘lmad al-Din Abu al-Fida’ Ismail b. Umar b. Kathir b. Dhaw’ b. Kathir  บิดาของท่านชื่อ อัลคอตีบ ชีฮาบุดดีน อาบูฮิฟซี ( ฮ.ศ. 640-703)  บิดาท่านเสียชีวิตในเดือน ญามาดิลเอาวัล ปี ฮ.ศ.ที่ 703 ศพของท่านได้ฝังไว้ที่กูบุร อัซซัยตูน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน ขณะนั้นท่านยังเล็กอยู่มีอายุเพียง 3 ขวบ
    ปี ฮ.ศ.ที่ 707 ท่านได้ย้ายไปอยู่กับ กามาลุดดีน อับดุลวาฮับ ที่เมืองดามัสกัส และได้ศึกษาหาความรู้จากท่าน ท่านได้ใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้ด้วยการฟังบรรดาผู้อาวุโส และจากบรรดาลุงของท่าน คือ บนีอุกบะฮฺ ที่เมืองบุศรอ ศึกษาฟิกฮฺของ อาบีหะนีฟะฮฺ และยังท่องจำหนังสืออัซซุญาญีย์ นอกจากนี้ยังได้ท่องจำวิชาเกี่ยวกับหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับและวรรณคดีบทกลอนอาหรับ จนได้ชื่อว่าเป็นนักกวีที่เก่งกาจคนหนึ่ง 

   หลังจากนั้นท่านได้ย้ายไปอยู่ในเมืองทางตะวันออกของบุศรอ และได้ศึกษาฟิกฮฺของอีมาม ซาฟีอีย์ ท่านอยู่ในเมืองนี้เป็นเวลา 12 ปี หลังจากนั้นก็ย้ายกลับไปอยู่กับมารดาของท่านที่บ้านเกิด ท่านได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้อย่างสงบสุขและทำการเทศนา ผู้คนกล่าวกันว่าภาษาที่ท่านใช้นั้น ไพเราะเพราะพริ้งมาก

   ท่านมีพี่น้องหลายคน พี่คนโตชื่อ อิสมาแอล, ยูนุส,  อิดริส,  อับดุลวาฮาบ,  อับดุลอาซิส,  มูฮัมมัด และยังมีพี่น้องผู้หญิงอีกจำนวนหนึ่ง ท่านเป็นคนสุดท้อง ท่านได้กล่าวว่า สาเหตุที่ท่านมีชื่อเหมือนกับพี่คนโต เนื่องจากพี่ของท่านนั้นเป็นคนที่ขยัน และพยายามศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา แต่ท่านได้ประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหลังคา ต่อมาไม่กี่วันท่านก็เสียชีวิต บิดาของท่านเสียใจมาก ด้วยความอาลัยท่านจึงได้แต่งโคลงกลอนขึ้นเพื่อไว้อาลัย และหลังจากที่ท่านได้ถือกำเนิด บิดาจึงได้ตั้งชื่อเหมือนกับพี่ชาย

    ท่านมีอาจารย์หลายท่านด้วยกัน เช่น บุรฮานุดีน อัลฟาซารีย์, อัลกามาล บิน กอฎี, ศอฮีรุลฮาฟิส, ซัมอ อิบนุ ซุวัยดีย์ อัลกอเซ็ม บิน อาซากีร, เป็นต้น 

     ท่าน ฮุซัยนีย์ ได้กล่าวว่า ท่านอิบนูกาษีร เป็นทั้งนักตัดสินชี้ขาดปัญหาและเป็นทั้งครู ท่านชอบแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น เป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ การอรรถาธิบายอัลกุรอาน หลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับ และวิชาเกี่ยวกับหะดีษ ท่านซาฮาบีย์ ได้กล่าวว่า ท่านเป็นนักนิติศาสตร์ที่มีความแม่นยำ เป็นนักหะดีษที่มีความเชี่ยวชาญ และเป็นนักอรรถาธิบายที่มีความสามารถในการวิจารณ์

   นอกจากนี้ ท่าน ฮาฟิศ อิบนู หะญัร ได้กล่าวว่า ท่านอิบนูกาษีร ได้ใช้เวลาในการขวนขวายวิชาหะดีษ และหลักวิชาต่างๆ ผลงานของท่านได้แพร่หลายในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไป ผลงานต่างๆ ของท่านก็เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป
   ท่านชีวิตในปี ฮ.ศ. ที่ 774  วันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนชะฮบาน รวมอายุได้ 74 ปี และร่างของท่านได้ฝังไว้ที่สุสานศูฟียะฮ ที่เดียวกับ อิบนู ตัยมียะฮฺ อับนู หะญัร อัลอัสกอลาณีย์ ได้กล่าวว่า ท่าน อิบนูกาษีร ได้รับบาดเจ็บก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต

   ท่านได้แต่งตำราหลายเล่มด้วยและหลากหลายในสาขาวิชา เช่น ตำราเกี่ยวกับการอรรถธิบายอัลกุรอาน  หะดีษ   เตาฮีด ฟิกฮฺ  ชีวประวัติ  ประวัติศาสตร์ เป็นต้น หนังสือที่ท่านแต่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีมี  22 เล่ม แต่ปัจจุบันที่มีอยู่และได้รับการตีพิมพ์มีเพียง 8 เล่ม คือ
1.   Tafsir al-Qur’an
2.   Fadhail al-Qu’an
3.   Jami’ al-Masanid
4.   Al-Ahkam al-Kubra fi al-Hadith
5.   Al-Ahkam al-Sughra fi al-Hadith
6.   Nihayat al-Bidayah wa al-Nihayah
7.   Al-Kawakib
8.   Al-Bidayah wa al-Nihayah

ตำรา  Al-Bidayah wa al-Nihayah  เป็นตำราประวัติศาสตร์สากลและประวัติศาสตร์อิสลามซึ่งมีความหนาถึง 13 เล่ม บรรจุเหตุการณ์ตั้งแต่การกำเนิดของมนุษย์จงถึงเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. 738 / ค.ศ. 1357 นิพนธ์ต้นฉบับเขียนมือมีอยู่เล่มหนึ่งที่หอสมุดกรุงเวียนนา


ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ประวัติศาสตร์อิสลาม 1 761-208 Islamic History I : (โดย อ.รอฟลี แวหะมะ)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2009, 06:40:34 AM »
สำนักต่างๆ ของนักเขียนประวัติศาสตร์อิสลามในยุคต้น

-สำนักมะดีนะฮ์
ลักษณะสำคัญของสำนักมะดีนะฮ์
-เป็นเนื้อหาวิชาการเชิงลึก
-เน้น al-Maghazi และ Sirah
-ให้ความสำคัญในเรื่องสายสืบ (Isnad)
-ใช้ระเบียบวิธีอัลหะดีษ
ตัวอย่างนักประวัติศาสตร์อิสลามสายสำนักมะดีนะฮ์
-Abdullah Ibn Abbas
-Aban Ibn Usman Ibn Affan
-Shurahbil Ibn Sa‘d
-Urwah Ibn Zubair
-Ashim Ibn Umar
-Muhammad Ibn Muslim Ibn Ubaidah Ibn Shihab al-Zuhri
-Musa Ibn Uqbah


ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ประวัติศาสตร์อิสลาม 1 761-208 Islamic History I : (โดย อ.รอฟลี แวหะมะ)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2009, 06:42:25 AM »
-สำนักเยเมน
ลักษณะสำคัญของสำนักเยเมน
-เนื้อหาปะปนกันระหว่างข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
(Historical Fact) กับตำนานเรื่องเล่า (Legend)
-เนื้อหาค่อนข้างมีลักษณะชาตินิยม (Fanatism) ที่พยายาม
แสดงให้เห็นว่าอาหรับทางใต้ดีกว่าอาหรับทางเหนือ
-เนื้อหาประวัติศาสตร์อยู่ในรูปแบบ al-Qasas หรือ Novel
ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ก่อนอิสลาม
-นักเขียนประวัติศาสตร์เป็น Narrator มากกว่า Historian

ตัวอย่างนักประวัติศาสตร์อิสลามสายสำนักเยเมน

-Ka‘b al-Ahbar (d. 32 H.)
-Wahb Ibn Munabbih (d. 114 H.)
-Abid Ibn Shariyyah  al-Jurhumi



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2009, 06:49:45 AM โดย muhtadeen alhaq »

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ประวัติศาสตร์อิสลาม 1 761-208 Islamic History I : (โดย อ.รอฟลี แวหะมะ)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2009, 06:43:57 AM »
-สำนักอิรัก
ลักษณะสำคัญของสำนักอิรัก
-มีรูปแบบที่กว้างขวางกว่าแนวสำนักมะดีนะฮ์และสำนัก
เยเมน ซึ่งครอบคลุมทั้งรูปแบบประวัติศาสตร์ก่อนและ
หลังอิสลาม
-เน้นประวัติศาสตร์บรรดาเคาะลีฟะฮ์
-นักประวัติศาสตร์ในสำนักนี้จะเขียนเรื่องราวของอิรักค่อน
ข้างละเอียดมากกว่าเรื่องราวอื่นๆ
-เนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง สังคมและอารยธรรมอาหรับในดินแดน
ใหม่ๆ ที่ถูกพิชิต

ตัวอย่างนักประวัติศาสตร์อิสลามสายสำนักอิรัก
-Awanah Ibn al-Hakam (d.147 H.)
-Say Ibn ‘Umar al-Asadi ( d. 180 H.)
-Abu Mikhnaf  ( d. 157 H.)
-al-Mada’ini (135-225 H.)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2009, 06:49:30 AM โดย muhtadeen alhaq »

ออฟไลน์ shakoor

  • 7 ผู้คุมกฎ
  • Super Hero Member
  • *
  • กระทู้: 813
    • อีเมล์
Re: ประวัติศาสตร์อิสลาม 1 761-208 Islamic History I : (โดย อ.รอฟลี แวหะมะ)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2009, 12:56:55 PM »
โอ้!!! มาชาอัลลอฮฺ มุฮตาดีนอัลฮัก...มีของดีทำไมพึ่งเอามาตอนนี้...(แต่ก็ดี)
ชากูรขอจองเลมหนึ่ง...ไม่ทราบว่า จะจัดให้ฟรีใช่ไหมครับ...(ล้อเล่น)สำหรับความรู้ดีดีเรื่องค่าใช้จ่ายไม่มีปัญหา
ว่าแต่..เตรียมไว้เลยแล้วกันเล่มหนึ่ง งานแต่งอามิรเดี๋ยวไปเอา...ญาซากัลลอฮฺ คอยร็อน ครับ...
แล้วก็อยากทราบว่า..มีฉบับลงรายละเอียดไหมครับ...ที่นอกเหนือฉบับแนะนำแหล่งอ้างอิงทางวิชาการและบทนำวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์..
คือประมาณ ว่าอยากจะได้ที่พูดถึงรายละเอียดของแต่ละยุค...โดยเฉพาะ มักกียะฮฺ ถึง การล่มสลายของยุค อุษมานียะฮฺ...(แหม!!! ไอ้นี่ได้คืบจะเอาศอก)...แฮะๆ...ถามเผื่อมี...พอดีตอนนี้อะไรๆมันเปลี่ยนไป...การเรียนเริ่มเปลี่ยนแปลง...ความสนใจก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย...
ดูอาอฺให้ด้วยนะครับ...
<a href="http://www.youtube.com/v/TO33UjSbsvM" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/TO33UjSbsvM</a>

ขออุทิศแด่เจ้าของและผู้พิทักษ์ปกป้องผ้าผืนนี้ทุกคน...
เพียงแค่ผ้าผืนเดียว l เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

ออฟไลน์ Abuibanah

  • 4 นักปราชญ์
  • Super Master Member
  • *
  • กระทู้: 1408
  • رهبان الليل وفرسان النهار
Re: ประวัติศาสตร์อิสลาม 1 761-208 Islamic History I : (โดย อ.รอฟลี แวหะมะ)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2009, 01:20:16 PM »
โอ้!!! มาชาอัลลอฮฺ มุฮตาดีนอัลฮัก...มีของดีทำไมพึ่งเอามาตอนนี้...(แต่ก็ดี)
ชากูรขอจองเลมหนึ่ง...ไม่ทราบว่า จะจัดให้ฟรีใช่ไหมครับ...(ล้อเล่น)สำหรับความรู้ดีดีเรื่องค่าใช้จ่ายไม่มีปัญหา
ว่าแต่..เตรียมไว้เลยแล้วกันเล่มหนึ่ง งานแต่งอามิรเดี๋ยวไปเอา...ญาซากัลลอฮฺ คอยร็อน ครับ...
แล้วก็อยากทราบว่า..มีฉบับลงรายละเอียดไหมครับ...ที่นอกเหนือฉบับแนะนำแหล่งอ้างอิงทางวิชาการและบทนำวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์..
คือประมาณ ว่าอยากจะได้ที่พูดถึงรายละเอียดของแต่ละยุค...โดยเฉพาะ มักกียะฮฺ ถึง การล่มสลายของยุค อุษมานียะฮฺ...(แหม!!! ไอ้นี่ได้คืบจะเอาศอก)...แฮะๆ...ถามเผื่อมี...พอดีตอนนี้อะไรๆมันเปลี่ยนไป...การเรียนเริ่มเปลี่ยนแปลง...ความสนใจก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย...
ดูอาอฺให้ด้วยนะครับ...

เบื้องต้นนั้นเนื้อหาทั้งหมดได้ให้พี่น้องบางท่านติดต่อกับ อ.รอฟลี  (อ.จากวิทยาลัยอิสลาม มอ.ปัตตานี) เจ้าของข้อมูล ท่านได้อนุญาตให้นำเสนอเผยแพร่

แต่มีเนื้อหาบางส่วนเช่น ประวัติของท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุสมาน ท่านอาลี และปัญหาการแต่งตั้งคอลีฟะฮฺ (ที่ผมก็มีอยูี่่)

ท่านบอกว่าค่อยเอาลง เพราะยังไม่ได้ตรวจทาน

แต่ถ้าชูกูรต้องการก็ติดต่อเอาไฟลได้

แต่มีข่าวดีคือ เช้าวันนี้ก็ให้เพื่อนไปติดต่อเรื่องนี้แหละ แ่ต่พูดไปพูดมา  อ. ก็ให้ไฟลข้อมูลมีทั้งเนื้อหาและรูปภาพประกอบ เกี่ยวกับสมัยอุสมานียะฮฺอย่างละเอียด และอนุญาตให้เผยแพร่ด้วย อัลฮัมดูลิลลาฮฺ

 อินชาอัลลอฮฺเร็วๆนี้คงถึงมือผม แล้วจะนำเสนอเป้นลำดับต่อไป

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่อยากนำำเสนอคือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นี้แหละ เท่าที่รู้ตั้งแต่สมัยคอลีฟะฮฺอัรรอชีดีนถึง อุสมานียะฮฺ

มีขายอยู่ที่ วอศ.มอ.ปัตตานี ราคาประมาณ 400 บาทเล่มหนา อย่างละเอียด คนเขียนก็ อ.รอฟลี นี้แหละครับ ไปหาซื้อได้

แต่ถ้าต้องการฉบับภาษาอาหรับ มาถ่ายเอกสารที่ผมก็ได้ มีตั้งแต่อามาวียะฮฺ ถึงอุสมานียะฮฺ เพราะเทอมนี้กำลังเรียนอยู่  :-X

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2009, 01:24:07 PM โดย muhtadeen alhaq »