ปิด

เยาวชนแห่งสัจธรรมล็อกอิน

อัสลามมูอาลัยกุมครับ พี่น้องทั้งแหลายล็อกอินก่อนก้อดีน่ะจะเข้าเข้าอย่างถูงต้อง อิอิ.
เข้าสู่ระบบ

ชัยคฺ์นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์

PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย muhtadeen   
วันเสาร์ที่ 05 ธันวาคม 2009 เวลา 14:04

อัล-อัลลามะฮฺ อัล-มุฮัดดิซ มุฮัมหมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์

“ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นบุคคลใดที่อยู่ใต้แผ่นฟ้าในศตวรรษนี้ ที่มีความรู้ในศาสตร์แห่งอัล-หะดีษเหมือนกับเขาอีกเลย”

 

แปลและเรียบเรียงโดย : อบู อิบานะฮฺ


------------------------------------------------------

อัล-อัลลามะฮฺ อัล-มุฮัดดิซ มุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์

 

شَهِدَ اللّهُ أَنَّهُ لاَ إِلَـهَ إِلاَّ هُوَ وَالْمَلاَئِكَةُ

وَأُوْلُواْ الْعِلْمِ قَآئِمَاً بِالْقِسْطِ  لاَ إِلَـهَ إِلاَّ هُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ

อัลลอฮฺทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น และมลาอิกะฮฺ และผู้มีความรู้ในฐานะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น ก็ยืนยันด้วยว่าไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น

(อาลิ-อิมรอน : 18)


ในขณะที่ชีวิตของเราดำเนินผ่านไปในแต่ละวัน ความสนใจของเราที่มีต่อสิ่งต่างๆที่พร้อมจะให้ตัวของเราลุ่มหลงไปกับมันจนทำให้เราลืมไปว่าทุกอย่างที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเราในวันนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ชั่วคราวเพียงเท่านั้น

ช่วงเวลาเดียวกัน...ชีวิตของคนอีกบางคน ของอุมมะฮฺนี้ก็ยังคงดำเนินไปในเส้นทางแห่งการเรียนรู้  เส้นทางที่พวกเขาพร้อมที่จะแสวงหาสิ่งที่ผู้อภิบาลแห่งสากลโลกของเขาทรงประทานให้ สิ่งที่เป็นมรดกของเหล่าอัมบิยาอิลลาฮฺทั้งหลาย   โดยมีชีวิตของพวกเขา ทรัพย์สินของพวกเขาเป็นเสบียง พวกเขาละทิ้งความสุขสบายทุกอย่างเพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นแนวหน้าในศาสตร์แขนงต่างๆ  พวกเขายอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามีอยู่เพื่อน้อมรับคำสั่งสอนของท่านเราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของท่าน ดิ้นร้นต่อสู้เพื่อเผยแพร่คำสอนนั้นออกไป พวกเขาคือบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากบรรดาเหล่าวีรชนแห่งอิสลามทั้งหลาย พวกเขาคือผู้ที่ทำหน้าที่ขัดเกลาจิตวิญญาณ และให้ข้อชี้นำแก่หัวใจทั้งหลาย เผยแพร่วิชาการแห่งสัจธรรม ลบล้างหลักการที่ผิดๆแห่งลัทธินอกรีต และจุดประคบเพลิงแห่งสัจธรรมให้แก่ประชาคมโลก และพวกเขาคือผู้ที่อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า

“และผู้มีความรู้ในฐานะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น ก็ยืนยันด้วยว่าไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น”

เขา...คือผู้ที่ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับศาสตร์อัล-หะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم

เขา...คือไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์หรือนักวิจัยในศาสตร์แห่งอัล-หะดีษก็จะละเว้นที่จะพูดถึงประวัติ  ผลงาน และถ้อยคำของเขาไม่ได้เลย

เขา...คือผู้ที่ชัยค์บินบาซได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นบุคคลใดที่อยู่ใต้แผ่นฟ้าในศตวรรษนี้ ที่มีความรู้ในศาสตร์แห่งอัล-หะดีษเหมือนกับเขาอีกเลย”

เขา...คือผู้ที่บรรดานักปราชญ์ต่างก็ยกย่องและยอมรับว่า “เป็นนักฟื้นฟู(มุญัดดิด)แห่งศตวรรษ”

เขา...คือผู้ที่มักจะร้องไห้เมื่อมีใครมาชมต่อหน้าเนื่องด้วยเกรงการโอ้อวดอย่างสุดหัวใจ

เขา...คือผู้ที่ไม่เคยเขียนคำว่า “ชัยค์”นำหน้าชื่อของตัวเองเลย

เขาคือ อัล-อัลลามะฮฺ อัล-มุฮัดดิซ มุฮัมหมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ ...อาลิมที่ยิ่งใหญ่ผู้ที่บรรดานักปราชญ์ยกให้อยู่แถวหน้าในสนามความรู้ ในศาสตร์แห่งอัล-หะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم แห่งศตวรรษที่ 20

อัล-อัลลามะฮฺ อัล-มุฮัดดิซ มุฮัมหมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ หนึ่งในนักปราชญ์ชั้นนำผู้ยิ่งใหญ่ของมวลมุสลิมในศตวรรษที่ 20 ท่านเป็นนักปราชญ์ชั้นนำในศาสตร์แห่งอัล-หะดีษโดยเฉพาะในเรื่องของกระบวนการตรวจสอบสายสืบนักรายงานอัล-หะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم

การอุทิศชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างที่ชีวิตมีไปในเส้นทางแห่งการเรียนรู้ของชัยค์อัล-อัลบานีย์  นับเป็นแบบฉบับอันงดงามที่คนหนุ่มสาวรุ่นต่อ ๆ มา จะได้ยึดเอาเป็นแบบเรียน บรรดานักปราชญ์ในศาสตร์แห่งอัล-หะดีษได้กล่าวถึงท่านว่า “ท่านเป็นผู้ที่ทำให้ยุคสมัยของอิบนุฮาญัร และอัลฮาฟิซ อิบนุกาษีรกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง”

ปีค.ศ.1914 ท่านได้ถือกำเนิดในเมืองหลวงของประเทศอัลบาเนีย ในยุคที่คอมมิวนิสต์มายึดครองประเทศ บิดาของท่านได้อพยพไปยังประเทศซีเรีย อายุของท่านในช่วงนั้นประมาณ 9 ขวบ ท่านได้เรียนถึงชั้นอิบตีดาอีย์ (ป.6)   ณ โรงเรียนอัลอิสอาฟ อัลคอยรีย์ในเมืองดิมัช ประเทศซีเรีย

ในทัศนคติบิดาของชัยค์อัล-อัลบานีย์มองว่าการศึกษาในระบบนั้นค่อนข้างมีข้อบกพร่องในการอบรมทางด้านศาสนา ท่านจึงร่างหลักสูตรในการเรียนรู้เองให้แก่ชัยค์อัล-อัลบานีย์ โดยได้เน้นในการศึกษาอัลกุรอ่าน หลักการอ่าน(ตัจวีด) ไวยากรณ์และการผันภาษาอาหรับ และฟิกฮฺตามแนวทางของมัซฮับฮานาฟีย์ จนในที่สุดชัยค์อัล-อัลบานีย์ก็สามารถท่องจำอัล-กุรอ่านได้ทั้งเล่มด้วยกับริวายะฮฺฮัฟซฺ อันอาซิม พร้อมกันนั้นชัยค์อัล-อัลบานีย์ก็มีโอกาสไปศึกษากับชัยค์ซะอีด อัล-บุรฮานีย์ในวิชาฟิกฮฺตามแนวทางของมัซฮับฮานาฟีย์และบางส่วนของหนังสือภาษาศาสตร์และสำนวนโวหารภาษาอาหรับอีกด้วย

ด้วยฐานะทางครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนจึงทำให้ท่านต้องออกมาทำงานซ่อมนาฬิกาจนกระทั่งท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีฝีมือดีในการซ่อมและเป็นที่รู้จักของผู้คน  และในช่วงที่ท่านทำงานซ่อมนาฬิกานั้นเอง ท่านก็จะศึกษาศาสตร์แห่งอัล-หะดีษไปด้วย ในเมืองดิมัชจะมีห้องหนังสือแห่ง 1 ถือว่าเป็นห้องหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกมุสลิมมีชื่อว่า “อัลมักตาบะฮฺ อัซซอฮีรียะฮฺ” ณ ห้องหนังสือแห่งนั้นก็จะมีตำรับตำราโบราณสมัยเก่าที่เขียนด้วยลายมือของบรรดาบรรพชนชาวสะลัฟที่ได้อนุรักษ์ไว้อยู่มีเป็นแสนกว่าเล่ม  โดยปรกติแล้วชัยค์อัล-อัลบานีย์ก็จะซ่อมนาฬิกาตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน หลังจากละหมาดซุฮฺรีเสร็จแล้วก็จะเข้าห้องสมุด และจะอ่านหนังสือศึกษาค้นคว้าตลอดจนถึงเที่ยงคืน ท่านจะออกจากห้องหนังสือหลังจากคนอื่นทุกครั้ง ความมุ่งมั่นในการแสวงหาความรู้ของชัยค์อัล-อัลบานีย์จนทำให้ท่านไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนักกับการกิน การดื่ม อาหารที่ครอบครัวของท่านเตรียมให้ไว้ในมื้อเช้า ท่านก็จะนำไปกินในมื้อเที่ยง เช่นเดียวกันอาหารของมื้อเที่ยงท่านก็จะนำไปกินในมื้อค่ำ กิจวัตรของท่านจะเป็นเช่นนี้ตลอด 30 กว่าปี ภายหลังจากนั้นท่านก็ได้อพยพไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย

ในชีวิตของท่านโดยส่วนใหญ่แล้วจะศึกษาหาความรู้ทางศาสนาด้วยตัวของท่านเอง ท่านไม่เคยไปเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งใด จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ในห้องหนังสือก็ได้กำหนดห้อง 1 เพื่อให้ท่านเข้ามาศึกษา และมอบกุญแจห้องหนังสือเพื่อให้ท่านได้เข้ามาศึกษาในเวลาใดก็ได้ตามที่ท่านประสงค์ ด้วยความพยายามของท่าน ตำรับตำราที่อยู่ในมักตาบะฮฺอัซซอฮีรียะฮฺนับเป็นแสนเล่ม ท่านสามารถอ่านได้ทั้งหมดและสามารถบันทึกชื่อตำรับตำราทั้งหมดที่มีอยู่ในห้องหนังสือแห่งนั้น จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในห้องหนังสือยกย่องท่านว่า “ไม่มีใครอีกแล้วที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับห้องหนังสือนี้มากไปว่าชัยค์อัล-อัลบานีย์” คนที่เข้ามาในห้องหนังสือนี้ก็จะไม่ไปถามเจ้าหน้าที่ว่าหนังสือที่เขาต้องการอยู่ที่ไหนแต่จะเข้าไปถามชัยค์อัล-อัลบานีย์แทน

ความตั้งใจของบิดาชัยค์อัล-อัลบานีย์นั้น ต้องการที่จะให้ท่านดำเนินตามแนวทางของมัซฮับฮานาฟีย์และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้มุ่งไปศึกษาศาสตร์แห่งอัอัล-หะดีษ แต่ชัยค์อัล-อัลบานีย์ก็ยังคงมุ่งไปศึกษาศาสตร์แห่งอัล-หะดีษต่อไป ท่านได้เริ่มศึกษาตอนที่ท่านมีอายุ 20 ปี โดยได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของชัยค์มุฮัมหมัด รอชีด ริฏอ ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารอัล-มันนารเป็นอย่างมาก ผลงานชิ้นแรกของชัยค์อัล-อัลบานีย์คือท่านได้คัดลอกหนังสือ “อัลมุฆนีย์...”ที่เขียนโดยอัล-ฮาฟิช อัล-อิรอกีย์ พร้อมกับได้จดบันทึกรายละเอียดอื่นๆที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนั้นอีกด้วย

อีกตัวอย่าง 1 ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการแสวงหาความรู้ของท่าน ในช่วงแรกที่ท่านได้เข้ามาพักพิงอยู่ในประเทศซีเรีย ท่านได้มีอาการปวดตาทำให้แพทย์ที่มารักษาท่านขอให้ท่านระงับซ่อมนาฬิกาและไม่ให้อ่านหนังสือใดๆทั้งสิ้นเป็นเวลา 1 เดือน แต่ภายหลังจากนั้นไม่กี่วันท่านก็มีความรู้สึกเบื่อจึงขอช่วยพี่น้องของท่านไปคัดลอกหนังสือเล่ม 1 ในห้องหนังสือมักตาบะฮฺ อัซซอฮีรียะฮฺซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโดยท่านอิบนุ อบีดดุนยา มีชื่อว่า “ซัมมุล มิลาฮีย์” แต่เมื่อคัดลอกมาถึงหน้า 1 เนื้อหาในส่วนนั้นได้ขาดหายไป แต่ท่านก็ขอให้พี่น้องท่านนั้นคัดลอกต่อไปให้เสร็จ  เมื่อครบ 1 เดือนจากการพักรักษาอาการปวดตาท่านก็ได้เข้าไปในห้องหนังสือเพื่อค้นหาเนื้อหาที่ขาดหายไปด้วยตัวของท่านเองแต่ก็ไม่พบ อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่ท่านกำลังหานี้เองท่านก็ยังสามารถที่จะจดบันทึกอัล-หะดีษในหนังสือต่างๆได้มากกว่า 40 กว่าเล่มด้วยมือของท่าน

ความมุ่งมั่นและความกระตือรือร้นของชัยค์อัล-อัลบานีย์ในการเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ยังคงมีอยู่ตลอดจนกระทั่งท่านได้กลับสู่ความเมตตาของอัรรอฮฺมาน ในช่วงที่ท่านไม่มีความสามารถที่จะศึกษาค้นคว้า ท่านก็จะอ่าน และเมื่อท่านไม่มีความสามารถที่จะอ่านท่านก็จะให้คนอื่นมาอ่านให้ท่านฟัง ท่านพยายามที่จะหาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อยู่ในเส้นทางแห่งการเรียนรู้ เส้นทางแห่งการฟื้นฟูคำสอนของ “อัลอิสลาม” ทุกวินาทีของท่านพร้อมที่จะถวายให้กับเส้นทางนี้ อาการเจ็บป่วยที่ท่านต้องประสบในช่วงท้ายของชีวิตก็ไม่อาจทำให้ความมุ่งมั่นและความกระตือรือร้นของท่านขาดหายไปได้เลย

ท่านเคยถูกจับกุมตัวถึง 2 ครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1967 โดยรัฐบาลซีเรีย ภายหลังจากถูกจับตาจากรัฐบาลมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1960  ทั้งๆที่รัฐบาลก็รู้ว่าท่านไม่เคยสนใจที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องการเมืองเลย แต่ในช่วงเวลาหลังกำแพงคุกนั้นเองก็ไม่ได้ทำให้ท่านหมดโอกาสในการปฏิบัติภารกิจ ดิ้นร้นต่อสู้เพื่อเผยแพร่คำสอนของท่านเราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم  เลย ในช่วงที่ท่านถูกจับกุมตัวในครั้งที่ 2 ซึ่งยาวนานกว่า 8 เดือนนั้น ท่านสามารถตรวจทานหนังสือ “มุคตะศ้อร เศาะฮีฮฺมุสลิมมุสลิม(สรุปหนังสือเศาะฮีฮฺมุสลิม)”ที่เขียนโดยท่านฮาฟิซ อัล-มุนซีรีย์ได้สำเร็จ และได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กับนักปราชญ์ท่านอื่นๆที่อยู่ในสถานที่กักขังได้อีกด้วย

ท่านเป็นนักปราชญ์ที่พร้อมจะกลับสู่ความถูกต้องได้ทุกเมื่อๆมีข้อผิดพลาดในการวินิจฉัย กี่มากน้อยแล้วอัล-หะดีษที่ท่านได้วินิจฉัยว่าซอฮิฮฺแต่ในภายหลังนั้นท่านพบว่าหะดีษดังกล่าวมีข้อบกพร่องท่านก็เปลี่ยนคำวินิจฉัยดังกล่าวโดยทันทีเช่นเดียวกันในปัญหาฟิกฮฺท่านก็เคยมีข้อผิดพลาดในการวินิจฉัย แต่ภายหลังจากนั้นท่านก็ได้เปลี่ยนและกลับสู่ความถูกต้องเช่นปัญหาที่เกี่ยวกับการร่วมหลับนอนกับภรรยาหลังจากสิ้นสุดการมาของประจำเดือน ท่านมองว่าเพียงพอแล้วกับการสิ้นสุดการมาของประจำเดือนโดยที่ไม่ต้องรอให้อาบน้ำญุนุบก่อน แต่ในภายหลังจากนั้นท่านก็ได้เปลี่ยนและได้ให้คำวินิจฉัยเหมือนการวินิจฉัยของบรรดานักปราชญ์ส่วนใหญ่ที่มองว่าจำเป็นที่ต้องอาบน้ำญุนุบก่อนที่จะร่วมหลับนอนกับภรรยา

ด้วยความรู้ของชัยค์อัล-อัลบานีย์ในศาสตร์แห่งอัล-หะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم  จึงทำให้ชัยค์อับดุลอาซีซ บิน บาซ เชิญให้ท่านมาสอนศาสตร์แห่งอัล-หะดีษให้กับน.ศ.ในมหาวิทยาลัยอิสลามอัลมาดีนะฮฺ ท่านได้สอนที่นั้นได้ประมาณ 8 ปี ซึ่งในช่วงนั้นได้มีคำสั่งจากกษัตริย์ไฟซอลให้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ที่เมืองอัล-มาดีนะฮฺ  ชัยค์บินบาซจึงได้เรียกร้องบรรดาอุลามาอฺที่มีชื่อเสียงในด้านวิชาการต่างๆจากทั่วโลกมาสอน ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้  ในส่วนของวิชาศาสตร์แห่งอัล-หะดีษนั้นชัยค์บินบาซได้บอกว่า “ไม่มีใครที่มีชื่อเสียง ที่มีความรู้ในเรื่องศาสตร์แห่งอัล-หะดีษมาก กว่าชัยค์อัล-อัลบานีย์อีกแล้ว ” ซึ่งชัยค์อัล-อัลบานีย์ก็ไม่ได้จบ ดร. ไม่มีปริญญาอะไรเลย ไม่เคยเรียนในมหาวิทยาลัยไหน จบเพียงแค่ชั้น ป.6

ตำรับตำราที่ท่านได้แต่งมานั้นมีมากกว่า 40 เล่ม  ตลอดช่วงชีวิตของท่านได้อุทิศตนในการตรวจสอบตำรับตำราศาสตร์แห่งอัล-หะดีษและได้รวบรวมด้วยตัวเองอย่างมากมาย  เทปที่ท่านได้บรรยายนั้นนับเป็นพัน  ลูกศิษย์ที่ได้ไปเรียนกับท่านไม่ว่าจะเป็นที่ซีเรีย ที่จอร์แดน หรือที่อัล-มาดีนะฮฺมีอยู่ทั่วโลก ไม่มีนักวิชาการหะดีษท่านใดที่มีความรู้เรื่องอัล-หะดีษเว้นแต่ต้องยกย่องท่านและบอกว่า “นั่นคืออาจารย์ใหญ่ของศาสตร์แห่งอัล-หะดีษในศตวรรษของเรา” เพราะเมื่อก่อนนั้นไม่มีใครมีความรู้เรื่องอัล-หะดีษเลยมีท่านคนเดียวที่มาฟื้นฟูศาสตร์นี้ การที่จะรู้ว่าอัล-หะดีษบทใดซอฮิฮฺ หรือฏออีฟ ท่านเป็นคนเริ่มแรกที่มาฟื้นฟู จึงทำให้อุลามาอฺทั่วโลกยอมรับว่าท่านเป็นนักวิชาการทางด้านศาสตร์แห่งอัล-หะดีษที่มีความรู้มากกว่าคนอื่น และสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต 5 ปี ท่านได้รับรางวัลของกษัตริย์ไฟซอล รางวัลของกษัตริย์ไฟซอลจะออกทุกๆปี ในทุกๆสาขาวิชาการแขนงต่างๆ ท่านได้รับรางวัลในสาขาวิชาอัล-หะดีษ รางวัลของกษัตริย์ไฟซ๊อลถือว่าเป็นรางวัลที่มีเกียรติมากๆ เป็นที่ยอมรับอันดับ 3 ของโลก เนื่องจากว่าการคัดเลือกนักวิชาการที่จะได้รับรางวัลนั้นค่อนข้างเข้มงวดมาก

ชัยค์ มิกบัล อัลวัดอีย์ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งได้กล่าวว่า ชัยค์อัล-อัลบานีย์(ขอให้อัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) คือ 1ในนักฟื้นฟู(มุญัดดิด)ที่เราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم กล่าวยืนยันว่าแท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงจัดส่งบุคคลหนึ่งมายังประชาชาตินี้ในทุกๆ 100 ปี (1 ศตวรรษ ) โดยที่เขาจะฟื้นฟูปฏิรูปศาสนาของพวกเขาสำหรับเขาเหล่านั้น

ชัยค์บินบาซได้ถูกถามถึงอัล-หะดีษที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم م ได้กล่าวว่า “ แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงจัดส่งบุคคลหนึ่งมายังประชาชาตินี้ในทุกๆ 100 ปี (1 ศตวรรษ ) โดยที่เขาจะฟื้นฟูปฏิรูปศาสนาของพวกเขาสำหรับเขาเหล่านั้น ” ท่านก็ถูกถามอีกว่าใครคือนักฟื้นฟู(มุญัดดิด)แห่งยุคสมัยนี้ ท่านจึงกล่าวว่า “ชัยค์มุฮัมหมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ คือนักฟื้นฟู(มุญัดดิด)แห่งยุคสมัยนี้ในความคิดของฉัน – อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่ง - ”

อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าในประวัติศาสตร์อิสลามทุกยุคทุกสมัยจะต้องมีนักฟื้นฟู ( มุญัดดิด ) เพื่อทำหน้าที่ฟื้นฟูอิสลามแล้ว อัล-อัลลามะฮฺ อัล-มุฮัดดิซ มุฮัมหมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ ก็เป็นนักฟื้นฟูอีกคนหนึ่งทีเผยแผ่ศาสนาเพื่อที่จะนำพามุสลิมสู่แนวทางในการดำเนินชีวิตแบบอิสลาม

ช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านได้อพยพไปยังจอร์แดน ในที่สุดแล้วทุกชีวิตก็ต้องจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน  ในปี ฮ.ศ. 1420 (ค.ศ. 1999)  ของวันจันทร์ ที่ 22 เดือนญามาดิลอาคิร โลกมุสลิมต้องสูญเสียปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ ท่านได้เสียชีวิตด้วยอาการเจ็บป่วย รวมอายุของท่านในขณะนั้นได้ประมาณ 80 กว่าปี มัยยิตของท่านถูกฝังหลังละหมาด     อิชาอฺของวันนั้น

เชคยูซุฟอัลกอรอฏอวีย์ได้กล่าวไว้อาลัยในการจากไปของท่านว่า “อันที่จริงแล้ว ประชาชาติอิสลามต้องอำลาจากชัยค์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งไปแล้ว และข้าพเจ้าขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ ซบ. ให้อภัยโทษแก่ท่านและให้ท่านอยู่ร่วมกับบรรดาปวงบ่าวที่มีเกียรติของพระองค์ และให้ท่านได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ ในสิ่งที่ท่านได้ให้ความรู้และทำผลประโยชน์ต่อศาสนา”

จะมีสักกี่คนที่การจากไปของเขาไม่อาจเรียกว่าความตายได้  เพราะเขายังมีชีวิตอยู่  ด้วยกับผลงานที่เขาได้ทิ้งไว้ให้แก่มวลมุสลิม และเขาจะยังมีชีวิตอยู่เสมอทั้งในท้องนกสีเขียว ณ ข้างเคียงบัลลังก์ของอัรรอฮฺมาน  และในหัวใจของคนที่อยู่เบื้องหลัง หัวใจของท่าน  ความเชื่อมั่นของท่าน  การมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลามของท่าน การทุ่มเทอุทิศความสุขสบายของท่าน การน้อมรับคำสั่งสอนของท่านเราะสูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของท่าน ดิ้นร้นต่อสู้เพื่อเผยแพร่คำสอนนั้นออกไปของท่าน ล้วนล้ำหน้าเราไปทั้งสิ้น  ดังนั้นคำถามที่ประชาชาติอิสลามต้องถามตัวเองในวันนี้ก็คือ… แล้วมุฮัมหมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ของวันพรุ่งนี้อยู่ที่ไหน?

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 05 ธันวาคม 2009 เวลา 14:25