ปิด

เยาวชนแห่งสัจธรรมล็อกอิน

อัสลามมูอาลัยกุมครับ พี่น้องทั้งแหลายล็อกอินก่อนก้อดีน่ะจะเข้าเข้าอย่างถูงต้อง อิอิ.
เข้าสู่ระบบ

อัลกุรอานและซุนนะฮฺ:เสาหลักแห่งศาสนบัญญัติในอิสลาม

PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2009 เวลา 17:15

อัลกุรอานและซุนนะฮฺ:เสาหลักแห่งศาสนบัญญัติในอิสลาม

เขียนโดย อ.มัสลัน มาหะมะ



อิสลามคือ ศาสนาของอัลลอฮฺที่พระองค์ทรงประทานคัมภีร์เล่มสุดท้ายเพื่อสาธยายแก่นของ ศาสนา พระองค์ยังทรงแต่งตั้งรอซูลคนสุดท้ายเพื่อนำพามวลมนุษย์จากความมืดมนสู่ความ ชัดแจ้งและความหลงผิดสู่ทางนำด้วยความประสงค์ของอัลลอฮฺศาสนบัญญัติในอิสลาม คือประมวลคำสอนอันประกอบด้วยคำสั่งใช้ คำสั่งห้าม และคำบอกกล่าวที่ประกาศโดยนบีมูฮัมหมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ผ่านคำวิวรณ์ (วะหฺยู) จากอัลลอฮฺ เพื่อตอบสนองความต้องการตามสัญชาติญานอันดั้งเดิมของมนุษย์ในการกำหนดวิถี ชีวิตที่ประสบผลสำเร็จและมีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า



ประมวลคำ สอนดังกล่าวยังรวมถึงการศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับที่พ้นญานวิสัยของมนุษย์ ดังกรณีการศรัทธาในพระเจ้า การศรัทธาต่อมะลาอิกะฮฺ(เหล่าเทวทูต) การใช้ชีวิตในโลกหน้า ประวัติของบรรดานบีในยุคก่อนเป็นต้น

ศาสน บัญญัติในอิสลามไม่ได้จำกัดเพียงภาคปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ที่ว่า ด้วย ฟิกฮฺ(กฎหมายอิสลาม) ไม่เจาะจงเพียงแค่ภาคทฤษฎีและความเชื่อที่เชื่อมโยงกับศาสตร์ที่ว่าด้วยเตา ฮีด(หลักเอกภาพในอิสลาม) และไม่ใช่เป็นคำสอนที่เน้นหนักเฉพาะเรื่องจิตวิญญาณหรือจริยธรรมที่คาบ เกี่ยวกับศาสตร์ที่ว่าด้วยศูฟีย์(หลักจริยธรรมและการขัดเกลาจิตใจในอิสลาม) หากเป็นการเชื่อมโยงและผสมผสานระหว่างศาสตร์ต่างๆดังกล่าวอย่างสมดุลและ บูรณาการอย่างครบวงจรที่สุด

อัลกุรอานและซุนนะฮฺจึงเป็นเสาหลัก 2 ประการ ที่ได้รับการคุ้มครองจากอัลลอฮฺ และทั้ง 2 หลักดังกล่าวเป็นแหล่งที่มาของศาสนบัญญัติทั้งปวงในอิสลาม

มุสลิมใน ทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่สมัยนบีมูฮัมหมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) จนถึงปัจจุบันและจวบจนถึงวันกิยามะฮฺ ต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญและให้การยอมรับเสาหลัก 2 ประการดังกล่าวด้วยดีตลอดมา

ถึงกระนั้นก็ตาม ประชาชาติมุสลิมในทุกยุคทุกสมัย ก็มิอาจพ้นจากการใส่ไคล้ในเรื่องศาสนาจากกลุ่มเล็กๆเพียงหยิบมือที่ด้อยทั้ง ประสบการณ์และปราศจากความรู้ แต่มีสำนวนโวหารที่แพรวพราวและฉะฉาน โดยที่พวกเขาเชื่อว่าไม่มีความจำเป็นอันใดเลยที่จะต้องพึ่งพาซุนนะฮฺ ลำพังแค่อัลกุรอานก็เพียงพอแล้วสำหรับการเป็นหลักฐานในศาสนบัญญัติ

นับเป็นความคิดที่ไร้สาระและไม่เป็นที่ยอมรับทางวิชาการโดยแน่แท้ พวกเขาต่างยึดมั่นในข้ออ้างบางประการที่เชื่อว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยัน จุดยืนอันเหลวไหลของพวกเขา สรุปได้ดังนี้

1. อัลลอฮฺได้กล่าวในอัลกุรอาน ความว่า"เรามิได้ให้เกิดความบกพร่องแต่อย่างใดในคัมภีร์"(อัลอันอาม:38) และอัลลอฮฺยังได้กล่าวอีกความว่า" และเราได้ประทานคัมภีร์ให้แก่เจ้าเพื่อชี้แจงและอธิบายในทุกสิ่งทุกประการ" (อันนะหลุ:89)

พวกเขาตีความโองการดังกล่าวว่า อัลกุรอานได้ชี้แจงทุกแขนงวิชาและทุกอย่างที่เป็นความต้องการของมนุษย์ในโลก นี้ไว้อย่างเอียดแล้ว และอัลกุรอานไม่มีข้อบกพร่องใดๆหรือไม่ทิ้งช่องว่างใดๆที่เป็นข้อสงสัยของ มนุษย์เว้นแต่ได้อธิบายทุกอย่างแล้ว โองการดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานอันเพียงพอที่ยืนยันว่าเราควรยึดมั่นและศรัทธา ใน อัลกุรอานเพียงอย่างเดียว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยซุนนะฮฺเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย - ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครอง -

2. อัลลอฮฺได้ประกันว่าพระองค์จะทรงพิทักษ์รักษาอัลกุรอานโดยกล่าวไว้ความว่า "แท้จริงเราได้ประทานข้อตักเตือน(อัลกุรอาน)ลงมาและแท้จริงเราเป็นผู้รักษา มันอย่างแน่นอน"(อัลฮิจรฺ:9) ในขณะเดียวกันพระองค์ไม่เคยยืนยันว่าจะพิทักษ์รักษาซุนนะฮฺ

3. ท่านนบีมูฮำหมัด(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)ได้แต่งตั้งผู้บันทึกอัลกุรอาน เป็นการเฉพาะนับตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของการประทานอัลกุรอาน แต่ท่านนบีฯหาได้แต่งตั้งผู้ทำหน้าที่บันทึกซุนนะฮฺแต่อย่างใดไม่ มิหนำซ้ำยังมีหะดีษที่ท่านนบีฯได้เคยกล่าวความว่า " ท่านทั้งหลายอย่าได้จดบันทึกสิ่งใดๆที่มาจากฉัน เว้นแต่อัลกุรอานเท่านั้น "

4. ด้วยเหตุผลตามข้อ 3 ดังกล่าว เป็นเหตุให้ซุนนะฮฺมีการปะปนคลุกเคล้าด้วยสิ่งแปลกปลอมมากมาย เป็นการยากที่จะแยกแยะและจำแนกระหว่างซุนนะฮฺที่ถูกต้องกับซุนนะฮฺที่ถูก เสริมแต่งและอุตริขึ้นมาทั้งจากกลุ่มที่มีเจตนาดีหรือไม่ดีก็ตาม

ข้อ อ้างทั้ง4 ประการดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลเพียงพอสำหรับพวกเขาที่จะสร้างความชอบธรรมว่า ด้วยเหตุผลประการใดที่พวกเขาไม่ยึดมั่นในซุนนะฮฺและเชื่อถือใน อัลกุรอานเพียงอย่างเดียว

บรรดานักวิชาการมุสลิม(อุละมาอฺ) ต่างก็ตอบโต้แนวคิดดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้

1. อัลกุรอานได้วางกรอบหลักคำสอนในภาพรวม ในขณะที่ซุนนะฮฺได้อธิบายรายละเอียดของศาสนบัญญัติ
การที่ อัลลอฮฺได้กล่าวในอันกุรอานความว่า"และเราได้ประทานคัมภีร์ให้แก่เจ้าเพื่อ ชี้แจงและอธิบายในทุกสิ่งทุกประการ" (อันนะหลุ:89) คำว่า ?ทุกสิ่งทุกประการ? ตามความหมายของโองการดังกล่าว หมายถึงหลักการสำคัญหรือรากฐานของศาสนาที่หมายรวมถึงหลักการศรัทธา หลักการปฏิบัติในภาพรวม และส่วนหนี่งของหลักศาสนา คือ ภารกิจของท่านนบีฯที่จะต้องให้คำอรรถาธิบาอัลกุรอานหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ภารกิจสำคัญของซุนนะฮฺ คือ การให้ความกระจ่างและอธิบายอัลกุรอาน ดังที่อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ความว่า:"และเราได้ประทานอัลกุรอานแก่เจ้าเพื่อจะ ได้ชี้แจง(ให้กระจ่าง)แก่มนุษย์ซึ่งสิ่งที่ได้ถูกประทานมาแก่พวกเขา" (อันนะหลุ:44)

ไม่มีคนใดในกลุ่มนักวิชาการมุสลิมทั้งอดีตและปัจจุบัน ที่ตีความว่า อัลกุรอานได้อธิบายสารัตถะของศาสนาอย่างละเอียดละออทุกประการ เพราะหากเป็นเช่นที่พวกเขาแอบอ้างแล้ว บรรดามุสลิมก็ไม่ทราบวิธีการละหมาดโดยแน่แท้ ทั้งนี้เพราะไม่เคยปรากฏในอัลกุรอานแม้แต่โองการเดียวที่อธิบายวิธีการและ รูปแบบการละหมาดอันหมายรวมถึงจำนวนร็อกอ๊าต ช่วงเวลาเข้าละหมาด เงื่อนไขและสาระหลักของการละหมาด ตลอดจนบทดุอาและคำกล่าวต่างๆที่จำเป็นต้องอ่านทั้งในและนอกการละหมาด ทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ล้วนรับทราบโดยผ่านซุนนะฮฺแทบทั้งสิ้น เช่นเดียวกันกับซะกาต ฮัจญ และศาสนบัญญัติอื่นๆที่อัลกุรอานได้กล่าวบทบัญญัติในภาพรวม โดยที่ซุนนะฮฺได้ขยายความตลอดจนแจกแจงรายละเอียดบทบัญญัติดังกล่าวอย่างเป็น ขั้นตอนจนสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

อิมามเอาซาอีย์(เสีย ชีวิตปี157ฮศ.)กล่าวว่า อัลกุรอานมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการอธิบายโดยซุนนะฮฺ มากกว่าซุนนะฮฺที่มีความจำเป็นได้รับการอธิบายโดยอัลกุรอานเสียอีก ในขณะที่อิมามเชากานีย์ได้กล่าวว่า โดยสรุปแล้ว ซุนนะฮฺคือหลักฐานสำคัญในศาสนบัญญัติในอิสลาม และซุนนะฮฺเป็นสิ่งจำเป็นในศาสนา ไม่มีผู้ใดที่เห็นขัดแย้งในเรื่องดังกล่าว เว้นแต่ผู้นั้นเป็นบุคคลที่ต้องสงสัยต่อการยึดมั่นในศาสนาอิสลาม

และ เป็นสิ่งที่น่าขบขันตลอดจนเป็นสิ่งยืนยันของความโง่เขลาเบาปัญญาของกลุ่มนี้ คือ พวกเขาไม่ยอมรับซุนนะฮฺของท่านนบี (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้อย่างเต็มอกว่าอัลกุรอานได้ถูกประทานลงมายังท่านนบีมูฮัมหมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และการที่พวกเขาสามารถอ่านอัลกุรอานจนถึงวันนี้ก็เพราะการเผยแผ่และการถ่าย ทอดคำสอนของท่านนบีมูฮัมหมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) มายังประชาชาติ ถ้าหากจะให้สอดคล้องกับทฤษฎีอันจอมปลอมของพวกเขาแล้ว น่าจะปฏิเสธ อัลกุรอานให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลย - ขออัลลอฮฺได้โปรดชี้ทางนำด้วยเทอญ -

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 ธันวาคม 2009 เวลา 10:50